Masuk“ข้าผู้เป็นอ๋องสามารถเป็นพยานให้คุณหนูรองหลิวได้ คุณหนูรองหลิวไม่ได้ว่าจ้างผู้ใดมาสร้างภาพให้ตนเองดูดี วันนั้นข้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมฝูไหล เห็นกับตาว่าขอทานคนหนึ่งถือป้ายหยกประจำตระกูลเหอมารับอาหารที่โรงเตี๊ยม บอกเป็นคำสั่งคุณหนูหลิว เมืองหลวงแคว้นอู๋มีคุณหนูหลิวแค่สองคน คนหนึ่งดำรงตำแหน่งมารดาแผ่นดินอยู่ในวัง ส่วนอีกคนคือคนที่อยู่ข้างกายหลิวโหวยามนี้”
เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นทำให้หลิวหมิงหย่วนกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ร่างกายนางแข็งเกร็งอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่เจ้าของเสียงปรากฏตัวที่หน้าประตู
อู๋ซั่วหยาง!
ความแค้นลึกล้ำไม่ตายไม่เลิกราพาดผ่านดวงตาคู่งามก่อนเลือนหายอย่างรวดเร็วยามศัตรูคู่อาฆาตเดินนำเหล่าขุนนางเข้ามาภายในจวน
หลิวโหย่งหลินเห็นเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ผู้ดำรงตำแหน่งชินอ๋องมาเยือนก็รีบออกคำสั่งให้พ่อบ้านเรียกตัวบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งมาพาขอทานออกไป
“หงซวน วันนั้นเจ้ากับสหายเห็นเช่นเดียวกันกับข้า เหตุใดไม่ออกมาชี้แจงต่อคุณหนูทั้งหลาย ปล่อยพวกนางทำลายชื่อเสียงคุณหนูรองหลิวได้อย่างไร” อู๋ซั่วหยางมองเกาหงซวนซึ่งอยู่ในกลุ่มคุณชายที่มาร่วมงานปักปิ่นของหลิวหมิงหย่วน จากนั้นเลื่อนมายังบรรดาคุณหนูที่สร้างความวุ่นวายเมื่อครู่
“แต่ละคนถือว่าได้รับการอบรมสั่งสอนจากครอบครัวมาเป็นอย่างดี ไฉนถึงทำเรื่องไม่รู้จักหนักเบาเช่นนี้ออกมาได้ ที่นี่คือจวนหลิวโหว แม่ทัพผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดินแคว้นอู๋ เป็นพระสสุระของฮ่องเต้ ในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งฝ่าบาทยังต้องไว้หน้าสามส่วน ดูถูกเหยียดหยามบุตรสาวไม่ต่างจากดูถูกเหยียดหยามบิดา หรือพวกเจ้าคิดว่าตนเองอยู่เหนือกษัตริย์ จึงไม่จำเป็นต้องให้เกียรติท่านโหวผู้นี้”
น้ำเสียงอู๋ซั่วหยางที่ใช้กล่าวตั้งแต่ต้นจนจบนั้นอ่อนโยน ทว่าคนฟังกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น บรรดาคุณหนูที่ก่อเรื่องพากันหลบเข้าหลังมารดา ก้มหน้าก้มตาหลบเลี่ยงสายตาท่านอ๋องหนุ่ม
เกาหงซวนซึ่งเป็นสหายสนิทของอู๋ซั่วหยางและเป็นพี่ชายเกาซีเหมิงก้าวเท้าออกมาด้านหน้า ประสานมือค้อมกาย “ขออภัยท่านอ๋อง หงซวนเพิ่งออกมาสมทบกับทุกคน จึงไม่รู้ว่าด้านหน้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
หลิวหมิงหย่วนลอบแค่นเสียงเย้ยหยัน เห็นได้ชัดว่าเป็นข้ออ้างปัดความผิดให้พ้นตัว แต่ช่างเถิด นางไม่ได้หวังให้คนตระกูลเกาออกมายืนยันความดีให้นางอยู่แล้ว โรงเตี๊ยมฝูไหลคือโรงเตี๊ยมของชนชั้นสูง แน่นอนว่าคนที่รู้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้มีแต่กลุ่มของอู๋ซั่วหยางกับเกาหงซวน หญิงสาวมองไปยังกลุ่มขุนนางระดับสูงที่อยู่ด้านหลังอู๋ซั่วหยาง ส่งยิ้มให้คนผู้หนึ่ง
เป็นไปตามคาด คนแรกที่ออกมาคือผู้ที่เปรียบเสมือนพี่ชายของบิดา ซ่งโหว ซ่งตงหยาง บิดาซ่งเทียนเหิง
“ข้าช่วยยืนยันอีกเสียง วันนั้นข้าพาภรรยาไปกินอาหารที่นั่นพอดี ได้ยินชัดเจนว่าขอทานเหล่านี้บอกว่าคุณหนูหลิวให้มารับอาหาร”
เมื่อมีคนที่หนึ่งออกมายืนยัน คนที่สอง คนที่สาม และคนที่สี่ย่อมตามมาเรื่อย ๆ นี่คือการค้าที่หลิวหมิงหย่วนคำนวณผลกำไรไว้ล่วงหน้าก่อนจะปลดหยกประจำตระกูลเหอให้ขอทานนำไปรับอาหาร
ผู้ใดบอกขอทานเป็นพวกไร้ประโยชน์ ประโยชน์ของพวกเขาคือมีการกระจายตัวตามที่ต่าง ๆ ของเมืองหลวงเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ยามผู้ใดให้อาหาร พวกเขาจะสรรเสริญเยินยอถือเป็นผู้มีพระคุณ นางคือหนึ่งในนั้น เพียงชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงเสียหายในอดีตของนางก็ลดทอนลงไปเกือบครึ่ง ยิ่งมีชนชั้นสูงรู้เห็นเหตุการณ์ ในสายตาพวกเขาย่อมต้องมองนางไปในทิศทางที่ดีขึ้น
หากกล่าวว่าหลิวหมิงหย่วนทำความดีหวังผลนั้นคงไม่ผิด แต่เหนือสิ่งอื่นใด นางต้องการช่วยเหลือขอทานเหล่านั้นจริง ๆ ชีวิตคนเราไม่ว่าสูงหรือต่ำล้วนมีค่า นางเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ในยามที่ตนถูกเหยียบย่ำทำร้ายไม่ต่างจากสัตว์ในคุกหลวง
เดิมหลิวหมิงหย่วนคาดหวังให้มีเสียงเล่าลือเกี่ยวกับตัวนางในทางที่ดีบ้างเท่านั้น ผู้ใดจะคิดว่าขอทานที่นางช่วยเหลือจะมีสามัญสำนึกอันสูงส่ง พร้อมใจกันมาร่วมอวยพรผู้มีพระคุณในวันสำคัญ
“บุตรสาวข้าคงไม่มีความสามารถถึงขั้นซื้อตัวขุนนางระดับสูงได้กระมัง ยังมีผู้ใดข้องใจในความมีเมตตาของนางอีก” เสียงทรงพลังของหลิวโหย่งหลินดังขึ้น ดวงตาแข็งกร้าวตวัดมองกลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้พยายามทำให้บุตรสาวของเขาอับอายขายหน้า “ถึงบุตรสาวข้าจะร้ายกาจ แต่ก็ดีกว่าคนบางจำพวกที่ต่อหน้าดีงามลับหลังน่ารังเกียจ ในเมื่อแขกไม่ให้เกียรติเจ้าบ้าน เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าเสียมารยาท พ่อบ้าน ส่งแขกทั้งหมดที่ลบหลู่คุณหนู”
บรรดาขุนนางหลายคนยืนมองภรรยาและลูกถูกขับไล่โดยไม่สามารถช่วยอะไร หลิวโหวกลับมาพร้อมผลงานใหญ่ ไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่องใส่ตัวด้วยการล่วงเกินเขา เกิดอีกฝ่ายไม่พอใจใช้การพระราชทานรางวัลมาแก้แค้นเอาคืน เส้นทางขุนนางที่ฝ่าฟันอย่างยากลำบากคงได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้
“ท่านอ๋อง” หลิวโหย่งหลินไม่แยแสเสียงตัดพ้อโวยวายของแขกที่ถูกขับไล่ พาภรรยาและบุตรสาวมาคารวะอู๋ซั่วหยาง “ไม่ทราบท่านอ๋องจะเสด็จ กระหม่อมจึงไม่ได้เตรียมการต้อนรับ ขอท่านอ๋องโปรดอภัย เรื่องวุ่นวายน่าอับอายเมื่อครู่ หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ถือสา ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ออกหน้าช่วยเหลือบุตรสาวกระหม่อม”
อู๋ซั่วหยางรับการคารวะจากครอบครัวตระกูลหลิวและแขกเหรื่อด้านหลัง รอยยิ้มอบอุ่นดุจลมวสันต์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาคมคาย “ได้ยินจากเหล่าขุนนางว่าในงานปักปิ่นคุณหนูรองมีการเลี้ยงต้อนรับท่านโหว ข้าจึงได้ทูลขอฝ่าบาทเป็นตัวแทนพระองค์มาร่วมงาน เป็นข้าที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ ดังนั้นคนที่ต้องขออภัยควรเป็นข้า หวังว่าท่านโหวจะไม่ถือสาและแบ่งพื้นที่ว่างให้ข้าได้ร่วมสนุก”
“ท่านอ๋องให้เกียรติมาร่วมงาน นับเป็นเกียรติของกระหม่อมและครอบครัว” กล่าวจบผายมือไปยังทางเข้างาน “เชิญท่านอ๋อง เชิญใต้เท้าทุกท่าน”
ตั้งแต่ต้นจนจบหลิวหมิงหย่วนไม่ได้เงยหน้าหรือเอ่ยขอบคุณอู๋ซั่วหยาง จวบจนอีกฝ่ายเดินผ่าน หญิงสาวจึงช้อนตาขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มมองมาเช่นกัน ยามสายตาสบประสาน ทุกอย่างคล้ายหมุนวนกลับที่เดิม หลิวหมิงหย่วนจำได้ดี แววตาอู๋ซั่วหยางที่ใช้มองนางไม่ต่างจากชาติก่อนแม้แต่น้อย น่าเสียดายที่นางไม่ใช่หลิวหมิงหย่วนคนเก่า ความอ่อนโยนจอมปลอมจึงยากสั่นคลอนจิตใจให้หวั่นไหว
เสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
ซ่งเทียนเหิงพูดเรื่องลูกหลายครั้งหลายหนแล้ว ดูท่าจะอยากเป็นพ่อคนมากจริง ๆ การไปเยือนประตูผีครั้งนี้ทำให้หลิวหมิงหย่วนค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เมื่อมีโอกาสก็ควรรีบทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้รั้งรอจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง บางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสหนที่สอง หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวเข้าหาซ่งเทียนเหิง ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าหล่อเหลา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างไม่ปกปิด “สงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อ สิ้นสุดเมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ แทนที่จะรออย่างไร้จุดหมาย มิสู้ลองดูสักหน ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่แน่ท่านอาจประทานตัวแทนความรักให้เราสองคนในคืนนี้ก็เป็นได้” ดวงตาหมาป่าเริ่มเปล่งประกายหื่นกระหาย นานแล้วที่ซ่งเทียนเหิงไม่ได้ใกล้ชิดหลิวหมิงหย่วน ภรรยาเปิดทางให้ขนาดนี้ ผู้ใดจะกล้าชักช้าเสียเวลา จุมพิตเริ่มต้นอย่างร้อนแรงดูดดื่ม สองสามีภรรยาเปรียบเสมือนเปลวไฟที่พร้อมแผดเผากันและกัน ส่งผลให้เลือดลมพลุ่งพล่านยากระงับ หลิวหมิงหย่วนยกตัวขึ้นคร่อมขาซ่งเทียนเหิง สองแขนโอบรัดร่างกำยำ ยื่นทรวงอกอิ่มให้เขาปรนเปรอ ซ่งเทียนเหิงพึงพอใจกับควา
ซ่งเทียนเหิงก้มหน้าให้หน้าผากแตะหน้าผาก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนของภรรยา “ข้าเป็นเจ้าหนี้ที่ค่อนข้างหน้าเลือด ไม่มีทางยกหนี้ให้ฮูหยินง่าย ๆ หรอก” ไม่รู้ใต้น้ำมีงูตั้งแต่ยามใด มันถึงเลื้อยสำรวจเรือนร่างคนไม่หยุด หลิวหมิงหย่วนรีบจับงูตัวนั้น ก่อนที่มันจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้ “บรรดานักรบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเหมือนท่านทุกคนหรือไม่” “ทุกอย่างบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น การใช้แรงที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรือไม่ต้องการหรอก” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มแหบพร่า หลิวหมิงหย่วนคร้านถกเถียงเรื่องพรรค์นี้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งพิงหลังกับอกแกร่ง ให้แขนของเขาโอบเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวเนียนเมื่อมีตำหนิย่อมโดดเด่นสะดุดตา สายตาซ่งเทียนเหิงจับจ้อง ประทับจุมพิตลงไปแผ่วเบา “ทำให้ฮูหยินพบเจอเรื่องเลวร้าย ต้องโทษสามีที่บกพร่องต่อหน้าที่ ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” สัมผัสอ่อนโยนน้ำเสียงนุ่มนวลทำหัวใจหลิวหมิงหย่วนอบอุ่น ซ่งเทียนเหิงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนินาง ยินดีให้นางเป็นฝ่ายถูก ส่วนเขาแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว “เ
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจิ้งปั๋วปราบต้วนในเมืองเยียน[1]หรือไม่ พี่ชายข้าคือเจิ้งจวงกง ส่วนข้าคือก้งซูต้วน เขารู้เห็นจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงของข้า ทว่าแสร้งปล่อยปละละเลยเหมือนคนเลอะเลือน ความจริงแล้วเขาหาใช่ฮ่องเต้ผู้มีจิตใจเมตตาอันใด สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดคือเหตุผลที่จะใช้สังหารข้า บัดนี้ข้ากลายเป
“ข้าสบายดี รวมถึงมีสติรับรู้ว่าเจ้าคือจื่อหรานไม่ใช่ลี่ลี่” หลิวหมิงหย่วนผละศีรษะออกจากไหล่บอบบางของจื่อหราน ถ่ายทอดความรู้สึกผิดและคำขอโทษผ่านสายตา “จื่อหราน เราสองคนมาเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ดีหรือไม่ จากนี้เจ้าไม่ใช่คนรับใช้ของข้า แต่เป็นพี่น้องที่จะคอยดูแลกันตลอดชีวิต” “คุณ
แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านกิ่งไม้ตกกระทบเปลือกตาของดรุณีน้อยที่หลับใหลอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฝ่ามือเล็กยกขึ้นบดบังแสงก่อนค่อย ๆ ลืมตา แพขนตาดกดำแผ่สยายคล้ายปีกผีเสื้อกะพริบขึ้นลง ครั้นเห็นท้องฟ้าอันปลอดโปร่งกับสถานที่คุ้นเคย ร่างเล็กพลันดีดตัวขึ้น ตื่นตระหนกตกใจรวมถึงไม่อยากเชื่อเมื่อดวงตามืดบอดกลับม
รัตติกาลดำมืดประดุจห้วงอเวจีส่วนที่ลึกที่สุด สายลมกระโชกแรงกรีดผ่านม่านราตรีเกิดเป็นเสียงหวีดหวิววังเวงน่ากลัว หากฟังให้ดีจะคล้ายเสียงร่ำไห้ของภูตผีดวงวิญญาณที่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม ณ มุมหนึ่งของเมืองหลวงแคว้นอู๋ ภายในห้องขังอันมืดมิดและอับชื้น เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นสาบของเน่าเสียลอยคละคล







