LOGIN
ฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็น เม็ดฝนกระหน่ำลงบนกระจกหน้าต่างของบ้านหลังเล็กจนเกิดเสียงดังต่อเนื่อง บรรยากาศภายในบ้านอับชื้นและเงียบงัน มีเพียงเสียงไอแผ่วเบาของหญิงวัยกลางคนที่ดังออกมาจากห้องด้านใน
ซูเยว่ยืนล้างจานอยู่ในครัวเล็ก ๆ มือทั้งสองแดงช้ำจากน้ำเย็นจัด แต่หญิงสาวกลับไม่แม้แต่จะหยุดพัก
“ซูเยว่! ซักเสื้อผ้าฉันเสร็จหรือยัง!”
เสียงแหลมของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นจากชั้นบน ซูเยว่หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
“ใกล้เสร็จแล้ว…”
“เร็วหน่อยสิ! คืนนี้ฉันต้องใส่ไปงาน!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ราวกับกำลังสั่งคนรับใช้ ไม่ใช่พี่สาวร่วมบ้าน ซูเยว่ก้มหน้าล้างจานต่อเงียบ ๆ นี่คือชีวิตที่นางอยู่กับมันมาหลายปีหลังจากมารดาแท้ ๆ ของนางแต่งงานใหม่ ซูเยว่ก็กลายเป็นส่วนเกินในบ้านทันที แม่เลี้ยงมองนางเป็นภาระ
ส่วน “ซูเหม่ย” น้องสาวต่างแม่ ก็ไม่เคยเห็นนางเป็นพี่สาวเลยแม้แต่น้อย ทุกวันนางต้องตื่นตีห้า ทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ก่อนรีบไปทำงานที่บริษัท และเมื่อกลับมา…ก็ยังต้องทำงานบ้านต่อจนดึกทั้งที่เงินเดือนส่วนใหญ่ถูกพ่อเอาไปใช้จ่ายในบ้านและส่งเสียซูเหม่ยเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนราคาแพง
“ไอแค่ก ๆ…”
เสียงไอจากในห้องดังขึ้นอีกครั้ง ซูเยว่รีบเช็ดมือ ก่อนเดินเข้าไปในห้องเล็กด้านใน หญิงวัยกลางคนนอนอยู่บนเตียงสีหน้าซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอมจนแทบเหลือแต่กระดูก
“แม่ ดื่มน้ำหน่อยนะ”
ซูเยว่ประคองมารดาขึ้นช้า ๆ ก่อนยื่นแก้วน้ำให้ ดวงตาของผู้เป็นแม่เต็มไปด้วยความสงสาร
“เยว่เยว่…ลูกเหนื่อยเกินไปแล้ว”
หญิงสาวฝืนยิ้ม “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ขอแค่แม่หาย…”
แต่คำพูดนั้นแม้แต่ตัวนางเองยังไม่เชื่อ ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกเดือน เงินเก็บแทบไม่เหลือ และตอนนี้นางคือเสาหลักเพียงคนเดียวของครอบครัว
ทันใดนั้น ปัง! ประตูห้องถูกเปิดออกแรง ๆ แม่เลี้ยงเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าหงุดหงิด
“ยังไม่ทำอาหารอีกหรือ? มัวแต่นั่งอยู่กับคนป่วยทั้งวันจะได้เงินมาจากไหน!”
ซูเยว่เม้มริมฝีปาก “หนูกำลังจะไปทำค่ะ”
แม่เลี้ยงมองหญิงป่วยบนเตียงด้วยสายตาเย็นชา
“ยาราคาแพงก็แพง ยังจะอยู่ให้เปลืองเงินอีก”
“คุณป้า!” ซูเยว่เงยหน้า แม่เลี้ยงแค่นหัวเราะ
“ทำไม? ฉันพูดผิดหรือ? ถ้าแม่แกไม่ป่วย บ้านเราคงไม่ลำบากแบบนี้”
“พอเถอะ…” มารดาของซูเยว่พูดเสียงแผ่ว “อย่าทะเลาะกันเลย…”
ซูเยว่กำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ความโกรธแล่นขึ้นมาจุกอก แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงก้มหน้า เพราะนางไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเถียง คืนนั้น หลังทำงานบ้านทุกอย่างเสร็จ ซูเยว่ก็กลับขึ้นห้องของตัวเอง ห้องเล็กแคบ ๆ ใต้หลังคา ร้อนในหน้าร้อน หนาวในหน้าหนาว นางเพิ่งทิ้งตัวลงบนเตียง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อบนหน้าจอทำให้ดวงตาของนางอ่อนลงเล็กน้อย
“อาเฉิน…”
ซูเยว่รีบกดรับสาย
“ฮัลโหล?”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงชายหนุ่มจะดังขึ้นเรียบ ๆ “เยว่ เรามาคุยกันหน่อยเถอะ”
หัวใจของนางกระตุกแปลก ๆ “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ฉันได้ยินเรื่องที่บริษัทแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน “เธอขโมยเงินจริงหรือเปล่า”
ซูเยว่ชะงัก “นายก็ไม่เชื่อฉันเหรอ?”
“แล้วจะให้ฉันเชื่อยังไง ทุกคนในบริษัทพูดแบบนั้นหมด!”
หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากเตียง “ฉันไม่ได้ทำ! ซูเหม่ยต่างหาก”
“พอเถอะ!” เขาตัดบท “ฉันเหนื่อยแล้วนะเยว่”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดใส่หัวใจ “หมายความว่าไง…”
ปลายสายถอนหายใจยาว “เราเลิกกันเถอะ”
โลกทั้งใบของซูเยว่เหมือนหยุดหมุน “อาเฉิน…”
“ฉันไม่อยากมีแฟนเป็นหัวขโมย”
ติ๊ด...สายถูกตัดไปแล้ว ซูเยว่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้นช้า ๆ
เธอคบกับเขามาสี่ปี ช่วยเขาทำงาน ช่วยส่งเงินตอนเขาลำบากแม้แต่ค่าเช่าห้องช่วงแรก นางก็เป็นคนออกให้ แต่สุดท้ายเขากลับเชื่อข่าวลือมากกว่าคำพูดของนาง หญิงสาวก้มหน้าหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นสั่นเครือจนเหมือนเสียงร้องไห้
เช้าวันต่อมา ซูเยว่ถูกเรียกเข้าห้องประชุมของบริษัท ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สายตาของทุกคนก็มองมาที่นาง ทั้งดูถูก ทั้งรังเกียจ หัวหน้าแผนกโยนเอกสารลงบนโต๊ะ
“ซูเยว่ บริษัทตรวจสอบแล้ว เงินในบัญชีหายไปห้าแสนหยวน และวันที่เงินหาย เธอเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากห้องบัญชี”
“ฉันไม่ได้ทำค่ะ!” ซูเยว่รีบพูด
“กล้องวงจรปิดด้านหลังเสียวันนั้นพอดี มีคนจงใจ”
“แม่ทัพเซียวมีความชอบต่อบ้านเมือง หากผิดสัญญาพระราชทานสมรส ย่อมกระทบความเชื่อมั่นของเขา”คำตอบนั้นชัดเจนแล้ว ผลประโยชน์ของราชสำนักสำคัญกว่า “ลูกสาว” คนหนึ่งเสมอ หลี่อันหัวเราะในใจเบา ๆ ที่แท้…ไม่ว่าโลกไหน คนที่อ่อนแอก็ถูกเสียสละเหมือนกัน หญิงสาวค่อย ๆ คุกเข่าลงอย่างสง่างาม“หม่อมฉัน…รับราชโองการเพคะ”หลี่เยว่แอบยิ้มออกมาทันที ฮองเฮาก็มีสีหน้าผ่อนคลาย มีเพียงหลี่อันที่ยังสงบนิ่ง เพราะในวินาทีนั้น นางเข้าใจแล้วว่าคนพวกนี้กำลังคิดว่าส่งนางไปตาย แต่บางทีจวนแม่ทัพอาจกลายเป็นโอกาสเดียว ที่ทำให้นางหลุดพ้นจากวังนรกแห่งนี้ก็ได้ ทันใดนั้นตอนที่ 4“องค์ชายรองเสด็จ!”เสียงขันทีประกาศดังขึ้น บุรุษในชุดสีครามเดินเข้ามาภายในตำหนักอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลานุ่มนวล รอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนริมฝีปาก เขาหยุดมองหลี่อันครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ“ดูเหมือนข้าจะมาช้าไป” ดวงตาของเขาสบกับหลี่อันช้า ๆ แม้ภายนอกจะอบอุ่น แต่หลี่อันกลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มนั้น สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของคนใจดี แต่เป็นสายตาของคนที่กำลัง “ประเมินคุณค่า” ของหมากตัวหนึ่งบนกระดานหมากที่ถูกโยนทิ้งแสงอรุณยามเช้าสาดส่
แม้ชีวิตใหม่จะเริ่มต้นอย่างยากลำบาก แต่นางไม่มีเวลามานั่งเสียใจ ในวังหลวงแห่งนี้ หากไม่อยากตาย ก็ต้องแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด“องค์หญิง…”เสียงชิงเอ๋อร์ดังขึ้นเบา ๆ จากหน้าประตู นางกำนัลตัวน้อยรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“มีราชโองการเรียกพระองค์ไปตำหนักเฟิ่งอี๋เพคะ”หลี่อันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ตำหนักเฟิ่งอี๋ คือที่ประทับของฮองเฮา หากคนจากที่นั่นมาเรียกหาองค์หญิงเก้า…ย่อมไม่มีเรื่องดีแน่นอน“รู้หรือไม่ว่าเรื่องอะไร”ชิงเอ๋อส่ายหน้า“บ่าวได้ยินเพียงว่าเกี่ยวกับพระราชทานสมรสขององค์หญิงสามเพคะ”หลี่อันชะงักเล็กน้อย จากความทรงจำเดิม นางรู้จักชื่อหนึ่งดี “เซียวจิ่นเหยียน” แม่ทัพหนุ่มผู้โด่งดังที่สุดแห่งแคว้นต้าเซิ่ง บุรุษผู้กุมอำนาจทหารชายแดนครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน เขาเก่งกาจในการศึก จนประชาชนยกย่องเป็นวีรบุรุษแต่ในวังหลวง กลับมีข่าวลือว่าเขาเย็นชา โหดเหี้ยม และเกลียดราชวงศ์เข้าไส้ เพราะตระกูลเซียวเคยถูกหักหลังจากการเมืองในราชสำนัก ฮ่องเต้จึงต้องการ “เชื่อมสัมพันธ์” ด้วยการพระราชทานองค์หญิงให้แต่งงานกับเขาและผู้ที่ถูกเลือกแต่เดิม…คือองค์หญิงสาม “หลี่เยว่” หลี่อันหรี่ตาลงเล็กน้อย ทันใดนั้น นางก็เข
ซูเยว่เม้มริมฝีปากแน่น ชีวิตนี้ช่างน่าสมเพชเหลือเกิน ต่อให้เปลี่ยนโลก เปลี่ยนร่าง แต่เหตุใดเจ้าของร่างเดิมถึงยังถูกเหยียบย่ำไม่ต่างจากนางเอี๊ยด...ประตูไม้เก่าเปิดออกเสียงดัง หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาพร้อมถาดยาและอาหาร สีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยความรำคาญ“ยังไม่ตายอีกหรือ?”นางกำนัลคนหนึ่งพูด พลางกลอกตา “ข้านึกว่าคราวนี้จะไม่ฟื้นเสียแล้ว”อีกคนหัวเราะเบา ๆ ก่อนวางถาดอาหารลงบนโต๊ะอย่างแรง“ตายไปก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวในวัง”ซูเยว่เงียบ ไม่ตอบอะไรแต่สายตากลับเย็นลงทีละน้อย จากความทรงจำเดิม นางจำได้ว่าทั้งสองคนนี้คือ “ชุ่ยหลาน” และ “อวิ๋นเอ๋อ” นางกำนัลที่ถูกส่งมาดูแลองค์หญิงเก้าพูดว่า “ดูแล” ก็คงเกินไปเพราะความจริง ทั้งสองไม่เคยรับใช้นางเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกนางกลับขโมยของ ส่งอาหารเหลือเดนมาให้ และบางครั้งยังลงไม้ลงมือกับองค์หญิงเก้าอีกด้วย“มองอะไร?”ชุ่ยหลานเห็นสายตานั้นก็ขมวดคิ้ว“หรือหัวกระแทกพื้นจนเสียสติไปแล้ว?”อวิ๋นเอ๋อหัวเราะคิกคัก “เสียสติก็ดี จะได้ไม่ต้องมาร้องไห้ฟูมฟายเหมือนทุกที”ซูเยว่ยังคงเงียบแต่ดวงตาของนางกำลังกวาดมองทุกอย่างอย่างรวดเร็ว คราบแป้งสีขาวบนแขนเสื้อของชุ่ยหล
“พอได้แล้ว!” ผู้จัดการตบโต๊ะดังปัง “หลักฐานทุกอย่างชี้มาที่เธอ!”ทันใดนั้น ซูเหม่ยที่นั่งอยู่มุมห้องก็ทำหน้าเศร้า ก่อนพูดเสียงสั่น “พี่…ถ้าพี่ลำบากเรื่องเงิน ทำไมไม่บอกฉัน…”ซูเยว่หันไปมองทันที อีกฝ่ายกำลังแสดงละครอีกแล้ว “ซูเหม่ย!”“พอเถอะพี่…” ซูเหม่ยทำเหมือนจะร้องไห้ “ฉันไม่โกรธพี่หรอก”ทันทีนั้น เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทั่วห้อง“น่าสงสารน้องสาวจัง”“พี่แท้ ๆ ยังกล้าใส่ร้ายอีก”ซูเยว่รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ไม่มีใครฟังนางเลย สุดท้าย หนังสือไล่ออกก็ถูกโยนมาตรงหน้า“ออกไปจากบริษัทซะ ก่อนที่เราจะแจ้งตำรวจ”ฝนเริ่มตกตอนที่ซูเยว่เดินออกจากบริษัท นางยืนอยู่หน้าตึกสูงใหญ่ มองกล่องกระดาษที่บรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น ทั้งชีวิตทำงานหนักเพื่อที่นี่แต่สุดท้าย…กลับถูกโยนทิ้งเหมือนขยะติ๊ง...โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง เป็นข้อความจากโรงพยาบาล“หากยังไม่ชำระค่ารักษาภายในสามวัน ทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องยุติการรักษา”มือของซูเยว่าสั่นเล็กน้อย ยังไม่ทันตั้งสติ ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมาอีก เป็นรูปถ่ายจากซูเหม่ย ในภาพ อดีตแฟนของนางกำลังนั่งดินเนอร์กับซูเหม่ยอย่างสนิทสนม ใต้ภาพมีข้อความสั้น ๆ“ขอบคุณนะพี่ ที่ยก
ฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็น เม็ดฝนกระหน่ำลงบนกระจกหน้าต่างของบ้านหลังเล็กจนเกิดเสียงดังต่อเนื่อง บรรยากาศภายในบ้านอับชื้นและเงียบงัน มีเพียงเสียงไอแผ่วเบาของหญิงวัยกลางคนที่ดังออกมาจากห้องด้านในซูเยว่ยืนล้างจานอยู่ในครัวเล็ก ๆ มือทั้งสองแดงช้ำจากน้ำเย็นจัด แต่หญิงสาวกลับไม่แม้แต่จะหยุดพัก“ซูเยว่! ซักเสื้อผ้าฉันเสร็จหรือยัง!”เสียงแหลมของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นจากชั้นบน ซูเยว่หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า“ใกล้เสร็จแล้ว…”“เร็วหน่อยสิ! คืนนี้ฉันต้องใส่ไปงาน!”เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ราวกับกำลังสั่งคนรับใช้ ไม่ใช่พี่สาวร่วมบ้าน ซูเยว่ก้มหน้าล้างจานต่อเงียบ ๆ นี่คือชีวิตที่นางอยู่กับมันมาหลายปีหลังจากมารดาแท้ ๆ ของนางแต่งงานใหม่ ซูเยว่ก็กลายเป็นส่วนเกินในบ้านทันที แม่เลี้ยงมองนางเป็นภาระส่วน “ซูเหม่ย” น้องสาวต่างแม่ ก็ไม่เคยเห็นนางเป็นพี่สาวเลยแม้แต่น้อย ทุกวันนางต้องตื่นตีห้า ทำอาหาร ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ก่อนรีบไปทำงานที่บริษัท และเมื่อกลับมา…ก็ยังต้องทำงานบ้านต่อจนดึกทั้งที่เงินเดือนส่วนใหญ่ถูกพ่อเอาไปใช้จ่ายในบ้านและส่งเสียซูเหม่ยเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนราคาแพง







