Share

ปะทะคารม

Author: PEACH_SHERBET
last update publish date: 2026-08-28 13:13:16

สิบวันให้หลังเหตุการณ์ข้างกำแพงจวนคืนนั้น เมื่อได้หญ้าสมุนไพรน้ำค้างช่วยบรรเทาความปวดแสบปวดร้อนในทรวงอก อาการของหลินเฟยหรงก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้นร่างกายจะยังไม่กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์เต็มร้อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องนอนติดเตียงตลอดวันอีกต่อไป

กลิ่นไม้จันทน์หอมลอยอบอวลอยู่ในห้อง ปลายนิ้วเรียวของหลินเฟยหรงกำลังบรรจงปักเข็มเงินลงบนหุ่นผ้าที่ยัดนุ่นไว้แน่น ตรงตำแหน่งจุดฝังเข็มสำคัญต่างๆ ที่นางทำเครื่องหมายไว้ด้วยตนเอง ความรู้และความทรงจำด้านกายวิภาคศาสตร์จากชาติก่อนผสานเข้ากับตำราหมอเทวดาซึ่งติดตัวมากับร่างนี้อย่างน่าอัศจรรย์ นางขยับเข็มด้วยความเร็วและความแม่นยำที่เสี่ยวถิงซึ่งยืนมองอยู่ข้างๆ ถึงกับตาค้าง

“คุณหนู.... นี่ท่านไปเรียนรู้วิชาฝังเข็มมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ”

สาวใช้เอ่ยถามด้วยความทึ่ง หลังจากเห็นคุณหนูของตนนั่งทำเช่นนี้มาหลายวันแล้ว

หลินเฟยหรงชะงักมือเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

“ก็อ่านจากตำราในห้องหนังสือของท่านพ่ออย่างไรเล่า”

นางตอบปัดไปโดยไม่ได้มองหน้าคู่สนทนา ความจริงแล้วนี่คือการฝึกฟื้นฟูความรู้สึกของปลายนิ้วให้กลับมาเฉียบคมเหมือนตอนที่นางยังเป็นศัลยแพทย์

ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้นจากทางหน้าจวน เสียงฝีเท้าหนักอึ้งกระทืบย่ำพร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังเกรียวกราวดังสะท้อนเข้ามาถึงในเรือนพัก หลินเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น นางวางเข็มเงินในมือลงก่อนจะลุกขึ้นยืน

“เกิดอะไรขึ้นข้างนอกน่ะ เสี่ยวถิง”

ยังไม่ทันที่เสี่ยวถิงจะได้ออกไปดู ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างของสาวใช้อีกคนที่หน้าตาตื่นตระหนก

“คุณหนู! แย่แล้วเจ้าค่ะ! แย่แล้ว!”

“ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด”

หลินเฟยหรงจับบ่าของสาวใช้ที่กำลังตัวสั่นเทาไว้

“ทหาร! ทหารบุกเข้ามาในจวนเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ! พวกเขากำลังจะ....จะรื้อค้นจวนของเรา!”

แววตาของหลินเฟยหรงวาวโรจน์ขึ้นมาทันที นางสะบัดชายแขนเสื้อแล้วก้าวเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังคำทัดทานของเสี่ยวถิงแม้แต่น้อย

เมื่อเดินมาถึงโถงรับแขก ภาพที่เห็นก็ทำให้นางต้องหยุดชะงัก ทหารในชุดเกราะสีดำทะมึนยืนเรียงรายอยู่เต็มโถง กลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาราวกับคลื่นความหนาวเหน็บ เสนาบดีหลินผู้เป็นบิดากำลังยืนเผชิญหน้ากับบุรุษร่างสูงในชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ

และบุรุษผู้นั้น.... โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยน คู่หมั้นตามราชโองการ ชายผู้ที่กดนางลงกับพื้นหญ้าเมื่อสิบคืนก่อน

“ท่านอ๋อง! นี่มันหมายความว่าอย่างไร! สกุลหลินของเรารับใช้ราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์มาโดยตลอด เหตุใดท่านจึงนำทหารบุกเข้ามาโดยพลการเยี่ยงนี้!”

นายท่านหลินเอ่ยถามเสียงสั่น

จ้าวหยางเจี้ยนปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี

“ข้าได้รับรายงานว่ามีผู้สมคบคิดก่อการกบฏซุกซ่อนหลักฐานไว้ในจวนแห่งนี้ ตามราชโองการ ข้ามีอำนาจเข้าตรวจค้นได้ทุกที่โดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า”  น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ทรงอำนาจจนผู้ฟังรู้สึกกดดัน  “หากเสนาบดีหลินบริสุทธิ์ใจ ก็ควรให้ความร่วมมือแต่โดยดี”

“ท่านอ๋องกล่าวหาข้าหรือ!”

“ข้าเพียงทำตามหน้าที่”  จ้าวหยางเจี้ยนตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปสั่งการทหาร  “ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม อย่าให้มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาไปได้!”

“ช้าก่อน!”

เสียงใสดังกังวานขึ้น หยุดทหารทุกคนที่กำลังจะเคลื่อนไหวให้ชะงักงัน ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียง หลินเฟยหรงก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของโถง แววตาของนางสงบนิ่งไม่แสดงความหวั่นเกรงใดๆ

จ้าวหยางเจี้ยนหรี่นัยน์ตามองนาง ร่องรอยความประหลาดใจฉายวาบขึ้นในดวงตาสีนิลก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

“คุณหนูใหญ่หลิน”

“ท่านอ๋องให้เกียรติมาเยือนถึงจวน เหตุใดไม่แจ้งล่วงหน้าให้หม่อมฉันและบิดาได้เตรียมการต้อนรับ”

หลินเฟยหรงยอบกายคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียม แต่คำพูดกลับแฝงนัยท้าทายอย่างไม่ปิดบัง

“เปิ่นหวางมาเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ ไม่ได้มาเพื่อดื่มชา”

“ภารกิจที่ท่านอ๋องว่า คือการใส่ร้ายขุนนางภักดีและสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองอย่างนั้นหรือเพคะ”

นางย้อนถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาดูเหมือนจะไม่มีผลต่อนางเลยแม้แต่น้อย

“บังอาจ!”

นายทหารคนสนิทของโซ่วอ๋องตวาดลั่นพร้อมกับชักกระบี่ออกมาครึ่งฝัก แต่ถูกสายตาคมกริบของผู้เป็นนายปรามไว้เสียก่อน

จ้าวหยางเจี้ยนก้าวเข้ามาหานางช้าๆ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าในระยะที่ห่างกันไม่ถึงสามก้าว

“ปากคอเราะรายเช่นนี้ ไม่เหมือนคุณหนูใหญ่หลินที่ข้ารู้จัก” เขากล่าวเสียงเย็น “หรือว่าหญ้าสมุนไพรน้ำค้างที่เจ้าถอนไปจะไม่ใช่เพื่อช่วยรักษาพิษ แต่กลับทำให้สติปัญญาเฉียบแหลมขึ้น”

“ท่านอ๋องกล่าวชมเกินไปแล้ว”  หลินเฟยหรงยังคงยิ้มบาง  “การจะค้นจวนเสนาบดีไม่ใช่เรื่องเล็ก หากท่านอ๋องไม่มีหลักฐานแน่ชัด เกรงว่าเรื่องนี้คงถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทได้โดยง่าย ท่านอ๋องผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบ คงไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงกระมังเพคะ”

“เจ้ากำลังข่มขู่ข้า?”

“หม่อมฉันเพียงแค่กำลังต่อรอง”  

แววตาของหลินเฟยหรงยังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาของเขา นางสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ.... ริมฝีปากของโซ่วอ๋องแห้งผากกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย และใต้ตาก็มีรอยคล้ำประหลาดที่แม้จะพยายามกลบเกลื่อนก็ยังมองเห็นได้ นอกจากนี้ ตอนที่เขาก้าวเดินเข้ามา นางได้กลิ่นสมุนไพรบางอย่างปนกับกลิ่นอับชื้นคล้ายหนองที่โชยออกมาจากใต้ชุดเกราะหนาหนักนั่น

ในฐานะศัลยแพทย์ มันคือกลิ่นของการติดเชื้อที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   บทส่งท้าย

    เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม โรงหมอหัตถ์เทวะที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและเสียงอื้ออึงของผู้ป่วย ก็แปรสภาพเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โคมไฟสีแดงถูกแขวนประดับประดาจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ โต๊ะยาวถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้าง อาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายถูกลำเลียงออกมาไม่ขาดสาย เหล่าลูกศิษย์และผู้ช่วยในโรงหมอต่างพากันเฉลิมฉลองด้วยความยินดี แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดว่าฉลองด้วยเหตุใด แต่การได้เห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของผู้เป็นนายทั้งสองก็เพียงพอแล้วจ้าวหยางเจี้ยนประคองหลินเฟยหรงลงมานั่งที่โต๊ะประธานด้วยความทะนุถนอมราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี เขาคอยรินน้ำชาอุ่นให้ คีบอาหารที่นางชอบใส่ถ้วยให้ไม่หยุด จนหลินเฟยหรงต้องปราม“ข้าไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ท่านทำเหมือนข้าเป็นเด็กสามขวบไปได้”เขายิ้มรับ “สำหรับข้า ต่อให้เจ้าอายุหนึ่งร้อยปี ในสายตาข้าเจ้าก็ยังคงต้องให้ข้าดูแลอยู่ดี”ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างชื่นมื่น พลันปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งเดินอาดๆ เข้ามาในงาน ทุกสายตาหันไปมองเป็นทางเดียว หมอเฒ่าอู๋นั่นเอง แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดผ้าฝ้ายสีมอซอเช่นเคย กลับสวมอาภรณ์ที่ท

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ไข่มุกล้ำค่าในครรภ์

    ชีพจรของนางเต้นผิดปกติปลายนิ้วหยาบกร้านของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงวางนิ่งอยู่บนข้อมือเล็กๆ ของหลินเฟยหรง ความรู้ทางการแพทย์ที่เขาเพียรศึกษาจากนางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาร้องเตือนว่านี่ไม่ใช่ลักษณะของคนป่วยหรือคนอ่อนเพลีย มันไม่ใช่ชีพจรที่แผ่วเบาหรือขาดห้วง แต่กลับเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ทว่าซ้อนทับกันอย่างน่าประหลาด คล่องแคล่ว มีพลัง ราวกับมีกระแสธารเล็กๆ อีกสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนั้นเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผากคมคายของเขา ความกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเมื่อครู่เริ่มคลายลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความสับสนงุนงงอย่างที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของนางที่ยังคงซีดขาว ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้กลับแห้งผาก ดวงตาของนางยังคงปิดสนิทเปลือกตาของหลินเฟยหรงขยับไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของสามีที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลที่อัดแน่นจนแทบล้นทะลักออกมา“ท่านพี่......” เสียงของนางแหบพร่า “ข้า.....แค่เหนื่อยไปหน่อย”“เหนื่อย?” เขาทวนคำเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นเช็ดเหงื่อบนขมับของนางอย่างแผ่วเบา

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   โรงหมอหัตถ์เทวะ

    เสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ที่หน้าตึกสามชั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง บัดนี้เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้แผ่นใหม่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “โรงหมอหัตถ์เทวะ” กลิ่นสมุนไพรสดและยาต้มหอมกรุ่นลอยปะปนมากับอากาศยามเช้า ขับไล่กลิ่นอายแห่งความขัดสนและความทุกข์ยากที่เคยจับเจ่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นชาวบ้านทั้งที่สวมอาภรณ์หรูหราและเสื้อผ้าซอมซ่อต่างยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือลัดคิว เพราะที่หน้าประตูมีบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ แม้เขาจะไม่ได้สวมเกราะหรือพกดาบ แต่รัศมีแห่งความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ทรงพลังยิ่งกว่าทหารยามนับสิบคน รอยแผลเป็นบนใบหน้าคมคายยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมปลาบคู่นั้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ทว่าเมื่อใดก็ตามที่สายตาของเขาเหลือบมองเข้าไปด้านใน แววตานั้นจะอ่อนแสงลงอย่างน่าอัศจรรย์จ้าวหยางเจี้ยนกำลังมองหลินเฟยหรงที่ง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้อยู่ในโถงกว้าง นางอยู่ในชุดสีขาวเรียบง่าย มวยผมขึ้นสูงเผยให้เห็นต้นคอระหง มีเพียงปิ่นหยกธรรมดาปักอยู่หนึ่งอัน นางกำลังใช้เข็มเงินฝังลง

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   ทวงคืนความเป็นธรรม

    ฝุ่นดินจากการเดินทางไกลยังคงจับตัวหนาบนชุดเกราะและเสื้อผ้า กลิ่นเหล็ก กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นอายแห่งการสังหารยังคงลอยอวลอยู่รอบกาย ทว่าบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากกองทัพของจ้าวหยางเจี้ยนขณะเคลื่อนพลผ่านประตูเมืองหลวงกลับหนักหน่วงและเยียบเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูเหมันต์ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะ มีเพียงเสียงฝีเท้านับหมื่นที่ย่ำลงบนพื้นศิลาอย่างพร้อมเพรียงและหนักแน่น เป็นจังหวะที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินจ้าวหยางเจี้ยนและหลินเฟยหรงควบม้าเคียงข้างกันอยู่หน้าสุดของขบวนทัพ แผ่นหลังของเขายืดตรงดุจกำแพงเหล็กกล้า แววตาคมปลาบจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ส่วนนาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด แต่ดวงตาคู่งามกลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือของนางวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่เหน็บไว้ข้างเอวตลอดเวลาพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังจวนโซ่วอ๋อง แต่กลับตรงไปยังพระราชวังหลวง ขบวนทหารหยุดลงหน้าประตูเฟิ่งเทียน ทิ้งระยะห่างอย่างน่าเกรงขาม องครักษ์วังหลวงที่พยายามจะเข้ามาสกัดกั้นกลับต้องชะงักและถอยกรูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารผ่านศึกที่แววตาเต็มไปด้ว

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   คมมีดพิทักษ์รัก

    เสียงคำรามก้องฟ้าของจ้าวหยางเจี้ยนยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของหลินเฟยหรง“เฟยหรง! หนีไป!”แต่ขาทั้งสองข้างของนางราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นดินที่สั่นสะเทือน นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดมพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่ออกมาจากร่างเขาสั่นระริกราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ มันคือปราการเดียวที่กั้นระหว่างนางกับความตายที่กำลังคืบคลานมาจากใต้พิภพหนีไป? แล้วปล่อยให้เขาอยู่ที่นี่คนเดียวเพื่อต้านรับพลังทำลายล้างที่แม้แต่แผ่นดินยังปริแยกงั้นหรือ?ความคิดนั้นวาบผ่านสมองของนางรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด นางไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาดสายตาอันเฉียบคมกวาดมองผ่านม่านพลังสีทองไปยังใจกลางของหายนะ ร่างของจ้าวเทียนอวี้ที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นด้วยดาบของจ้าวหยางเจี้ยนกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน ที่ข้อมือมีกำไลโลหะประหลาดสลักลวดลายอักขระโบราณ มันกำลังส่องแสงสีแดงวูบวาบตามจังหวะการสั่นสะเทือนของแผ่นดินกลไก! มันคือกลไกที่เชื่อมต่อกับชีพจรหรือพลังชีวิตของจ้าวเทียนอวี้ชั่วขณะนั้น หลินเฟยหรงเข้าใจทุกอย่าง การระเบิดนี้ไม่ใช่ค่ายกลที่ทำงานด้วยตัวเอง แต่มันถูกผูกติดอยู่กับตัวต้

  • หมอหญิงหัตถ์เทวะพลิกชะตาจวนแม่ทัพ   การประจันหน้า

    อ้อมกอดนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับขุนเขาที่โอบอุ้มสรรพสิ่ง จังหวะหัวใจที่เต้นเป็นปกติและทรงพลังอยู่ใต้ฝ่ามือของหลินเฟยหรงเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่ปลอบประโลมจิตใจซึ่งแตกสลายให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง นางซึมซับความอบอุ่นจากแผ่นอกกว้างนั้นอย่างโหยหา เนิ่นนานจนเกือบจะลืมเลือนโลกภายนอกที่โหดร้ายไปสิ้นหากแต่เสียงกัมปนาทจากการปะทะของเหล็กและเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของหินเข้ามาในถ้ำ ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าวิกฤตยังไม่ผ่านพ้นไป ทหารของเขายังคงต่อสู้อย่างถวายชีวิตอยู่ด้านนอกจ้าวหยางเจี้ยนคลายอ้อมแขนออกอย่างแช่มช้าและนุ่มนวล มือใหญ่ประคองใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนของหมอหญิงเทวดาไว้ ดวงตาคมปลาบคู่นั้นทอประกายสีทองจางๆ ยามจับจ้องมาที่นาง มันเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขามจนแทบหยุดลมหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็อ่อนโยนจนสุดหัวใจเมื่อสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว“รอข้าอยู่ที่นี่” เขากล่าวเสียงทุ้ม ฝ่ามืออุ่นลูบไล้คราบฝุ่นและรอยน้ำตาบนแก้มของนางอย่างทะนุถนอมราวกับสัมผัสสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก “ข้าจะไปสะสางบัญชีแค้น แล้วจะกลับมารับเจ้า”หลินเฟยหรงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในตัวเขามีเต็มเปี่ยม แต

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status