เข้าสู่ระบบ“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ
“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด” “ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด” จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกัน ในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ที่นี่หลายต่อหลายครั้ง “อีกหนึ่งชั่วยาม ใต้เท้าจะมาที่นี่ ฮูหยินโปรดรออยู่ที่นี่ก่อน หากอยากได้สิ่งใดก็ขอให้บอก” จ้าวซือหงรับคำในลำคอ ทิ้งกายลงนั่งยังเตียงกว้างภายในห้องนอนลับในหอสุราลี่ตง นางทราบเมื่อไม่กี่วันนี้ว่าที่นี่ไม่ต่างจากป้อมปราการของหยางจื่อถง เขาวางใจให้นางอยู่ที่นี่มากกว่าอยู่ที่จวน อีกทั้งยังกล่าวด้วยความมั่นใจอันล้นเหลือว่านางจะปลอดภัยหากอยู่ที่นี่ ดังนั้นหลายวันมานี้นางจึงวนเวียนอยู่ที่นี่กับหยางจื่อถงจนไม่ต่างจากเป็นเหงาของกันและกัน หยางจื่อถงทำงานอยู่หลังฉากกั้น ส่วนนางก็นั่งเล่นนอนเล่นในห้องนี้ หากเบื่อหน่ายก็เดินไปเปิดฉากกั้น นั่งสนทนากับหยางจื่อถงไปเรื่อยเปื่อย และนางก็ได้ทราบว่าหยางจื่อถงก็เป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่เคยเผยให้ใครได้เห็นมากนัก แต่อาจเพราะนางอยู่กับเขาแทบจะตลอดเวลาจึงได้เห็นมุมนั้นของหยางจื่อถง ดังนั้นจึงไม่แปลกหากนางจะลอบเรียกหยางจื่อถงว่าเป็นท่านลุงใจดีอยู่ในใจ นั่งรอนอนรอเวลาก็หมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว บัดนี้อาจจะครบหนึ่งชั่วยามตามที่หวางมู่กล่าวเอาไว้ เพราะจ้าวซือหงเห็นเงาของสามีที่พาดผ่านฉากกั้น หากไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครได้ ชั้นบนสุดของหอสุราลี่ตงเป็นส่วนตัวของหยางจื่อถง การจะเข้าหรือออกต้องขออนุญาตก่อนทั้งสิ้นดังนั้นจะมีคนอื่นขึ้นมาได้อย่างไร แต่ทว่าครั้งนี้ต่างออกไปจากทุกครั้งเมื่อนางได้ยินเสียงสนทนาที่ดังอยู่ด้านนอก ก่อนจะตามมาด้วยการเปิดม่านกันที่เผยให้เห็นคนอีกผู้หนึ่งที่ติดตามหยางจื่อถงเข้ามาด้วย “ซือหง” ผู้เป็นสามีเอ่ยทัก ก่อนจะหันไปหาบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกันและเอ่ยแนะนำ “นี่คือซ่งจื่อรุ่ย เขาเป็นหมอที่เคยช่วยชีวิตข้าไว้ยามสงครามเมื่อห้าปีก่อน และเป็นหมอที่ข้าเคยพูดกับเจ้าเมื่อครั้งก่อน” จ้าวซือหงคลายใบหน้าสงสัยและฉายยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับหมอที่เคยช่วยชีวิตสามีของนางเอาไว้ “นี่จ้าวซือหงภรรยาของข้า” หมอหนุ่มผู้นั้นไม่เอ่ยสิ่งใดมากไปกว่าพินิจพิเคราะห์ฮูหยินของท่านแม่ทัพ ก่อนจะหันมายังหยางจื่อถง “นี่น่ะหรือที่ท่านบอกว่านางอาจจะต้องพิษ” “ใช่” “เช่นนั้นขอข้าตรวจหน่อยเถิดฮูหยิน” จ้าวซือหงไม่ได้อิดออด ด้วยว่าก่อนหน้านี้หยางจื่อถงได้เคยบอกกล่าวแก่นางเอาไว้แล้ว บัดนี้จึงยินยอมให้คนเป็นหมอตรวจชีพจรของนาง แต่ก็นับว่าใช้เวลานานพอสมควรกว่าหมอที่หยางจื่อถงกล่าวว่าเก่งกาจนั้นจะสรุปความอาการของนางออกมาได้ “เป็นอย่างไรบ้าง หมอที่เมืองหลวงกล่าวว่านางหลงลืมเพราะเจอเรื่องสะเทือนใจ” “หากสะเทือนใจถึงขั้นลืมเลือนจริง บัดนี้ต้องรื้อฟื้นความทรงจำกลับมาได้บ้างแล้ว หากพบเจอเรื่องที่คุ้นเคย ความทรงจำของฮูหยินกลับมาบ้างหรือไม่ อาจจะมาเป็นบางช่วงบางตอนเมื่อพบเจอหรือสิ่งที่คุ้นเคย” “ไม่” ไม่ใช่จ้าวซือหงที่กล่าวปฏิเสธ แต่เป็นหยางจื่อถงที่ตอบกลับหมอด้วยความมั่นใจประหนึ่งมานั่งอยู่ในความคิดของจ้าวซือหงก็มิปาน “นางไม่ได้คุ้นเคยในเรื่องใดเลย” จ้าวซือหงเลิกคิ้วด้วยความฉงนสนเท่ห์ มองไปยังผู้เป็นสามีอย่างตั้งคำถาม และนางก็ได้คำตอบกลับมา “หากความทรงจำของเจ้ากลับมาบ้างแม้เพียงเล็กน้อย เจ้าย่อมต้องตั้งคำถามถึงห้องนี้อย่างแน่นอน เพราะห้องนอนนี้เป็นของเจ้ามิใช่ของข้า...” จ้าวซือหงนิ่งงัน พลันความคิดก็กลับไปยังสิ่งที่นางเคยตั้งข้อสงสัยที่ว่า ความสัมพันธ์ง่อนแง่นคือสิ่งมดเท็จ... “เอาเถิด เรื่องของสามีภรรยามิใช่เรื่องที่ข้าอยากจะรู้ ในเมื่อความทรงจำของท่านไม่หวนกลับมาแม้แต่เสี้ยวเดียว นั่นก็พอจะชัดเจนแล้วว่าท่านต้องพิษ ความจริงข้าก็ปักใจว่าท่านต้องพิษตั้งแต่แรกแล้ว” “อย่างนั้นนางต้องพิษอันใดกัน” “ลืมเลือนเจ็ดราตรี...” พิษที่ไม่คุ้นชื่อถูกเอ่ยออกมาเรียกความสงสัยจากสองสามีภรรยา “พิษนี้จะค่อยๆ ทำให้ความทรงจำของคนที่กินเข้าไปหายไปภายในเจ็ดวัน ไม่ได้หายไปภายในวันเดียว เป็นยาพิษที่ตรวจหาได้ยาก หากข้าไม่เคยพบมาก่อนก็คงปักใจเชื่อว่าฮูหยินได้รับความสะเทือนใจจนหลงลืมความทรงจำเช่นหมอคนอื่นๆ”“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







