Mag-log in“ถ้าจะคุยกันต่อพี่จะได้ไปซื้อชาเย็นก่อน หิวน้ำพอดี”
“เหนือกลับเลยก็ได้ค่ะ” “น้ำเหนือคะ อยู่คุยกับพี่ก่อนสิ พี่ไม่เจอหน้าหนูตั้งนาน จะทิ้งพี่อีกแล้วเหรอ” พี่ศรุตทักท้วงด้วยสีหน้าแววตาเศร้าสร้อย คำพูดเขาทำเอาฉันสะอึกอยู่เหมือนกัน “เหนืออยู่คุยกับเขาก่อนก็ได้ พี่ไปซื้อน้ำไม่นาน เดี๋ยวพี่มา” พี่ผาเผยยิ้มบางก่อนจะสายตาคมเข้มจะมองไปทางพี่ศรุต “ผมฝากน้ำเหนือสักครู่นะครับ” “ได้ครับไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมดูแลน้องเอง” จู่ๆ ฉันก็กลายเป็นสิ่งของที่รับฝากกันอย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น พี่ผาเดินออกไปจากตัวอาคารปล่อยให้พี่ศรุตเข้ามาพยุงฉันเพื่อนั่งคุยกันตามลำพัง เขาก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าระหว่างเรามันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เป็นอย่างไรก็คงเป็นอย่างนั้น หากมีสักเสี้ยวที่เขาหึงหวงฉันในฐานะภรรยาก็คงไม่ปล่อยทิ้งไว้กับผู้ชายคนอื่น พี่ผาน่ะ…ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับฉันจริงๆ นั่นแหละ “พี่คิดถึงหนูมากๆ เลยรู้ไหม ยิ่งมาเห็นหนูในสภาพนี้ พี่เป็นห่วงมากเลยนะ” สีหน้าของพี่ศรุตเต็มไปด้วยความกังวลปนความคิดถึงที่ได้เจอฉัน หลังจากขาดการติดต่อมาเกือบเดือน “พี่มาทำอะไรที่นี่คะ” “พี่มาเยี่ยมเพื่อนค่ะ ไม่คิดว่าจะเจอหนูเลยนะเนี่ย” มือสากของเขายกขึ้นหวังจะลูบหัวฉัน แต่ด้วยความที่อะไรๆ ระหว่างเรามันเปลี่ยนไปแล้ว และฉันรู้ตัวเองว่าควรปฏิบัติตัวเช่นไรจึงเบี่ยงศรีษะหลบออกมาเล็กน้อย พี่ศรุตชะงักฝ่ามือและคงนึกขึ้นได้ “พี่ขอโทษค่ะ พี่ลืมตัว” เขากล่าวอย่างรู้สึกผิด ใบหน้าจ๋อยลงเพียงชั่วครู่ก่อนจะฉีกยิ้มหวานให้ฉันจนตามอารมณ์ไม่ทัน “เหนือคิดถึงพี่ไหมคะ” จู่ๆ ก็มาถามอะไรแบบนี้ ฉันเม้มปากแน่น สายตาหรุบมองฝ่ามือตัวเองพร้อมลมหายใจสูดลึกเรียกความกล้า “พี่ศรุตคะ เหนือแต่งงานแล้วนะ พี่ช่วยลืมเรื่องของเราไปได้ไหม” “ทำไมเหนือใจร้ายกับพี่จัง” น้ำเสียงเศร้าจับใจของเขากำลังเรียกเอาความรู้สึกผิดให้ประเดประดังเข้ามาใส่ตัวฉัน พี่ศรุตถอนหายใจเนิบช้า สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความเศร้าอย่างถึงที่สุด “มันลืมยากนะเหนือ หนูคือรักที่ดีที่สุดของพี่ ผู้หญิงที่พี่รักมากที่สุด เหนือจะให้จู่ๆ พี่ลืมเหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นเลย คิดว่ามันง่ายนักเหรอ” เขาตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแววตาวูบไหว รู้สึกผิดจนอึดอัดไปหมด ทำไมเราต้องมาเจอกันในวันเวลาที่เขายังคงลืมฉันไม่ได้ด้วยนะ “แต่ถ้าเหนือต้องการพี่ก็จะทำให้ พี่จะพยายามตัดความรู้สึกเก่าๆ พวกนั้นออกไปให้หมดนะ” รอยยิ้มขื่นขมของพี่ศรุตไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเลย “แต่เรายังพี่น้องกันได้ใช่ไหม” พี่น้องเหรอ? ทำไมคำนี้มันต้องวนเวียนอยู่ใกล้ตัวฉันตลอดเลยนะ “ก็คงได้มั้งคะ” ฉันฝืนยิ้มกลับให้เขาบ้าง พี่ศรุตดูท่าจะดีใจไม่น้อยเลยล่ะ “เหนืออยู่ที่ไร่ภูพนาไพรใช่ไหม พี่เข้าไปเยี่ยมหนูได้รึเปล่า” “คงไม่ดีมั้งคะ เหนือไม่อยากให้เขาคิดมาก” ‘เขา’ ที่ฉันหมายถึงคงเป็นใครไปเสียไม่ได้ถ้าไม่ใช่พี่ผา อีกอย่างการเปิดทางให้แฟนเก่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตเกินไปก็คงดูไม่ดีนักหรอก “น้ำเหนือ..ระหว่างหนูกับเขามันเป็นมากกว่าพี่น้องไม่ได้หรอกค่ะ หนูไม่เห็นสายตาที่เขามองหนูเหรอ เขาไม่ได้คิดอะไรกับหนูเลยนะ” พี่ศรุตตอกย้ำฉันด้วยคำพูดที่ทำเอาหัวใจกระตุกวูบคล้ายหมดแรงเสียดื้อๆ “หนูบอกว่าไม่อยากให้เขาคิดมาก พี่ว่าเขาไม่คิดอะไรเลยมากกว่า การที่เขายอมแต่งงานกับหนูก็เหมือนกัน คงอยากทำให้พ่อตัวเองหมดห่วงเฉยๆ นั่นแหละ” ทุกคำพูดของพี่ศรุตมันหาความเท็จไม่ได้เลย ล้วนเป็นความจริงที่ตอกตรึงลงลึกในหัวใจฉันทั้งนั้น ฉันกลัวพี่ผาจะคิดมากทั้งที่พี่ผาอาจไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ มีแต่ฉันที่ห่วงความรู้สึกอีกคนอยู่ฝ่ายเดียว หลังกลับจากโรงพยาบาล ตลอดเส้นทางระหว่างอยู่ในรถบรรยากาศระหว่างเรามันเงียบมาก เงียบจนฉันต้องแกล้งหลับทั้งที่ในหัวคิดอะไรยุ่งเหยิงเต็มไปหมด ด้วยสภาพที่ขาเดี้ยงด้วยแล้ว พี่ผาก็ต้องอุ้มฉันขึ้นมาชั้นบนโดยมีสีหน้าแตกตื่นระคนเป็นห่วงของน้าหมี่ที่คอยเมียงมองไม่ห่าง พี่ผาวางฉันบนเตียง คนตัวสูงเท้าสะเอวมองจนรู้สึกประหม่า นัยต์ตาคมลึกดุดันกว่าทุกครั้งจนฉันใจหวิว “ถ้ารู้ว่าปล่อยให้นอนกับเพื่อนแล้วจะพากันซนจนตัวเองเจ็บตัวแบบนี้ พี่คงไปรับเรากลับมานอนบ้านตั้งแต่เมื่อคืน” เขากำลังดุฉัน ทั้งที่ตอนอยู่โรงพยาบาลเหมือนจะปล่อยผ่านกันไปแล้วนี่นา “เหนือขอโทษ..” “ทำให้วุ่นวายกันไปทั่ว ทำไมไม่รู้จักระวังตัวให้มากกว่านี้” ฉันไม่กล้าสบตาเขาแล้ว เสียงดุๆ ราวกำลังบีบตัวฉันให้หดเล็กลงเรื่อยๆ “ไม่ใช่เด็กแล้วนะเหนือ อายุตั้งเท่าไรแล้ว ถ้าล้มไปแล้วไม่ใช่แค่ขาหักจะทำไง” “เหนือขอโทษค่ะ ต่อไปเหนือจะระวังให้มากกว่านี้” “เฮ้อ!” เสียงลมหายใจที่ถูกพ่นออกมาอย่างหนักตามด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินกลับออกไปจากห้อง ทำเอาฉันคอตก กระบอกตาร้อนผ่าว ก้อนหนืดเหนียวบางอย่างที่จ่อลำคอพร้อมแสดงเอ็มวีอีกสักเพลงสองเพลง พี่ผาคงโกรธฉันมาก เขาจึงเลือกมาระบายอารมณ์ที่บ้านแทน… ฉันหลับตาขับไล่หยาดน้ำใสที่เอ่อคลอ ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าย่ำหนักก็ดังขึ้นอีกครั้ง ลืมตามองคนตรงหน้าถึงเห็นว่าเขายืนถือหมอนพร้อมผ้าห่ม แม้สีหน้าจะเรียบเฉยแต่กลับทำให้ฉันยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย “ขาเดี้ยงแบบนี้พี่ก็ต้องเฝ้าสินะ” “…” “ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น นอนพักผ่อนได้แล้ว” ฉันรีบพยักหน้าทันที ได้นอนกลางวันแบบเต็มอิ่มโดยที่มีพี่ผาคอยอยู่ดูแล เป็นคนหาข้าวหาน้ำให้กิน ตัวเขาเองก็นั่งทำงานเงียบๆ ในห้องไม่ได้รบกวนกันแต่อย่างใด จนเวลาจรดค่ำ… “พี่ผานอนข้างล่างไม่เมื่อยตัวเหรอ” “…” “ขึ้นมานอนบนเตียงไหม เหนือตัวเล็กนอนไม่กินที่หรอก” ฉันคิดว่าคนด้านล่างคงหลับไปแล้วก็ได้ แต่เสียงสูดจมูกดังขึ้นหนึ่งครั้งตามด้วยน้ำเสียงเนิบนาบของเขา “ไม่ล่ะ เหนือนอนเถอะ” “แต่พื้นมันเย็นนะคะ” “พี่ง่วงแล้วน้ำเหนือ” โอเค เรียกชื่อเต็มขนาดนี้คือกำลังบอกให้รู้ว่ารำคาญอยู่สินะ ฉันลอบถอนหายใจผะแผ่วในความมืด พี่ผาออกตัวชัดเจนขนาดนั้นฉันยังจะต้องการอะไรอีก มันก็เหมือนที่พี่ศรุตพูดนั่นแหละ ระหว่างฉันและพี่ผามันเป็นมากกว่าพี่น้องไม่ได้จริงๆ“รูดเบาๆ แค่นั้นพี่ไม่แตกง่ายๆ หรอกนะ เหนือต้องทำแบบนี้” ราวกับรู้ใจ พี่ผายิ้มเอ็นดูมองอาการตื่นเต้นขลาดเขินที่ฉันเป็นอยู่ ฝ่ามือหนาวางทาบหลังมือสวยก่อนจะออกแรงควบคุมให้ฉันขยับข้อมือขึ้นลงเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น ไม่นานนักก็ได้เห็นหน้าฟินๆ ของเขา “อื้ม ดี ดีมาก” และเมื่อเขาปล่อยมือให้ฉันทำเอง ฉันก็เรียนรู้ได้ว่าควรใช้จังหวะยังไง ทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่ไก่อ่อนเรื่องนี้ แต่พอเป็นพี่ผาใจฉันมันระทวยจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับเด็กฝึกหัด “อ่า…เก่งมากน้ำเหนือ ต่อไปก็ใช้ปาก” หน้าหล่อๆ ตอนมีอารมณ์ของพี่ผาสร้างความรู้สึกขัดเขินส่งผ่านทางสีหน้าและแก้มแดงปลั่งของฉัน ริมฝีปากอมชมพูครอบหัวหยักดูดลองเชิงเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำพี่ผาครางอย่างหมดมาด มองเห็นมือของเขาที่ค้ำยันตัวขณะเอนหลัง มันจิกผ้าปูเตียงแน่นระบายความเสียว ปากสวยค่อยๆ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันผงกหัวรูดกลืนเข้าๆ ออกๆ เอ็นอุ่นที่พองขยายคับแน่นเต็มโพรงปาก มันทั้งนิ่มและร้อน “อ่า! เป็นงานมากน้ำเหนือ โคตรเก่ง” มือสากของพี่ผาลูบหัวฉันเบาๆ ไม่รู้เลยว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาบ้าง แต่เท่าที่ฟังดูจากเสียงสั่นพร่าก็คงเสียวซ่านไม่ใช่น้อ
ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป ฉันก็ไม่เคยคาดหวังชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ สำหรับฉันสิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนิทานหลอกเด็ก ทุกชีวิตล้วนเกิดมารับกรรมและมีแต่ความเจ็บปวด ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ชีวิตของฉันมิชชั่นคอมพลีทดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบ ฉันถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตคู่ที่ยืนยาวและอบอุ่นมันสามารถสร้างขึ้นได้จากคนสองคน ความคิดแง่ลบก็มลายหายไป คนที่เข้ามาเติมเต็มและเปลี่ยนความคิดฉันก็คือเขา… “พี่ผาพักก่อนค่ะ เหนือคั้นน้ำส้มมาให้” คนถูกเรียกละสายตาจากงานตรงหน้า ส่งยิ้มอบอุ่นละมุนละไมมองใบหน้าสดใสของฉัน หากแต่รอยยิ้มของเขาดูจะสดใสกว่าเสียอีก พี่ผาวางค้อน เก็บตะปูลงกล่องเครื่องมือ มือสากเปื้อนเศษไม้เช็ดลวกๆ เข้ากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่สภาพผ่านการใช้งานมาหนักหน่วง “มีเค้กด้วย น่ากินจัง” เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน เราอยู่ในสวนข้างบ้านที่พี่ผาคิดปรับปรุงทำสนามเด็กเล่นให้ลูก เห็นเศษซากไม้ที่หักเป็นชิ้น ไหนจะผงขี้เลื่อยและอุปกรณ์งานช่างต่างๆ วางระเกะระกะสักหน่อย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือเขาทั้งนั้น และเมื่อถึงขั้นตอนลงสีกลิ่นคงจะฉุนจนแส
“ใครจะเมาก็เมาไปเถอะ แต่พี่ผาห้ามเมาเด็ดขาด ไม่งั้นเราคนใดคนหนึ่งนี่แหละที่ต้องขับรถกลับ” “เอาน่า ต่อให้พี่ผาเมาจริงๆ ฉันก็ขับกลับได้ หรือจะให้ไอ้หนาวขับก็ได้ ใช่ไหมน้ำหนาว” อั่งเปาถามคนที่ยกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดเนี่ยนะ ถามจริงๆ เถอะว่าฉันไว้ใจพวกมันสองคนได้ใช่ไหม และต่อให้อั่งเปาพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา สุราออกฤทธิ์เปลี่ยนเพื่อนฉันสองคนให้กลายเป็นซากอะไรสักอย่างที่นอนสลบสไลไม่ได้สติ ตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าหึ่งจนต้องให้การ์ดของพี่คิเรย์มาพาตัวไปไว้ในรถ ส่วนพี่ผาก็ดื่มไปพอกรึ่มๆ เช่นกัน หากแต่ยังพอประคองสติได้อยู่ “พี่ผา ถ้ารู้สึกเวียนหัวหรืออยากอ้วก สลับให้เหนือขับแทนเถอะนะ” ฉันกังวลความปลอดภัยจริงๆ แต่พูดไปก็เท่านั้นในเมื่อคนตัวสูงรั้นจะขับเองให้ได้ สองมือประคองพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า มีฉันผู้นั่งข้างๆ คอยสวดมนต์ภาวนาอีกที ขอเถอะ…ขอให้เราทั้งหมดกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพด้วยเถอะ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง…คำขอของฉันที่ภาวนามาตลอดเส้นทางสำเร็จสมดั่งใจหมาย หากแต่ความปวดหัวยังไม่จบเท่านี้ การปลุกอั่งเปาและน้ำหนาวให้ขึ้นไปบนห้องนั้นทำได้ยากยิ่ง ฉันต้อ
งานแต่งของพี่พายัพและน้องต้นหยงจัดขึ้นช่วงกลางวันที่โรงแรมหรูบนเขาใหญ่ แขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ต่างเป็นคนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงทั้งนั้น แม้แต่เหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังมี ฉันทึ่งในคอนเนคชั่นของพวกเขามากนะ “พี่ผาๆ คนนั้นเหนือชอบมากเลยอะ ติดตามผลงานเขาอยู่” ฉันสะกิดคนข้างๆ มองผู้ชายรูปร่างสูงยาวเข่าดี หน้าตาหล่อเหลา สไตล์ลูกครึ่งไทย-จีน อย่างกับหลุดมาจากซีรีส์สักเรื่อง และแน่นอนว่าผู้ชายที่ฉันหมายถึงคือดาราดังที่เล่นซีรีส์จริงๆ เพียงแต่เป็นซีรีส์ไฮสคูลของไทย พี่ผามองตามสายตาเคลิบเคลิ้มของฉัน เขาไม่พูดหรือถามไถ่อะไรสักคำ ร่างสูงก็ลุกออกจากโต๊ะและเดินไปทางดาราดังคนนั้นในทันทีคุยอะไรกันสองสามคำ พี่ผาก็พาเขากลับมาที่โต๊ะด้วยกันได้สำเร็จ ฉันตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ยิ่งดูใกล้ๆ ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้ ออร่าบางอย่างในตัวเขาสะกดสายตาฉันได้อยู่หมัด “ไอ้ไป๋ นี่เมียกูชื่อน้ำเหนือ น้องบอกว่าชอบมึงมาก ยังไงก็ขอให้เมียกูถ่ายรูปกับมึงหน่อยนะ” พี่ผาพูดกับเขาอย่างเป็นกันเอง แล้วคุณไป๋ก็หันมาส่งยิ้มหวานให้ฉันพร้อมเอ่ยแนะนำตัว ยื่นมือทักทาย“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องน้ำเหนือ ไม่คิดว่าเ
“คนนี้นี่เองพี่มุกดา สวยจังเลยนะคะ” ฉันกระซิบกระซาบกับพี่ผา มองผู้หญิงที่พี่มาร์ตินออกตัวชัดว่าเขาเป็นเจ้าของ ส่วนพี่มุกดาก็แค่ยิ้มรับ ไม่มีความเคอะเขินกระดากอาย เธอเป็นคนที่สวยมากๆ คนหนึ่ง หน้าตาผิวพรรณดูดีสุดๆ ไปเลยล่ะ ฉันไม่แปลกใจเท่าไร่ที่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่เขาจะปิ๊งพี่มุกดาได้ ระหว่างมื้ออาหารก็มีการพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งในอีกไม่กี่วันที่ใกล้จะถึง พี่พายัพยิ้มไม่หุบตั้งแต่ฉันเข้ามา เขาคงจะมีความสุขมากที่ได้แต่งงานกับน้องต้นหยง ผู้หญิงที่เขารัก กิ๊ง! กิ๊ง! เสียงช้อนตีกระทบแก้วดังขึ้นจากทางพี่คิเรย์ เขาลุกยืนส่งยิ้มให้กับน้องสาวตัวเองและว่าที่น้องเขย “กูขอดื่มฉลองให้กับมึง ไอ้พายัพคนที่เป็นทั้งเพื่อนรักและก็น้องเขยของกู และพี่ก็ดื่มให้หนูด้วย ต้นหยงน้องรักของพี่” ไวน์แดงก่ำถูกกลืนลงคอรวดเดียวจนหมด ก่อนคนอื่นๆ จะทำตาม ร่วมดื่มฉลองให้กับว่าที่บ่าวสาว มีแค่ฉันที่ดื่มน้ำส้ม แปลกและแตกต่าง เราใช้เวลาสังสรรค์มื้อเย็นจนเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำ แสงไฟจากระเบียงถูกเปิดขึ้นให้บรรยากาศอีกแบบ พี่พายัพที่กรึ่มๆ ได้ที่ก็จูงมือน้องต้นหยงออกไปเต้นด้วยกันยามที่เพลงเปิดคลอมันกังวานเร
น้ำเหนือ | Part ร่างกายที่แน่นหนัดด้วยมัดกล้ามเนื้อค่อยๆ โยกขยับร่างกายเชื่องช้าแต่เน้นจังหวะลีลาพลิ้วไหวใต้ร่างบอบบางซึ่งนอนกระเส่าครางเสียงหวานรับการกระแทกแสนโยนอ่อนหากแต่ถึงใจ อาจจะด้วยบรรยากาศอึมครึมด้านนอกที่ไม่มีท่าฝนจะหยุดลงง่ายๆ มวลอากาศหนาวเย็นและเมื่อผสมรวมกับความร้อนรุ่มในกายซึ่งเกิดจากกิจกามสวาท ก็กลายเป็นความอบอุ่นที่เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี “อ๊า เสียว” ฉันพร่ำบอกพี่ผาตั้งไม่รู้กี่หนขณะที่เขากระแทกกระทั้นและบดอัดช่วงล่างทำเอาใจจะขาด แต่ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรุนแรงจนหัวสั่นหัวคลอนเช่นครั้งก่อนๆ อาจจะด้วยเจ้าก้อนในครรภ์ พี่ผาถึงได้ปราณีฉันบ้างเนินนมขาวผ่องถูกครอบดูดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดรอยแดงเถือก กระนั้นคนฝากรอยเอาไว้ก็ดูจะพออกพอใจมิใช่น้อย ความสาดเสียวจากปลายลิ้นช่ำชองทำฉันตัวสั่นสะท้าน มือจิกกำเบาะนอนเป็นที่ระบาย หน้าอกก็แอ่นขึ้นลงตามแรงปรนเปรอที่ส่งมอบให้กัน “นุ่มมาก ชักจะเสพติดนมเมียซะแล้วสิ ต่อไปพี่คงต้องดูดทุกวัน” เสียงหื่นๆ ที่ร้องบอกทำฉันวูบวาบไปทั้งตัว มันก็แค่ข้ออ้างของคนขี้เอาเท่านั้นแหละพี่ผาดูดยอดอกสีก่ำจนพอใจด็เลื่อนใบหน้าหล่อเหลาคลอเคลียลำคอฉัน ลมห
“เหนือไม่ป่วยแน่นะ หน้าซีดๆ ไหม ไปหาหมอรึเปล่า”“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหนือก็ง่วงเป็นนะ นอนพักก็คงดีขึ้นค่ะ”“ไหนมาให้พี่ดูสิ” พี่ผาขยับเข้าใกล้ มือแตะหน้าผากเพื่อจะดูว่าฉันตัวร้อนหรือเปล่า เมื่อพบว่าไม่มีอะไรเขาก็ยอมโอนอ่อนตาม ให้ฉันนอนพักผ่อนโดยไม่ต้องถ่อไปโรงพยาบาล เช้าวันรุ่งขึ้นเราจากโรงแรมริ
น้ำเหนือ | Part หลังผ่านเรื่องวุ่นๆ จนครบหนึ่งเดือน ฉันและพี่ผากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ในส่วนของเรื่องความรักระหว่างเราทั้งสองก็เพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเดิม มีความสุขในทุกๆ วันที่ได้ตื่นขึ้นมาเจอหน้าสุดหล่ออย่างเขา ฉันยังมีรับงานคอมมิชชั่นปกนิยายบ้าง นอกเหนือจากงานตัวเองก็แบ่งเวลามาช่วยงานของพี่ผา หรื
รถคันดังกล่าวไม่ใช่ใครที่ไหนไกล คนมาเยือนทำเอาทั้งลูกน้องและธาราสติแตกไปตามๆ กัน “เอาไงดีครับนาย พ่อกำนันมากับตำรวจเลยนะครับ” ลูกน้องที่วิ่งแจ้นมากระซิบกระซาบรายงานให้ผู้เป็นนายฟังแทบจะขอกัดลิ้นตัวเองตายไปซะ ธารามองสีหน้าเรียบนิ่งของภูผาก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและข่มความโกรธจัดของตัวเองไว้ สาย
ก่อนกลับไร่ภูพนาไพร ภูผาเอารถของน้ำเหนือส่งบริการฝากรถข้ามจังหวัดและให้คนน้องกลับกับเขา เหตุผลมีอยู่ข้อเดียวคืออยากอยู่ด้วยกัน ไม่อยากคลาดสายตาจากน้อง น้ำเหนือก็ไม่รู้จะทำยังไงกับคนเป็นสามีดี เขาชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเสมอ “คุณตามเขาเจอแล้วเหรอคุณปอง” เขาที่ภูผาพูดถึงคืออาจารย์ธารา(ใช่ค







