LOGINข่าวลือในเมืองหลวงนั้นแพร่สะพัดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืน เรื่องราวของนายน้อยชุดขาวแห่งตระกูลเซี่ยก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาอันเผ็ดร้อนในทุกโรงน้ำชาและตลาดสด
"เจ้าได้ยินหรือยัง? นายน้อยเซี่ยเหยียนอวี่ผู้นั้น แท้จริงแล้วเป็นดาวหายนะลงมาเกิด!"
"มิน่าล่ะ วันคัดเลือกถึงได้กล้าใส่ชุดขาวไปแช่งงานมงคล หมอดูทักว่าเขามีดวงกินผัว ใครที่เข้าใกล้หรือคิดจะเกี่ยวดองด้วย จะต้องมีอันเป็นไป พลัดพราก หรือล้มป่วยโดยไร้สาเหตุ!"
"น่ากลัวยิ่งนัก! ข้าได้ยินมาว่า ตอนที่องค์ชายจวิ้นอี่ทรงสัมผัสตัวเขาในสวนหิน พระองค์ถึงกับหน้ามืดทรงตัวไม่อยู่... นี่ขนาดเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ที่มีมังกรทองคุ้มครองยังต้านทานแรงอาถรรพ์ไม่ได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาคงกระอักเลือดตายไปแล้ว!"
ถ้อยคำใส่ร้ายป้ายสีถูกแต่งเติมเสริมแต่งจนเกินจริง บิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้นในวังหลวงไปจนหมดสิ้น จากความบังเอิญกลายเป็นอาถรรพ์ จากความงดงามกลายเป็นความอัปมงคล
…
…
...
ภายในเรือนตระกูลเซี่ย บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
บ่าวไพร่เดินก้มหน้าตัวสั่น ไม่กล้าสบตานายน้อยที่นั่งจิบชาอย่างใจเย็นอยู่กลางศาลาริมน้ำ ลู่ชิงยืนอยู่ด้านข้าง ขอบตาแดงก่ำจากการร้องไห้ นางโกรธแค้นแทนเจ้านายที่ถูกชาวบ้านนินทาว่าร้ายเสียๆ หายๆ
"นายน้อย... ท่านยังทนฟังอยู่ได้หรือเจ้าคะ?" ลู่ชิงกลั้นสะอื้น "พวกปากหอยปากปูพวกนั้นพูดจาเหลวไหล หาว่าท่านเป็นตัวกาลกิณี... ท่านพ่อของท่านโกรธจนล้มป่วยไปแล้ว เราต้องทำอะไรสักอย่างนะเจ้าคะ!"
เหยียนอวี่วางจอกชาลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงกระทบของกระเบื้องเคลือบดังกังวานชัดเจนในความเงียบ
"โกรธไปก็รังแต่จะเสียสุขภาพเปล่าๆ ลู่ชิง" เหยียนอวี่เอ่ยเสียงเรียบ แววตาของเขาเย็นชาดุจน้ำแข็ง "ข่าวลือพวกนี้มีคนจงใจปล่อยออกมา หากข้าเต้นเร่าๆ ออกไปแก้ตัว ก็จะยิ่งเข้าทางพวกมัน... วิธีจัดการกับคนจำพวกนี้ ไม่ใช่การตะโกนด่าทอ แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกมันโง่เขลาเพียงใด"
"แต่ว่า..."
"นายน้อยเซี่ยกล่าวได้ถูกต้อง"
เสียงทุ้มนุ่มดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของแขกผู้มาเยือน ไป๋เหวินเจี๋ยในชุดหมอหลวงเต็มยศเดินเข้ามาพร้อมล่วมยาใบใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมของเขาทำให้สาวใช้ในเรือนต่างพากันหน้าแดงและหลีกทางให้
"ท่านหมอไป๋" เหยียนอวี่พยักหน้าทักทาย "ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่? หรือว่าข่าวลือเรื่องข้าป่วยใกล้ตายจะดังไปถึงสำนักหมอหลวงแล้ว?"
"ยิ่งกว่านั้นอีก" ไป๋เหวินเจี๋ยตอบพลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม เขาโบกมือไล่ลู่ชิงให้ออกไปเฝ้าต้นทาง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ตอนนี้ในวังลือกันให้แซ่ดว่าท่านเป็นปีศาจจิ้งจอกที่มาล่อลวงองค์ชาย... ฉินลี่หรงเล่นงานท่านหนักกว่าที่คิด เขาไม่ได้แค่จะทำลายชื่อเสียง แต่เขากำลังจะตัดสิทธิ์ท่านจากการคัดเลือก โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง ความปลอดภัยของเชื้อพระวงศ์"
เหยียนอวี่แค่นยิ้ม "สมกับเป็นเขา... เล่นสกปรกได้หน้าตาเฉย"
"ท่านยังยิ้มออกอีกหรือ?" ไป๋เหวินเจี๋ยขมวดคิ้ว เขาเปิดล่วมยา หยิบห่อกระดาษยาออกมาวางเรียง "ชีพจรของท่านยังไม่เสถียร ข้าปรุงยาเทียบใหม่มาให้ มันขมกว่าเดิมร้อยเท่า แต่จะช่วยตรึงวิญญาณท่านได้ดีขึ้น... ส่วนเรื่องมารดาของข้า ข้าลองใช้สูตรยาของท่านแล้ว อาการของนางดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์"
แววตาของหมอหนุ่มฉายความซาบซึ้งวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเคร่งเครียด "ดังนั้น ข้าจึงต้องมาเตือนท่าน... หากท่านถูกตัดสิทธิ์ ท่านจะไม่มีโอกาสเข้าใกล้ฉินลี่หรงเพื่อแก้แค้นอีก ท่านมีแผนรับมือหรือยัง?"
เหยียนอวี่หยิบห่อยาขึ้นมาดม กลิ่นฉุนรุนแรงทำให้เขาต้องย่นจมูก
"แผนของฉินลี่หรงมีจุดอ่อนอยู่ที่ความเชื่อมั่นของเขาเอง" นายน้อยเซี่ยกล่าว "เขาคิดว่าข่าวลือเรื่องดวงชะตาจะทำให้องค์ชายจวิ้นอี่ถอยห่าง... แต่เขาลืมไปข้อหนึ่ง"
"ข้อไหน?"
"องค์ชายจวิ้นอี่... เป็นคนที่ไม่เคยเชื่อในลิขิตฟ้า" เหยียนอวี่ตอบ นัยน์ตาเป็นประกายวาวโรจน์ "ยิ่งมีคนห้าม ยิ่งมีคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ พระองค์จะยิ่งอยากเอาชนะ... ข้าจะใช้ข่าวลือนี้ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส"
เหยียนอวี่หันไปมองไป๋เหวินเจี๋ย "พี่ไป๋ ข้ามีเรื่องอยากไหว้วานท่านอีกหนึ่งเรื่อง"
"เชิญสั่งมา"
"ช่วยปล่อยข่าวลือซ้อนข่าวลือที... บอกไปว่า อาการป่วยของข้าเกิดจากพิษที่ได้รับมาจากการปกป้องใครบางคนในอดีต... ไม่ใช่เพราะดวงกินผัว แต่เป็นเพราะความภักดีที่แลกมาด้วยชีวิต"
ไป๋เหวินเจี๋ยเลิกคิ้ว "ท่านจะสร้างเรื่องเท็จ?"
"ไม่ใช่เรื่องเท็จ" เหยียนอวี่แย้งเสียงต่ำ มือทาบลงบนหน้าอกซ้ายที่ยังเจ็บลึก "แต่มันคือความจริง... ที่ไม่มีใครรู้ต่างหาก"
…
…
…
ณ ตำหนักบรรทม องค์ชายจวิ้นอี่
เพล้ง!
ถ้วยชาลายครามราคาแพงถูกขว้างลงพื้นจนแตกกระจาย เศษกระเบื้องบาดกระเด็นไปทั่วห้อง เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันหมอบกราบตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
องค์ชายจวิ้นอี่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยโทสะ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องหนาวเหน็บ
"ใครเป็นคนต้นคิดข่าวลือบัดซบนี่!"
เสียงตวาดกึกก้องทำเอาหัวหน้าขันทีสะดุ้งโหยง "ทะ... ทูลฝ่าบาท ต้นตอมาจากตลาดสดและโรงน้ำชา... แต่แพร่เร็วผิดปกติ ราวกับมีคนจงใจปั่นกระแสพะย่ะค่ะ"
"ดวงกินผัว... กาลกิณี..." จวิ้นอี่กัดฟันกรอด "พวกมันกล้าเอาชื่อเสียงของคนบริสุทธิ์มาเหยียบย่ำเล่นสนุกปาก เพียงเพราะเขาใส่ชุดขาวงั้นหรือ? ช่างต่ำช้านัก!"
เขายังจำสัมผัสเย็นเยียบที่ปลายมือและความรู้สึกเจ็บปวดที่แล่นพล่านเข้ามาในหัวตอนที่แตะตัวเซี่ยเหยียนอวี่ได้ดี มันไม่ใช่ความรู้สึกของอาถรรพ์ร้าย แต่มันเหมือนความรู้สึกของการสูญเสียของรัก
ยิ่งมีคนบอกว่าเซี่ยเหยียนอวี่อันตราย เขากลับยิ่งรู้สึกอยากเข้าใกล้ อยากพิสูจน์
"เรียก หลิวจื้อเฉิน เข้ามาพบข้า!"
ไม่นานนัก นายกององครักษ์หนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มดูซื่อสัตย์และจริงจัง ก็ก้าวเข้ามาในห้อง เขาคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างแข็งขัน
"ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมหลิวจื้อเฉิน รับพระบัญชา"
"จื้อเฉิน เจ้าเป็นคนเดียวที่ข้าไว้ใจให้ทำงานสกปรก" จวิ้นอี่เอ่ยเสียงต่ำ เดินเข้าไปใกล้คนสนิท "ไปสืบมาให้ข้า ว่าใครอยู่เบื้องหลังข่าวลือนี้... ข้าไม่เชื่อว่ามันเป็นแค่เรื่องนินทาชาวบ้าน มันมีกลิ่นตุๆ ของการเมือง"
หลิวจื้อเฉินเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่น "กระหม่อมได้ยินแว่วๆ ว่าคนของตระกูลฉินมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ ที่โรงน้ำชาใหญ่เมื่อคืนก่อนพะย่ะค่ะ"
"ฉินลี่หรง..." จวิ้นอี่หรี่ตาลง "ข้ากะไว้แล้ว... เจ้านั่นทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าข้า แต่ลับหลังกลับลอบกัด"
"ฝ่าบาทจะให้กระหม่อมจับกุมคนปล่อยข่าวเลยหรือไม่?"
"ยังก่อน... ถ้าจับตอนนี้มันจะแหวกหญ้าให้งูตื่น" จวิ้นอี่ยกมือห้าม รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้น แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตราย "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเรื่องดวงชะตา ข้าก็จะเล่นด้วย... จื้อเฉิน ไปเตรียมรถม้า พรุ่งนี้ข้าจะไปเยี่ยมเยียนตระกูลเซี่ย"
"ฝ่าบาทจะเสด็จไปเองหรือพะย่ะค่ะ? แต่มันจะยิ่งตอกย้ำข่าวลือ..."
"นั่นแหละที่ข้าต้องการ" จวิ้นอี่ประกาศกร้าว "ข้าจะไปพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นว่า... มังกรอย่างข้า ไม่เคยกลัวอาถรรพ์กระจอกงอกง่อยพรรค์นั้น หากเซี่ยเหยียนอวี่เป็นดวงกินผัวจริง ข้าก็น่าจะตายไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว!"
…
…
…
คืนนั้น ภายในเรือนตระกูลเซี่ย
เหยียนอวี่นั่งดื่มยาต้มรสขมปร่าที่ไป๋เหวินเจี๋ยให้ไว้ ความขมฝาดเฝื่อนบาดลึกเข้าไปในลำคอ แต่เขากลับดื่มมันจนหมดถ้วยโดยไม่แสดงสีหน้าเหยเก
"ขมหรือไม่เจ้านายน้อย?" ลู่ชิงถามพร้อมยื่นน้ำตาลก้อนให้
เหยียนอวี่ปัดมือนางออกเบาๆ วางถ้วยยาลง
"ขมสิ... แต่ความขมแค่นี้ ยังเทียบไม่ได้กับความขมขื่นในใจข้าเมื่อชาติก่อน"
เขาเป่าเทียนดับไฟ ปล่อยให้ความมืดเข้าปกคลุมห้องนอน
ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ในความมืด
"มาเถอะจวิ้นอี่... มาเถอะฉินลี่หรง... กระดานหมากกระดานนี้ ข้าเตรียมยาขมไว้รอเสิร์ฟพวกท่านทุกคนแล้ว"
กาลเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ... มันพัดพาเอาความหนุ่มสาว ความพลุ่งพล่าน และความทะเยอทะยานให้เลือนหายไปตามกระแสธาร แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ตกตะกอนสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันให้เด่นชัดและงดงามยิ่งขึ้นสิบห้าปีต่อมา ณ จวนคีรีรมย์สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหุบเขา ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีส้มและแดงร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ปกคลุมทางเดินหินอ่อนราวกับพรมธรรมชาติที่ศาลาริมสระบัวอันคุ้นเคย ชายชราสองคนนั่งเคียงคู่กันบนตั่งไม้ไผ่ ชมพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าเซี่ยเหยียนอวี่ในวัยสี่สิบกว่าปียังคงเค้าโครงความงดงามในอดีตไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏขึ้นที่หางตา และเส้นผมสีดำขลับเริ่มมีสีดอกเลาแซมบ้างประปราย แต่แววตาคู่สวยนั้นกลับดูสงบนิ่งและอ่อนโยนยิ่งกว่าในวัยเยาว์เขากำลังนั่งปอกผลส้มอย่างใจเย็น วางชิ้นส้มที่แกะเม็ดออกแล้วลงบนจานกระเบื้อง ข้างๆ กันนั้นคือจวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เกรียงไกรที่บัดนี้วางดาบลงและหันมาจับพู่กันวาดภาพทิวทัศน์แทน ร่างกายที่เคยกำยำเริ่มผ่ายผอมลงตามกาลเวลา แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงอย่างสง่างาม"เจ้าปอกช้าลงนะ เหยียนอวี่" จวิ้นอี่เอ่ยเย้า วางพู่กันลงแล้วหันมายิ
แสงเทียนในห้องทรงอักษรวูบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ฮ่องเต้หลงอวี่ในวัยยี่สิบต้นๆ วางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึกด้วยความเหนื่อยล้า พระหัตถ์หนายกขึ้นนวดขมับเพื่อคลายความตึงเครียดบนโต๊ะทรงงาน เต็มไปด้วยฎีกากองพะเนินที่รอการตัดสินใจ ปัญหาภัยแล้งทางทิศใต้ ปัญหาโจรป่าทางทิศตะวันตก และแรงกดดันจากเหล่าขุนนางเฒ่าที่เร่งรัดให้พระองค์รับสนมเพิ่มเพื่อความมั่นคงของราชวงศ์"เป็นฮ่องเต้... มันช่างโดดเดี่ยวเสียจริง"หลงอวี่พึมพำกับตัวเอง สายตาเหม่อมองไปยังเก้าอี้ไม้จันทน์ตัวเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่ามานานหลายปีแล้ว เก้าอี้ที่เสด็จอาจวิ้น อี่เคยประทับนั่งคอยสอนงานราชการให้เขาเสียงกระซิบกระซาบของขุนนางในท้องพระโรงเมื่อเช้ายังคงดังก้องในหู'น่าเสียดายความปรีชาของอดีตองค์ชายจวิ้นอี่... หากพระองค์ไม่ลุ่มหลงในรักจนยอมทิ้งบัลลังก์ ป่านนี้แผ่นดินคงขยายไปไกลกว่านี้''นั่นสิ... การเลือกบุรุษเพียงคนเดียวแทนที่จะเลือกแผ่นดิน ช่างเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา' หลงอวี่กำหมัดแน่น ทุบลงบนโต๊ะเบาๆ"คนพวกนั้นไม่รู้อะไรเลย..."พวกเขาไม่รู้ว่าความสงบสุขที่พวกเขากำลังเสวยสุขอยู่ในตอนนี้ แลกมาด้วยหยาดเ
ยามเช้าอันสดใส ณ จวนคีรีรมย์เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังประสานกับเสียงธารน้ำไหล บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การจิบชาชมไม้ หากไม่มีเสียงตะโกนที่ดังลั่นจนนกบินหนีแตกกระเจิง"หายไปไหน!?"หลิวจื้อเฉินยืนเท้าเอวอยู่หน้าเรือนพัก ใบหน้าคมคายฉายแววงุนงงปนหงุดหงิด เขาก้มมองเท้าของตัวเองที่มีแต่ถุงเท้าสีขาว ส่วนรองเท้าบูทหนังคู่เก่งที่ขัดเงาวับเมื่อคืนอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย"โวยวายอะไรแต่เช้า จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยเดินงัวเงียออกมาจากห้อง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย "เจ้าทำเสียงดังจนสมุนไพรข้าสะดุ้งตื่นหมดแล้ว""รองเท้าข้าหาย!" จื้อเฉินฟ้องเสียงอ่อย "ข้าถอดไว้หน้าห้องเมื่อคืน เช้านี้เหลือแต่ความว่างเปล่า... ท่านหมอ เจ้าแอบเอารองเท้าข้าไปต้มยาแก้โรคเท้าเหม็นหรือเปล่า?""บ้าสิ!" ไป๋เหวินเจี๋ยค้อนขวับ "ยาท่านหมออย่างข้ามีค่ามากกว่ารองเท้าเน่าๆ ของเจ้าตั้งเยอะ... เอ๊ะ?"หมอหนุ่มชะงักเมื่อกวาดสายตาไปที่ระเบียงตากยาสมุนไพร ตะกร้าที่เคยใส่รากโสมพันปีที่อุตส่าห์ไปขุดมาจากยอดเขา ตอนนี้ว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงหัวผักกาดขาวเหี่ยวๆ หัวหนึ่งวางแทนที่อย่างเย้ยหยัน"โสมข้า!" ไป๋เหวินเจี๋ยร้องเสียงหลง "ใครมันกล้
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นหอมของดินและหญ้าสดชื่นลอยมาตามลม ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้จวนคีรีรมย์ปลอดโปร่งจนเห็นดวงดาวระยิบระยับนับล้านดวงทว่า... ความสงบสุขของไป๋เหวินเจี๋ยกำลังถูกรบกวน"ท่านหมอ! เสร็จหรือยัง? เร็วเข้าสิ เดี๋ยวตลาดวายหมด!"เสียงเร่งเร้าที่คุ้นหูดังมาจากหน้าเรือนพัก ไป๋เหวินเจี๋ยถอนหายใจเบาๆ วางมือจากการคัดแยกสมุนไพรตากแห้ง แล้วหันไปมองต้นเสียงที่ยืนเกาะขอบประตูทำหน้าตาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆหลิวจื้อเฉินในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มดูทะมัดทะแมง ผมยาวถูกมัดรวบสูงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เปื้อนรอยยิ้มกว้างจนตาหยี"เจ้าจะรีบไปไหนนักหนา จื้อเฉิน?" ไป๋เหวินเจี๋ยบ่นอุบอิบขณะเช็ดมือกับผ้าสะอาด "งานเทศกาลมีทั้งคืนไม่ใช่หรือ?""ก็ข้าอยากพาเจ้าไปเดินเล่นก่อนคนจะเยอะนี่นา" จื้อเฉินเดินเข้ามาดึงแขนหมอหนุ่ม "อีกอย่าง... ข้ามีของดีจะให้เจ้าดูด้วย รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่ๆ""ของดี?" ไป๋เหวินเจี๋ยเลิกคิ้ว "หวังว่าคงไม่ใช่กบภูเขาหรืองูหายากที่เจ้าไปจับมาอีกนะ คราวที่แล้วทำเอาห้องยาข้าเละเทะไปหมด""โธ่... อันนั้นมันอุบัติเหตุ!" จื้อเฉินหัวเราะแก้เก้อ "แต่วันนี้รับประกันความปลอดภัย ไปกันเถอะน่า ข
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายลงมากระทบหลังคากระเบื้องของจวนคีรีรมย์ เสียงเปาะแปะแผ่วเบาคล้ายบทเพลงขับกล่อมให้สรรพสิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราภายในห้องนอนขนาดใหญ่ที่อบอุ่นด้วยแสงเทียนและเตาผิง เซี่ยเหยียนอวี่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงกว้าง เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผมทั้งที่อากาศเย็นสบาย หน้าท้องที่นูนเด่นบ่งบอกถึงอายุครรภ์ที่ครบกำหนดคลอดแล้วเริ่มบีบตัวเป็นจังหวะ สร้างความปวดร้าวที่แผ่ซ่านจากบั้นเอวไปทั่วสรรพางค์กาย"อึก..."เหยียนอวี่กัดริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นเสียงร้องไม่ให้รบกวนคนที่นอนเคียงข้าง แต่แรงบีบตัวครั้งล่าสุดรุนแรงจนเขาเผลอจิกเล็บลงบนท่อนแขนแกร่งที่โอบกอดเขาอยู่จวิ้นอี่อดีตองค์ชายผู้เคยหลับลึกแม้ท่ามกลางสนามรบ กลับสะดุ้งตื่นทันทีเพียงแค่รู้สึกถึงแรงสั่นเทาของคนในอ้อมกอด"เหยียนอวี่?" จวิ้นอี่รีบลุกขึ้นนั่ง แววตาที่เคยงัวเงียเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของคนรัก "เจ้าเป็นอะไร!? ปวดท้องหรือ!?""จวิ้นอี่... ข้าคิดว่า... ลูกจะมาแล้ว..." เหยียนอวี่ตอบเสียงกระท่อนกระแท่น มือเรียวกุมท้องแน่น "ไปตาม... ท่านหมอไป๋..."คำว่าลูกจะมาแล้วเปรียบเสมือนคำประกาศิตที
หนึ่งเดือนต่อมา ณ จวนคีรีรมย์ฤดูหนาวกำลังจะผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะหวนคืนแสงแดดอุ่นๆ สาดส่องลงมายังแปลงผักหน้าเรือนที่บัดนี้กลายสภาพเป็นป่าดงดิบขนาดย่อมๆ เพราะเจ้าของทิ้งร้างไปนานแรมเดือนเพื่อไปกู้ชาติ ผักกาดขาวหัวโตแทงยอดดอกสีเหลืองอร่าม คะน้าก้านยักษ์สูงท่วมเอว และหญ้าวัชพืชที่ขึ้นแซมจนแยกไม่ออก"โธ่... แปลงผักของข้า..."จวิ้นอี่ยืนเท้าเอวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ มองดูผลงานการเกษตรที่กลายสภาพไปสิ้นเชิง "ข้ากะว่าจะเก็บไว้ทำแกงจืดฉลองกลับบ้านเสียหน่อย"“ยังกินได้อยู่น่าท่านพ่อ" หลงหยางที่กำลังเดินแบกฟืนเข้ามาหัวเราะร่า "แค่ต้องเคี้ยวนานหน่อยเท่านั้นเอง""เจ้าลูกคนนี้!" จวิ้นอี่หันไปจะเขกหัวลูกชาย แต่หลงหยางเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่วแล้ววิ่งหนีไปหาหลิวจื้อเฉินที่กำลังช่วยไป๋เหวินเจี๋ยตากสมุนไพรอยู่ที่ลานอีกฝั่งเซี่ยเหยียนอวี่เดินออกมาจากในเรือนพร้อมถาดน้ำชา รอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าเมื่อเห็นภาพความวุ่นวายที่แสนคุ้นเคย"อย่ามัวแต่อาลัยอาวรณ์เลยท่านพี่" เหยียนอวี่วางถาดลง "ผักปลูกใหม่ได้ แต่บ้านที่อบอุ่นแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นะ"จวิ้นอี่เดินเข้ามาหาภรรยา รับถ้วยชาไปจิบ “เจ้าพูดถูก ข้




![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


