เข้าสู่ระบบฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าหัวใจของกู้สือซวี่ทำด้วยอะไรกันแน่?เขาทำให้ฉันกับลูกสาวต้องพลัดพรากจากกันมานานหลายปีขนาดนี้ ในตอนนั้นเขาเห็นอยู่เต็มสองตาว่าฉันเจ็บปวดทรมานแทบปางตายแค่ไหน แต่เขาก็ยังคงก้มหน้าก้มตาแต่งเรื่องโกหกหลอกลวงนี้ต่อไปได้ลงคอฉันสาวเท้าก้าวเร็ว ๆ ออกมาจากห้องพักฟื้น ทาบฝ่ามือลงกับกำแพงอันเย็นเยียบตรงทางเดินพลางหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง หน้าอกรู้สึกอึดอัดแน่นตึงราวกับถูกหินก้อนใหญ่กดทับ ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าไปล้วนนำพาความเจ็บแปลบแล่นพล่านซ่งจินรั่วรีบวิ่งตามออกมาทันควัน เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เจาเจา ทำไมหน้าเธอถึงซีดเผือดน่ากลัวขนาดนี้?”ฉันหันกลับไปมองห้องพักฟื้นที่เพิ่งเดินจากมาอีกครั้ง ลำคอตีบตันจนแห้งผาก “ลูกของฉัน... ลูกของฉันอาจจะยังไม่ตายจริง ๆ ตั๋วตั่วก็คือลูกสาวของฉัน!”ซ่งจินรั่วตกตะลึงจนตาค้าง มองฉันด้วยความไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “เจาเจา เธอตั้งสติหน่อย รู้ตัวไหมว่าตัวเองกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่?”น้ำเสียงของฉันสั่นเครือทว่าชัดถ้อยชัดคำอย่างยิ่ง “เธอแพ้สับปะรด...”ซ่งจินรั่วพยายามพูดปลอบอย่างใจเย็น “เจาเจา ฉันเข้าใจนะว่าการที่เธอต้องสูญเสียลู
ฉันเองก็พลอยถอนหายใจด้วยความโล่งอกแทนซ่งจินรั่วไปด้วย“หมอได้บอกไหมว่าแพ้เพราะอะไร?” ฉันเอ่ยถามซ่งจินรั่วบอกว่า “กำลังตรวจอยู่น่ะ บอกว่าอีกสักพักถึงจะรู้ผล”พูดมาถึงตรงนี้ เธอก็ทำหน้าสลดอย่างหดหู่ “ถึงหมอจะบอกว่าพอยาในสายน้ำเกลือหมดก็กลับมาเป็นปกติได้ แต่ถ้าเด็กคนนี้กลับไปฟ้องผู้ใหญ่ขึ้นมา กู้สือซวี่คงไม่พังโรงเรียนอนุบาลของฉันจนราบเป็นหน้ากลองเลยเหรอ!”“เข้าไปดูเด็กข้างในก่อนเถอะ”พวกเราสองคนจึงพากันเดินเข้าไปในห้องพักฟื้นแม้ว่าแม่หนูน้อยจะได้สติแล้ว แต่อาการแพ้คราวนี้น่าจะรุนแรงมาก ริมฝีปากและใบหน้าจึงยังคงดูซีดเซียวอยู่บ้างพอเห็นฉันยืนอยู่ที่นี่ หนูน้อยก็กะพริบตาปริบ ๆ อย่างสงสัย “น้านางบำเรอคนรับใช้เหรอ? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”“ได้ยินว่าเธอแพ้อะไรเข้า ก็เลยแวะมาดูอาการ”ฉันลองหยั่งเชิงถาม “แล้วคืนนี้ คุณย่าหรือว่าคุณแม่จะเป็นคนมารับเธอล่ะ?”ตั๋วตั่วเบะปากอย่างหงอย ๆ “คุณแม่ออกไปทำงานอีกแล้ว คุณย่าบอกว่าจะมารับฉันตอนเย็น แต่ท่านยังไม่รู้เรื่องที่ฉันต้องเข้าโรงพยาบาล ฉันยังไม่ทันได้บอกคุณย่ากับคุณพ่อเลย”ฉันกับซ่งจินรั่วสบตากันแล้วลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกันใน
เพราะก่อนหน้านี้กู้สือซวี่พยายามมัดผมให้ลูกสาวอยู่ตั้งหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า จนตั๋วตั่วเกือบจะไปโรงเรียนอนุบาลสายพอเห็นผมเผ้าของแม่หนูน้อยยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงจนดูไม่ได้ ฉันก็ทนดูต่อไปไม่ไหว สุดท้ายเลยต้องเป็นฝ่ายลงมือจัดการให้เองตอนที่ตั๋วตั่วเห็นซูหย่าซินเดินเข้ามา เธอก็ร้องเรียก “คุณแม่” ออกมาคำหนึ่ง แต่ความสนใจทั้งหมดยังคงจดจ่ออยู่กับทรงผมใหม่ของตัวเองเมื่อมองดูเปียผมสวยงามที่ฉันถักให้ในกระจก หนูน้อยก็ดูมีความสุขและพึงพอใจเป็นอย่างมากทว่าสีหน้าของซูหย่าซินกลับมืดครึ้มลงจนถึงขีดสุดฉันถึงเพิ่งเข้าใจความจริงในตอนนั้นเองคงเป็นเพราะแม่คนนี้ตั้งใจจะส่งลูกสาวมาเป็นก้างขวางคอเพื่อสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้ฉัน แต่คิดไม่ถึงว่าแค่ไม่กี่วัน ฉันทั้งสอนลูกสาวเธอทำเค้ก ทั้งช่วยถักผมเปียให้ แถมลูกสาวของเธอยังดูแฮปปี้ร่าเริงดีอีกด้วยดังนั้น ซูหย่าซินจึงเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณอันตรายและหวาดระแวงขึ้นมาเช้าตรู่ขนาดนี้ เธอยังลากกระเป๋าเดินทางติดมือมาด้วย คาดว่าคงเพิ่งลงจากเครื่องบินแล้วตรงดิ่งมาที่นี่ทันทีพอกู้สือซวี่เห็นเธอมา จึงเอ่ยถามว่า “ไหนบอกว่าจะไปเรียนการแสดงที่ต่างจั
ตั๋วตั่วยื่นมือมารับไปอย่างระมัดระวัง เธอต้องเขย่งปลายเท้าตัวลอยถึงจะเอื้อมถึงโต๊ะใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งเชิดรั้นในตอนแรก บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเด็กตัวน้อย ๆ จู่ ๆ ก็ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ขึ้นมาบ้างบางครั้งที่ตีวิปครีมจนกระเด็นออกมาเปรอะเปื้อน หนูน้อยก็จะแลบลิ้นปลิ้นตาออกมาด้วยความเขินอายในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ฉันก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรงคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากทางด้านหลังกู้สือซวี่ที่เอาแต่นั่งก้มหน้าอ่านเอกสารตั้งแต่กลับมา ไม่รู้ว่าเดินมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ เขายืนเอนกายพิงกรอบประตูพลางทอดสายตามองมาทางนี้อย่างเหม่อลอยในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังเตือนสายวิดีโอคอลจากไลน์ เป็นสายจากซูหย่าซินนั่นเองพอกู้สือซวี่กดรับสาย เสียงหวานหยดย้อยของซูหย่าซินก็ดังลอยออกมาทันที “พี่สือซวี่ ฉันคิดถึงพี่กับลูกจังเลยค่ะ! ได้ยินคุณแม่บอกว่าตั๋วตั่วอยู่กับพี่ที่โรงพยาบาล ฉันขอดูหน้าลูกหน่อยได้ไหมคะ?”“อืม”กู้สือซวี่ถือโทรศัพท์เดินตรงเข้ามาหาตั๋วตั่วแล้วเอ่ยว่า “มาคุยกับคุณแม่สักสองสามคำสิลูก”เวลานั้นตั๋วตั่วกำลังเพลิด
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของกู้สือซวี่ก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาพอดี เป็นสายจากลูกสาวของเขานั่นเองเมื่อมีเรื่องนี้เข้ามาแทรก เขาก็เลิกตื๊อที่จะขอดูโน้ตบุ๊กของฉัน แล้วเปลี่ยนไปเอ่ยถามปลายสายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแทน “ตั๋วตั่ว เลิกเรียนแล้วเหรอลูก?”ฉันได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของแม่หนูน้อยดังแว่วออกมาจากลำโพงอย่างออดอ้อน “คุณพ่อคะ วันนี้คุณพ่อมารับหนูหลังเลิกเรียนได้ไหมคะ? หนูไม่อยากกลับบ้านกับคุณย่าเลยค่ะ”กู้สือซวี่ชะงักไปนิด ก่อนจะถามว่า “ทำไมล่ะลูก?”“คุณย่าขี้บ่นมากเลยค่ะ อารมณ์เสียก็ง่าย เอะอะก็ดุตั๋วตั่วตลอดเลย” แม่หนูบ่นพึมพำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “คุณพ่อใจดีกับหนูที่สุดแล้ว หนูอยากอยู่กับคุณพ่อค่ะ”น้ำเสียงของกู้สือซวี่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว “ได้สิครับ เดี๋ยวพ่อรีบไปรับหนูเดี๋ยวนี้นะ”พอกดวางสาย เขาก็บอกให้คนขับรถไปรออยู่ด้านล่างตึก แล้วรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแม้ว่าตามตัวจะยังมีผ้าพันแผลพันอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ไม่มีอะไรมาขัดขวางไม่ให้เขาไปรับลูกสาวได้เลยฉันเห็นเขาสวมเสื้อผ้าอย่างทุลักทุเลสุดกำลัง สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปช่วยขยับให้อยู่ดี“เธอไปด้วยกันกับฉัน”น้ำเสียง
กู้สือซวี่เอื้อมมือขึ้นนวดหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “เธอเป็นภรรยาของผม ของของผมก็คือของของเธอ เงินแค่ห้าสิบล้านแล้วมันจะทำไมกันครับ?”“ก็ไหนว่าจะหย่ากันแล้วไม่ใช่เหรอ!”เจียงซูฮุ่ยกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น “นังนี่มันจงใจจะสูบเลือดสูบเนื้อแกทิ้งทวนก่อนหย่าชัด ๆ! แม่เคยเตือนแกตั้งนานแล้ว ว่าแต่ก่อนที่มันหน้าด้านตามตอแยแกไม่เลิก ก็เพราะหวังเงินทั้งนั้น!”สีหน้าของกู้สือซวี่ฉายแววรำคาญใจขึ้นมาหลายส่วน “แม่ครับ คุณหมอบอกว่าผมต้องพักผ่อนอย่างสงบ ทำไมแม่มาทีไร ถึงต้องเอะอะโวยวายเสียงดังทุกทีล่ะครับ?”เจียงซูฮุ่ยทั้งอับอายทั้งเสียหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเธอพยักหน้ารับด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น “ได้! ได้เลย! ต่อไปนี้แม่จะไม่ยุ่งกับแกอีกแล้ว ให้แม่นังสารเลวนี่มันคอยทำกับข้าวให้แกกินไปก็แล้วกัน รอจนวันที่แกโดนมันวางยาพิษจนตายคาที่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นแกค่อยมารู้ซึ้งว่าที่แม่ทำไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับแก!”หลังจากเธอสะบัดก้นเดินจากไป ภายในห้องพักผู้ป่วยก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบสงบในทันทีฉันคิดว่ากู้สือซวี่คงจะเลือกกินมื้อเที่ยงที่แม่ของเขาหิ้วมาส่งให้ ฉันจึงเอื้อมมือไปหย







