ANMELDENตอนที่ 6: ชีพจรซ่อนคม
บรรยากาศในห้องทรงอักษรตกอยู่ในความเงียบงันที่บีบคั้นเสียจนได้ยินเพียงเสียงพัดลมที่ไหวเบาๆ และเสียงลมหายใจที่พยายามสะกดกลั้นของเหล่าขุนนางที่คุกเข่าระเนระนาดอยู่บนพื้น ทุกคู่สายตาต่างจับจ้องมาที่ หลินเซวียน ราวกับเขากลายเป็นจุดศูนย์กลางของพายุที่พร้อมจะทำลายล้างทุกอย่าง เบื้องหน้าของเขาคือ โจวเหวินตี้ โอรสสวรรค์ผู้มีสายตาคมดุจกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพเขาได้ทุกเมื่อหากคำตอบไม่เป็นที่พอใจ หลินเซวียนรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆ ที่ซึมชื้นตามแผ่นหลัง แม้ภายนอกเขาจะดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นเชือกที่ขึงตึงเหนือหุบเหว ‘ก้าวผิดเพียงนิด... หัวจะหลุดจากบ่า แต่ถ้าไม่เดินต่อ... ก็ไม่มีทางรอด’ เขาย้ำกับตัวเองในใจ “ยื่นมือมาสิ” สุรเสียงเรียบต่ำทว่าทรงอำนาจสั่งการ ฮ่องเต้โจวเหวินตี้ทรงวางพระหัตถ์ลงบนหมอนรองข้อพระหัตถ์ หลินเซวียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบจิตใจ เขาค่อยๆ ยื่นนิ้วมือเรียวบางของตนแตะลงบนจุดชีพจรอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น ครั้งนี้เขาไม่ได้รีบร้อนเหมือนคราวก่อน หลินเซวียนหลับตาลง ตัดเสียงรบกวนรอบข้างออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนตรงหน้า เขาย้ายตำแหน่งนิ้วจากจุด ชุ่น ไปยัง กวาน และ ฉื่อ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ผ่านไปอึดใจใหญ่... ความเงียบนั้นนานเสียจนขุนนางบางคนเริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว ภายใต้ความสงบนิ่งของชีพจรที่ดูเหมือนคนปกติ หลินเซวียนสัมผัสได้ถึง “คลื่นใต้น้ำ” จังหวะการเต้นของหัวใจฮ่องเต้มีความสม่ำเสมอเพียงเปลือกนอก แต่มันกลับมีช่วงที่ ‘ตกวูบ’ เล็กน้อยราวกับถูกแรงดึงดูดบางอย่างฉุดรั้งไว้ เป็นจังหวะที่เบาบางเสียจนหากไม่ใช้สมาธิขั้นสูงสุดย่อมไม่มีทางตรวจพบ ‘นี่มันไม่ใช่แค่อาการพักผ่อนน้อย...’ หลินเซวียนคิดด้วยใจที่เต้นรัว ‘แต่มันคือการสะสมของพิษเย็นที่ทำลายระบบเลือดอย่างช้าๆ มานานนับปี’ ความจริงที่ค้นพบทำเอาเขาชาวาบไปทั้งตัว พิษชนิดนี้ไม่ได้ฆ่าคนในทันที แต่มันจะค่อยๆ กัดกินจากภายใน ทำให้ร่างกายดูเหมือนเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา... และที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘คนวางยาต้องอยู่ใกล้ชิดจนเข้านอกออกในได้ตลอดเวลา’ หลินเซวียนลืมตาขึ้น สบพระเนตรกับฮ่องเต้ที่มองมาอย่างค้นหา ความจริงติดอยู่ที่ปลายลิ้น ถ้าเขาโพล่งออกไปว่า ‘ฝ่าบาททรงโดนวางยา’ เขาอาจถูกตราหน้าว่าจาบจ้วง หรืออาจถูกคนร้ายตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในห้องนี้จัดการปิดปากทันทีที่ก้าวพ้นประตู ดวงตาของหลินเซวียนสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น เขาไม่ได้หลบสายตา แต่เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงในแบบที่ ‘นุ่มนวล’ ที่สุด หลินเซวียนถอนมือออกช้าๆ ค้อมศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อม “ทูลฝ่าบาท... พระวรกายของพระองค์ดั่งขุนเขาที่สง่างาม ทว่าภายใต้ขุนเขานั้น กลับมีกระแสน้ำเย็นเยียบที่กัดเซาะรากฐานมาช้านาน อาการประชวรของพระองค์ มิใช่ประชวรด้วยโรคภัยทั่วไป แต่มันคือ ‘ความผิดปกติที่สะสม’ มาเป็นเวลาหลายปีจนฝังรากลึกพ่ะย่ะค่ะ” คำว่า ‘สะสมมานาน’ และ ‘กระแสน้ำเย็นเยียบ’ ทำให้ฮ่องเต้หรี่พระเนตรลงทันที ทรงเข้าใจความหมายแฝงที่หลินเซวียนพยายามสื่อโดยไม่ใช้คำว่า “พิษ” ให้ระคายเคืองหู “เจ้าจะบอกว่า... มีสิ่งที่ ‘ไม่ควรมี’ อยู่ในกายข้าอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้ตรัสถาม เสียงนั้นเย็นเยียบจนคนฟังเสียวสันหลัง “หมอหลวงทั่วไปอาจเห็นเพียงยอดภูเขาเขินน้ำ แต่กระหม่อมเห็นถึงความขุ่นมัวที่ก้นบึ้งพ่ะย่ะค่ะ หากปล่อยไว้... ขุนเขาอาจพังทลายลงในวันใดวันหนึ่ง” ฮ่องเต้นิ่งเงียบไปนาน ทรงมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กล้าเล่นเกมจิตวิญญาณกับพระองค์ ความกล้าหาญและความฉลาดเฉลียวในแววตาคู่นั้น ทำให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกถึงความแปลกใหม่... มันไม่ใช่แค่ความจงรักภักดี แต่มันคือความท้าทายที่น่าสนใจ “ดี... ในเมื่อเจ้าเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าพิสูจน์คำพูด แต่จำไว้ให้ดี... หากเจ้าพ่ายแพ้ต่อเกมนี้ สิ่งที่จะพังทลายไม่ใช่ขุนเขา แต่คือหัวของเจ้าเอง!” หลินเซวียนก้มศีรษะลงแนบพื้น หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความกลัวและชัยชนะขั้นแรก... เกมแห่งชีวิตนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร...” สุรเสียงนั้นเบาหวิวทว่าคมกริบดุจใบมีดที่จ่ออยู่ที่ลำคอ โจวเหวินตี้โน้มพระวรกายลงมาเล็กน้อย สายตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยรังสีอำนาจที่กดทับจนอากาศรอบกายหลินเซวียนคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง หลินเซวียนไม่ได้หลบตา เขาประคองความนิ่งเฉยเอาไว้แม้ปลายนิ้วจะเริ่มเย็นจัด เขารู้ดีว่าหากพูดความจริงออกไปตรงๆ ในตอนนี้ ห้องทรงอักษรแห่งนี้จะนองไปด้วยเลือดทันที “ทูลฝ่าบาท... บางความจริงนั้นแหลมคมเกินกว่าจะเอ่ยท่ามกลางหมู่มวลพ่ะย่ะค่ะ หากกระหม่อมเอ่ยออกมาในยามนี้ อาจมีบางคน ‘ไม่พอใจ’ และคนผู้นั้นอาจจะยินดีเห็นกระหม่อมไร้ลิ้นที่จะพูดต่อ” สิ้นคำพูดของหลินเซวียน ความเงียบที่เปราะบางก็แตกกระจายลงทันที! “บังอาจ! เจ้าหมอโอหัง เจ้ากำลังกล่าวหาว่าคนในที่นี้มีใจคิดคดหรือ!” ขุนนางผู้เฒ่าคนหนึ่งแผดเสียงขึ้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธ (หรืออาจจะเป็นความกลัว) “ทหาร! ลากมันออกไปตัดลิ้น!” เสียงฝีเท้าของทหารรักษาการณ์ดังเกรียวเข้ามาใกล้ บรรยากาศพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดเดือด หลินเซวียนกำหมัดแน่นในแขนเสื้อ ทว่าโจวเหวินตี้กลับเพียงแค่ยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย... เพียงปลายนิ้วขยับ ทุกสรรพเสียงก็พลันเงียบกริบราวกับถูดปิดสวิตช์ ทหารหยุดชะงักอยู่กับที่ ขุนนางที่กำลังจะอ้าปากค้างไว้กลางอากาศ ฮ่องเต้ยังคงจ้องมองหลินเซวียนนิ่งลึก ทรงใช้สายตาที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า ราวกับจะกะเทาะเปลือกนอกที่ดูนิ่งสงบนั้นออกเพื่อดูเนื้อใน หลินเซวียนรู้สึกเหมือนตนเองยืนเปลือยกายอยู่ท่ามกลางหิมะ ทุกความคิดถูกมองทะลุ ฮ่องเต้ทรงทราบดีว่าเขากำลัง ‘เลี่ยงคำ’ ทรงทราบว่าความผิดปกติในชีพจรนั้นคืออะไร... และทรงทราบว่าในห้องนี้มี ‘หนอน’ แต่ความน่าสนใจคือ หมอหนุ่มคนนี้กลับกล้าเล่นแง่กับพระองค์เพื่อรักษาชีวิต และเพื่อหยั่งเชิงอำนาจ “เจ้าจะรักษาอย่างไร” โจวเหวินตี้ตรัสถามสั้นๆ ทว่าน้ำหนักของคำถามนั้นมหาศาล หลินเซวียนสูดลมหายใจเข้าปอด รับรู้ได้ว่านี่คือโอกาสทองที่มาพร้อมหายนะ “ประการแรก... ต้องหยุด ‘สิ่งที่ทำให้ร่างกายทรุด’ จากภายนอกเสียก่อน อะไรที่พระองค์ทรงใช้ ทรงเสวย หรือแม้แต่ทรงสัมผัส ต้องผ่านการตรวจสอบจากกระหม่อมทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ” เขานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้าย “และเพื่อให้การรักษาเห็นผล... กระหม่อมจำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในระยะที่เอื้อมมือถึงตลอดเวลา” เงียบ... ทั้งห้องทรงอักษรเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้าง การขอเข้าใกล้โอรสสวรรค์ในยามที่มีข่าวลือเรื่องการลอบปลงพระชนม์ ไม่ต่างอะไรกับการยื่นคอเข้าไปในแท่นประหาร ฮ่องเต้โจวเหวินตี้ทรงพระสรวลเบาๆ ในลำคอ แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มที่สื่อถึงความขบขัน มันคือรอยยิ้มของพยัคฆ์ที่เจอเหยื่อที่กล้าหาญผิดปกติ “เจ้ากล้าขอมากเกินไป... เจ้าหมอหลวงตัวเล็กๆ อย่างเจ้า มีค่าคู่ควรให้ข้าเชื่อใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” หลินเซวียนไม่ได้ก้มหัวหลบอีกต่อไป เขาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรตรงๆ แววตาของเขาฉายชัดถึงความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ผสานกับความกล้าของคนที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง “ฝ่าบาท... ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อใจกระหม่อมในตอนนี้” เขากล่าวเสียงเรียบ “แต่หากท่านไม่ลองเสี่ยงเชื่อกระหม่อมดูสักครั้ง... เกรงว่าในภายภาคหน้า ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้เชื่อใจใครอีกเลยตลอดกาล” ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เนิ่นนานจนดูเหมือนเวลาจะหยุดหมุน ก่อนที่โจวเหวินตี้จะตรัสประโยคที่เปลี่ยนชีวิตของหลินเซวียนไปตลอดกาล “ดี... ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตเจ้าเป็นของข้า และสายตาข้า... จะไม่ละไปจากเจ้าแม้แต่ก้าวเดียว”บทที่ 18: ประกาศิตเหนือศิลาท่ามกลางความเงียบสงัดของคุกหลวง กลิ่นอับชื้นของดินและคาวสนิมเหล็กลอยวนอยู่ในอากาศที่ข้นคลัก หลินเซวียน นั่งพิงผนังหินที่เย็นเฉียบ ดวงตาเรียวสวยหลับลงแผ่วเบา ทว่าภายในหัวสมองกลับหมุนวนดั่งพายุหมุน เขามิได้หวั่นเกรงต่อโซ่ตรวนที่ล่ามข้อมืออยู่ หากแต่กำลังคลี่คลายเงื่อนปมของแผนการร้าย"กู้เหวินจื้อ... เจ้าช่างวางหมากได้ไร้ช่องโหว่" เขาพึมพำกับความมืดแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่จากทางเดินด้านนอกสาดส่องเข้ามาเป็นเส้นสาย ตัดกับเงามืดที่ทาบทับใบหน้าของศัลยแพทย์หนุ่มจากโลกอนาคต แม้ในยามตกต่ำที่สุด ท่วงท่าของเขากลับยังคงความสง่างามไว้อย่างประหลาด ไม่มีอาการลนลาน หรือเสียงร้องขอความเป็นธรรมที่ไร้ค่า มีเพียงความนิ่งสงบที่ทำให้นายคุมขังยังต้องรู้สึกครั่นคร้ามตึก... ตึก...เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอดังสะท้อนมาจากทางเดินหินชั้นนอก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนลนลานอย่างพวกผู้คุม และไม่ใช่เสียงก้าวเดินที่แฝงไปด้วยความทะเยอทะยานอย่างขุนนางเจ้าเล่ห์ แต่มันคือจังหวะที่เต็มไปด้วยตบะบารมีและความกดดันที่บีบคั้นอากาศรอบข้างให้เบาบางลงหลินเซวียนลืมตาขึ้นช้า ๆ หัวใจที่เคยเตียนิ่
บทที่ 17: กับดักที่มองไม่เห็นความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหอแพทย์หลวงอย่างผิดวิสัย แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุ ทอดเงายาวเหยียดลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ หลินเซวียน ก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดิน เสียงรองเท้าผ้าของเขากระทบพื้นเบาๆ ทว่าในความรู้สึกของเขามันกลับดังก้องจนน่าประหลาดไม่มีเสียงทักทายอย่างแกนๆ จากเพื่อนร่วมงาน ไม่มีสายตาจิกกัดจากเหล่าผู้ช่วยหมอ ทุกอย่างรอบกายดู "ปกติ" จนเข้าขั้นน่าสยดสยอง‘ความเงียบเช่นนี้... มิใช่ความสงบ แต่มันคือลมสงบก่อนพายุจะพัดกระหน่ำ’หลินเซวียนลอบผ่อนลมหายใจ ประสาทสัมผัสที่ถูกฝึกมาอย่างดีในฐานะศัลยแพทย์ทำให้เขาไวต่อความผิดปกติเสมอ เมื่อเดินผ่านโถงกลาง บรรดาหมอฝึกหัดต่างพากันก้มหน้าก้มตา บางคนถึงกับเบือนหน้าหนีราวกับเขามีกลิ่นอายของความตายวนเวียนอยู่รอบกาย พวกเขาไม่ได้กลัวหลินเซวียน... แต่พวกเขากำลัง "รอ" ดูจุดจบของเขาต่างหากเมื่อกลับถึงห้องพักส่วนตัว หลินเซวียนปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ใจเขากระตุกวูบเมื่อสายตาปะทะเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์แพทย์ที่เขาจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเสมอ เขาเดินตรงไปที่กล่องไม้แกะสลักใบหนึ่ง ซึ่งข้างในบรรจุตัวยาสำคัญที่เขาเพิ่ง
ตอนที่ 16: กลเล่ห์ซ่อนคมยามเช้า ณ หอแพทย์หลวง กลิ่นสมุนไพรอบอวลฟุ้งกระจายท่ามกลางไอหมอกสลัว แต่สิ่งที่หนาวเหน็บกว่าอากาศภายนอก คือสายตาและถ้อยคำซุบซิบที่แฝงไปด้วยไอสังหารเงียบๆหลินเซวียนก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถงกลาง เสียงฝีเท้าของเขาที่เคยมั่นคง วันนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่พร้อมจะปริแตก เขาหยุดชะงักเมื่อสังเกตเห็นกลุ่มหมอหลวงอาวุโสที่มักจะสวมหน้ากากแห่งความเมตตา บัดนี้กลับพากันหันเหสายตาหลบเลี่ยง ราวกับเขาเป็นตัวกาลกิณี"เจ้าได้ยินหรือไม่... วิธีการฝังเข็มที่เขาใช้ มิได้มีบัญญัติไว้ในตำราโบราณแม้แต่เล่มเดียว" หมอหลวงผู้หนึ่งกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด"หึ! นอกรีตสิ้นดี ข้าเห็นเขาใช้มีดกรีดลงบนผิวหนังผู้ป่วยราวกับโรงเชือดสัตว์ หากมิใช่เพราะพระเมตตาของฝ่าบาท คนเช่นนี้คงถูกเนรเทศออกไปนอกกำแพงวังนานแล้ว" อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงหยันหลินเซวียนกำหมัดแน่นในแขนเสื้อ ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้ามาลึกๆ ในอก เขารู้ดีว่าความโดดเด่นมักนำมาซึ่งภัย แต่ไม่คิดว่าหัวใจของมนุษย์จะดำมืดได้ถึงเพียงนี้ 'การเปลี่ยนแปลงมักถูกต่อต้านด้วยความกลัว... และความกลัวนี้
บทที่ 15: ข่าวลับที่ไร้ที่มาความเงียบเชียบเข้าปกคลุมตำหนักเฉวียนชิงราวกับจะบีบคั้นลมหายใจของผู้คน กลิ่นกำยานมังกรหอมจางขจรขจายคลอเคลียไปกับแสงแดดยามเช้าที่ทอดผ่านลวดลายฉลุของบานหน้าต่างไม้หอม ทอดเงาเป็นริ้วลายบนพื้นพรมสีแดงเข้ม 'หลินเซวียน' ในชุดหมอหลวงสีเขียวไพรขยับกายอย่างสำรวม ปลายนิ้วเรียวบางทว่ามั่นคงแตะลงบนข้อมือหนาของบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน'เซียวจวิ้น' ประทับนิ่งดุจรูปสลักหยก ดวงพระเนตรคมปลาบปิดลง คล้ายกำลังพักผ่อนทว่ายังคงแผ่ซ่านอำนาจที่ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องก้มหัวหลินเซวียนหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิ สัมผัสที่ปลายนิ้วควรจะนิ่งสนิทและมั่นคงขึ้นหลังจากเขาใช้ความรู้สมัยใหม่และสมุนไพรโบราณควบรวมกันรักษาพิษสะสมมานานนับเดือน ทว่า...ตึก... ตึก...ในจังหวะที่ควรจะสม่ำเสมอ กลับมีความ "แกว่ง" เล็กน้อยปรากฏขึ้น มันเป็นอาการกระตุกเบา ๆ ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม แต่สำหรับอดีตศัลยแพทย์มือหนึ่งเช่นเขา มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ดังสนั่นในมโนนึก หัวใจของหลินเซวียนกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามสันหลัง'ไม่ใช่อาการเดิม... และข้าไม่ได้เปลี่ยนสูตรยา'เขายังคงนิ่งงัน ใบหน้าสงบราวมิได้มีสิ่งใดเก
ตอนที่ 14: เดิมพันด้วยศรัทธาแสงตะวันยามอัสดงพาดผ่านหน้าต่างลวดลายวิจิตรเข้ามาในตำหนักบรรทม กลิ่นกำยานหอมกรุ่นที่เคยใช้ข่มอาการประชวรบัดนี้ดูเหมือนจะเบาบางลง ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้ง หลินเซวียน ถอนนิ้วออกจากข้อมือของโอรสสวรรค์อย่างแผ่วเบา คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนแทบเป็นปมแม้ชีพจรจะเตือนเป็นจังหวะที่มั่นคงขึ้นกว่าหลายวันก่อน แต่มันกลับมีความปั่นป่วนบางอย่างซ่อนอยู่ลึก ๆ เปรียบเสมือนผิวน้ำที่ดูเรียบสงบ แต่ก้นบึ้งกลับมีกระแสน้ำวนที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกอย่าง"อาการภายนอกดูทุเลา... แต่รากเหง้าของพิษยังฝังลึกมินำพา" หลินเซวียนพึมพำกับตนเองในใจ แววตาของเขาสั่นไหวด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิดหลินเซวียนทรุดตัวลงนั่งหน้าโต๊ะอักษร ปลายนิ้วควงพู่กันไปมาอย่างใช้ความคิด หากรักษาตามตำราโบราณต่อไป ฮ่องเต้อาจมีพระชนม์ชีพยืนยาวขึ้นอีกไม่กี่ปี แต่จะทรงกลายเป็นผู้ป่วยที่ติดเตียงไปตลอดกาลเราต้องใช้ 'ยาแรง' เหมือนการผ่าเนื้อร้ายทิ้ง ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว แต่มันเป็นวิธีที่เสี่ยงจนหัวใจเขาเต้นรำรัว มันคือการผสมผสานระหว่างสมุนไพรฤทธิ์ร้อนรุนแรงเพื่อกระตุ้นโลหิต กับเทคนิคการฝังเข็มในจุดตายเพื่อ 'ยืมพลัง' มาต่อลม
ตอนที่ 13: หวงแบบไม่รู้ตัว แสงอรุณสาดส่องผ่านลวดลายสลักของบานหน้าต่างไม้จันทน์หอม กลิ่นกำยานที่เคยให้ความรู้สึกสงบ กลับถูกเจือด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเซวียนก้าวเท้าข้ามธรณีประตูตำหนักที่ประทับตามเวลาปกติ แต่ทว่าฝีเท้าของเขากลับต้องชะงักลง เมื่อสายตาปะทะกับกลุ่มอาภรณ์สีเข้มของเหล่าหมอหลวงอาวุโสที่ยืนเรียงรายกันอยู่เบื้องหน้าเตียงมังกร ดวงตาของหลินเซวียนหรี่ลงเล็กน้อย หัวใจพลันกระตุกวูบด้วยสัญชาตญาณ“ดูท่า... อากาศยามเช้าวันนี้จะมิได้ปลอดโปร่งอย่างที่คิดเสียแล้ว” เขาคิดในใจพลางกำกล่องเข็มเงินในมือแน่นขึ้นหมอหลวงจาง ผู้อาวุโสที่สุดในสำนักหมอหลวง ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับโค้งกายต่ำจนแทบจะขนานกับพื้น เสียงแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยนัยยะกดดันดังขึ้น“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท... แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาพระวรกายจะดูฟื้นฟูขึ้นมาก แต่นั่นเป็นเพียงการรักษาจากหมอเพียงคนเดียว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของแผ่นดิน กระหม่อมและคณะหมอหลวงเห็นสมควรว่า ควรมีการ ‘ตรวจทาน’ และ ‘ยืนยัน’ ผลการรักษาให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนั้นดูฟังดูจงรักภักดี แต่หลินเซวียนกลับสัมผัสได้ถึงความริษย







