Masukแสงแดดของวันใหม่ส่องกระทบผ้าม่านบางๆ ที่สะบัดพลิ้วไหวตามแรงลม หน้าต่างถูกเปิดกว้างด้วยน้ำมือของคนที่ตื่นก่อนหน้า เป็นการตื่นก่อนไก่โห่อีกเช่นเคย
ฉันปรือตามองรอบห้อง ความง่วงงุนและอากาศเหน็บหนาวในช่วงเช้าทำให้อยากล้มตัวนอนต่อ สายตาที่ดันปะทะเข้ากับโพสต์อิทสีเหลืองมะนาวทำคิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นขึ้นมา ลายมือตวัดแบบนั้นฉันจำได้แม่น… ‘พี่ไม่ได้อยู่ด้วยทั้งวัน ต้องเข้าไร่มาดูงานต่อ เหนือตื่นแล้วอย่าลืมกินข้าวกินยา อย่าขยับขาเยอะ ถ้าจะเอาอะไรก็เรียกใช้น้าหมี่ แล้วก็อย่าดื้ออีก เข้าใจนะไอ้ตัวแสบ’ ฉันหลุดยิ้มให้กับสามคำสุดท้าย ‘ไอ้ตัวแสบ’ ไม่ได้ยินพี่ผาเรียกแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันนะเนี่ย จากที่คิดจะนอนต่อก็ตื่นเต็มตา ถัดจากโพสต์อิทคือถาดอาหารที่มีทั้งแก้วใส่ยา น้ำดื่มและมื้อเช้าแสนโปรด ข้าวต้มกุ้งตัวโตที่ดูก็รู้ว่าเป็นฝีมือของพี่ผาแน่นอน “หื้อ น่าอร่อยจัง” ฉันคงอาการหนักน่าดูที่ยิ้มไม่หุบสักวินาที แม้ขาจะตึงจนปวดไปหมดแต่หัวใจน่ะกลับพองฟูเหมือนต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ได้รับการรดน้ำเลยล่ะ ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากน้าหมี่ช่วยฉันเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ลงไปทำงานบ้านต่อ ส่วนฉันยังคงเป็นไอ้เป๋อยู่ในห้อง จะขยับเขยื้อนสักทีก็ลำบาก ทำได้แค่นั่งทำงานของตัวเองเงียบๆ บนเตียง ไอแพดจอใหญ่มีรูปภาพชายหญิงที่ฉันเป็นผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา มันคือปกนิยายที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ฉันตั้งใจไว้ว่าจะเปิดประมูลผ่านทางทวิตเตอร์ เห็นหน้าดื้อๆ ดูเหมือนคนว่างงานแบบนี้ แต่ฝีมือการทำงานไม่น้อยหน้าใครนะ อย่างน้อยรูปที่ฉันวาดก็เคยทำยอดแตะหลักหมื่นมาแล้ว เรียกว่าเป็นนักวาดคิวทองได้ไหม ถ้าเกิดพี่ผาไม่บังคับให้ฉันอยู่บ้านเป็นคุณนายเจ้าของไร่ภูพนาไพรเฉยๆ ป่านนี้คงเปิดแกลเลอรี่เป็นของตัวเองไปแล้วล่ะ “เฮ้อ เมื่อยจัง” ฉันบ่นกับตัวเองเป็นรอบที่ร้อยแต่นิ้วก็ยังคงจับ Apple Pencil ลงสีเก็บงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถ้าพวกเพื่อนๆ ไม่โทรมาก็คงนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่อย่างนั้น (ไอ้เหนือเป็นไงบ้าง ข้อความก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับ) อั่งเปารัวใส่ฉันเป็นชุด “สบายดีเจ้า แข็งแรงขนาดนี้ไม่ตายง่ายๆ หรอก” ฉันยิ้มตาหยีให้อั่งเปาและน้ำหนาวที่วิดีโอคอลมาหา ดูจากพื้นหลังคงอยู่ร้านอาหารบนไร่ชา (ยิ้มหวานขนาดนี้หายเจ็บแล้วเหรอ ขาเป็นไงบ้าง) เพื่อนถามก็จำต้องแพลนกล้องหลังให้ดูกันชัดๆ เสียงร้องแบบโอเวอร์แอคติ้งดังลอดมาจากปลายสายจนแสบแก้วหู (สบายดีบ้านแกสิไอ้เพื่อนคนนี้ ขาหักจนต้องใส่เฝือกขนาดนั้นยังมีหน้ามายิ้มระรื่นอยู่อีก เดี๋ยวแม่จะโบกเข้าให้) “เจ๊จ๋า อี่น้องแค่ขาร้าวเน้อ บ่าได้ขาหัก” (ดูทำหน้า กูอยากทุบซ้ำจริงๆ) อั่งเปากุมขมับก่อนส่งกล้องให้น้ำหนาวรับช่วงความปวดหัวต่อ (พวกฉันไปหาแกได้ไหมวะเนี่ย เป็นห่วงว่ะ) “ฮึ่ย มันจะดีนะ มาสิๆ ฉันอยู่คนเดียว…หมายถึงอยู่ในห้องคนเดียวน่ะ” ฉันเติมประโยคหลังไปด้วยเพราะลืมว่ายังมีน้าหมี่ทำงานอยู่ชั้นล่าง (พี่ผาจะไม่ว่าอะไรพวกฉันใช่ไหมวะ เมื่อวานตอนที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ตามไปด้วย สายตาน่ากลัวมาก) (เออใช่ กระเทยนี่ขนคีงลุก) อั่งเปาลูบแขนตัวเองพร้อมทำสีหน้าขยาดประกอบคำพูด บอกแล้วว่าใครๆ ก็กลัวพ่อเลี้ยงภูผาในเวอร์ชันโมโหกันทั้งนั้น ยิ่งหน้านิ่งๆ พูดน้อยจนนับคำได้ เสียงชวนขนหัวลุกนั่นแหละตัวกระตุกจิตเลยล่ะ “มาเถอะนา พี่ผาไม่ว่าอะไรหรอก ฉันอยู่คนเดียวเหงาจะแย่” จบท้ายด้วยการทำหน้าเศร้าๆ ให้เพื่อนสงสาร น้ำหนาวและอั่งเปาถอนหายใจพร้อมกัน กำชับฉันว่าอย่าขยับตัวให้มันมาก ทั้งที่สภาพฉันมันไม่น่าจะขยับได้ไม่ใช่เหรอ จากนั้นสายก็ถูกตัดไปเพราะอีกไม่นานสองคนนั้นจะมาหาฉันพร้อมขนมที่อ้อนให้ซื้อมาฝาก “จะว่าไปขาเดี้ยงแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ได้กินของฟรีด้วย” ฉันหัวเราะคิกคักตามลำพัง แต่หากถามว่าอยากใส่เฝือกที่ขาอีกสักข้างไหมฉันจะตอบว่าไม่ทันที เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงพูดคุยของเพื่อนฉันและน้าหมี่ดังอยู่ชั้นล่าง ก่อนจะตามมาด้วยประตูห้องที่ถูกผลักเปิด สองไม้สองมือของน้ำนาวและอั่งเปาเต็มไปด้วยขนมของกิน อั่งเปาหรี่ตามองฉันก่อนส่ายหน้าเมื่อเจอยิ้มทะเล้นใส่ “เป็นจะไดพ่อง ยังเจ๊บขาอยู่ก่อ” (เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บขาอยู่ไหม) อั่งเปาวางถุงขนมก่อนจะหย่อนตัวนั่งบนเตียงข้างฉัน ตามมาด้วยน้ำหนาวที่ปีนขึ้นมาประกบอีกฝั่ง “หน้อยเดียว แต่น้องไค่กิ๋นขนม” (นิดหน่อย แต่น้องอยากกินขนม) “มาถึงก็ถามหาแต่ของกิน” น้ำหนาวส่ายหน้าแต่ก็ยอมลงไปเอาขนมมาประเคนฉันถึงที่ “ว่าแต่ห้องนี้ไม่เห็นจะมีของที่น่าจะเป็นของพี่ภูผาสักชิ้น แยกห้องกันนอนเหรอ” น้ำหนาวถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตาเธอยังคงกวาดมองรอบๆ ด้วยความใคร่รู้ “อื้ม พึ่งแยกห้องนอนได้แค่คืนเดียว พอฉันขาเดี้ยงเขาก็กลับมานอนด้วยกัน” ฉันชี้ไปด้านล่างเตียง ตรงที่พี่ผานอนเมื่อคืน ยังมีผ้าห่มกับผ้าปูที่นอนพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ “แต่เขาขอนอนพื้นนะ” เสียงถอนหายใจปลงตกของฉันทำเพื่อนสองคนมองหน้ากันในทันที “นี่พี่ผาไม่เห็นแกเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเลยเหรอวะ พี่น้องแท้ๆ ก็ไม่ใช่ หรือเพราะโตมาด้วยกันก็เลยคิดกับแกเป็นน้องสาวจริงๆ” อั่งเปาแสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย เพื่อนมันรู้ดีเลยล่ะว่าฉันคิดกับพี่ผายังไง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ฐานะพี่ชาย “แต่ช่วงที่ไอ้เหนือไปเรียนมหาลัยก็สนิทกับพี่เขาน้อยลงนะ เจอกันไม่บ่อยด้วย ไอ้ความสัมพันธ์แบบพี่น้องมันไม่จางลงเลยเหรอวะ” น้ำหนาวตั้งคำถามให้ฉันได้ขบคิด ก็ในเมื่อคนมันไม่มีใจ ไม่ได้คิดอะไรด้วย ต่อให้จะอยู่ใกล้หรือไกล พยายามทำตัวสนิทสนมมากแค่ไหนมันก็ได้แค่ความสัมพันธ์รูปแบบเดิม “คงเป็นเพราะฉันพึ่งเลิกกับแฟนเพื่อมาแต่งงานกับเขากระทันหันก็ได้ เขาก็เลยอาจคิดว่าฉันยังไม่มูฟออน” ฉันคิดในแง่ดีเข้าไว้ ที่พี่ผาไม่บุ่มบ่ามเร่งรีบเพื่อจะเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างระหว่างเรา มันอาจเป็นเพราะเขาให้เวลาฉันทำใจ ได้มีเวลาปรับตัว แต่หากคิดอีกแง่…การที่เขาเมินเฉยไม่เหมือนคู่เราเป็นสามีภรรยาคงเป็นเพราะเขาไม่ได้คิดอะไรกับฉันจริงๆ ก็แค่แต่งงานตามความประสงค์ของพ่อ แค่นั้นเอง “เออนี่ เมื่อวานที่โรงพยาบาลฉันเจอพี่ศรุตด้วยล่ะ” คำพูดของฉันทำสายตาเพื่อนทั้งสองคนเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนสงสัย “คุยอะไรกันบ้าง” “ก็ถามไถ่ตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน พอเห็นฉันอยู่ในสภาพนี้ เขาบอกจะมาเยี่ยมที่ไร่ด้วยแหละ” “หา! พี่ศรุตพูดงั้นเหรอ แล้วพี่ผาว่าไง” น้ำหนาวดูจะร้อนอกร้อนใจในการอยากรู้คำตอบมาก “จะว่าไงอะไรล่ะ พี่ผาปล่อยให้ฉันคุยกับพี่ศรุตตามลำพัง ส่วนตัวเขาไปซื้อชาเย็น” “โค๊ะ! ใจ๋เย็นแต้ๆ” อั่งเปาตบเข่าฉาดใหญ่ “พี่ศรุตยังตัดใจจากแกไม่ได้แน่ๆ แล้วแบบนี้จะไม่ทำให้แกบ้านแตกเหรอวะ” น้ำหนาวถามด้วยความเป็นห่วง “คงไม่หรอก ดูเหมือนพี่ผาจะไม่คิดอะไร อีกอย่างฉันก็บริสุทธิ์ใจด้วย กับพี่ศรุตก็ไม่ได้อะไรกันแล้ว” “แกไม่คิดอะไร แต่พี่เขาคิดไงน้ำเหนือ” “แม่น แกต้องรักษาระยะห่างไว้นะเหนือ อย่าให้คนอื่นเขานินทาแกได้ว่าแต่งงานกับพี่ผาแต่ยังสนิทสนมกับแฟนเก่า” อั่งเปาพูดเตือนสติด้วยความหวังดี “อืม ฉันจะระวังๆ นะ” ก็แค่แฟนเก่าที่ลดสถานะเหลือเพียงพี่น้อง ฉันว่าพี่ผาคงไม่คิดมากและที่สำคัญ ฉันมีระยะห่างของตัวเองเหมือนกัน“รูดเบาๆ แค่นั้นพี่ไม่แตกง่ายๆ หรอกนะ เหนือต้องทำแบบนี้” ราวกับรู้ใจ พี่ผายิ้มเอ็นดูมองอาการตื่นเต้นขลาดเขินที่ฉันเป็นอยู่ ฝ่ามือหนาวางทาบหลังมือสวยก่อนจะออกแรงควบคุมให้ฉันขยับข้อมือขึ้นลงเป็นจังหวะที่เร็วขึ้น ไม่นานนักก็ได้เห็นหน้าฟินๆ ของเขา “อื้ม ดี ดีมาก” และเมื่อเขาปล่อยมือให้ฉันทำเอง ฉันก็เรียนรู้ได้ว่าควรใช้จังหวะยังไง ทั้งที่คิดว่าตัวเองไม่ไก่อ่อนเรื่องนี้ แต่พอเป็นพี่ผาใจฉันมันระทวยจนทำอะไรไม่ถูก ราวกับเด็กฝึกหัด “อ่า…เก่งมากน้ำเหนือ ต่อไปก็ใช้ปาก” หน้าหล่อๆ ตอนมีอารมณ์ของพี่ผาสร้างความรู้สึกขัดเขินส่งผ่านทางสีหน้าและแก้มแดงปลั่งของฉัน ริมฝีปากอมชมพูครอบหัวหยักดูดลองเชิงเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำพี่ผาครางอย่างหมดมาด มองเห็นมือของเขาที่ค้ำยันตัวขณะเอนหลัง มันจิกผ้าปูเตียงแน่นระบายความเสียว ปากสวยค่อยๆ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันผงกหัวรูดกลืนเข้าๆ ออกๆ เอ็นอุ่นที่พองขยายคับแน่นเต็มโพรงปาก มันทั้งนิ่มและร้อน “อ่า! เป็นงานมากน้ำเหนือ โคตรเก่ง” มือสากของพี่ผาลูบหัวฉันเบาๆ ไม่รู้เลยว่าเขาแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาบ้าง แต่เท่าที่ฟังดูจากเสียงสั่นพร่าก็คงเสียวซ่านไม่ใช่น้อ
ตั้งแต่พ่อแม่ตายไป ฉันก็ไม่เคยคาดหวังชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบ สำหรับฉันสิ่งเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนิทานหลอกเด็ก ทุกชีวิตล้วนเกิดมารับกรรมและมีแต่ความเจ็บปวด ฉันคิดแบบนั้นมาตลอดจนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ชีวิตของฉันมิชชั่นคอมพลีทดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพอร์เฟคและสมบูรณ์แบบ ฉันถึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตคู่ที่ยืนยาวและอบอุ่นมันสามารถสร้างขึ้นได้จากคนสองคน ความคิดแง่ลบก็มลายหายไป คนที่เข้ามาเติมเต็มและเปลี่ยนความคิดฉันก็คือเขา… “พี่ผาพักก่อนค่ะ เหนือคั้นน้ำส้มมาให้” คนถูกเรียกละสายตาจากงานตรงหน้า ส่งยิ้มอบอุ่นละมุนละไมมองใบหน้าสดใสของฉัน หากแต่รอยยิ้มของเขาดูจะสดใสกว่าเสียอีก พี่ผาวางค้อน เก็บตะปูลงกล่องเครื่องมือ มือสากเปื้อนเศษไม้เช็ดลวกๆ เข้ากับกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่สภาพผ่านการใช้งานมาหนักหน่วง “มีเค้กด้วย น่ากินจัง” เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน เราอยู่ในสวนข้างบ้านที่พี่ผาคิดปรับปรุงทำสนามเด็กเล่นให้ลูก เห็นเศษซากไม้ที่หักเป็นชิ้น ไหนจะผงขี้เลื่อยและอุปกรณ์งานช่างต่างๆ วางระเกะระกะสักหน่อย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือเขาทั้งนั้น และเมื่อถึงขั้นตอนลงสีกลิ่นคงจะฉุนจนแส
“ใครจะเมาก็เมาไปเถอะ แต่พี่ผาห้ามเมาเด็ดขาด ไม่งั้นเราคนใดคนหนึ่งนี่แหละที่ต้องขับรถกลับ” “เอาน่า ต่อให้พี่ผาเมาจริงๆ ฉันก็ขับกลับได้ หรือจะให้ไอ้หนาวขับก็ได้ ใช่ไหมน้ำหนาว” อั่งเปาถามคนที่ยกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดเนี่ยนะ ถามจริงๆ เถอะว่าฉันไว้ใจพวกมันสองคนได้ใช่ไหม และต่อให้อั่งเปาพูดอย่างนั้นก็เถอะ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา สุราออกฤทธิ์เปลี่ยนเพื่อนฉันสองคนให้กลายเป็นซากอะไรสักอย่างที่นอนสลบสไลไม่ได้สติ ตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้าหึ่งจนต้องให้การ์ดของพี่คิเรย์มาพาตัวไปไว้ในรถ ส่วนพี่ผาก็ดื่มไปพอกรึ่มๆ เช่นกัน หากแต่ยังพอประคองสติได้อยู่ “พี่ผา ถ้ารู้สึกเวียนหัวหรืออยากอ้วก สลับให้เหนือขับแทนเถอะนะ” ฉันกังวลความปลอดภัยจริงๆ แต่พูดไปก็เท่านั้นในเมื่อคนตัวสูงรั้นจะขับเองให้ได้ สองมือประคองพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า มีฉันผู้นั่งข้างๆ คอยสวดมนต์ภาวนาอีกที ขอเถอะ…ขอให้เราทั้งหมดกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพด้วยเถอะ ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง…คำขอของฉันที่ภาวนามาตลอดเส้นทางสำเร็จสมดั่งใจหมาย หากแต่ความปวดหัวยังไม่จบเท่านี้ การปลุกอั่งเปาและน้ำหนาวให้ขึ้นไปบนห้องนั้นทำได้ยากยิ่ง ฉันต้อ
งานแต่งของพี่พายัพและน้องต้นหยงจัดขึ้นช่วงกลางวันที่โรงแรมหรูบนเขาใหญ่ แขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ต่างเป็นคนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงทั้งนั้น แม้แต่เหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังมี ฉันทึ่งในคอนเนคชั่นของพวกเขามากนะ “พี่ผาๆ คนนั้นเหนือชอบมากเลยอะ ติดตามผลงานเขาอยู่” ฉันสะกิดคนข้างๆ มองผู้ชายรูปร่างสูงยาวเข่าดี หน้าตาหล่อเหลา สไตล์ลูกครึ่งไทย-จีน อย่างกับหลุดมาจากซีรีส์สักเรื่อง และแน่นอนว่าผู้ชายที่ฉันหมายถึงคือดาราดังที่เล่นซีรีส์จริงๆ เพียงแต่เป็นซีรีส์ไฮสคูลของไทย พี่ผามองตามสายตาเคลิบเคลิ้มของฉัน เขาไม่พูดหรือถามไถ่อะไรสักคำ ร่างสูงก็ลุกออกจากโต๊ะและเดินไปทางดาราดังคนนั้นในทันทีคุยอะไรกันสองสามคำ พี่ผาก็พาเขากลับมาที่โต๊ะด้วยกันได้สำเร็จ ฉันตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ยิ่งดูใกล้ๆ ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้ ออร่าบางอย่างในตัวเขาสะกดสายตาฉันได้อยู่หมัด “ไอ้ไป๋ นี่เมียกูชื่อน้ำเหนือ น้องบอกว่าชอบมึงมาก ยังไงก็ขอให้เมียกูถ่ายรูปกับมึงหน่อยนะ” พี่ผาพูดกับเขาอย่างเป็นกันเอง แล้วคุณไป๋ก็หันมาส่งยิ้มหวานให้ฉันพร้อมเอ่ยแนะนำตัว ยื่นมือทักทาย“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้องน้ำเหนือ ไม่คิดว่าเ
“คนนี้นี่เองพี่มุกดา สวยจังเลยนะคะ” ฉันกระซิบกระซาบกับพี่ผา มองผู้หญิงที่พี่มาร์ตินออกตัวชัดว่าเขาเป็นเจ้าของ ส่วนพี่มุกดาก็แค่ยิ้มรับ ไม่มีความเคอะเขินกระดากอาย เธอเป็นคนที่สวยมากๆ คนหนึ่ง หน้าตาผิวพรรณดูดีสุดๆ ไปเลยล่ะ ฉันไม่แปลกใจเท่าไร่ที่ผู้ชายเจ้าชู้อย่างพี่เขาจะปิ๊งพี่มุกดาได้ ระหว่างมื้ออาหารก็มีการพูดคุยถึงเรื่องงานแต่งในอีกไม่กี่วันที่ใกล้จะถึง พี่พายัพยิ้มไม่หุบตั้งแต่ฉันเข้ามา เขาคงจะมีความสุขมากที่ได้แต่งงานกับน้องต้นหยง ผู้หญิงที่เขารัก กิ๊ง! กิ๊ง! เสียงช้อนตีกระทบแก้วดังขึ้นจากทางพี่คิเรย์ เขาลุกยืนส่งยิ้มให้กับน้องสาวตัวเองและว่าที่น้องเขย “กูขอดื่มฉลองให้กับมึง ไอ้พายัพคนที่เป็นทั้งเพื่อนรักและก็น้องเขยของกู และพี่ก็ดื่มให้หนูด้วย ต้นหยงน้องรักของพี่” ไวน์แดงก่ำถูกกลืนลงคอรวดเดียวจนหมด ก่อนคนอื่นๆ จะทำตาม ร่วมดื่มฉลองให้กับว่าที่บ่าวสาว มีแค่ฉันที่ดื่มน้ำส้ม แปลกและแตกต่าง เราใช้เวลาสังสรรค์มื้อเย็นจนเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำ แสงไฟจากระเบียงถูกเปิดขึ้นให้บรรยากาศอีกแบบ พี่พายัพที่กรึ่มๆ ได้ที่ก็จูงมือน้องต้นหยงออกไปเต้นด้วยกันยามที่เพลงเปิดคลอมันกังวานเร
น้ำเหนือ | Part ร่างกายที่แน่นหนัดด้วยมัดกล้ามเนื้อค่อยๆ โยกขยับร่างกายเชื่องช้าแต่เน้นจังหวะลีลาพลิ้วไหวใต้ร่างบอบบางซึ่งนอนกระเส่าครางเสียงหวานรับการกระแทกแสนโยนอ่อนหากแต่ถึงใจ อาจจะด้วยบรรยากาศอึมครึมด้านนอกที่ไม่มีท่าฝนจะหยุดลงง่ายๆ มวลอากาศหนาวเย็นและเมื่อผสมรวมกับความร้อนรุ่มในกายซึ่งเกิดจากกิจกามสวาท ก็กลายเป็นความอบอุ่นที่เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี “อ๊า เสียว” ฉันพร่ำบอกพี่ผาตั้งไม่รู้กี่หนขณะที่เขากระแทกกระทั้นและบดอัดช่วงล่างทำเอาใจจะขาด แต่ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรุนแรงจนหัวสั่นหัวคลอนเช่นครั้งก่อนๆ อาจจะด้วยเจ้าก้อนในครรภ์ พี่ผาถึงได้ปราณีฉันบ้างเนินนมขาวผ่องถูกครอบดูดครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดรอยแดงเถือก กระนั้นคนฝากรอยเอาไว้ก็ดูจะพออกพอใจมิใช่น้อย ความสาดเสียวจากปลายลิ้นช่ำชองทำฉันตัวสั่นสะท้าน มือจิกกำเบาะนอนเป็นที่ระบาย หน้าอกก็แอ่นขึ้นลงตามแรงปรนเปรอที่ส่งมอบให้กัน “นุ่มมาก ชักจะเสพติดนมเมียซะแล้วสิ ต่อไปพี่คงต้องดูดทุกวัน” เสียงหื่นๆ ที่ร้องบอกทำฉันวูบวาบไปทั้งตัว มันก็แค่ข้ออ้างของคนขี้เอาเท่านั้นแหละพี่ผาดูดยอดอกสีก่ำจนพอใจด็เลื่อนใบหน้าหล่อเหลาคลอเคลียลำคอฉัน ลมห
“เหนือไม่ป่วยแน่นะ หน้าซีดๆ ไหม ไปหาหมอรึเปล่า”“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหนือก็ง่วงเป็นนะ นอนพักก็คงดีขึ้นค่ะ”“ไหนมาให้พี่ดูสิ” พี่ผาขยับเข้าใกล้ มือแตะหน้าผากเพื่อจะดูว่าฉันตัวร้อนหรือเปล่า เมื่อพบว่าไม่มีอะไรเขาก็ยอมโอนอ่อนตาม ให้ฉันนอนพักผ่อนโดยไม่ต้องถ่อไปโรงพยาบาล เช้าวันรุ่งขึ้นเราจากโรงแรมริ
น้ำเหนือ | Part หลังผ่านเรื่องวุ่นๆ จนครบหนึ่งเดือน ฉันและพี่ผากลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ในส่วนของเรื่องความรักระหว่างเราทั้งสองก็เพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเดิม มีความสุขในทุกๆ วันที่ได้ตื่นขึ้นมาเจอหน้าสุดหล่ออย่างเขา ฉันยังมีรับงานคอมมิชชั่นปกนิยายบ้าง นอกเหนือจากงานตัวเองก็แบ่งเวลามาช่วยงานของพี่ผา หรื
รถคันดังกล่าวไม่ใช่ใครที่ไหนไกล คนมาเยือนทำเอาทั้งลูกน้องและธาราสติแตกไปตามๆ กัน “เอาไงดีครับนาย พ่อกำนันมากับตำรวจเลยนะครับ” ลูกน้องที่วิ่งแจ้นมากระซิบกระซาบรายงานให้ผู้เป็นนายฟังแทบจะขอกัดลิ้นตัวเองตายไปซะ ธารามองสีหน้าเรียบนิ่งของภูผาก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและข่มความโกรธจัดของตัวเองไว้ สาย
ก่อนกลับไร่ภูพนาไพร ภูผาเอารถของน้ำเหนือส่งบริการฝากรถข้ามจังหวัดและให้คนน้องกลับกับเขา เหตุผลมีอยู่ข้อเดียวคืออยากอยู่ด้วยกัน ไม่อยากคลาดสายตาจากน้อง น้ำเหนือก็ไม่รู้จะทำยังไงกับคนเป็นสามีดี เขาชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเสมอ “คุณตามเขาเจอแล้วเหรอคุณปอง” เขาที่ภูผาพูดถึงคืออาจารย์ธารา(ใช่ค







