Se connecterรถกระบะคันเก่าค่อย ๆ จอดเทียบหน้าธรณีอาคารชั้นเดียว สีขาว-เขียวเก่าๆ ที่มีป้ายไม้เขียนไว้ด้วยอักษรตัวโตๆว่า
"อนามัยบ้านห้วยขมิ้น" ตัวอาคารดูเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนสมุนไพรเขียวชอุ่ม บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงนกและสายลมพัดผ่านยอดไม้ สวนหย่อมเล็กๆถูกตกแต่งจนดูสวยสะดาดตา ชายสูงวัยในเสื้อกาวน์สาธารณสุข เดินออกมายืนรอต้อนรับพร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างสองร่างกระโดดลงจากรถกระบะแม้สองร่างนั้นจะดูขมุกขมอมเพราะถูกทั้งฝุ่นแดงๆและลมที่พัดเอาจนผมเผ้ากระเซอะกระเซิง "ดีจริงๆ...ที่พวกคุณมาถึงก่อนที่จะมืดจะค่ำยินดีต้อนรับนะครับคุณหมอทั้งสองคนผม...แขไท..หมอประจำอนามัยที่นี่" ชายสูงวัยที่เรียกตัวเองว่าหมอแขไทยืืนมือมาจับมือบางทั้งสองอย่างยินดี ใบข้าวและศรัณย์รีบยกมือไหว้ เธอรู้จักบุคคลตรงหน้าอย่างดีเขาคืออาจาร์ยหทอแขไทที่มีวิธีการสอนที่แปลกประหลาดและใบข้าวเองก็ชอบการสอนของเขามาก และนี่เป็นอีกเหตุผลที่เธอเลือกที่จะมาที่นี่ " สวัสดีค่ะ อาจาร์ยหมอ หนูใบข้าวค่ะส่วนนี่เพื่อนที่มาด้วย หมอศรันย์ค่ะ" ใบข้าวแนะนำเพื่อนสาวที่ไหว้ย่ออย่สงสวยงามเรียกเสียงหัวเราะและความยินดีอย่างยิ่งให้แก่หมอแขไทเขายิ้มก่อนจะมองหมอคนใหม่ทั้งคู่ด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง "ผมอยู่ที่นี่มาครึ่งค่อนชีวิต มีหมอใช้ทุนมาหลายรุ่นมาก แต่ไม่เคยมีหมอที่อยู่ทนและมาเยอะขนาดนี้ ผมยินดีมากนะครับ เชิญเข้ามาพักที่อนามัยก่อน เดี๋ยวผมจะแนะนำให้รู้จักครอบครัวของเรา" หมอแขไทเดินนำหน้าสองคุณหมอเข้าไปยังอนามัยเล็กๆที่ดูสะอาดสะอ้านกว่าที่คิด มันทีที่สองคนเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ที่โถงพักคอยก็มีหญิงสาวหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะเดินออกมาพร้อมกันจากห้องด้านใน คนหนึ่งยิ้มหวาน อีกคนยิ้มซุกซน ดวงหน้ามนของทั้งคู่เรียกได้ว่างามชดช้ ยเลยทีเดียว "สวัสดีค่ะคุณหมอใหม่" ทั้งสองคนยกมือไหว้ประนมสวัสดีตามมารยาทพลางเดินเข้ามาทักทายหมอใหม่ทั้งสอง "ฉันชื่อสกาวเดือนค่ะ เรียกเดือนเฉยๆก็ได้" "ฉันชื่อดาราพรายค่ะ เรียกดาวเฉยๆก็ได้" ทั้งคู่แนะนำตัว ใบข้าวหันมองซ้ายที ขวาทีด้วยท่าทางฉงนสงสัย ทั้งคู่แทบไม่มีอะไรแตกต่างเลยสักนิดเหมือนเป็นกระจกส่องของกันเเละกันก็มิปาน "...เอ่อ....ใครเดือน...ใครดาวนะคะ" ฝาแฝดทั้งสองหัวเราะพร้อมกันดูสนุกชอบใจ "ลองทายดูสิคะคุณหมอใหม่" ทั้งคู่ส่งสายตาซุกซนมาให้คุณหมอใบข้าวทำเอาทั้งสองถึงกับงงงวย ศรัณย์เอียงตัวกระซิบเบา ๆ กับเพื่อนสาว "จบแล้วแก...แยกไม่ออกเลยว่ะ!!" อาจาร์ยหมอแขไทส่งเสียงหัวเราะร่าเมื่อเห็นเหตุการณ์น่าสนุกสนานตรงหน้า เขารีบห้ามปรามสองแฝด " เดี๋ยวเถอะยัยเดือน ยัยดาว อย่าแกล้งหมอใหม่สิ แล้วหอมเล่าไปไหนเสียแล้ว " อาจาร์ยหมอหันมองรอบๆแต่ยังไร้วี่เเว่วของสมาชิกอีกคนอยู่ดี "ป้าหอมไปเตรียมห้องให้หมอใหม่ค่ะเดี๋ยวก็มา" สกาวเดือนตอบคำถาม เพียงๆไม่นานนักเงาร่างของหญิงวัยกลางคนก็ปรากฏขึ้นจากด้านในห้อง หล่อนเดินถือถังผ้าขี้ริ้วออกมาพลางส่งยิ้มให้คุณหมอคนใหม่สองคน "สวัสดีค่ะคุณหมอคนใหม่ ป้าชื่อป้าหอมนะจ๊ะต่อไปนี้มีอะไรก็บอกป้าได้นะอยู่ที่นี่ไม่ต้องเกรงใจกัน มีอะไรที่ป้าพอช่วยได้หมอบอกป้าได้เลยนะคะ" ป้าหอมแนะนำตัวเองพลางเช็ดมือเข้ากับผ้ากันเปื้อนสีขาวที่คาดอยู่ตรงสอบเอว คำพูดง่าย ๆ ของป้าหอมทำให้ทั้งสองรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน นี่ก็เป็นสิ่งเล็กๆที่ทำให้ หญิงสาวและชายสาวแห่งเมืองกรุงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อย ป้าหอมจึงพาแพทย์ใหม่ขึ้นไปยังบ้านพักด้านหลังอนามัย ซึ่งถูกปลูก อยู่ไม่ไกลจากตัวอน่มัยมากนักเผื่อเกิดเหตุร้ายเหตุด่วนอะไรก็สามรถวิ่งมาที่อนามัยได้ทุกเมื่อ ตัวอาคารเป็นบ้านไม้ยกสูงมีระเบียงหน้าบ้านเป็นชานกว้างมีโต๊ะและเก้าอี้ โถงกลางบ้านอยู่ตรงกลาง ถัดจากโถงเป็นโต๊ะทานข้าวและห้องครัว กับห้องน้ำ สองฝากฝั่งอาคารเป็นห้องนอนฝั่งละสามห้อง "ห้องผู้หญิงอยู่ฝั่งซ้าย ห้องผู้ชายอยู่ฝั่งขวา ห้องน้ำอยู่ด้านหลัง จะแยกห้องส้วมกับห้องอาบน้ำ ถัดจากนี้เป็นครัวนะหนูหิวอะไรก็กินได้เลยนะลูก เดี๋ยวพวกหนูพักผ่อนก่อนนะลูกเดินทางมาตั้งไกลเหนื่อยแย่เลย เมื่อกี้ป้าเตรียมกับข้าวง่ายๆไว้ให้ด้วยถ้าหิวก็กินได้เลยนะลูกนะ " ป้าหอมดูคล่องแคล่วว่องไวเกินวัยมากเพียงครู่เดียวทั้งสองคนก็เข้าใจโครงสร้างบ้านได้ในทันที ใบข้าวเลือกห้องที่เหลืออยู่คือห้องแรกติดระเบียง ส่วนศรันย์ก็เลือกห้องตรงข้ามโดยเว้นห้องตรงกลางเอาไว้ ใบข้าวทิ้งตัวลงบนเตียงทันทีที่เก็บข้าวของเข้าที่เสร็จความเหน็ดเหนื่อยที่เผชิญมาทั้งวันนั้นได้รับการผ่อนคลายลงมาบ้าง ก๊อก ก๊อก ก๊อก "อิใบ" เสียงเรียกและเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ใบข้าวรีบไปเปิดประตูให้ศรันย์เดินเข้ามายังในห้องนอน ชายหนุ่มร่างบางใจหญิงเดินราวกับหมดแรงไปยังริมหน้าต่างที่มองเห็นอนามัยได้อย่างชัดเจน "ในที่สุด....นั่งรถมาตั้งกี่ต่อ...รบกับแม่มาตั้งกี่วัน...หัวเหอเนื้อตัวคลุกฝุ่นมาทั้งวัน..ฉันรู้สึกเหมือนกระดูกจะหลุดเลยอ่ะแก" ทั้งสองหัวเราะอย่างเหนื่อยอ่อน พลางทอดสายตามองไปยังความว่างเปล่าที่ทั้งคู่ก็ไม่รู้ว่ากำลังมองอะไรอยู่ ทว่าความสงบอยู่ได้เพียงไม่นานเสียงเอะอะมะเทิ่งก็ดังขึ้น "หมอ!!" "หมอช่วยด้วย!!" เสียงโหวกเหวกดังขึ้นจากหน้าอนามัยสองหมอใหม่ที่ได้ยินรีบวิ่งลงไปโดยอัตโนมัติ ชาวบ้านหลายคนกำลังช่วยกันหามชายสองคนเข้ามายังอนามัย คนแรก...ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยแผลลึกคล้ายถูกสัตว์ป่าตะปบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เลือดไหลไม่หยุด อีกคนไม่มีบาดแผลร้ายแรงแต่ดวงตาเหลือกค้างน้ำลายฟูมปากปากพึมพำไม่เป็นภาษาใบข้าวรีบสวมถุงมือ แล้วปลี่ี่เข้าหาผู้แ่วยทันที "คนนี้เสียเลือดมาก!" ศรัณย์ตรวจชีพจรทันที "ชีพจรตก!" หมอแขไทออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว "เดือน เตรียมน้ำเกลือ!" "ดาว ห้องทำแผล!" "ป้าหอม เครื่องมือเย็บแผล!" อนามัยเล็ก ๆ กลับคึกคักราวกับห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลใหญ่ทุกคนทำงานอย่างเป็นระบบแม้สถานที่จะเล็กแต่ฝีมือกลับไม่เล็กตามแม้แต่หมอใหม่อย่างใบข้าวและศรันย์ก็ทำงานได้ราบรื่นเพราะความช่วยเหลือจากดาว เดือน และป้าหอม ไม่นาน...ชายที่ถูกตะปบก็เริ่มพ้นขีดอันตรายแม้จะมีรอยเย็บแผลฉกรรจ์ไปทั่วทั้งร่างใบข้าวถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่... ชายอีกคนกลับทรุดหนักลงเรื่อย ๆเขายังคงพูดจาไม่รู้เรื่องดวงตาไร้สติบางครั้งก็หัวเราะบางครั้งก็ร้องไห้ก่อนจะจ้องมองมุมห้องราวกับดำลังมองเห็นใครบางคน หมอแขไทนิ่งเงียบตรวจร่างกายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ "โรคแบบนี้...อาจารย์รักษาไม่ได้" ทุกคนเงียบกริบ ใบข้าวชะงัก "หมายความว่า..." หมอแขไทหันไปมองป้าหอม "ป้าหอมฝากคนไปตามหมอสิงห์ที" เพียงได้ยินชื่อนั้น ชาวบ้านหลายคนก็รีบวิ่งออกจากอนามัยทันทีราวกับพวกเขสกำลังหวาดกลัวต่อบางสิ่งบางอย่าง ใบข้าวหันมองศรัณย์อย่างสงสัย "หมอสิงห์...เป็นหมอเฉพาะทางเหรอ?" ใบข้าวถามเบาๆ ศรัณย์ส่ายหน้า "ไม่รู้!!สิกูก็พึ่งมากับมึงไหมอิใบ" "เอ่อ...กูลืม" ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังจะเดินตามออกไปดูหญิงชราคนหนึ่งกลับเอามือกันไว้ "นักท่องเที่ยวอย่ามายุ่งเรื่องของชาวบ้าน!" ชาวบ้านอีกคนอีกคนรีบเสริม "เข้าไปเดี๋ยวก็ซวยหรอก ออกไปไป๊!!" ใบข้าวกับศรัณย์มองหน้ากันงง ๆ สภาพของทั้งคู่อยู่ในเสื้อยืดยับ ๆ กางเกงเปื้อนฝุ่น และผมยุ่งจากการเดินทาง ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นหมอนึดว่าเป็นแค่นักท่องเที่ยวไปเสียอย่างนั้น หมอแขไทหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดขึ้นมาว่า "เขาสองคน...คือหมอใหม่ของอนามัย นี่หมอใบข้าว ส่วนนี่ หมอศรันย์ พึ่งมาจากกรุงเทพสภาพเลยยับเยินอย่างที่เห็น" ทั้งลานอนามัยเงียบสนิทชาวบ้านมองหน้ากันหญิงชราคนเดิมรีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน "ตายแล้ว!!ป้าขอโทษหมอป้านึกว่านักท่องเที่ยว!!! เดี๋ยวนี้บ้านเรามักจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวป่าบ่อย นี่...แต่งตัวแบบนี้เลย!!!" หญิงชราจับตัวของใบข้าวหมุุนซ้ายหมุนขวา ส่วนชาวบ้านอีกคนรีบก้มศีรษะ "นึกว่านักท่องเที่ยวจริงๆคนพวกนั้นชอบแล้มเรื่อยขอสูมาๆ " เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลานแม้สถานการณ์จะยังตึงเครียดแต่รอยยิ้มเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรก ขณะเดียวกัน... ลึกเข้าไปในป่าห้วยขมิ้นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้มเก็บสมุนไพรอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ เสียงลมพัดโชยราวกับเสียงกระซิบของภูติพราย เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี แสงสีชาตแต่งแต้มท้องฟ้าบ่งบอกว่าพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าอีกครั้งแล้ว ชายหนุ่มรีบเก็บข้าวของแล้วเร่งฝีเท้าเดินออกจากป่าใหญ่เหมือนรับรู้ได้ว่า...มีใครบางคนกำลังเรียกหาเขา...ภายในห้องประชุมเล็ก ๆ ของอนามัยบ้านห้วยขมิ้น เต็มไปด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมเพดานหมุนครืดคราดอยู่เหนือศีรษะด้านนอกหน้าต่างชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหกเข้าไปยังห้องพักผู้ป่วยชั่วคราวโดยมีเสียงครางของผู้ป้วยและเสียงออกคำสั่งของชาวบ้านดังเป็นระยะ ๆ ที่เสียงครางดังลอดเข้ามายังห้องประชุมเล็กๆของอนามัย"อ่า...""อ่า..."เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นทางตันที่อื้ออึงไปด้วยปริศนาหมอแขไททนนั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถอดแว่นออกมานวดสันจมูก ใบหน้าของแพทย์อาวุโสเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนและหนักใจตั้งแต่เป็นหมอมา เขาเคยรักษาคนมานับหมื่น เคยเจอทั้งโรคระบาดอุบัติเหตุหมู่คนถูกยิงคนถูกงูกัดคนถูกหมีตะปบถึงแม้จะเคยเจอ เคสที่ถูกีเข้าหรือผีทำร้ายอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้ ไม่เคยเจอคนที่เหมือนตายแล้ว แต่กลับยังมีชีวิตอยู่"เอาล่ะ"หมอแขไทเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน ทุกสายตาหันมามอง ชายชราสูดลมหายใจลึกก่อนพูดช้า ๆ เพื่อทำลายความเงียบงันที่แสนอึดอัดนี้"พวกเราอ้อมค้อมกันมามากพอแล้วผมอยากถามตรง ๆ"เขา
ตลอดทางจากวัดมายังอนามัยบ้านห้วยขมิ้นมันราวกับพวกเขารู้ตัวว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคตไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่ศรันย์ที่ปกติพูดไม่หยุดก็ยังเงียบเพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าไว้ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป...เมื่อมาถึงอนามัย ภาพตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนชะงักชาวบ้านกว่าสิบคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าอนามัยหมอแขไทยืนคุมสถานการณ์อยู่ไม่ไกลทันทีที่เห็นหมอสิงห์และหมอทั้งสอง อาจารย์หมอก็ถอนหายใจโล่งอก เขากวักมือเรียกทุกคนทันทีที่พวกเขาก้าวลงจากรถ"มาสัก ทีรีบมาดูนี่หน่อย"ทุกคนรีบเดินเข้าไปตามคำเชิญ ก่อนจะพบกับกลุ่มคนที่ถูกมัดติดกับต้นไม้ด้วยเชือกหลายเส้นผู้ป่วยซูบผอมผิดปกติผิวหนังซีดราวกับไร้ซึ่งเลือดฟาด ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นตาขาวมากกว่าปกติริมฝีปากแห้งแตกแต่ไม่มีบาดแผลไม่มีร่องรอยการถูกกัดไม่มีรอยฟกช้ำไม่มีเลือด...ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆก่อนส่งเสียงออกมา"อ่า...""...อ่า...""...อ่า..."ศรันย์ถึงกับหยุดเดิน"เดี๋ยวนะ...ทำไมฟังเหมือนซอมบี้เลย"ชาวบ้านคนหนึ่งพยักหน้าแรง"ใช่ครับหมอเมื่อคืนผมนอนไม่หลับเลยดูหนังผีฝรั่งมันเหมือนเป๊ะ! เเต่นี่มันเหมือนคนมากกว่าไม่มีบาดแผล"
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านยอดไม้ใหญ่ภายในวัดบ้านห้วยขมิ้น แม้หมู่บ้านจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว แต่ความหวาดกลัวจากสองคืนที่ผ่านมา ยังคงตกค้างอยู่ในหัวใจของผู้คนใบข้าวแทบวิ่งออกจากอนามัยทันทีที่จักรมาบอกข่าว ศรันย์วิ่งตามหลังมาติด ๆ ส่วนผู้กองฉัตรกล้าที่กำลังพูดคุยเรื่องเวรยามกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่หน้าอนามัยก็รีบตามมาด้วยเช่นกันเมื่อทั้งสามมาถึงวัดสายตาของใบข้าวก็หันไปทางชายป่าท้ายวัดทันที แล้วหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้น ร่างสูงในเสื้อม่อฮ่อมสีเข้มกำลังเดินออกมาจากแนวไม้แม้เสื้อผ้าจะเปื้อนดินแม้จะมีรอยขาดจากกิ่งไม้แม้ใบหน้าจะดูอิดโรยจากการอดหลับอดนอน แต่หมอสิงห์ก็ยังคงเป็นหมอสิงห์ ชายหนุ่มผู้มีแววตาแน่วแน่เสมอ ใบข้าวไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังวิ่ง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา"คุณ!"หมอสิงห์ชะงักก่อนยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งใจของเขารู้สึกราวกับ มีแมลงบินอยู่ข้างในอก"หมอ"ใบข้าวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังตรวจคนไข้"เจ็บตรงไหนไหมได้กินข้าวหรือเปล่าเป็นไข้ไหมมีแผลตรงไหนหรือเปล่า"คำถามรัวเร็วจนหมอสิงห์หัวเราะเบา ๆเขารู้สึกดีจนอธิบายไม่ถูก "ใจเย็นก่อนผมยังไม่
หลังจากที่ค่ำคืนอันปสนจะยาวนานผ่านพ้นไป สิงห์รับเร่งออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันสาดลงสู่ผืนป่ากระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดวงจิตพี่พรายถูกเก็บไว้ในย่ามอย่างทะนุถนอมส่วนจุกนั้นลอยนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างตั้งใจคอยปัดเป่าเหล่าสัมภเวสีและไล่สัตว์มีพิษน้อยใหญ่ให้ ผู้ที่เขาเรียกว่าพ่อชายหนุ่มตั้งใจจะกลับถึงบ้านห้วยขมิ้นก่อนค่ำแต่ยิ่งเดิน...เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติผืนป่าเงียบเกินไปเงียบจนผิดธรรมชาติไม่มีเสียงนกไม่มีเสียงลิงแม้แต่สัตว์เล็ก ๆ ก็แทบไม่ปรากฏให้เห็นราวกับทุกชีวิตกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง" พ่อ!!! มันมีบางอย่างแปลกๆ"จุกหยุดชะงักก่อนจะค่อยๆลอยมาใกล้ๆชายหนุ่มไม่นานนักพวกเขาก็พบต้นเหตุ เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เงาดำหลายสิบร่างพุ่งผ่านแนวไม้ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว บ้างไส้ทะลัก บ้างคอหัก บ้างกลางตัวเป็นรูโบ๋ กลิ่นสะอิสะเอียนลอยอวนอยู่ในอากาศ มันคือผีป่า แต่ไม่ใช่ผีป่าที่พวกเขาคุ้นเคย ดวงตาของพวกมันแดงฉาน สีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งบางตนไล่กัดกินกันเองบางตนร้องไห้คร่ำครวญบางตนพุ่งชนต้นไม้จนร่างแตกสลายราวกับมันกำลังเสียสติจุกหน้าซีด"พ่อ...พวกผีป่าเป็
สิงห์แทบไม่ได้หยุดพักเลยตั้งแต่ออกจากหมู่บ้าน เขาเดินฝ่าป่ามาสองวันเต็ม ข้ามลำห้วยปีนหน้าผาสูง ลัดเลาะไปตามทางสัตว์ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันที่สอง เสียงน้ำตกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดัง ซ่าๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ใจุกที่ลอยนำทางอยู่รีบหันกลับมาบอกอย่างตื่นเต้น"พ่อ!!...ถึงแล้วครับ"หมอสิงห์เร่งฝีเท้าทันที หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักม่านน้ำตกสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ละอองน้ำลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกในความฝัน แอ่งน้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกาย ระยิบระยับ แต่สิ่งที่อยู่ริมแอ่งน้ำทำให้ชายหนุ่มหยุดนิ่ง ร่างเล็ก ๆ สีฟ้าจาง ๆ กำลังขดตัวอยู่ใต้ก้อนหินไม่มีรูปร่างเป็นหญิงสาวงดงามอีกแล้วไม่มีเส้นผมยาวสลวยไม่มีอาภรณ์งดงามเหลือเพียงก้อนพลังงานคล้ายสไลม์โปร่งแสงขนาดเท่าลูกมะพร้าว มันค่อย ๆ กระเพื่อมอยู่ช้า ๆ หมอสิงห์รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด"พี่พราย..."เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับว่าหวาดกลัวว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะปลิงหายไปในทันที ก้อนพลังงานนั้นค่อย ๆ ขยับ ตอบสนองเสียงเรียก ก่อนจะมีดวงตาสองดวงปรากฏขึ้น ในก้อนนั้น มันมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่งเสียงแ
อนามัยบ้านห้วยขมิ้นยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เกือบเที่ยงคืนภายในห้องผู้ป่วย...ชายชราชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงให้น้ำเกลือ เขาถูกลูกหลานหามมาจากหมู่บ้านบนดอยเมื่อวานนี้ ด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงและไข้สูงหลายวันหมอใบข้าวนั่งเขียนเวชระเบียนอยู่หน้าโต๊ะส่วนหมอศรันย์กำลังตรวจวัดความดันผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคนเข้าเวรพร้อมกันเพื่อให้เดือน กับดาวได้ลาพักหลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน"ไข้ลดลงแล้ว"ศรันย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบข้าวยิ้มบาง ๆ"อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นั่งพักสัก..."ปัง!เสียงประตูอนามัยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ยังไม่ทันที่ใบข้าวจะพูดจบเสียด้วยซ้ำทั้งสองสะดุ้งพร้อมกันต้วนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเป็นคนแรกในมือหอบหมอนกับผ้าห่มและตุ๊กตาหุ่นพยนต์ที่หมอสิงห์ให้เอาไว้ตามมาด้วยกุมารีแก้วและพี่ณีทว่าครั้งนี้...พี่ณีดูแปลกๆไป จากที่เป็นผีที่อารมณ์ดี ขี้เล่นและบรรยากาศของเธอจะสบายๆกว่าผีตนอื่นๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อยสีผิวซีดขาว...ใบหน้าเคร่งเครียด...ดวงตาคมกริบที่ไร้ตาขาวจับจ้องออกไปนอกอาคาร"หมอ!"เสียงของเธอดังหนักแน่นกว่าทุกครั้ง"รีบปิดประตู!ปิดห







