LOGINรัตติกาลมาเยือนพร้อมกับสายลมเย็นที่พัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง หลินเฟยหรงในชุดบุรุษสีเทาเข้มรวบผมยาวขึ้นเป็นมวยสูงอย่างทะมัดทะแมง ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดอยู่บ้าง แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น นางสำรวจลาดเลาจากหน้าต่างห้องนอนอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่ายามเฝ้าเวรเดินตรวจผ่านไปแล้วจึงค่อยๆ ย่องออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ
เป้าหมายของนางคือกำแพงสูงด้านหลังจวนซึ่งเป็นจุดที่ลับตาคนที่สุด นางอาศัยความมืดและความรู้จากความทรงจำของร่างเดิมหลบหลีกยามรักษาการณ์ไปตามเงาไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว หัวใจของศัลยแพทย์มือหนึ่งในโลกเก่าไม่เคยเต้นระทึกเท่านี้มาก่อน
กำแพงจวนสูงชันกว่าที่คิดไว้มาก อิฐแต่ละก้อนเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยตะไคร่ที่ลื่นมือ หลินเฟยหรงกัดฟันแน่น นางเกาะเกี่ยวรอยแตกของอิฐและเถาวัลย์ที่เลื้อยพันอยู่บนกำแพงเพื่อพยุงร่างของตนเองขึ้นไปทีละน้อย เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น
‘อีกแค่นิดเดียว….!’
นางพึมพำกับตัวเองขณะเอื้อมมือไปเกาะกิ่งไม้ใหญ่ที่ยื่นออกมาจากยอดกำแพงเพื่อใช้เป็นที่ยึดสุดท้าย
แต่แล้ว....
แกรก!
เสียงกิ่งไม้ผุหักดังลั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ร่างของหลินเฟยหรงที่กำลังจะปีนข้ามกำแพงเสียหลักทันที ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือคว้าได้เพียงอากาศธาตุ ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงจากกำแพงสูงลิ่วสู่ความมืดเบื้องล่าง
จบสิ้นกัน.... นี่นางเพิ่งรอดจากความตายมาได้ไม่กี่วัน ก็ต้องมาตายเพราะตกกำแพงอีกแล้วหรือ!?
ทว่าแทนที่จะเป็นความเจ็บปวดจากการกระแทกพื้นดินแข็งๆ นางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่อ่อนนุ่มกว่า....และอบอุ่นกว่า....
ตุ้บ!
ร่างของนางหล่นทับเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดใต้กำแพงอย่างจัง แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปบนพื้นหญ้าด้วยกันทั้งคู่ หลินเฟยหรงนอนทับอยู่บนร่างนั้นเต็มๆ ศีรษะกระแทกเข้ากับแผงอกที่แข็งแกร่งดุจแผ่นหินจนเกิดอาการมึนงงไปชั่วขณะ
ยังไม่ทันที่นางจะได้สติเต็มที่ วงแขนแข็งแรงราวกับคีมเหล็กก็ตวัดรวบเอวของนางไว้แน่นในชั่วพริบตา ก่อนที่ความรู้สึกเย็นเฉียบและคมกริบจะปรากฏขึ้นที่ลำคอขาวผ่อง
ฉับพลันนั้นเอง โลกทั้งใบของหลินเฟยหรงก็หยุดหมุน
นางค่อยๆ กะพริบตาเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความมืด แสงจันทร์เลือนรางที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาส่องให้เห็นใบหน้าของบุรุษที่อยู่ใต้นางได้รำไร....และมันคือใบหน้าที่ทำให้นางหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ดวงตาคมกริบดุจนัยน์ตาเหยี่ยวคู่หนึ่งกำลังจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างเย็นชาและประเมินผล สันจมูกโด่งเป็นคมสันรับกับริมฝีปากหยักลึกที่เม้มสนิทเป็นเส้นตรง โครงหน้าหล่อเหลาหมดจดราวกับเทพเซียน แต่กลับแผ่ไอรังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจนคนธรรมดาทั่วไปคงขาสั่นไปแล้ว หากสิ่งที่สะดุดตาหญิงสาวมากที่สุดคือประกายลูกแก้วสีรัตติกาลที่ล้ำลึกราวกับมหาสมุทรยามค่ำคืน ทั้งลึกลับและอันตราย
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรินอยู่บนพวงแก้มอ่อนใส ในขณะที่ปลายกระบี่ที่เย็นเฉียบก็จ่อชิดอยู่กับเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอของนางเช่นกัน
“เจ้าเป็นใคร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นทำลายความเงียบ มันเป็นคำถามที่ไม่มีช่องว่างให้โกหก
หลินเฟยหรงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ปลายกระบี่ขยับตามเล็กน้อยจนนางรู้สึกได้ถึงคมมีดที่บาดผิว ความเจ็บแปลบแล่นปราดขึ้นมาทันที
สัญชาตญาณของแพทย์ทำให้นางวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เขาอยู่ในชุดสีดำสนิทกลมกลืนกับความมืด มีกลิ่นดินและกลิ่นโลหะจางๆ ติดตัว ท่าทางการเคลื่อนไหวเมื่อครู่รวดเร็วและเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเล นี่ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
“ข้าควรถามท่านมากกว่า ว่ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่หลังกำแพงจวนเสนาบดีในยามวิกาล”
นางสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้ราบเรียบที่สุด แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวเป็นกลองศึกก็ตาม
แววตาของชายผู้นั้นวูบไหวไปชั่วขณะกับคำตอบที่ไม่ยำเกรงของนาง เขาหรี่ตาลง จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนางราวกับจะค้นหาความจริงทุกอย่างที่ซ่อนอยู่
“ข้าถามก่อน” เขากดปลายกระบี่ลงเล็กน้อยเป็นการเตือน
หยาดโลหิตสีแดงสดหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากรอยแผลที่ลำคอของหลินเฟยหรง นางสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นคาวเลือดคลุ้งขึ้นมาแตะจมูก
“ข้าเป็นคนของจวนนี้” นางตอบตามความจริง “ข้ามีเหตุจำเป็นต้องออกมาข้างนอก”
“เหตุจำเป็นอันใดที่ต้องให้คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีต้องปีนกำแพงหนีออกมาในยามดึกสงัดเช่นนี้”
คำพูดของเขาทำให้หลินเฟยหรงชาวาบไปทั้งตัว เขารู้ว่านางเป็นใคร! ทว่านางกลับไม่รู้สึกถึงความเป็นมิตรจากน้ำเสียงของเขาสักนิด มีแต่ความหวาดระแวงและคุกคาม
โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยน.... ความทรงจำเกี่ยวกับคู่หมั้นในราชโองการผู้นี้ผุดขึ้นมาในหัวทันที ข่าวลือเกี่ยวกับเขามีแต่เรื่องความโหดเหี้ยมในสนามรบและความเย็นชาไร้หัวใจ ไม่เคยมีใครบอกว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นในลักษณะนี้
แรงกดที่เอวเพิ่มมากขึ้นจนนางรู้สึกเจ็บ จ้าวหยางเจี้ยนพลิกร่างของหลินเฟยหรงลงไปนอนบนพื้นหญ้าชื้นแฉะได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะขึ้นมาคร่อมทับนางไว้ กักขังนางไว้ใต้ร่างที่สูงใหญ่ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ กระบี่ยังคงจ่ออยู่ที่ตำแหน่งเดิมไม่ขยับเขยื้อน
“ข้าจะถามเป็นครั้งสุดท้าย” เขาก้มหน้าลงมาใกล้ จนปลายจมูกของพวกเขาสัมผัสกันแผ่วเบา “เจ้าออกมาทำอะไร”
“หม่อมฉัน…….”
เสียงของนางขาดหายไปแสร้งทำเป็นหวาดกลัว ลมหายใจอุ่นร้อนของบุรุษเบื้องหน้ายังคงรินรดผิวแก้ม ทว่าภายใต้ท่าทีสั่นเทา ฝ่ามือเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านหลังกลับขยับควานสะเปะสะปะบนพื้น จนกระทั่งกอบกำเศษดินชื้นแฉะและใบไม้แห้งไว้ได้เต็มกำมือ
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของศัลยแพทย์หญิงทำงานอย่างรวดเร็ว จังหวะที่โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยนผ่อนลมหายใจเพื่อรอฟังคำตอบและเผลอคลายแรงกดที่ปลายกระบี่เพียงเสี้ยววินาที หลินเฟยหรงก็ตวัดแขนขึ้น ซัดเศษฝุ่นดินในมือเข้าใส่ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงคืบอย่างจัง!
“อึก!”
มัจจุราชหนุ่มชะงักงัน ดวงตาคมกริบจำต้องหลับลงชั่วขณะเพื่อหลบเลี่ยงฝุ่นผงที่พุ่งเข้าใส่
อาศัยจังหวะที่วงแขนแกร่งชะงักค้าง หญิงสาวพลิกตัวหลบคมกระบี่ที่จ่อคอหอยอยู่อย่างคล่องแคล่วผิดวิสัยคุณหนูในห้องหอ นางใช้เท้าถีบเข้าที่หน้าแข้งของเขาเพื่อยืมแรงส่ง ร่างบางผุดลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวกลืนหายเข้าไปในความมืดของแนวป่าหลังกำแพงจวนราวกับเงาลม
“หนอย!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวเจือไปด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจากร่างสูงใหญ่จนอากาศรอบด้านแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทว่าเมื่อเขาลืมตาขึ้นและตวัดกระบี่ฟันฝ่าความมืด ร่างของสตรีที่กล้าลูบคมเขาก็อันตรธานไปเสียแล้ว
ทางด้านหลินเฟยหรง นางสับเท้าวิ่งลัดเลาะไปตามพุ่มไม้รกทึบ หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก พิษพญาหงส์เพลิงในกายเริ่มปะทุความร้อนขึ้นมาตามจังหวะชีพจรที่เต้นเร็ว นางหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทว่าในขณะที่สายตาพร่ามัวกำลังกวาดมองหาที่ซ่อนตัว ประกายแสงสีเงินยวงที่สะท้อนแสงจันทร์ตรงโขดหินริมลำธารเล็กๆ ก็สะกดสายตานางไว้
ใบไม้เรียวยาวสีเขียวอมฟ้า มีหยาดน้ำค้างเกาะพราวไม่ยอมร่วงหล่นแม้จะถูกลมพัด
‘หญ้าสมุนไพรน้ำค้าง!’
แพทย์สาวเบิกตากว้างด้วยความยินดี แม้มันจะไม่ใช่หญ้าเกล็ดมังกรวารีที่กำลังตามหา แต่วัตถุดิบชนิดนี้มีฤทธิ์เย็นจัด สามารถใช้สกัดเป็นยาระงับความร้อนรุ่มของพิษพญาหงส์เพลิงได้ชะงัดนัก นางไม่รอช้า รีบย่อตัวลงใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อและถอนรากของมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอมแล้วซุกเก็บไว้ในสาบเสื้อทันที
ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหลัง จ้าวหยางเจี้ยนยืนตระหง่านอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ เขาปัดเศษดินออกจากใบหน้าช้าๆ ดวงตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกสตรีบอบบางหยามเกียรติ เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นิ้วหัวแม่มือลูบด้ามกระบี่ประจำกายเบาๆ เพื่อระงับอารมณ์คุกรุ่น
ข้ารู้แล้วว่าเจ้าคือใคร
ฝากไว้ก่อนเถอะคุณหนูใหญ่หลิน.... กล้าเล่นเล่ห์กับอ๋องอย่างข้า คิดหรือว่าจะหนีพ้นกระดานหมากนี้ไปได้!
เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม โรงหมอหัตถ์เทวะที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงอื้ออึงของผู้ป่วย ก็แปรสภาพเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โคมไฟสีแดงถูกแขวนประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ โต๊ะยาวถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้าง อาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เหล่าลูกศิษย์และผู้ช่วยในโรงหมอต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าฉลองด้วยเหตุใด แต่การได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองก็เพียงพอแล้วจ้าวหยางเจี้ยนประคองหลินเฟยหรงลงมานั่งที่โต๊ะประธานด้วยความทะนุถนอมราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี เขาคอยรินน้ำชาอุ่นให้ คีบอาหารที่นางชอบใส่ถ้วยให้ไม่หยุด จนหลินเฟยหรงต้องปราม“ข้าไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ท่านทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบไปได้”เขายิ้มรับ “สำหรับข้า ต่อให้เจ้าอายุหนึ่งร้อยปี ในสายตาข้าเจ้าก็ยังคงต้องให้ข้าดูแลอยู่ดี”ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น พลันปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในงาน ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียว หมอเฒ่าอู๋นั่นเอง แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอเช่นเคย กลับสวมอาภรณ์ที่ท
ชีพจรของนางเต้นผิดปกติปลายนิ้วหยาบกร้านของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงวางนิ่งอยู่บนข้อมือเล็กๆ ของหลินเฟยหรง ความรู้ทางการแพทย์ที่เขาเพียรศึกษาจากนางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของคนป่วยหรือคนอ่อนเพลีย มันไม่ใช่ชีพจรที่แผ่วเบาหรือขาดห้วง แต่กลับเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด คล่องแคล่ว มีพลัง ราวกับมีกระแสธารเล็กๆ อีกสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนั้นเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากคมคายของเขา ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนงุนงงอย่างที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนางที่ยังคงซีดขาว ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลับแห้งผาก ดวงตาของนางยังคงปิดสนิทเปลือกตาของหลินเฟยหรงขยับไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของสามีที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลักออกมา“ท่านพี่......” เสียงของนางแหบพร่า “ข้า.....แค่เหนื่อยไปหน่อย”“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนขมับของนางอย่างแผ่วเบา
เสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ที่หน้าตึกสามชั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้แผ่นใหม่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “โรงหมอหัตถ์เทวะ” กลิ่นสมุนไพรสดและยาต้มหอมกรุ่นลอยปะปนมากับอากาศยามเช้า ขับไล่กลิ่นอายแห่งความขัดสนและความทุกข์ยากที่เคยจับเจ่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นชาวบ้านทั้งที่สวมอาภรณ์หรูหราและเสื้อผ้าซอมซ่อต่างยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือลัดคิว เพราะที่หน้าประตูมีบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ แม้เขาจะไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ทรงพลังยิ่งกว่าทหารยามนับสิบคน รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมปลาบคู่นั้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่สายตาของเขาเหลือบมองเข้าไปด้านใน แววตานั้นจะอ่อนแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์จ้าวหยางเจี้ยนกำลังมองหลินเฟยหรงที่ง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้อยู่ในโถงกว้าง นางอยู่ในชุดสีขาวเรียบง่าย มวยผมขึ้นสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง มีเพียงปิ่นหยกธรรมดาปักอยู่หนึ่งอัน นางกำลังใช้เข็มเงินฝังลง
ฝุ่นดินจากการเดินทางไกลยังคงจับตัวหนาบนชุดเกราะและเสื้อผ้า กลิ่นเหล็ก กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอายแห่งการสังหารยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากกองทัพของจ้าวหยางเจี้ยนขณะเคลื่อนพลผ่านประตูเมืองหลวงกลับหนักหน่วงและเยียบเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูเหมันต์ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะ มีเพียงเสียงฝีเท้านับหมื่นที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่น เป็นจังหวะที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินจ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงควบม้าเคียงข้างกันอยู่หน้าสุดของขบวนทัพ แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจกำแพงเหล็กกล้า แววตาคมปลาบจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ส่วนนาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด แต่ดวงตาคู่งามกลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวตลอดเวลาพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจวนโซ่วอ๋อง แต่กลับตรงไปยังพระราชวังหลวง ขบวนทหารหยุดลงหน้าประตูเฟิ่งเทียน ทิ้งระยะห่างอย่างน่าเกรงขาม องครักษ์วังหลวงที่พยายามจะเข้ามาสกัดกั้นกลับต้องชะงักและถอยกรูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกที่แววตาเต็มไปด้ว
เสียงคำรามก้องฟ้าของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยหรง“เฟยหรง! หนีไป!”แต่ขาทั้งสองข้างของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดมพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่ออกมาจากร่างเขาสั่นระริกราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มันคือปราการเดียวที่กั้นระหว่างนางกับความตายที่กำลังคืบคลานมาจากใต้พิภพหนีไป? แล้วปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเพื่อต้านรับพลังทำลายล้างที่แม้แต่แผ่นดินยังปริแยกงั้นหรือ?ความคิดนั้นวาบผ่านสมองของนางรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นางไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาดสายตาอันเฉียบคมกวาดมองผ่านม่านพลังสีทองไปยังใจกลางของหายนะ ร่างของจ้าวเทียนอวี้ที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยดาบของจ้าวหยางเจี้ยนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ที่ข้อมือมีกำไลโลหะประหลาดสลักลวดลายอักขระโบราณ มันกำลังส่องแสงสีแดงวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของแผ่นดินกลไก! มันคือกลไกที่เชื่อมต่อกับชีพจรหรือพลังชีวิตของจ้าวเทียนอวี้ชั่วขณะนั้น หลินเฟยหรงเข้าใจทุกอย่าง การระเบิดนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ทำงานด้วยตัวเอง แต่มันถูกผูกติดอยู่กับตัวต้
อ้อมกอดนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับขุนเขาที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติและทรงพลังอยู่ใต้ฝ่ามือของหลินเฟยหรงเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งแตกสลายให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง นางซึมซับความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างนั้นอย่างโหยหา เนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนโลกภายนอกที่โหดร้ายไปสิ้นหากแต่เสียงกัมปนาทจากการปะทะของเหล็กและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหินเข้ามาในถ้ำ ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าวิกฤตยังไม่ผ่านพ้นไป ทหารของเขายังคงต่อสู้อย่างถวายชีวิตอยู่ด้านนอกจ้าวหยางเจี้ยนคลายอ้อมแขนออกอย่างแช่มช้าและนุ่มนวล มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนของหมอหญิงเทวดาไว้ ดวงตาคมปลาบคู่นั้นทอประกายสีทองจางๆ ยามจับจ้องมาที่นาง มันเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขามจนแทบหยุดลมหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนจนสุดหัวใจเมื่อสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว“รอข้าอยู่ที่นี่” เขากล่าวเสียงทุ้ม ฝ่ามืออุ่นลูบไล้คราบฝุ่นและรอยน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก “ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้น แล้วจะกลับมารับเจ้า”หลินเฟยหรงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวเขามีเต็มเปี่ยม แต







