ANMELDENสิบวันให้หลังเหตุการณ์ข้างกำแพงจวนคืนนั้น เมื่อได้หญ้าสมุนไพรน้ำค้างช่วยบรรเทาความปวดแสบปวดร้อนในทรวงอก อาการของหลินเฟยหรงก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้นร่างกายจะยังไม่กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์เต็มร้อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องนอนติดเตียงตลอดวันอีกต่อไป
กลิ่นไม้จันทน์หอมลอยอบอวลอยู่ในห้อง ปลายนิ้วเรียวของหลินเฟยหรงกำลังบรรจงปักเข็มเงินลงบนหุ่นผ้าที่ยัดนุ่นไว้แน่น ตรงตำแหน่งจุดฝังเข็มสำคัญต่างๆ ที่นางทำเครื่องหมายไว้ด้วยตนเอง ความรู้และความทรงจำด้านกายวิภาคศาสตร์จากชาติก่อนผสานเข้ากับตำราหมอเทวดาซึ่งติดตัวมากับร่างนี้อย่างน่าอัศจรรย์ นางขยับเข็มด้วยความเร็วและความแม่นยำที่เสี่ยวถิงซึ่งยืนมองอยู่ข้างๆ ถึงกับตาค้าง
“คุณหนู.... นี่ท่านไปเรียนรู้วิชาฝังเข็มมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ”
สาวใช้เอ่ยถามด้วยความทึ่ง หลังจากเห็นคุณหนูของตนนั่งทำเช่นนี้มาหลายวันแล้ว
หลินเฟยหรงชะงักมือเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา
“ก็อ่านจากตำราในห้องหนังสือของท่านพ่ออย่างไรเล่า”
นางตอบปัดไปโดยไม่ได้มองหน้าคู่สนทนา ความจริงแล้วนี่คือการฝึกฟื้นฟูความรู้สึกของปลายนิ้วให้กลับมาเฉียบคมเหมือนตอนที่นางยังเป็นศัลยแพทย์
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังขึ้นจากทางหน้าจวน เสียงฝีเท้าหนักอึ้งกระทืบย่ำพร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังเกรียวกราวดังสะท้อนเข้ามาถึงในเรือนพัก หลินเฟยหรงขมวดคิ้วมุ่น นางวางเข็มเงินในมือลงก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เกิดอะไรขึ้นข้างนอกน่ะ เสี่ยวถิง”
ยังไม่ทันที่เสี่ยวถิงจะได้ออกไปดู ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างของสาวใช้อีกคนที่หน้าตาตื่นตระหนก
“คุณหนู! แย่แล้วเจ้าค่ะ! แย่แล้ว!”
“ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูด”
หลินเฟยหรงจับบ่าของสาวใช้ที่กำลังตัวสั่นเทาไว้
“ทหาร! ทหารบุกเข้ามาในจวนเต็มไปหมดเลยเจ้าค่ะ! พวกเขากำลังจะ....จะรื้อค้นจวนของเรา!”
แววตาของหลินเฟยหรงวาวโรจน์ขึ้นมาทันที นางสะบัดชายแขนเสื้อแล้วก้าวเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังคำทัดทานของเสี่ยวถิงแม้แต่น้อย
เมื่อเดินมาถึงโถงรับแขก ภาพที่เห็นก็ทำให้นางต้องหยุดชะงัก ทหารในชุดเกราะสีดำทะมึนยืนเรียงรายอยู่เต็มโถง กลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาราวกับคลื่นความหนาวเหน็บ เสนาบดีหลินผู้เป็นบิดากำลังยืนเผชิญหน้ากับบุรุษร่างสูงในชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ
และบุรุษผู้นั้น.... โซ่วอ๋อง จ้าวหยางเจี้ยน คู่หมั้นตามราชโองการ ชายผู้ที่กดนางลงกับพื้นหญ้าเมื่อสิบคืนก่อน
“ท่านอ๋อง! นี่มันหมายความว่าอย่างไร! สกุลหลินของเรารับใช้ราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์มาโดยตลอด เหตุใดท่านจึงนำทหารบุกเข้ามาโดยพลการเยี่ยงนี้!”
นายท่านหลินเอ่ยถามเสียงสั่น
จ้าวหยางเจี้ยนปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี
“ข้าได้รับรายงานว่ามีผู้สมคบคิดก่อการกบฏซุกซ่อนหลักฐานไว้ในจวนแห่งนี้ ตามราชโองการ ข้ามีอำนาจเข้าตรวจค้นได้ทุกที่โดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า” น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ทรงอำนาจจนผู้ฟังรู้สึกกดดัน “หากเสนาบดีหลินบริสุทธิ์ใจ ก็ควรให้ความร่วมมือแต่โดยดี”
“ท่านอ๋องกล่าวหาข้าหรือ!”
“ข้าเพียงทำตามหน้าที่” จ้าวหยางเจี้ยนตอบสั้นๆ ก่อนจะหันไปสั่งการทหาร “ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม อย่าให้มีสิ่งใดรอดพ้นสายตาไปได้!”
“ช้าก่อน!”
เสียงใสดังกังวานขึ้น หยุดทหารทุกคนที่กำลังจะเคลื่อนไหวให้ชะงักงัน ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียง หลินเฟยหรงก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของโถง แววตาของนางสงบนิ่งไม่แสดงความหวั่นเกรงใดๆ
จ้าวหยางเจี้ยนหรี่นัยน์ตามองนาง ร่องรอยความประหลาดใจฉายวาบขึ้นในดวงตาสีนิลก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูใหญ่หลิน”
“ท่านอ๋องให้เกียรติมาเยือนถึงจวน เหตุใดไม่แจ้งล่วงหน้าให้หม่อมฉันและบิดาได้เตรียมการต้อนรับ”
หลินเฟยหรงยอบกายคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียม แต่คำพูดกลับแฝงนัยท้าทายอย่างไม่ปิดบัง
“เปิ่นหวางมาเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ ไม่ได้มาเพื่อดื่มชา”
“ภารกิจที่ท่านอ๋องว่า คือการใส่ร้ายขุนนางภักดีและสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองอย่างนั้นหรือเพคะ”
นางย้อนถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาดูเหมือนจะไม่มีผลต่อนางเลยแม้แต่น้อย
“บังอาจ!”
นายทหารคนสนิทของโซ่วอ๋องตวาดลั่นพร้อมกับชักกระบี่ออกมาครึ่งฝัก แต่ถูกสายตาคมกริบของผู้เป็นนายปรามไว้เสียก่อน
จ้าวหยางเจี้ยนก้าวเข้ามาหานางช้าๆ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าในระยะที่ห่างกันไม่ถึงสามก้าว
“ปากคอเราะรายเช่นนี้ ไม่เหมือนคุณหนูใหญ่หลินที่ข้ารู้จัก” เขากล่าวเสียงเย็น “หรือว่าหญ้าสมุนไพรน้ำค้างที่เจ้าถอนไปจะไม่ใช่เพื่อช่วยรักษาพิษ แต่กลับทำให้สติปัญญาเฉียบแหลมขึ้น”
“ท่านอ๋องกล่าวชมเกินไปแล้ว” หลินเฟยหรงยังคงยิ้มบาง “การจะค้นจวนเสนาบดีไม่ใช่เรื่องเล็ก หากท่านอ๋องไม่มีหลักฐานแน่ชัด เกรงว่าเรื่องนี้คงถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทได้โดยง่าย ท่านอ๋องผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบ คงไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงกระมังเพคะ”
“เจ้ากำลังข่มขู่ข้า?”
“หม่อมฉันเพียงแค่กำลังต่อรอง”
แววตาของหลินเฟยหรงยังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาของเขา นางสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ.... ริมฝีปากของโซ่วอ๋องแห้งผากกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย และใต้ตาก็มีรอยคล้ำประหลาดที่แม้จะพยายามกลบเกลื่อนก็ยังมองเห็นได้ นอกจากนี้ ตอนที่เขาก้าวเดินเข้ามา นางได้กลิ่นสมุนไพรบางอย่างปนกับกลิ่นอับชื้นคล้ายหนองที่โชยออกมาจากใต้ชุดเกราะหนาหนักนั่น
ในฐานะศัลยแพทย์ มันคือกลิ่นของการติดเชื้อที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย จ้าวหยางเจี้ยนขยับตัวเปลือกตาไหวระริกก่อนจะลืมขึ้นช้าๆ แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านผ้าใบกระโจมเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย สิ่งแรกที่เขารู้สึกคือความอบอุ่นที่ปลายนิ้ว เมื่อก้มลงมองก็พบว่ามือน้อยๆ ของหลินเฟยหรงกำลังกอบกุมมือของเขาอยู่เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่สวยที่มองอยู่ก่อนแล้ว นางไม่ได้หลับ แต่ตื่นอยู่นานแค่ไหนแล้วเขาก็มิอาจรู้ได้ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนเพลียหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสงบนิ่งและประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ“ตื่นแล้วหรือ” นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาเขาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ สายตาของเขาทอดมองไปยังแหวนหยกบนนิ้วนางข้างซ้ายของนาง ซึ่งบัดนี้ถูกมือของเขาและนางกุมทับไว้อีกชั้นหนึ่ง“ข้า……” เขาเริ่มพูด แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อดีหลินเฟยหรงยิ้ม นางขยับนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือหยาบกร้านของเขา “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”ความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัด แต่กลับอบอวลไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีก แหวนหยกวงนั้นเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่หนักแน่
บรรยากาศในค่ายทหารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหวาดระแวงและกระแสต่อต้านที่เคยคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำได้สลายไปสิ้น ดุจหมอกที่ถูกแสงอาทิตย์ยามเช้าขับไล่ การกระทำของจ้าวหยางเจี้ยนในวันนั้นได้ซื้อใจเหล่าทหารอย่างหมดจด บัดนี้ทุกสายตาที่มองมายังหลินเฟยหรงเต็มไปด้วยความยำเกรงและเชื่อมั่น ทหารทุกนายปฏิบัติตามคำสั่งของนางอย่างเคร่งครัด การกักกันโรคและการแจกจ่ายยาเป็นไปอย่างราบรื่นแต่ความราบรื่นนั้นต้องแลกมาด้วยการทำงานอย่างไม่หยุดพักของหลินเฟยหรง กระโจมพยาบาลกลายเป็นโลกทั้งใบของนาง กลางวันวุ่นวายอยู่กับการตรวจอาการผู้ป่วยใหม่ บัญชาการต้มยา และวิเคราะห์ตัวปรสิตจากน้ำตัวอย่าง กลางคืนก็ยังคงนั่งขีดเขียนอยู่ใต้แสงตะเกียง ศึกษาตำราแพทย์โบราณเพื่อหาวิธีถอนรากถอนโคนเชื้อโรคให้สิ้นซาก“คุณหนูเจ้าคะ พักทานอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ นี่ก็เลยยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) มานานแล้วนะเจ้าคะ”เสี่ยวถิงยกถ้วยซุปร้อนๆ เข้ามาวางบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษและสมุนไพรแห้ง กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นโสมลอยฟุ้ง แต่คนทำงานกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา“วางไว้ตรงนั้นก่อน เดี๋ยวข้าจัดการเอง”หลินเฟยหรงตอบเสียงแหบพร่า ดวงตาของนางยังคงจับ
สองวันผ่านไป กลิ่นสมุนไพรฉุนเข้มข้นและควันจากเตาต้มยาก็เข้าแทนที่กลิ่นคาวเลือดและดินปืนในค่ายทหาร กระโจมพยาบาลเดิมถูกขยายพื้นที่ออกไปสามเท่า มีการขึงเชือกป่านเส้นหนากั้นเป็นอาณาเขตหวงห้ามโดยเด็ดขาด ทหารยามในชุดเกราะเบาแต่พกอาวุธครบมือยืนเฝ้าทุกทางเข้าออกอย่างแน่นหนา สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดและระแวดระวังนี่คือศูนย์บัญชาการแพทย์เฉพาะกิจที่หลินเฟยหรงจัดตั้งขึ้นด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่จ้าวหยางเจี้ยนมอบให้ ทหารที่มีอาการป่วย ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะถูกนำตัวมาคัดกรองและกักกันโรคที่นี่ทันที“คุณหนูเจ้าขา ยาหม้อที่สิบแปดได้ที่แล้วเจ้าค่ะ”เสี่ยวถิงวิ่งกระหืดกระหอบมารายงาน ใบหน้าของเด็กสาวมีเหงื่อซึมแต่แววตากลับมุ่งมั่น นางวางถาดไม้ลงบนโต๊ะทำงานชั่วคราวที่เต็มไปด้วยม้วนตำราและตัวอย่างสมุนไพรหลินเฟยหรงซึ่งกำลังบดสมุนไพรในรางหินอ่อนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง นางเพียงพยักหน้ารับ“เอาไปให้คนไข้ที่เตียงสิบสองดื่ม เขาเริ่มมีไข้ต่ำๆ ตั้งแต่เมื่อเช้า จับตาดูอาการเขาให้ดี”“เจ้าค่ะ”“เสี่ยวถิง” เฟยหรงเรียกไว้ก่อนที่เด็กสาวจะทันหมุนตัวกลับ “ทหารที่ชื่ออาฟงเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าของเสี่ยวถิงสลดลงทันที“อาการทร
เสียงไม้แตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนดังแทรกเข้ามาในม่านควันหนาทึบ ร่างสูงในชุดเกราะสีเงินทะลวงผ่านเปลวเพลิงเข้ามาดุจพยัคฆ์ร้าย เสี้ยววินาทีที่สบตากัน หลินเฟยหรงแทบจะลืมวิธีหายใจ จ้าวหยางเจี้ยนไม่กล่าววาจาใด ดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนเงาอัคคีที่ลุกโชน เต็มไปด้วยความเดือดดาลและตื่นตระหนกที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเขากระชากกระสอบข้าวสารที่ทับขานางอยู่โยนทิ้งไปราวกับมันเป็นเพียงเศษฟางเบาหวิว จากนั้นจึงช้อนร่างหญิงสาวขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง กลิ่นไหม้และกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาก้าวฝ่ากองไฟที่ยังลุกไหม้ออกมาจากซากรถม้าอย่างไม่แยแสสะเก็ดไฟที่กระเด็นมาโดนชุดเกราะของตนเมื่อพ้นจากอันตราย เขาวางนางลงบนพื้นดินที่ปลอดภัยอย่างระมัดระวัง แต่ไม่ได้อ่อนโยนนัก มือใหญ่ของเขายังคงจับต้นแขนของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก บีบจนนางต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ“ท่าน......”“หุบปาก” เขาตัดบทเสียงเย็นเฉียบ น้ำเสียงนั้นปราศจากความอบอุ่นที่คุ้นเคย มีเพียงความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างถึงที่สุด เขาหันไปตะโกนสั่งทหารที่กำลังต่อสู้กับกลุ่มโจรที่เหลืออยู่ “จัดการให้สิ้นซาก! อย่าให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!
เสียงเกราะกระทบกันดังกราวเกรียวอยู่ด้านนอก ลานกว้างของจวนแม่ทัพบัดนี้อัดแน่นไปด้วยทหารม้าในชุดเกราะเต็มยศและม้าศึกที่ส่งเสียงร้องอย่างคึกคะนอง ธงใหญ่ลายพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดรุนแรงตามแรงลม สะท้อนความเร่งรีบและตึงเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี จ้าวหยางเจี้ยนในชุดเกราะสีเงินขัดมันวาววับ กำลังยืนสั่งการอยู่กลางลานด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทุกคำสั่งของเขาเด็ดขาดและชัดเจน ทหารทุกนายเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับเป็นอวัยวะส่วนเดียวกันหลินเฟยหรงยืนมองภาพนั้นจากระเบียงทางเดิน นางกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดผ้าไหมเนื้อดีที่สวมอยู่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเครื่องพันธนาการ คำสั่งของเขาเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหู ‘ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด จนกว่าข้าจะกลับมา’ เป็นคำสั่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่สำหรับนาง มันคือโซ่ตรวนที่ไร้เหตุผลนางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินปืนจางๆ และกลิ่นเหงื่อของม้าลอยมาตามลม นางตัดสินใจแล้ว นางเดินลงจากเรือน ตรงไปยังใจกลางของความวุ่นวายนั้น ทหารยามพยายามจะขวางทาง แต่นางไม่สนใจ พวกเขาไม่กล้าใช้กำลังกับว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ทำได้เพียงหลีกทางให้อย่างนอบน้อม“โซ่วอ๋องเพคะ”เสียงเรียกของ
เสียงจอแจอึกทึกดังลอดบานประตูไม้หนาทึบของจวนแม่ทัพเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นมหาชนที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง เป็นเช่นนี้มาหลายรุ่งสางแล้วนับตั้งแต่งานเลี้ยงในวังหลวงครั้งนั้นข่าวลือเดินทางเร็วกว่าสายลม มันเล่าขานถึงสตรีงดงามนามหลินเฟยหรง ว่าที่พระชายาของโซ่วอ๋อง ผู้มีหัตถ์เทวะ สามารถชุบชีวิตแม่ทัพใหญ่จากเงื้อมมือพญายม และสยบพิษร้ายที่แม้แต่หมอหลวงยังส่ายหน้า จากปากต่อปาก เรื่องราวถูกแต่งเติมสีสันจนเกินจริง กลายเป็นว่านางคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดสัตว์โลกผลลัพธ์คือภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า…. ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศแห่แหนกันมายังหน้าจวนแม่ทัพ บ้างป่วยหนัก บ้างเจ็บเรื้อรัง บ้างก็เพียงแค่อยากยลโฉมหมอหญิงเทวดาในตำนาน พวกเขานั่งๆ นอนๆ ปักหลักกันจนถนนหน้าจวนที่เคยสง่างาม บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดคนป่วยขนาดย่อมจ้าวหยางเจี้ยนยืนกอดอก มองภาพนั้นจากบนเชิงเทินกำแพง คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ลมยามเช้าพัดปอยผมของเขาให้ปลิวไสว แต่แววตาคมกริบยังคงจับจ้องไปยังฝูงชนเบื้องล่างไม่วางตา“ข้าไม่เห็นด้วย” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเด็ดขาด “มันอันตรายเกินไป เจ้าไม่รู







