เข้าสู่ระบบลับร่างมารดา ใบหน้าสำนึกผิดของหลิวหมิงหย่วนพลันแปรเปลี่ยนเป็นซุกซนสดใส หญิงสาวขยิบตาให้บิดาพร้อมยกนิ้ว “จากบ้านไปสามปี ท่านพ่อของหย่วนเอ๋อร์ยังร้ายกาจเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน วาจาประโยคเดียว สยบท่านแม่เสียอยู่หมัด”
หลิวโหย่งหลินยืดอกภาคภูมิใจ “แน่นอนว่านอกจากเป็นนักรบ บิดาของเจ้ายังเป็นนักรักอีกด้วย มิเช่นนั้นจะคว้าหญิงงามอันดับหนึ่งอย่างคุณหนูเหอลิ่งหย่ามาเป็นภรรยาได้อย่างไร”
หลิวหมิงหย่วนหลุดขำให้ท่าทางโอ้อวดของบิดา หากลูกน้องใต้บังคับบัญชามาเห็นเข้า วันหน้าจะยังมีผู้ใดเคารพยำเกรงและเชื่อฟังคำสั่งจอมทัพผู้นี้อีก
บิดาก็เป็นเช่นนี้ หลังก้าวเท้าเข้าบ้านจะกลายเป็นสามีที่ดีของภรรยา เป็นบิดาที่อบอุ่นของบุตร ไม่ใช่แม่ทัพผู้โหดเหี้ยมไร้ใจที่พร้อมฟาดฟันศัตรูในสนามรบ รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่ดุดันเฉียบขาดกับลูกน้อง
สองแขนยกขึ้นคล้องเอวสอบ แนบหน้ากับชุดเกราะสีเงินเย็นเยียบที่อาบเลือดศัตรูมานับไม่ถ้วน “บนโลกใบนี้ไม่มีบุรุษใดเก่งกาจเท่าบิดาของหย่วนเอ๋อร์แล้ว”
เนื่องจากเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน เนื้อตัวหลิวโหย่งหลินจึงเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลและสิ่งสกปรก เขารู้ว่าบุตรสาวเป็นคนรักความสะอาด จึงค่อย ๆ ดันตัวนางออกแผ่วเบา “พ่อไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน กอดเยอะไม่ได้ ประเดี๋ยวตัวเจ้าจะสกปรกไปด้วย รอพ่ออาบน้ำเรียบร้อยก่อน เราสองคนค่อยมากอดกันให้หายคิดถึงดีหรือไม่ อีกไม่กี่วันหย่วนเอ๋อร์ของพ่อจะกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว วันหน้าคงไม่ต้องการอ้อมกอดของพ่อแล้ว”
“อ้อมกอดท่านพ่ออบอุ่นที่สุด หย่วนเอ๋อร์จะไม่ต้องการได้อย่างไร”
ปลายนิ้วแข็งหยาบปัดปลายจมูกบุตรสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู “ถึงเวลาพบเจอบุรุษถูกใจ อย่าได้ลืมคำพูดในวันนี้”
หลิวหมิงหย่วนย่นจมูก “ชีวิตนี้หย่วนเอ๋อร์ไม่แต่งงาน จะอยู่ให้ท่านพ่อดูแลปกป้องตลอดชีวิต”
“ลูกคนนี้ช่างเจรจา” หลิวโหย่งหลินประคองบุตรสาวให้นั่งลง “แน่นอนว่าบุตรสาวคนเดียวพ่อเลี้ยงได้ ความสุขของลูกเป็นสิ่งที่พ่อทุกคนปรารถนา หากหย่วนเอ๋อร์ไม่พบบุรุษที่ถูกใจ ชีวิตนี้ไม่แต่งงานก็ไม่เป็นไร พ่อดูแลเจ้าเอง”
คำพูดบิดาทำหลิวหมิงหย่วนน้ำตาซึม ไฉนชาติก่อนนางถึงไม่เชื่อฟังท่าน ดื้อรั้นเอาแต่ใจจนพาครอบครัวสู่หายนะ เป็นนางที่ทำลายครอบครัวแสนสุขด้วยมือตนเอง “ท่านพ่อ ต่อไปหย่วนเอ๋อร์จะเชื่อฟังท่าน ไม่ทำเรื่องเลวร้ายให้ท่านต้องอับอายขายหน้าหรือเสียใจ นับจากนี้หย่วนเอ๋อร์จะเป็นคนใหม่ ละทิ้งคราบคุณหนูรองจวนหลิวโหวผู้เย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ไปที่ใดมีแต่คนรังเกียจชิงชัง ชื่อเสียงฉาวโฉ่สร้างแต่ความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูล”
หลิวโหย่งหลินอึ้งเล็กน้อยกับท่าทีที่แปลกไปของบุตรสาว ในอดีตไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ความร้ายกาจของนาง ทว่าความรักของผู้เป็นพ่อสั่งให้เขาหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งมองข้ามเรื่องเหล่านั้น ผู้ใดไม่รักบุตรสาวเขาก็ช่าง เขารักคนเดียวนับว่าเพียงพอแล้ว มือข้างหนึ่งยื่นเช็ดน้ำตาบริเวณหางตาให้บุตรสาว “ไม่พบกันสามปี หย่วนเอ๋อร์โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
หลิวหมิงหย่วนจับมือข้างนั้นแนบหน้า หลับตาคลี่รอยยิ้มหวาน “หย่วนเอ๋อร์จะช่วยท่านพ่อปกป้องคุ้มครองตระกูลหลิว ไม่ให้รากฐานความมั่นคงที่บรรพบุรุษเพียรสร้างมานับร้อยปีต้องถูกทำลาย”
“ตระกูลหลิวจงรักภักดีมากคุณงามความดี ถึงมีผู้คิดร้ายก็ใช่จะโค่นล้มได้โดยง่าย ยิ่งครั้งนี้ชนะศึกใหญ่กลับมา ต่อให้ไม่ใช่ผลงานของพ่อ แต่นับว่าอยู่ภายใต้ชื่อกองทัพตระกูลหลิว”
“ไม่ใช่ผลงานท่านพ่อ?” หลิวหมิงหย่วนลืมตามองบิดาอย่างเคลือบแคลง “แล้วเป็นผลงานผู้ใดเจ้าคะ”
ครั้นได้ยินคำถามบุตรสาว หลิวโหย่งหลินไม่รอช้าที่จะตอบ ความชื่นชมผสมผสานความภาคภูมิใจฉายชัดในดวงตา “เป็นเทียนเหิง บุตรชายท่านลุงตงหยาง หย่วนเอ๋อร์จำพี่ชายได้หรือไม่”
เทียนเหิง... ซ่งเทียนเหิง!
แน่นอนว่าหลิวหมิงหย่วนจดจำบุรุษผู้นี้ได้ขึ้นใจ เนื่องจากบิดาของเขากับบิดาของนางผูกพันรักใคร่ประดุจพี่น้องคลานตามกันมา สองครอบครัวจึงไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ หากพูดถึงตระกูลหลิวต้องมีตระกูลซ่ง บิดานางได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์โหว บิดาเขาก็ได้รับพระราชทานเช่นเดียวกัน นางคือคุณหนูรองจวนหลิวโหว ส่วนเขาคือซื่อจื่อจวนซ่งโหว ตระกูลหลิวกุมกำลังทหารครึ่งแคว้น อีกครึ่งที่เหลือไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก ย่อมอยู่ในมือตระกูลซ่ง ต่างฝ่ายต่างผลัดเปลี่ยนกันออกรบเพื่อบ้านเมือง จนได้รับการขนานนามว่า ‘หลิวซ่งปกป้องแผ่นดิน’
ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้หลิวหมิงหย่วนจดจำซ่งเทียนเหิงได้ สำหรับบุรุษผู้นี้ สิ่งที่นางไม่ลืมเลือนมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือยามอายุย่างเข้าสิบเอ็ด เขาได้ขโมยจูบแรกของนางไป พร้อมประกาศต้องการแต่งนางเป็นภรรยา สร้างความเดือดดาลให้นางถึงขั้นชักมีดออกมาไล่ฟันเขา และแทนที่เขาจะรู้สึกสำนึก กลับหลอกล่อนางให้วิ่งวนไปทั่วจวน เสียงหัวเราะเยาะดังตลอดทาง นับจากวันนั้น ความรู้สึกที่นางมีให้เขาคือชังน้ำหน้า สถานที่ใดมีเขาต้องไม่มีนาง มีนางต้องไม่มีเขา
ความจริงซ่งเทียนเหิงเป็นซื่อจื่อจวนซ่งโหว กองทัพที่เขาควรเข้าร่วมต้องเป็นกองทัพใต้บังคับบัญชาของตระกูลซ่งถึงจะถูก น่าแปลกยามบิดานางได้รับราชโองการให้เคลื่อนทัพไปปราบปรามศัตรูทางเหนือ ไม่รู้เหตุใดเขาจึงขันอาสาขอเข้าร่วมกองทัพตระกูลหลิว ติดตามบิดานางไปออกรบ
ชาติก่อนเป็นเขาที่วางกลยุทธ์จนชนะศึก ชาตินี้ก็ยังเป็นเขาที่ทำให้กองทัพตระกูลหลิวได้รับชัยชนะ แตกต่างกันที่ระยะเวลาซึ่งย่นเข้ามาเร็วขึ้นถึงหนึ่งปี
มันเกิดอะไรขึ้น?
เหตุใดเหตุการณ์ในชาตินี้จึงพลิกผันไม่เหมือนเดิม
“จำไม่ได้เจ้าค่ะ” หลิวหมิงหย่วนตอบบิดาเสียงเรียบ แม้ในใจกำลังเดือดดาลที่ภาพยามถูกขโมยจูบผุดขึ้นมาในห้วงความคิด สัมผัสอุ่นร้อนบริเวณริมฝีปากให้ความรู้สึกคล้ายเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ทั้งที่ความจริงผ่านไปตั้งสี่ปีแล้ว
“ยังเคืองพี่ชายเรื่องนั้นอยู่หรือ” หลิวโหย่งหลินพูดกลั้วหัวเราะพลางส่งสายตาหยอกเย้าบุตรสาว เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องซ่งเทียนเหิงล่วงเกินหลิวหมิงหย่วน เนื่องจากได้หมายตาบุตรชายของพี่ชายต่างสายเลือดไว้เป็นบุตรเขยนานแล้ว
เสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
ซ่งเทียนเหิงพูดเรื่องลูกหลายครั้งหลายหนแล้ว ดูท่าจะอยากเป็นพ่อคนมากจริง ๆ การไปเยือนประตูผีครั้งนี้ทำให้หลิวหมิงหย่วนค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เมื่อมีโอกาสก็ควรรีบทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้รั้งรอจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง บางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสหนที่สอง หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวเข้าหาซ่งเทียนเหิง ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าหล่อเหลา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างไม่ปกปิด “สงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อ สิ้นสุดเมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ แทนที่จะรออย่างไร้จุดหมาย มิสู้ลองดูสักหน ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่แน่ท่านอาจประทานตัวแทนความรักให้เราสองคนในคืนนี้ก็เป็นได้” ดวงตาหมาป่าเริ่มเปล่งประกายหื่นกระหาย นานแล้วที่ซ่งเทียนเหิงไม่ได้ใกล้ชิดหลิวหมิงหย่วน ภรรยาเปิดทางให้ขนาดนี้ ผู้ใดจะกล้าชักช้าเสียเวลา จุมพิตเริ่มต้นอย่างร้อนแรงดูดดื่ม สองสามีภรรยาเปรียบเสมือนเปลวไฟที่พร้อมแผดเผากันและกัน ส่งผลให้เลือดลมพลุ่งพล่านยากระงับ หลิวหมิงหย่วนยกตัวขึ้นคร่อมขาซ่งเทียนเหิง สองแขนโอบรัดร่างกำยำ ยื่นทรวงอกอิ่มให้เขาปรนเปรอ ซ่งเทียนเหิงพึงพอใจกับควา
ซ่งเทียนเหิงก้มหน้าให้หน้าผากแตะหน้าผาก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนของภรรยา “ข้าเป็นเจ้าหนี้ที่ค่อนข้างหน้าเลือด ไม่มีทางยกหนี้ให้ฮูหยินง่าย ๆ หรอก” ไม่รู้ใต้น้ำมีงูตั้งแต่ยามใด มันถึงเลื้อยสำรวจเรือนร่างคนไม่หยุด หลิวหมิงหย่วนรีบจับงูตัวนั้น ก่อนที่มันจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้ “บรรดานักรบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเหมือนท่านทุกคนหรือไม่” “ทุกอย่างบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น การใช้แรงที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรือไม่ต้องการหรอก” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มแหบพร่า หลิวหมิงหย่วนคร้านถกเถียงเรื่องพรรค์นี้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งพิงหลังกับอกแกร่ง ให้แขนของเขาโอบเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวเนียนเมื่อมีตำหนิย่อมโดดเด่นสะดุดตา สายตาซ่งเทียนเหิงจับจ้อง ประทับจุมพิตลงไปแผ่วเบา “ทำให้ฮูหยินพบเจอเรื่องเลวร้าย ต้องโทษสามีที่บกพร่องต่อหน้าที่ ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” สัมผัสอ่อนโยนน้ำเสียงนุ่มนวลทำหัวใจหลิวหมิงหย่วนอบอุ่น ซ่งเทียนเหิงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนินาง ยินดีให้นางเป็นฝ่ายถูก ส่วนเขาแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว “เ
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจิ้งปั๋วปราบต้วนในเมืองเยียน[1]หรือไม่ พี่ชายข้าคือเจิ้งจวงกง ส่วนข้าคือก้งซูต้วน เขารู้เห็นจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงของข้า ทว่าแสร้งปล่อยปละละเลยเหมือนคนเลอะเลือน ความจริงแล้วเขาหาใช่ฮ่องเต้ผู้มีจิตใจเมตตาอันใด สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดคือเหตุผลที่จะใช้สังหารข้า บัดนี้ข้ากลายเป
หลิวหมิงหย่วนจากไปแล้ว เหออิ้งอี๋จึงขอตัวเช่นกัน เนื่องจากกระโจมที่เตรียมไว้ให้อู๋ซั่วหยางถูกผู้อื่นยึดครอง เหอหงเชาจึงเชิญเขาไปสนทนาที่กระโจมตนเองแทน “ท่านอ๋อง ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเราสองคน หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ลืม” เหอหงเชาเปิดบทสนทนาทันทีที่นั่งลง เรื่องที่อู๋ซั่วหยางมีใจให้
ซุนกงกงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่เข้าใจ ครั้นต้องการถามให้รู้เรื่อง กลับหาจุดเริ่มต้นของคำถามไม่ได้ ราวเขากับนางกำลังพูดกันคนละเรื่อง “เจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพูดกระมัง” หลิวหมิงหย่วนเอ่ยขึ้นเพราะอ่านความคิดฝ่ายตรงข้ามออก “ข้าช่วยไขความกระจ่างเพิ่มให้ดีหรือไม่ เพื่อที่เจ้าจะได้ตายตาหลั
รัตติกาลดำมืดประดุจห้วงอเวจีส่วนที่ลึกที่สุด สายลมกระโชกแรงกรีดผ่านม่านราตรีเกิดเป็นเสียงหวีดหวิววังเวงน่ากลัว หากฟังให้ดีจะคล้ายเสียงร่ำไห้ของภูตผีดวงวิญญาณที่ต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม ณ มุมหนึ่งของเมืองหลวงแคว้นอู๋ ภายในห้องขังอันมืดมิดและอับชื้น เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นสาบของเน่าเสียลอยคละคล







