로그인แสงแดดของวันใหม่ส่องกระทบผ้าม่านบางๆ ที่สะบัดพลิ้วไหวตามแรงลม หน้าต่างถูกเปิดกว้างด้วยน้ำมือของคนที่ตื่นก่อนหน้า เป็นการตื่นก่อนไก่โห่อีกเช่นเคย
ฉันปรือตามองรอบห้อง ความง่วงงุนและอากาศเหน็บหนาวในช่วงเช้าทำให้อยากล้มตัวนอนต่อ สายตาที่ดันปะทะเข้ากับโพสต์อิทสีเหลืองมะนาวทำคิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นขึ้นมา ลายมือตวัดแบบนั้นฉันจำได้แม่น… ‘พี่ไม่ได้อยู่ด้วยทั้งวัน ต้องเข้าไร่มาดูงานต่อ เหนือตื่นแล้วอย่าลืมกินข้าวกินยา อย่าขยับขาเยอะ ถ้าจะเอาอะไรก็เรียกใช้น้าหมี่ แล้วก็อย่าดื้ออีก เข้าใจนะไอ้ตัวแสบ’ ฉันหลุดยิ้มให้กับสามคำสุดท้าย ‘ไอ้ตัวแสบ’ ไม่ได้ยินพี่ผาเรียกแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันนะเนี่ย จากที่คิดจะนอนต่อก็ตื่นเต็มตา ถัดจากโพสต์อิทคือถาดอาหารที่มีทั้งแก้วใส่ยา น้ำดื่มและมื้อเช้าแสนโปรด ข้าวต้มกุ้งตัวโตที่ดูก็รู้ว่าเป็นฝีมือของพี่ผาแน่นอน “หื้อ น่าอร่อยจัง” ฉันคงอาการหนักน่าดูที่ยิ้มไม่หุบสักวินาที แม้ขาจะตึงจนปวดไปหมดแต่หัวใจน่ะกลับพองฟูเหมือนต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ได้รับการรดน้ำเลยล่ะ ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากน้าหมี่ช่วยฉันเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ลงไปทำงานบ้านต่อ ส่วนฉันยังคงเป็นไอ้เป๋อยู่ในห้อง จะขยับเขยื้อนสักทีก็ลำบาก ทำได้แค่นั่งทำงานของตัวเองเงียบๆ บนเตียง ไอแพดจอใหญ่มีรูปภาพชายหญิงที่ฉันเป็นผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา มันคือปกนิยายที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ฉันตั้งใจไว้ว่าจะเปิดประมูลผ่านทางทวิตเตอร์ เห็นหน้าดื้อๆ ดูเหมือนคนว่างงานแบบนี้ แต่ฝีมือการทำงานไม่น้อยหน้าใครนะ อย่างน้อยรูปที่ฉันวาดก็เคยทำยอดแตะหลักหมื่นมาแล้ว เรียกว่าเป็นนักวาดคิวทองได้ไหม ถ้าเกิดพี่ผาไม่บังคับให้ฉันอยู่บ้านเป็นคุณนายเจ้าของไร่ภูพนาไพรเฉยๆ ป่านนี้คงเปิดแกลเลอรี่เป็นของตัวเองไปแล้วล่ะ “เฮ้อ เมื่อยจัง” ฉันบ่นกับตัวเองเป็นรอบที่ร้อยแต่นิ้วก็ยังคงจับ Apple Pencil ลงสีเก็บงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถ้าพวกเพื่อนๆ ไม่โทรมาก็คงนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่อย่างนั้น (ไอ้เหนือเป็นไงบ้าง ข้อความก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับ) อั่งเปารัวใส่ฉันเป็นชุด “สบายดีเจ้า แข็งแรงขนาดนี้ไม่ตายง่ายๆ หรอก” ฉันยิ้มตาหยีให้อั่งเปาและน้ำหนาวที่วิดีโอคอลมาหา ดูจากพื้นหลังคงอยู่ร้านอาหารบนไร่ชา (ยิ้มหวานขนาดนี้หายเจ็บแล้วเหรอ ขาเป็นไงบ้าง) เพื่อนถามก็จำต้องแพลนกล้องหลังให้ดูกันชัดๆ เสียงร้องแบบโอเวอร์แอคติ้งดังลอดมาจากปลายสายจนแสบแก้วหู (สบายดีบ้านแกสิไอ้เพื่อนคนนี้ ขาหักจนต้องใส่เฝือกขนาดนั้นยังมีหน้ามายิ้มระรื่นอยู่อีก เดี๋ยวแม่จะโบกเข้าให้) “เจ๊จ๋า อี่น้องแค่ขาร้าวเน้อ บ่าได้ขาหัก” (ดูทำหน้า กูอยากทุบซ้ำจริงๆ) อั่งเปากุมขมับก่อนส่งกล้องให้น้ำหนาวรับช่วงความปวดหัวต่อ (พวกฉันไปหาแกได้ไหมวะเนี่ย เป็นห่วงว่ะ) “ฮึ่ย มันจะดีนะ มาสิๆ ฉันอยู่คนเดียว…หมายถึงอยู่ในห้องคนเดียวน่ะ” ฉันเติมประโยคหลังไปด้วยเพราะลืมว่ายังมีน้าหมี่ทำงานอยู่ชั้นล่าง (พี่ผาจะไม่ว่าอะไรพวกฉันใช่ไหมวะ เมื่อวานตอนที่เขาสั่งห้ามไม่ให้ตามไปด้วย สายตาน่ากลัวมาก) (เออใช่ กระเทยนี่ขนคีงลุก) อั่งเปาลูบแขนตัวเองพร้อมทำสีหน้าขยาดประกอบคำพูด บอกแล้วว่าใครๆ ก็กลัวพ่อเลี้ยงภูผาในเวอร์ชันโมโหกันทั้งนั้น ยิ่งหน้านิ่งๆ พูดน้อยจนนับคำได้ เสียงชวนขนหัวลุกนั่นแหละตัวกระตุกจิตเลยล่ะ “มาเถอะนา พี่ผาไม่ว่าอะไรหรอก ฉันอยู่คนเดียวเหงาจะแย่” จบท้ายด้วยการทำหน้าเศร้าๆ ให้เพื่อนสงสาร น้ำหนาวและอั่งเปาถอนหายใจพร้อมกัน กำชับฉันว่าอย่าขยับตัวให้มันมาก ทั้งที่สภาพฉันมันไม่น่าจะขยับได้ไม่ใช่เหรอ จากนั้นสายก็ถูกตัดไปเพราะอีกไม่นานสองคนนั้นจะมาหาฉันพร้อมขนมที่อ้อนให้ซื้อมาฝาก “จะว่าไปขาเดี้ยงแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ได้กินของฟรีด้วย” ฉันหัวเราะคิกคักตามลำพัง แต่หากถามว่าอยากใส่เฝือกที่ขาอีกสักข้างไหมฉันจะตอบว่าไม่ทันที เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงพูดคุยของเพื่อนฉันและน้าหมี่ดังอยู่ชั้นล่าง ก่อนจะตามมาด้วยประตูห้องที่ถูกผลักเปิด สองไม้สองมือของน้ำนาวและอั่งเปาเต็มไปด้วยขนมของกิน อั่งเปาหรี่ตามองฉันก่อนส่ายหน้าเมื่อเจอยิ้มทะเล้นใส่ “เป็นจะไดพ่อง ยังเจ๊บขาอยู่ก่อ” (เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บขาอยู่ไหม) อั่งเปาวางถุงขนมก่อนจะหย่อนตัวนั่งบนเตียงข้างฉัน ตามมาด้วยน้ำหนาวที่ปีนขึ้นมาประกบอีกฝั่ง “หน้อยเดียว แต่น้องไค่กิ๋นขนม” (นิดหน่อย แต่น้องอยากกินขนม) “มาถึงก็ถามหาแต่ของกิน” น้ำหนาวส่ายหน้าแต่ก็ยอมลงไปเอาขนมมาประเคนฉันถึงที่ “ว่าแต่ห้องนี้ไม่เห็นจะมีของที่น่าจะเป็นของพี่ภูผาสักชิ้น แยกห้องกันนอนเหรอ” น้ำหนาวถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตาเธอยังคงกวาดมองรอบๆ ด้วยความใคร่รู้ “อื้ม พึ่งแยกห้องนอนได้แค่คืนเดียว พอฉันขาเดี้ยงเขาก็กลับมานอนด้วยกัน” ฉันชี้ไปด้านล่างเตียง ตรงที่พี่ผานอนเมื่อคืน ยังมีผ้าห่มกับผ้าปูที่นอนพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ “แต่เขาขอนอนพื้นนะ” เสียงถอนหายใจปลงตกของฉันทำเพื่อนสองคนมองหน้ากันในทันที “นี่พี่ผาไม่เห็นแกเป็นผู้หญิงคนหนึ่งเลยเหรอวะ พี่น้องแท้ๆ ก็ไม่ใช่ หรือเพราะโตมาด้วยกันก็เลยคิดกับแกเป็นน้องสาวจริงๆ” อั่งเปาแสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย เพื่อนมันรู้ดีเลยล่ะว่าฉันคิดกับพี่ผายังไง แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ฐานะพี่ชาย “แต่ช่วงที่ไอ้เหนือไปเรียนมหาลัยก็สนิทกับพี่เขาน้อยลงนะ เจอกันไม่บ่อยด้วย ไอ้ความสัมพันธ์แบบพี่น้องมันไม่จางลงเลยเหรอวะ” น้ำหนาวตั้งคำถามให้ฉันได้ขบคิด ก็ในเมื่อคนมันไม่มีใจ ไม่ได้คิดอะไรด้วย ต่อให้จะอยู่ใกล้หรือไกล พยายามทำตัวสนิทสนมมากแค่ไหนมันก็ได้แค่ความสัมพันธ์รูปแบบเดิม “คงเป็นเพราะฉันพึ่งเลิกกับแฟนเพื่อมาแต่งงานกับเขากระทันหันก็ได้ เขาก็เลยอาจคิดว่าฉันยังไม่มูฟออน” ฉันคิดในแง่ดีเข้าไว้ ที่พี่ผาไม่บุ่มบ่ามเร่งรีบเพื่อจะเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างระหว่างเรา มันอาจเป็นเพราะเขาให้เวลาฉันทำใจ ได้มีเวลาปรับตัว แต่หากคิดอีกแง่…การที่เขาเมินเฉยไม่เหมือนคู่เราเป็นสามีภรรยาคงเป็นเพราะเขาไม่ได้คิดอะไรกับฉันจริงๆ ก็แค่แต่งงานตามความประสงค์ของพ่อ แค่นั้นเอง “เออนี่ เมื่อวานที่โรงพยาบาลฉันเจอพี่ศรุตด้วยล่ะ” คำพูดของฉันทำสายตาเพื่อนทั้งสองคนเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนสงสัย “คุยอะไรกันบ้าง” “ก็ถามไถ่ตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน พอเห็นฉันอยู่ในสภาพนี้ เขาบอกจะมาเยี่ยมที่ไร่ด้วยแหละ” “หา! พี่ศรุตพูดงั้นเหรอ แล้วพี่ผาว่าไง” น้ำหนาวดูจะร้อนอกร้อนใจในการอยากรู้คำตอบมาก “จะว่าไงอะไรล่ะ พี่ผาปล่อยให้ฉันคุยกับพี่ศรุตตามลำพัง ส่วนตัวเขาไปซื้อชาเย็น” “โค๊ะ! ใจ๋เย็นแต้ๆ” อั่งเปาตบเข่าฉาดใหญ่ “พี่ศรุตยังตัดใจจากแกไม่ได้แน่ๆ แล้วแบบนี้จะไม่ทำให้แกบ้านแตกเหรอวะ” น้ำหนาวถามด้วยความเป็นห่วง “คงไม่หรอก ดูเหมือนพี่ผาจะไม่คิดอะไร อีกอย่างฉันก็บริสุทธิ์ใจด้วย กับพี่ศรุตก็ไม่ได้อะไรกันแล้ว” “แกไม่คิดอะไร แต่พี่เขาคิดไงน้ำเหนือ” “แม่น แกต้องรักษาระยะห่างไว้นะเหนือ อย่าให้คนอื่นเขานินทาแกได้ว่าแต่งงานกับพี่ผาแต่ยังสนิทสนมกับแฟนเก่า” อั่งเปาพูดเตือนสติด้วยความหวังดี “อืม ฉันจะระวังๆ นะ” ก็แค่แฟนเก่าที่ลดสถานะเหลือเพียงพี่น้อง ฉันว่าพี่ผาคงไม่คิดมากและที่สำคัญ ฉันมีระยะห่างของตัวเองเหมือนกันพอเห็นท่าทางเฉยชาของเขา ฉันก็คงต้องเข้าใจสินะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแค่อารมณ์ชั่ววูบของคนเมา “ค่ะ เหนือไม่ได้คิดอะไรหรอก” ฉันกล้ำกลืนพูดคำนั้นออกไป พี่ผาเองก็คงไม่ได้ตั้งใจสินะ เมื่อคืนนี้ฉันก็ใจเต้นแรงเป็นบ้าเป็นบออยู่ฝ่ายเดียว ที่แท้เขามีอารมณ์เพราะเมาล้วนๆ “อืม ดีแล้ว” เขาพูดนิ่งๆ ตามปกติ ก่อนจะลุกออกไปจากห้องรับแขกด้วยท่าทีเย็นชาผิดกับพี่ผาคนเมื่อคืน ฉันได้แต่ถอนหายใจปลงตกให้กับความคิดฟุ้งซ่าน ก็ดีแล้วที่ไม่ถลำลึกไปมากกว่านี้ เพราะถึงจะเป็นสามีภรรยาถูกต้องตามกฏหมาย แต่ถ้าพี่ผาไม่ได้คิดอะไรกับฉัน เขามองเป็นแค่น้องสาว ตื่นมาก็คงรู้สึกผิดมากๆ ที่เราสองคนมีอะไรกันโดยที่มันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แค่นี้ฉันก็ละอายใจตัวเองมากพอแล้วที่ความรู้สึกมันคิดทรยศตัวเองมาตลอด ปากบอกจะเป็นพี่น้องให้ได้ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักคนคนเดิมซ้ำๆ อย่างไม่มีเหตุผล น้ำเหนือ | Part Ended. (มึงว่าอะไรนะ) เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงแทบจะทำให้แก้วหูภูผาระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มขยับโทรศัพท์มือถือออกห่างจากหูเล็กน้อย ก่อนจะกรอกน้ำเสียงตอบกลับไป “เออ ก็อย่างที่กูเล่าให้ฟังนั่นแหละ” (กูถามจริงไอ้ผา มึงแดกไปกี่ขวดวะ
ฉันอาบน้ำจัดการตัวเองเสร็จ ยังไม่เห็นวี่แววว่าพี่ผาจะกลับขึ้นมาบนห้อง หรือว่าเขาจะนอนห้องเดิมของตัวเอง เมื่อคิดดังนั้นฉันก็ย่องไปดูห้องข้างๆ ทันที ทว่าภายในห้องเงียบเชียบไม่มีใคร “นี่ยังไม่ให้คนมาซ่อมฝ้าอีกเหรอเนี่ย” เพดานยังคงสภาพเดิม แม้น้ำไม่รั่วแล้วแต่พี่ผาก็น่าจะซ่อมหน่อยไหมล่ะ และในเมื่อพี่ผาไม่ได้อยู่ในห้อง ฉันเองก็ไม่ได้ยินเสียงรถขับออกไป งั้นเขาก็ต้องอยู่ชั้นล่าง พอเดินลงมาดูเท่านั้นก็พบว่าเขานั่งพิงโซฟาเหมือนหลับไปแล้ว ตรงหน้าคือเหล้าและเบียร์หลายขวดเกลื่อนพื้น แถมเปิดทีวีทิ้งไว้อีก เหมือนพี่ผาจะรับรู้การมาของฉัน เขาผงกหัวหันมาดู ใบหน้าหล่อเหลาแดงจัด ดวงตาฉ่ำเยิ้มหรี่มองกันจนรู้สึกประหม่า “เหนือมาหาพี่ดิ” เสียงแหบๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกระดิกนิ้วเรียก ฉันจึงเดินเข้าไปหาเขา มองสภาพพี่ผาแล้วเขาเมาพอสมควรเลยล่ะ “ทำไมพี่ดื่มเยอะขนาดนี้เนี่ย” ฉันกำลังบ่น ไม่ทันระวังตัวว่าพี่ผาจะใช้โอกาสนี้ดึงแขนฉันให้นั่งบนตักเขาอย่างง่ายดาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันยังไม่ทันส่งเสียงร้องตกใจด้วยซ้ำ แขนแกร่งที่เคลื่อนสวมกอดเอวคอดกิ่วหลวมๆ ปลุกความตื่นเต้นให้หัวใจทำงานอย่างหนัก ราวกับเลือดในตัวมั
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยแสดงความมีน้ำใจของเขาที่เข้ามาช่วยไว้ จำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่มากับเหล่านักศึกษา “ผมชื่อธารานะครับ แล้วคุณ…” เสียงลากยาวเล็กน้อยพร้อมกับมองหน้าฉัน “น้ำเหนือค่ะ” ฉันยิ้มก่อนจะรับก้อนหินที่อาจารย์ธาราส่งให้ แล้วจึงส่งต่อให้น้ำหนาวอีกที “ส่วนคนนี้เพื่อนฉันเองค่ะ” “ชื่อน้ำหนาวนะคะอาจารย์” ยัยนั่นยิ้มกริ่มแนะนำตัว “เรียกผมธาราเฉยๆ ก็ได้ครับ ผมเป็นแค่อาจารย์พิเศษที่มาเข้าร่วมกิจกรรมกับพวกนักศึกษาเฉยๆ” เขายิ้มเล็กน้อย ท่าทางดูสุภาพและเป็นกันเอง “ตอนแรกผมคิดว่าคุณสองคนเป็นแฝดกันซะอีกครับ แถมชื่อก็ยังคล้ายๆ กันด้วย” อาจารย์ธาราก็พูดเหมือนที่คนอื่นๆ เขาเคยพูดกับเราสองคนนั่นแหละ ฉันและน้ำหนาวหลุดหัวเราะออกมา จากนั้นเราก็ได้เพื่อนใหม่ในกิจกรรมครั้งนี้เป็นถึงอาจารย์เชียวล่ะ “ตั๋วฮู้อะยังก่อ ป้อเลี้ยงภูผาเปิ้นบริจาคตังค์หื้อโครงการบ้านเฮาตั้งห้าแสน” (เธอรู้อะไรไหม พ่อเลี้ยงภูผาเขาบริจาคเงินให้โครงการบ้านเราตั้งห้าแสน) “ป๊าดดด ห้าแสนแต้ก๊ะ หยังมารวยแต้รวยว่า วาสนาแม่ญิงคนไหนได้ไปเป๋นผัวน้อ คงสบายไปทั้งซาด” (ป๊าดดด ห้าแสนจริงเหรอ ทำไมถึงได้รวยขนาดนี้ วาสนาผู้
น้ำเหนือ | Part กลับจากต่างจังหวัดพี่ผาเข้าไปลุยงานในไร่ต่อ หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่ชี้นิ้วสั่งให้ลูกน้องทำนั่นทำนี่เพียงอย่างเดียวแต่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง พี่ผาทั้งดูแลไร่ ดูแลรีสอร์ต ฟาร์มม้า ไหนจะร้านอาหารและรวมไปถึงอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญ นั่นก็คือสมาชิกขององค์กรแบล็คเรด มาเฟียระดับต้นๆ ของเมืองไทย เพื่อนของพี่ผาก็ล้วนแต่เป็นคนในแวดวงนี้ทั้งนั้น การที่เขาต้องไปประชุมหรือคุยเรื่องธุรกิจต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องในองค์กร ฉันไม่ได้รู้ลึกถึงขนาดที่ว่าพวกเขามีธุรกิจกี่สิบอย่าง และแต่ล่ะครั้งประชุมงานเรื่องอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้พี่ผามีหุ้นส่วนในธุรกิจขององค์กรเยอะแยะ จึงไม่แปลกที่แต่ล่ะปีเขาจะได้เงินปันผลเป็นกอบเป็นกำ ภายนอกดูสุขุมนิ่งเงียบ เป็นที่เคารพของลูกน้องและเหล่าชาวบ้านที่ชอบให้ความช่วยเหลือ พ่อเลี้ยงภูผาที่ใครๆ ก็เกรงขาม แต่ในอีกบทบาทคือมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลยังพื้นที่ภาคเหนือนี่เอง ฉันไม่รู้ถึงเหตุผลของพี่ผาและเพื่อนๆ กับการก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้หรอกนะ แต่เท่าที่เขาอยู่ในแบล็คเรดมาหลายปี ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะส่งผลกระทบอะไรเลย มีแต่ธุรกิจและคนในองค์กรที่พากันเ
แต่ล่ะวันภูผาต้องถอนหายใจกับความแสบซนของน้ำเหนือไปไม่รู้กี่รอบ ทำไมถึงได้เข้าใจอะไรยากเย็นขนาดนี้ “ยังไงก็ไม่ได้ ขึ้นไปนั่งรอพี่ด้านบน” น้ำเหนือชักหงุดหงิด แค่ขอนั่งข้างๆ เป็นตุ๊กตาประดับหน้ารถก็ยังดี ทำไมพี่ผาต้องกีดกันเธอด้วย หญิงสาวทำท่าจะเถียงอีกครั้งทว่าเสียงของมาร์ตินดังขัดขึ้นก่อน “ถ้าไอ้ภูผาไม่ให้ไป งั้นน้องเหนือสนใจมานั่งคันของพี่ไหมครับ” เสียงเชิญชวนนั้นทำเอาดวงตากลมสวยลุกวาว สีหน้าตื่นเต้นพยักรับอย่างไม่ต้องคิดเยอะ “เอาค่ะๆ พาเหนือไปด้วยคนนะพี่ติน” “เฮ้อ กูปวดหัวจริงๆ” ภูผาสบถเสียงเหนื่อยหน่ายใจ ทั้งเพื่อนทั้งเมีย เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ดวงตาคมกริบมองหน้าอ้อนๆ ของน้ำเหนืออีกครั้ง ก็ชอบทำตัวให้น่าเห็นใจแบบนี้ แถมยังดื้อเป็นที่หนึ่ง สุดท้ายเขาไม่อาจปล่อยให้เธอไปนั่งรถคันอื่นที่ตัวเองไม่ใช่คนขับได้ “ถ้าจะไปด้วยก็ตามมา” น้ำเหนือยิ้มจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ ท่าทางกระดี๊กระด๊าออกนอกหน้าเมื่อเดินตามหลังภูผาเพื่อเข้าไปเตรียมตัว แม้หญิงสาวจะไม่ใช่คนขับ แต่เพราะเป็นคนที่นั่งข้างคนขับอย่างไรล่ะ จึงต้องสวมชุดเซฟตี้ไม่ต่างกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและทุกคนพร้อมสำหรับลงแข่งแล้ว ต
สายจนแดดส่องก้นยังไม่มีทีท่าคนบนเตียงจะตื่นมาใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นสักที กระนั้นภูผาทำได้แค่มอง ไม่อาจเข้าไปปลุกรบกวนฝันหวานของเธอ (มึงจะมาตอนไหนไอ้ภูผา) น้ำเสียงพายัพที่เอ่ยลอดมาทางปลายสายถามซ้ำเพื่อนสนิทอีกครั้ง วันนี้พวกเขาอุตส่าห์เคลียร์งานเพื่อให้ได้หยุดตรงกัน อยากมีโมเมนต์สนุกๆ ตอนอยู่กับเพื่อนบ้าง ถ้าขาดใครไปสักคนก็คงกร่อยแย่ “กูไปเลทหน่อย ต้องรอน้ำเหนือตื่นก่อน” (ไอ้คิเรย์บอกกูว่าเมื่อคืนมึงแบกน้ำเหนือกลับไป นี่มึงจัดหนักจนน้องยังไม่ลุกเลยเหรอวะ) “จัดหนักเหี้ยอะไรของมึง สมองพวกมึงนี่นะ คิดได้แต่เรื่องใต้สะดือจริงๆ น้ำเหนือเมามากโว้ยเลยยังไม่ตื่น” ภูผาพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ให้กับคำพูดพายัพที่เอะอะก็จะให้เขาจับน้ำเหนือกินท่าเดียว ดีนะเขาเป็นคนไม่คล้อยตามใครง่ายๆ ไม่งั้นคงได้บ้าจี้ทำตามตามแรงยุแรงเชียร์ของพวกมันแล้ว หลังวางสายจากพายัพ เสียงอู้อี้ของคนตัวเล็กที่เริ่มจะรู้สึกตัวดังขึ้น ภูผาหันไปมอง พบว่าน้ำเหนือลุกนั่งด้วยสภาพผมเผ้าพันกันไม่เป็นทรง หน้าตายับยุ่งดูไม่ได้ “กี่โมงแล้วอะพี่ผา” เสียงคนขี้เซาร้องถาม มือเรียวขยี้เปลือกตาด้วยอาการง่วงงุน มีความอยากนอนต่อ “จะเที่ยงแล้วน







