Masukอวิ่นซิงกำลังนำทุกอย่างที่แมลงพิษด้านนอกสังเกตเห็น ถ่ายทอดให้หลานซื่อฟังอย่างไม่ตกหล่นหลานซื่อรับฟังไปพลาง โยนสมุนไพรต้นสุดท้ายลงในหม้อไปพลาง “นักพรตกู่จัดการได้ไม่เลว ถือว่ายังรู้จักหนักเบา ไม่ได้ทำให้ผู้คนถึงตาย เจียวชิงจูผู้นั้นก็ไม่ธรรมดา ปล่อยให้นางไปต่อกรกับนายน้อยเผ่าร้อยอสูรผู้นั้นก่อนสักตั้งเถิด”ที่นางพูดเช่นนี้ เป็นเพราะในสายตาของนาง เจียวชิงจูกับหลิงอวิ๋นไม่น่าจะไม่ใช่พวกเดียวกันผู้หนึ่งคือนายน้อยเผ่า ผู้หนึ่งคือบุตรีผู้อาวุโส ต่างมีเจตนาแอบแฝงแม้ทั้งหมดเป็นคนของเผ่าร้อยอสูร แต่ที่ใดมีผู้คนก็ย่อมมีการต่อสู้เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้ก็เป็นเช่นนั้นมิเช่นนั้นหลังจากที่มหาปุโรหิตของพวกเขามีคำสั่งชัดเจนว่าห้ามมารบกวนที่นี่ จะไม่แอบมาหานางลับหลังผู้อื่นเช่นนี้อีกหลานซื่อไม่อยากออกหน้า ก็เป็นเพราะนางคร้านที่จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวการต่อสู้ภายในของเผ่าร้อยอสูรแม้ว่าตอนนี้นางจะถูกเพ่งเล็งแล้ว ไม่อยากเข้าไปพัวพันก็เป็นไปไม่ได้อีกแต่การให้นักพรตกู่จัดการ หรือให้ฉีเซิงผู้เป็นมหาปุโรหิตของพวกเขาจัดการเอง อย่างไรเสียก็ย่อมแตกต่างจากการที่นางออกหน้าเองนอกจากนี้ยังมีอีกประ
“แม่นางชิงจูกระมัง ธิดาศักดิ์สิทธิ์ของเรายังคงปิดด่านรักษาสัตว์อสูรอยู่ หากยังไม่ถึงเวลา ก็จะไม่ออกมา และจะไม่พบใครทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านจงกลับไปเถิด”นางผู้นี้ก้าวเข้ามาอย่างเกรงอกเกรงใจ บอกฐานะของตนเองแก่นักพรตกู่ขึ้นมาก่อนเจียวชิงจู บุตรีของผู้อาวุโสแห่งเผ่าร้อยอสูรเนื่องจากสัตว์อสูรกำลังรับการรักษาอยู่กับหลานซื่อ นางรู้สึกได้ว่าดูเหมือนจะหายดีแล้ว ดังนั้นจึงอยากมาเยี่ยมสัตว์อสูร และต้องการมาขอบคุณหลานซื่อต่อหน้าสักครั้งแต่นักพรตกู่ยังคงขัดขวางนางเอาไว้โดยไร้การยกเว้นเห็นแก่ที่นางดูมีมารยาทกว่าคนก่อนหน้านี้ แม้ภายในใจนักพรตกู่จะรำคาญยิ่งนัก แต่ก็ยังผ่อนปรนท่าทีลง ไม่ได้ลงมือ เพียงใช้น้ำเสียงราบเรียบปฏิเสธนางไป“อย่างนั้นหรือ? แล้วไม่ทราบว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์จะออกจากด่านเมื่อไหร่?”เจียวชิงจูไม่ได้ดึงดันจะบุกเข้าไปเหมือนหลิงอวิ๋นหลังจากได้ยินนักพรตกู่ปฏิเสธนาง นางก็ทำหน้าเสียดาย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นโดยลดความต้องการลงนักพรตกู่กล่าวเพียงว่า “ธิดาศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องปิดด่านสามวัน วันนี้คือวันที่สอง”เจียวชิงจูย่อมรู้เรื่องที่หลานซื่อต้องปิดด่านสามวันอยู่แล้ว ดังนั้นที่นางถาม
“จริงสิ ข้าเห็นแก่หน้าของท่าน ถึงไม่ได้ลงมือสังหารพวกเขาให้ตายทันที ยังพอเหลือช่องทางให้พวกเขาอยู่บ้าง เวลาสามวัน ตราบใดที่พวกท่านสามารถหาวิธีถอนพิษให้พวกเขาได้ภายในเวลาสามวัน ย่อมไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว”นักพรตกู่เอ่ยถ้อยคำนี้อย่างง่ายดายแต่สิ่งที่คนเหล่านั้นโดนเข้าไปคือพิษร้าย!มองดูใบหน้าที่เขียวคล้ำของแต่ละคนนั้น ไม่ต้องคาดเดาฉีเซิงก็รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่ายาถอนพิษนี้ไม่อาจมีวิธีอื่นใดอีก หนทางช่วยชีวิตเพียงหนึ่งเดียวล้วนอยู่ในกำมือของตาเฒ่าผู้นี้น่าเสียดาย ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะเอามันออกมาฉีเซิงเหลือบมองนักพรตกู่ปราดหนึ่ง นักพรตกู่ประสานสายตาที่ท้าทายยิ่งนักกับเขา “แน่นอน หากมหาปุโรหิตฉีอยากจะเป็นเหมือนพวกเขา อยากจะลองแย่งชิงดูสักตั้งล่ะก็ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเล่นสนุกกับมหาปุโรหิตฉี”ตะขาบพิษร้ายหวนกลับมาอยู่แทบเท้านักพรตกู่ในทันที แล้วหันไปทางฉีเซิงพร้อมชูตัวขึ้นครึ่งร่าง ส่งเสียงเตือนเป็นการข่มขู่ฉีเซิงไม่มีทางลงไม้ลงมือกับเขาอยู่แล้วเมื่อครู่นายน้อยเผ่าเพิ่งจะล่วงเกินคนผู้นี้ไป ตาเฒ่าผู้นี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนใจแคบยิ่งนัก หากไปล่วงเกินเขาเข้าอีก แล้วคนในเ
เรื่องอับอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายสู่ภายนอกยิ่งไปกว่านั้น หลิงอวิ๋นยังเป็นถึงนายน้อยของเผ่าร้อยอสูรเขาไม่ต้องการศักดิ์ศรี แต่เผ่าร้อยอสูรยังต้องรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้ฉีเซิงกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาให้หลิงอวิ๋นได้ส่วนหนึ่ง แต่หลิงอวิ๋นกลับไม่คิดจะขอบคุณเขาเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าเขาเกะกะขวางหูขวางตาเสียอีกไอ้สุนัขรับใช้ได้กลิ่นมาไวถึงเพียงนี้เชียวหรือเวลานี้ภายในใจของหลิงอวิ๋นหงุดหงิดถึงขีดสุด เป็นเพราะตาแก่บัดซบผู้นี้ และเป็นเพราะท่าทีเสแสร้งของฉีเซิงด้วยเขาพ่นลมหายใจเย็นชาทีหนึ่ง ไม่สนใจทางลงที่ฉีเซิงมอบให้เลยแม้แต่น้อยเมื่อรู้ว่าเรื่องของวันนี้ไม่มีโอกาสเหลือแล้ว หลิงอวิ๋นจึงไม่อ้อมค้อม เพียงมองไปยังผู้ใต้บัญชาและสัตว์อสูรของพวกเขาที่ถูกพิษล้มกองเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น“ตาเฒ่า รีบส่งยาถอนพิษออกมาเดี๋ยวนี้!”หากคนของเขาและสัตว์อสูรของพวกเขาเป็นอะไรไป เขาจะไม่มีทางปล่อยตาแก่บัดซบผู้นี้ไปเด็ดขาด!แต่นักพรตกู่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่มี”“ว่าอะไรนะ?!”หลิงอวิ๋นกำลังจะระเบิดอารมณ์ในทันทีฉีเซิงที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาขวางเขาเอาไว้ “ยั้ง
“ท่านกล้าแตะต้องข้าก็ลองดูสิ! ข้าคือนายน้อยเผ่าร้อยอสูร หากท่านปล่อยให้แมลงโสโครกตัวนี้มากัดข้าอีก ไม่ว่าจะเป็นท่านหรือนายของท่าน ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดได้เห็นดวงตะวันของวันพรุ่งนี้!”เขาก็นึกอยู่ว่าเหตุใดเจ้าหนูคนนี้ถึงได้โอหังนัก ที่แท้ก็เป็นนายน้อยเผ่าของที่นี่นี่เองนักพรตกู่นึกตำหนิในใจอยู่สองคำ สีหน้ายังคงเหยียดหยาม “เป็นนายน้อยเผ่าแล้วจะอย่างไร? ธิดาศักดิ์สิทธิ์ของพวกข้ามีจิตใจเมตตา จึงได้สงสารยอมรักษาสัตว์อสูรให้แก่ชาวเผ่าร้อยอสูรของพวกท่าน ได้ยินว่ายังเป็นสิบตัวที่ถูกพิษศพเน่าเปื่อยรุนแรงที่สุดในหมู่พวกท่านเสียด้วย เวลานี้กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่อนุญาตให้ผู้ใดรบกวน ท่านผู้เป็นนายน้อยเผ่ากลับยังกล้าพาคนบุกรุกเข้ามา ไม่กลัวว่าหากพลั้งเผลอไปจะทำให้สัตว์อสูรในชนเผ่าของพวกท่านต้องตายอย่างนั้นหรือ?”ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอะไรกัน ชัดเจนว่ารักษาหายแล้ว ยังจะต้องรออะไรอีก?ที่เขาร้อนใจเช่นนี้ในตอนนี้ นอกจากต้องการพบหน้าธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเซียนผู้นั้นในทันทีแล้ว การอยากรีบไปดูอาการของสัตว์อสูรเสือดาวของตนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกันเพียงแต่นึกไม่ถึงว่า ยังไม่ทันจะได
คนของเผ่าร้อยอสูรหลายคนแม้จะหวาดกลัวตะขาบพิษร้ายแรงตัวนั้น แต่เมื่อมีคำสั่งของนายน้อยเผ่าอยู่ พวกเขาจึงทำได้เพียงกัดฟันปล่อยสัตว์อสูรของตนเองออกมามีหมี หมู มีเพียงพอนและวานรสัตว์อสูรทั้งสี่ห้าตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าสัตว์ป่าทั่วไปประมาณหนึ่ง ต่างปรากฏกายขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยภายนอกถ้ำพำนักของหลานซื่อ แต่ละตัวล้วนเผยแววตาดุร้าย ตีวงล้อมครึ่งวงกลมใส่นักพรตกู่ที่อยู่บริเวณปากถ้ำพำนักพร้อมกับผู้เป็นนายของพวกเขา“อาศัยเพียงเดรัจฉานไม่กี่ตัวนี้ ก็คิดจะบุกรุกถ้ำพำนักของธิดาศักดิ์สิทธิ์ของเราอย่างนั้นหรือ?”นักพรตกู่ไม่เห็นสัตว์อสูรเหล่านั้นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เขาเชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส ส่งเสียงยิ้มเยาะทีหนึ่ง “หึ อยากตายก็เข้ามา! ข้าจะสงเคราะห์พวกเจ้าเอง!”หลิงอวิ๋นตีหน้าขรึม “ไม่ต้องเล่นถึงตาย แค่ทำให้เขาพิการก็พอ”หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น แค่ตาเฒ่าชั่วช้าผู้นี้ยั่วยุครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่มีทางไว้ชีวิตเขาผู้นั้นแน่ตอนนี้เก็บชีวิตต่ำต้อยของเขาไว้ก่อน รอจนกว่าจะจับตัวธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเซียนผู้นั้นได้แล้ว เขาย่อมมีสารพัดวิธีที่จะเล่นงานตาเฒ่าชั่วช้าผู้
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของไป๋เยวี่ยโหรว นางกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “อาการของท่านนี้ เพียงต้องเริ่มรักษาจากรากฐาน เมื่อรักษารากฐานหายดีแล้ว จากนั้นก็บำรุงรักษาให้ดีสักปีครึ่งปี โดยทั่วไปก็สามารถฟื้นฟูได้แล้ว”“จริงหรือ?!”ไป๋เยวี่ยโหรวลุกพรวดขึ้นด้วยความยินดี ถ้อยคำที่ตื่นเต้นเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก
หากเสินอ๋องผู้เฒ่าต้องการไว้หน้าเอ้อถานหลัวจริง ก็คงไม่ตอบตกลงให้นางจัดการเวินเยวี่ยแม้จะเอ่ยประโยคที่ว่า ‘เห็นแก่หน้าอาจารย์อาของเจ้า อย่าลงมือให้หนักเกินไปนัก’ แต่นั่นก็เป็นเพียงลมปากพูดกันตามตรง ที่รับปากให้นางสั่งสอนคนอื่นนั้นไม่จริง ที่บีบบังคับให้ศิษย์น้องเอ้อถานหลัวของเขาเปิดปากต่างหากที่
เป่ยเฉินหยวนทาบธนูปลอกแขนเข้ากับข้อมือของหลานซื่อ พลางจัดให้เข้าที่แล้วค่อย ๆ พันสายรัดสีแดงนั้นรอบแล้วรอบเล่าจนแน่นหนา“ในพิธีสวดขอพรท่านต้องระวังให้ดี เสินอ๋องผู้เฒ่าผู้นั้นอันตรายยิ่งกว่าเวินเฉวียนเซิ่งเสียอีก การที่จู่ ๆ เขาก็ให้ท่านเป็นผู้ดำเนินพิธีสวดขอพร ย่อมไม่ใช่เพียงแค่การเซ่นไหว้ทั่วไปตา
ไป๋เยวี่ยโหรวขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาแฝงความไม่เข้าใจเอาไว้หลานซื่อนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางเอ่ยปากอย่างไตร่ตรองว่า “ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องราวในอดีตของพวกท่านนัก แต่มีจุดหนึ่งที่ข้าค่อนข้างรู้สึกสงสัย บางทีอาจเป็นเพราะข้าไม่เข้าใจ ดังนั้นข้าจะลองพูดให้ท่านฟังดูว่ามันมีปัญหาหรือไม่”ไป๋เยวี่ยโหรวพยักหน







