Se connecterคุณหญิงรัชนี สีหน้าเคร่งเครียดกำลังนั่งกุมขมับอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ตัวงามในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปโบราณ ตรงหน้ามีแคตตาล็อกดอกไม้ที่เปิดทิ้งไว้
"ตายจริง... ฉันจะหาดอกกุหลาบมอญที่สมบูรณ์สำหรับงานกาล่าในอีกสองวันได้จากที่ไหนกันเนี่ย!” เธอนั่งบ่นกับตัวเอง..เพราะร้านประจำที่คุณหญิงเคยสั่งก็ดันมีปัญหาเรื่องโรคพืช กุหลาบที่ต้องการไม่เหลือสักดอก
ผีลุงจันทร์ ลอยเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ เขายิ้มกริ่มเมื่อเห็นเหยื่อกำลังตกอยู่ในความท้อแท้ "อู้ย... แย่จังเลยนะครับคุณหญิง... ดอกไม้เหี่ยวๆ แหว่งๆ นี่มันไม่สวยเลยเนอะ..."
ลุงจันทร์เริ่มปฏิบัติการเป่าหู
แน่นอนว่าคุณหญิงรัชนีไม่ได้ยินเสียงกระซิบของผี แต่ลุงจันทร์รู้ดีว่าการจะส่งผลกระทบต่อจิตใจมนุษย์นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เสียง ผีอย่างเขาเริ่มใช้พลังวิญญาณดึงเอาภาพและความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับอำเภอปากช่อง เขาใหญ่ และ การเกษตรดั้งเดิม เข้ามาในความคิดของคุณหญิงรัชนีอย่างแนบเนียน
คุณหญิงรัชนีกำลังคิดถึงรายชื่อซัพพลายเออร์เจ้าอื่นอยู่ดีๆ จู่ๆ ภาพของตลาดสดที่เต็มไปด้วยพืชผักสีเขียวสด และภาพของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ใส่หมวกสานกำลังดูแลแปลงดอกไม้อย่างตั้งอกตั้งใจก็แล่นเข้ามาในหัว
"เอ๊ะ... ทำไมฉันถึงนึกถึงตลาดแถวปากช่องขึ้นมาได้นะ? ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปมานานแล้ว..." คุณหญิงขมวดคิ้ว แต่ภาพในหัวก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ผีลุงจันทร์เร่งพลัง! เขาส่งความรู้สึกที่เป็นเหมือนทางออกที่ง่ายที่สุด เข้าไปในจิตใต้สำนึกของฝ่ายตรงข้าม
…เหตุการณ์หนึ่งที่เธอเกือบลืมไปแล้วก็เกิดขึ้นในมโนภาพ
ที่บ้านของเธอเอง…ในวันนั้น เพลงอวยพรวันเกิด เสียงตบมือดังสนั่น และแสงไฟวอร์มไวท์ระยิบระยับประดับประดาไปทั่วสวนหลังบ้านทรงยุโรปของเธอ กลิ่นอายอาหารระดับพรีเมียมและเสียงหัวเราะของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์
“เป่าเค้กเลยค่ะหมอภีม”
“สุขสันต์วันเกิดนะครับหมอภีม ขอให้คนไข้น้อยๆ พักผ่อนเยอะๆ นะครับ” หมอเจตน์ เพื่อนสนิทเอ่ยพร้อมชนแก้วไวน์ ขณะที่พยาบาลน้ำหวานและพยาบาลนุ่มนิ่ม ต่างยิ้มแย้มมอบของขวัญให้เจ้าภาพอย่างเป็นกันเอง
“ขอบคุณครับทุกคน” ภีมตอบสั้นๆ ใบหน้าหล่อเหลายังคงความเรียบเฉยตามฉบับคุณหมอหนุ่มมาดเนี๊ยบ
ทว่าหางตาของเขากลับเหลือบไปมองร่างเล็กในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตาที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างพยาบาลนุ่มนิ่ม น้องนัทบุรุษพยาบาลน้องใหม่ที่เพิ่งย้ายมาทำงานในแผนกศัลยกรรมได้แค่เดือนเดียว ใบหน้าหวานและดวงตากลมโตนั่นมักจะทำให้หัวใจของภีมแกว่งผิดจังหวะเสมอ... แต่เขาก็เลือกที่จะสะกดมันไว้ด้วยความเย็นชา และสั่งตัวเองเสมอว่า เขาไม่ควรรู้สึกอะไรแบบนี้กับเด็กผู้ชาย
“หมอภีมคะ นี่ของขวัญจากเมย์ค่ะ” พยาบาลเมย์ แทรกตัวเข้ามาพร้อมกล่องของขวัญราคาแพง เธอปรายตาพ่นลมหายใจใส่นัทอย่างไม่ปิดบังความไม่ชอบหน้า ก่อนจะหันไปส่งยิ้มหวานให้เจ้าของวันเกิด
“ขอบใจมากครับเมย์ วางไว้ตรงนั้นเลย” ภีมตอบโดยไม่แม้แต่จะสบตาเธอ ทำเอาเมย์หน้าเสียไปครู่หนึ่ง
ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไป คุณหญิงรัชนีดูสง่าในชุดผ้าไหมสีอ่อนก้าวเข้ามาในวงสนทนา สายตาเฉียบคมของท่านหยุดลงที่เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักอย่างนัท
“คนนี้หน้าตาน่าเอ็นดูจัง ชื่ออะไรจ๊ะเรา?” คุณหญิงเอ่ยทามด้วยรอยยิ้ม
“นัทครับ... นัทเป็นบุรุษพยาบาลที่วอร์ดหมอภีมครับคุณหญิง” นัทรีบยกมือไหว้ด้วยความประหม่า
“บ้านของนัทอยู่ปากช่องค่ะคุณท่าน น้องนิสัยดีมาก ขยันขันแข็งมากเลยค่ะ” พยาบาลนุ่มนิ่มชอบไปเที่ยวที่ปากช่องที่สุด วันหยุดทีไรเธอไม่เคยพลาด เพราะอากาศที่นั่นสุดวิเศษ คาเฟ่แทบทุกแห่งเธอไปมาแล้วทั้งสิ้น แม้แต่คำแนะนำน้อง เธอยังอดกล่าวถึงอำเภอปากช่องไม่ได้
“อ้าว คนปากช่องเหรอจ๊ะ? อากาศที่นั่นดีนะ แล้วที่บ้านทำอะไรล่ะเรา?” คุณหญิงรัชนีซักไซ้ด้วยความสนใจ
“คุณแม่ทำสวนดอกไม้กับสวนผลไม้ครับ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากครับผม” นัทตอบพลางยิ้มกว้างเมื่อพูดถึงทางบ้าน ความสดใสของนัททำเอาคนรอบข้างพลอยยิ้มตาม ยกเว้นเพียงหมอภีมที่ยังคงยืนกอดอกนิ่ง
“สวนดอกไม้เหรอ? มิน่าล่ะ กลิ่นอายเราถึงได้ดูสะอาดสะอ้านน่ามองแบบนี้” คุณหญิงชมไม่ขาดปาก “ภีม... วันหลังถ้าแม่อยากไปเที่ยวปากช่อง พาแม่ไปบ้านน้องนัทได้ไหมลูก?”
…ทันใดนั้น คุณหญิงรัชนีก็ดีดนิ้วขึ้นมาอย่างแรง!
"จริงสิ! น้องนัทไง…ใช่แล้ว! ฉันลืมเด็กคนนั้นไปได้ไงเนี่ย”
ลุงจันทร์ยิ้มอย่างโล่งอก... แม้จะไม่ต้องเป่าหูให้หนักหน่วง แต่ความเครียดของคุณหญิงบวกกับข้อมูลในหัวของนาง ทำให้เกิดการเชื่อมโยงขึ้นเองโดยอัตโนมัติ! แผนสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง!
คุณหญิงรัชนีรีบกดโทรศัพท์หาเบอร์โทรศัพท์มือถือของลูกชายทันที
"ภีม! ลูกชาย! แม่มีเรื่องด่วนมากๆ ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากเราหน่อย!"
“ครับแม่.. ตอนนี้ผมคุยไม่ได้..แม่รออีกสิบนาทีนะครับ เดี๋ยวโทรกลับ”
“โอเคจ้ะ แม่รักลูกนะ”
“รู้แล้วคร่าบ..ผมก็รักแม่ครับ”
...นัทที่กำลังนั่งคุยอยู่กับพ่อแม่ก็ต้องชะงักเมื่อรับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยโชว์หราที่เครื่องของเขา
"ครับ... นัทพูดครับ"
"นัทเหรอ? นี่หมอเองนะ หมอภีม"
เสียงที่เนี๊ยบและเย็นชาของหมอภีมดังมาจากปลายสาย นัทรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม หรือว่าหมอมีเคสด่วนงั้นเหรอ ต้องการให้เขาไปช่วยละมั้ง นัทกลอกเสียงเบาๆ ไปตามสาย "ครับหมอ มีอะไรหรือเปล่าครับ? มีเคสด่วนที่โรงพยาบาลเหรอครับ?"
"เปล่า... เป็นเรื่องส่วนตัวน่ะ... คุณแม่ของฉัน ท่านเครียดมากเลย เอ่อ..เรื่องงานกาล่าในอีกสองวันของท่านน่ะ" น้ำเสียงของหมอภีมฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อยกับปัญหาส่วนตัวที่ไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเลย "พอดีฉันเพิ่งทราบจากท่านว่า... ครอบครัวนายทำสวนอยู่ที่ปากช่องเหรอ?"
นัทพยักหน้า "ใช่ครับ... พ่อกับแม่ผมเพิ่งเอาของมาจากสวนเลยครับ"
"คุณแม่ของฉัน... ท่านต้องการดอกกุหลาบมอญที่สวยสมบูรณ์จำนวนมากอย่างเร่งด่วน และที่สำคัญ... ท่านอยากจะปรึกษาเรื่องวิธีจัดการกับโรคพืชด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเพลี้ย ที่กำลังระบาด" หมอภีมเว้นวรรคเล็กน้อย "คุณแม่ท่านขอให้ฉันโทรมาถามว่า... พอจะช่วยประสานงานให้คุณแม่ได้คุยกับคุณพ่อหรือคุณแม่ของนัทได้ไหม? ถ้าเป็นเรื่องของการเกษตร... ท่านคิดว่าครอบครัวนายน่าจะช่วยเหลือได้ดีที่สุด"
นัทหันไปมองหน้าพ่อกับแม่ที่กำลังเงี่ยหูฟังอย่างกระตือรือร้น
"อ๋อ! ได้สิครับหมอภีม! พ่อกับแม่ผมอยู่ตรงนี้พอดีเลยครับ... งั้นเดี๋ยวผมให้คุณแม่คุยเลยนะครับ"
นัทส่งโทรศัพท์ให้คุณสมพร ผู้ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้กัน
"สวัสดีค่ะ... ดิฉันสมพรนะคะ เป็นแม่ของน้องนัทค่ะ... ค่ะ... เรื่องดอกกุหลาบมอญ... อ๋อ! ได้เลยค่ะ! ที่สวนของเรามีกุหลาบมอญที่เพิ่งตัดมาเมื่อวานซืน สวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ... เรื่องเพลี้ยเหรอคะ? ได้เลยค่ะ! ถ้าเป็นพวกเพลี้ยแป้ง พวกนี้ต้องใช้สูตรน้ำส้มควันไม้ผสมสะเดาค่ะ... เดี๋ยวพรจะช่วยดูให้นะคะ!"
คุณสมพรคุยโทรศัพท์อย่างออกรสออกชาติกับคุณหญิงรัชนีราวกับเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน ส่วนคุณอำนาจก็รีบเสริมจากข้าง ๆ "บอกคุณหญิงไปเลยว่าของเรามันปลอดสารเคมี! ของดีจากปากช่อง!"
ย่าแสง ที่เดินมานั่งร่วมวงอยู่เงียบๆ มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วยิ้มกริ่ม
"สำเร็จ!" ย่าแสงกระซิบกับผีลุงจันทร์ที่ลอยอยู่ข้างหลังแก "จันทร์ แกทำได้ดีมาก คุณหญิงรัชนีต้องมาติดหนี้บุญคุณอีพรเรื่องดอกไม้กับวิธีการกำจัดเพลี้ยแน่!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! แผนสร้างหนี้บุญคุณลุล่วงด้วยดีครับคุณย่า! ต่อไปคือการนัดพบ!" ผีลุงจันทร์ดีใจจนตัวลอย
ตอนนี้... คุณสมพรกำลังจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรที่ต้องไปช่วยกอบกู้หน้าให้คุณหญิงรัชนี! การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
...เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น คุณสมพรพร้อมด้วยสามี ที่อาสาขับรถกระบะขนกล่องอุปกรณ์กำจัดเพลี้ยชีวภาพและกุหลาบมอญชั้นดีจากสวนที่ปากช่องมาเป็นของกำนัลพิเศษให้กับภรรยาของท่านนายพลเกษม
ลูกชายไม่ได้ไปกับพ่อแม่ เพราะเขาต้องเข้าเวรดึก แต่ก็ได้กำชับพ่อแม่ให้สุภาพเรียบร้อยที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าภารกิจนี้คือส่วนหนึ่งของแผนการลับของย่าแสงเอง
เมื่อรถกระบะเก่าๆ ที่บรรทุกปุ๋ยคอกและไม้พุ่มมาด้วยเลี้ยวเข้าสู่คฤหาสน์อันโอ่อ่าตระการตา คุณสมพรถึงกับอุทาน
"โอ้โฮ! นัททำงานเป็นพยาบาลมาตั้งนาน... ไม่เคยบอกเลยนะว่าหมอภีมบ้านรวยขนาดนี้!" สมพรกลืนน้ำลายเอื๊อก
หมอภีมในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบที่ดูเนี๊ยบจนน่าขนลุก ยืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ด้วยสีหน้าขรึมๆ
ข้างๆ เขาคือคุณหญิงรัชนี ผู้ดูดีมีสง่าราศีในชุดเดรสหรู และท่านนายพลเกษมบิดาของหมอภีม ที่ดูเป็นคนเคร่งขรึมตามยศถาบรรดาศักดิ์
"สวัสดีค่ะคุณแม่น้องนัท! คุณพ่อ" คุณหญิงรัชนีรีบเดินเข้ามาจับมือคุณสมพรด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างโล่งใจ "ขอบคุณมากจริง ๆ นะคะที่กรุณามาถึงที่นี่... ถ้าไม่ได้คุณพร งานเลี้ยงของดิฉันคงล่มแน่ ๆ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหญิง" สมพรยิ้มอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนตามประสาชาวสวน "ดอกไม้เป็นเรื่องเล็กน้อยค่ะ... เราเป็นคนไทยด้วยกัน ช่วยเหลือกันได้"
หมอภีมยืนนิ่ง สังเกตพ่อแม่ของนัทเงียบๆ เขาสังเกตเห็นเสื้อผ้าที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านของพวกเขา มือที่หยาบกร้านของคุณสมพรที่บ่งบอกถึงการทำงานหนัก และรอยยิ้มที่จริงใจ
"คุณนัทเขาเป็นคนดีมากเลยนะคะคุณพร" คุณหญิงรัชนีกล่าวชมพยาบาลนัทต่อหน้าบิดามารดา "เขาดูแลคนไข้ดีมาก... ลูกชายดิฉันเองก็ชมเขาบ่อย ๆ"
หมอภีมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อถูกพาดพิง "คุณแม่ครับ... เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ"
คุณสมพรกับคุณอำนาจถูกพาไปยังเรือนเพาะชำหลังคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบมอญที่โดนเพลี้ยแป้งขาวโพลนเกาะกินจนสภาพยับเยิน
"พวกเพลี้ยแป้งค่ะคุณหญิง" ป้าสมพรพูดอย่างมั่นใจ "โชคดีที่พวกมันยังไม่ลงหนักมากนัก ถ้าเป็นที่สวนของเราจะหนักกว่านี้หลายเท่าค่ะ"
แม่ของนัทลงมือทันที เธอหยิบขวดน้ำส้มควันไม้ผสมน้ำที่เตรียมมา ผสมกับน้ำสะอาดในสัดส่วนที่พอเหมาะ และเริ่มสอนคนสวนให้ฉีดพ่นอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งอธิบายถึงสารสกัดจากสะเดาที่ใช้บำรุงป้องกันเพลี้ยในระยะยาว
"มันไม่ได้หายทันทีนะคะคุณหญิง" คุณสมพรบอก "แต่ถ้าฉีดตอนนี้แล้วทิ้งไว้หนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเพลี้ยที่อ่อนแอจะร่วงไปหมดค่ะ ส่วนงานเลี้ยง เดี๋ยวเอากุหลาบสวยๆ ที่สวนของพรกับสามีก่อนก็ได้ มีเยอะค่ะคุณหญิง พอใช้แน่นอน"
คุณหญิงรัชนีดีใจจนน้ำตาแทบไหล "คุณพร! คุณคือผู้มีพระคุณของดิฉันจริงๆ นะคะเนี่ย! ยังอุตส่าห์จะให้ดอกกุหลาบมอญที่สวยสมบูรณ์กับดิฉันอีก!... ดิฉันขอซื้อทั้งหมดเลยนะคะ!"
คุณอำนาจยิ้ม "ไม่เป็นไรหรอกครับคุณหญิง เราตั้งใจให้เป็นของขวัญสำหรับงานเลี้ยงครับ ถือว่าเราได้ทำบุญร่วมกัน"
หมอภีมมองดูพ่อแม่ของนัทอย่างพิจารณา พวกเขาดูเป็นคนซื่อตรงและมีน้ำใจอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากพวกนักธุรกิจที่เข้ามาตีสนิทพ่อของเขาเพื่อผลประโยชน์
เขายอมรับว่าความรู้สึกชื่นชมที่เขามีต่อพยาบาลหนุ่มได้แผ่ขยายมาสู่บิดามารดาของเขาด้วยแล้ว
เมื่อหนังจบลง แสงไฟในโรงฉายก็สว่างขึ้น หมอภีมรีบลุกขึ้นยืนทันทีอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาฟอร์มความเป็นคนเย็นชาเอาไว้ เขาเอ่ยว่า "ก็... ได้ความรู้ดี" พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงวิชาการเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับมือน้องนัทไปเมื่อครู่"ครับ สนุกมากเลยครับหมอภีม ขอบคุณนะครับ" นัทพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจของเขายังคงเต้นไม่เป็นจังหวะจากสัมผัสเมื่อกี้ขณะที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงหนัง โดยมีคนตัวสูงเดินนำหน้าอย่างรักษาระยะห่างเพียงเล็กน้อย จู่ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างสดใส"อ้าว! ตายแล้ว! นั่น... นั่นหมอภีมกับน้องนัทคนน่ารัก ไม่ใช่เหรอคะ!?"ทั้งหมอภีมและน้องนัทหันไปมองพร้อมกัน และสิ่งที่เห็นก็คือ หมอเจตน์ แพทย์ศัลยกรรมเพื่อนสนิทของหมอภีม, พยาบาลน้ำหวาน ผู้ช่วยคนเก่ง, และ นุ่มนิ่มพยาบาลขาเม้ามอยอันดับหนึ่งของโรงพยาบาล! ทั้งสามคนกำลังยืนรอคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ผีลุงจันทร์ ที่กำลังจะลอยตามไปติดๆ ถึงกับเบรกตัวโก่งกลางอากาศ 'เวรกรรม! พวกขาเม้าท์โรงพยาบาลมาได้ยังไงวะเนี่ย!'"โหหหหห! ไม่จริง!" นุ่มนิ่มยกมือทาบอกอย่างตกใจสุดขีด "นี่มันอะไรกันคะหมอภีม! พาน้องนัทมาดูหนั
หมอภีมยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน จ้องมองปากกาในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด เขากำลังต่อสู้กับความรู้สึกที่หลากหลายในใจ โดยมีผีลุงจันทร์ลอยอยู่ข้างๆ ส่งกระแสจิตสนับสนุนอย่างเต็มที่" เอาสิไอ้ภีม! โอกาสสุดท้ายแล้วโว้ย"หมอภีม "น้องนัท..."เจ้าของชื่อนัท ที่กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์รายงานอยู่ก็หยุดมือ และเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจรอฟัง "ครับ"อีกฝ่ายก่อนจะพูดบางอย่าง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอด คราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเย็นชาหรือความกระอักกระอ่วนมาขัดขวางอีกแล้ว เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ความเป็นความตายมาหมาดๆ เรื่องนี้จึงควรเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดในโลกหรือไม่และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำ แต่แฝงด้วยอำนาจสั่งการในแบบฉบับของเขาเอง ราวกับกำลังสั่งให้ไปหยิบผ้าก๊อซ หรือสั่งจ่ายยาอะไรสักอย่าง"เรื่องชุดออกงานนั่นน่ะ... ไม่ต้องส่งเลขาไปหรอก เสียเวลา" "ครับ.." นัททำหน้างงหมอภีมกล่าวอีก "นายกับฉันไปซื้อด้วยกัน พรุ่งนี้เช้า หลังฉันเสร็จธุระที่บ้านแม่"คนถูกสั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่คำพูดที่มาจากคนที่เพิ่งจะโยนบัตรเครดิตให้ไปจัดการเองเมื่
สองวันต่อมายามเย็นของสลัมเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะของบ้านข้าง ๆ เสียงเรือเก่าครูดน้ำ และกลิ่นขยะลอยคลุ้ง แต่ในบ้านของเข้ม ทุกอย่างกลับเงียบสงัดอย่างประหลาดพายืนกลางห้อง มือกำหูหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ยัดของใช้ส่วนตัวจนป่อง เธอไม่มองเข้มแม้เพียงเสี้ยววินาที“พา… อย่าทำแบบนี้นะ” เข้มรีบเข้าไปขวางประตู สีหน้าทั้งหวาดกลัวและอ้อนวอน “เราคุยกันใหม่ได้ไหม พี่จะหางานเพิ่ม พี่จะไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว พี่ขอโท..”พาผลักเขาออกเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้เข้มสะดุดถอย “ฉันตัดสินใจแล้วเข้ม ไม่มีอะไรให้คุยอีก”“แต่ลูกกวาด… ครอบครัวเราจะ..”“พี่ไม่ต้องสอนฉันเรื่องครอบครัวนะ” เธอกัดฟัน “ตั้งแต่โดนโกง ฉันก็เป็นคนต้องวิ่งหาเงินทุกวัน พี่ทำอะไรได้บ้าง นอกจากหวังพึ่งน้ำใจคนอื่นไปวัน ๆ”คำพูดนั้นเหมือนเหล็กแหลมทิ่มทะลุหัวใจเข้ม เขาอ้าปาก แต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะทุกอย่างที่เธอว่า… มันจริงพาสะพายกระเป๋า หยิบรองเท้า แล้วเปิดประตูบ้านผุ ๆ ออกไปทันที ตรงหน้าบ้าน มีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ เขาสูงกว่าเข้ม ตัวใหญ่กว่า และเสื้อผ้าที่สวมใส่บ่งบอกถึงอีกฝ่ายไม่ใช่คนในสลัม ใบหน้าคมกริบพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนความมั่นใจว่า ผ
บ้านไม้ผุที่ตั้งอยู่ริมคลองเน่าเหม็นยังคงส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะเศร้าสร้อยทุกครั้งที่ลมจากคลองพัดผ่าน ราวกับเป็นเสียงถอนหายใจของตัวบ้านเอง หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ความตึงเครียดได้บ่มเพาะจนถึงขีดสุดพานั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเตี้ย ๆ ที่เต็มไปด้วยเอกสารแห่งความพ่ายแพ้ บิลเก่าที่ค้างชำระจนสีซีดจาง กระดาษทวงหนี้ที่ตัวอักษรสีแดงฉานเหมือนรอยเลือด และสมุดบัญชีที่ตัวเลขแดงพรืดเหมือนเลือดคั่งในบาดแผลเก่า เธอไม่ได้แค่กุมขมับ แต่เป็นการโอบศีรษะไว้ราวกับกลัวว่ามันจะระเบิดออกด้วยความสิ้นหวัง ใบหน้าของเธอเหนื่อยล้าจนเกือบจะว่างเปล่า ดวงตาที่เคยมองโลกอย่างทะเยอทะยานบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดเข้มเดินเข้ามาจากด้านนอก ความร้อนระอุของแดดอ่อน ๆ ยังติดอยู่บนเสื้อยืดเก่า ๆ ของเขา มือยังเปื้อนน้ำมันเครื่องสีดำคล้ำจากการรับจ้างซ่อมรถในซอย กลิ่นน้ำมันกับเหงื่อเป็นกลิ่นประจำตัวที่พาเคยชิน แต่ตอนนี้มันกลับเป็นกลิ่นแห่งความล้มเหลว“วันนี้พี่ได้มาแค่สามร้อยเองพา” เข้มพูดเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเมียรัก “เขาบอกงานน้อย… พวกเด็กแว้นมันไม่ค่อยมาซ่อมกันเลยช่วงนี้.. แย่ชะมัด”พาไม่ตอบ เธอเพียงหายใจเข้าออกหนักๆ เสียงดัง
ห้องทำงานหมอภีมหมอภีมหันกลับมาเผชิญหน้ากับน้องนัทอีกครั้ง ใบหน้าคมคายเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่น้องนัทอย่างจริงจัง จนเด็กหนุ่มต้องหลุบตาลงเล็กน้อยผีลุงจันทร์ ลอยตัวเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจรอฟังประโยคที่ควรจะง่ายแสนง่ายนี้"นี่นัท!" หมอภีมกล่าวเสียงเฉียบขาด "ฉันจะบอกนายตรงๆ เลยนะ... เรื่องชุดออกงานอะไรนั่นน่ะ... มันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของพวกชนชั้นสูง ฉันไม่ได้อยากไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด แต่แม่ขอร้องมา..."น้องนัทเงยหน้าขึ้นมองหมอภีมอย่างสงบ "ครับ"หมอภีมถอนหายใจยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดูเป็นเรื่อง 'งาน' และ 'ภาระ' ที่เขาจำเป็นต้องทำ"ดังนั้น... ฉันจะมอบหมายภารกิจนี้ให้นาย" หมอภีมล้วงกระเป๋าสตางค์หนังแท้ราคาแพงออกมา เขาดึงบัตรเครดิตสีดำใบหนึ่งที่จำกัดวงเงินมหาศาลออกมาวางไว้บนโต๊ะทำงาน"นี่คือบัตรของฉัน" หมอภีมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันพรุ่งนี้... นายไปเลือกซื้อชุดที่... ที่ไหนก็ได้ที่มันแพงที่สุดตามที่แม่ต้องการ เลือกมาให้ดีที่สุดสำหรับงานกาล่า... นายไปกับเลขาของฉัน""โธ่เอ๊ย! ไม่ใช่แบบนั้น!" ผีลุงจันทร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างสิ้นหวังในความคิดของเขาเอง ร่างโป
“ลูกมาได้ยังไง…” พาเอ่ยถามลูกชายเสียงสั่น“ผมได้ยินเสียงตะโกนจากท้ายซอยครับแม่ เลยรีบวิ่งมาดู” ลูกกวาดย่อตัวลงข้างพ่อแม่ มือสั่นระริกเมื่อเห็นรอยเลือด เขารีบไปหยิบผ้าขนหนู จุ่มเข้าไปในอ่างน้ำเล็กๆ ทั้งที่น้ำในอ่างขุ่นคล้ำจนมองไม่เห็นก้นอ่าง เขาบรรจงเช็ดเลือดให้พ่อด้วยความอ่อนโยน แล้วหันมาดูรอยฟกช้ำบนแขนแม่ด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม “แม่เจ็บไหมครับ...”พาส่ายหน้าทั้งน้ำตา “ไม่เจ็บเท่าที่พ่อเจ็บหรอกลูก”ลูกกวาดสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าให้เสียงไม่สั่น “พ่อครับ... แม่ครับ... ทางโรงเรียนเขาทวงค่าเทอมอีกแล้วครับ”คำพูดนั้นทำให้ความเงียบที่เคยมีกลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง เข้มกับพามองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง“เขาบอกว่าถ้าอาทิตย์นี้ผมไม่จ่าย เขาจะตัดสิทธิ์การสอบปลายภาคครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่ด้วยแววตาที่เจ็บปวด “ผม... ผมอาจไม่ได้เรียนต่อ ม.6 แล้วนะครับ”คำพูดสุดท้ายนั้นเหมือนคมมีดเชือดกลางอกของพ่อแม่ เข้มกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน รู้ดีว่าลูกชายพยายามเรียนหนักเพียงใด เขานอนดึกตื่นเช้าเพื่ออ่านหนังสือ หวังเพียงใบปริญญาที่เชื่อว่าเป็นทางรอดเดียวของครอบครัว พาก็ยกมือปิดปากไว้แน่น น้ำตาเอ่อ

![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





