เข้าสู่ระบบแม้ชีวิตใหม่จะเริ่มต้นอย่างยากลำบาก แต่นางไม่มีเวลามานั่งเสียใจ ในวังหลวงแห่งนี้ หากไม่อยากตาย ก็ต้องแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด
“องค์หญิง…”
เสียงชิงเอ๋อร์ดังขึ้นเบา ๆ จากหน้าประตู นางกำนัลตัวน้อยรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน
“มีราชโองการเรียกพระองค์ไปตำหนักเฟิ่งอี๋เพคะ”
หลี่อันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ตำหนักเฟิ่งอี๋ คือที่ประทับของฮองเฮา หากคนจากที่นั่นมาเรียกหาองค์หญิงเก้า…ย่อมไม่มีเรื่องดีแน่นอน
“รู้หรือไม่ว่าเรื่องอะไร”
ชิงเอ๋อส่ายหน้า
“บ่าวได้ยินเพียงว่าเกี่ยวกับพระราชทานสมรสขององค์หญิงสามเพคะ”
หลี่อันชะงักเล็กน้อย จากความทรงจำเดิม นางรู้จักชื่อหนึ่งดี “เซียวจิ่นเหยียน” แม่ทัพหนุ่มผู้โด่งดังที่สุดแห่งแคว้นต้าเซิ่ง บุรุษผู้กุมอำนาจทหารชายแดนครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน เขาเก่งกาจในการศึก จนประชาชนยกย่องเป็นวีรบุรุษ
แต่ในวังหลวง กลับมีข่าวลือว่าเขาเย็นชา โหดเหี้ยม และเกลียดราชวงศ์เข้าไส้ เพราะตระกูลเซียวเคยถูกหักหลังจากการเมืองในราชสำนัก ฮ่องเต้จึงต้องการ “เชื่อมสัมพันธ์” ด้วยการพระราชทานองค์หญิงให้แต่งงานกับเขา
และผู้ที่ถูกเลือกแต่เดิม…คือองค์หญิงสาม “หลี่เยว่” หลี่อันหรี่ตาลงเล็กน้อย ทันใดนั้น นางก็เข้าใจบางอย่าง
“ที่แท้…” มุมปากหญิงสาวยกขึ้นเย็น ๆ ดูเหมือนวันนี้จะมีคนคิดโยนปัญหามาให้นางอีกแล้ว ไม่นานนัก หลี่อันก็เดินทางมาถึงตำหนักเฟิ่งอี๋
ภายในโอ่อ่าหรูหราจนต่างจากตำหนักร้างของนางราวฟ้ากับดิน พื้นหินอ่อนสะอาดไร้ฝุ่น กลิ่นกำยานชั้นดีลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง เมื่อหลี่อันก้าวเข้าไป เสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นทันที
“เสด็จพ่อ…ลูกไม่อยากแต่ง…”
หลี่เยว่านั่งคุกเข่าอยู่กลางตำหนัก ดวงตาแดงก่ำ ร่างบางสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ฮองเฮานั่งข้าง ๆ พลางลูบหลังปลอบโยน
“เยว่เอ๋อ เจ้าอย่าร้องไห้สิ เดี๋ยวร่างกายจะทรุด”
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ขมวดคิ้ว สีหน้าดูเหนื่อยหน่าย ทันทีที่หลี่อันเข้ามา ทุกสายตาก็หันมามองนาง ฮองเฮาเหลือบตามองอย่างเย็นชา
“องค์หญิงเก้ามาช้าเสียจริง”
หลี่อันย่อกายคำนับอย่างเรียบเฉย “ถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมฮองเฮาเพคะ”
ฮ่องเต้เพียงพยักหน้าเบา ๆ สายตาที่มองนางยังคงห่างเหินและเฉยชา ราวกับกำลังมองขุนนางชั้นผู้น้อย ไม่ใช่ลูกสาวของตัวเอง หลี่เยว่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ เมื่อเห็นหลี่อัน ดวงตาของนางก็วูบไหวด้วยความพอใจอยู่ลึก ๆ แต่ยังแสร้งทำเป็นอ่อนแอ
“น้องเก้า…” เสียงหวานสั่นเครือราวจะร้องไห้อีกครั้ง “พี่…พี่ขอโทษ…”
หลี่อันมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ ซูเยว่เคยเห็นผู้หญิงแบบนี้มาแล้วในโลกเดิม อ่อนโยนต่อหน้าแต่ลับหลังพร้อมเหยียบคนอื่นให้จมดิน ฮองเฮาถอนหายใจ
“แม่ทัพเซียวเป็นคนเย็นชาและดุดัน เยว่เอ๋อร์ร่างกายอ่อนแอ จะไปทนอยู่จวนแม่ทัพได้อย่างไร”
หลี่อันแทบหัวเราะออกมา อ่อนแอรึ? คนที่เคยสั่งโบยองค์หญิงเก้าจนไข้ขึ้นสามวันนี่หรืออ่อนแอ หลี่เยว่รีบพูดต่อ น้ำตาไหลอาบแก้ม
“เสด็จพ่อ ลูก…ลูกกลัว…”
“ได้ยินว่าท่านแม่ทัพฆ่าคนในสนามรบนับไม่ถ้วน ลูกไม่กล้าแต่งจริง ๆ…”
ฮ่องเต้สีหน้าเคร่งลง
“แต่ราชโองการประกาศไปแล้ว จะเปลี่ยนง่าย ๆ ได้อย่างไร”
ทันใดนั้น หลี่เยว่ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ นางหันไปมองหลี่อันทันที
“จริงสิ…” น้ำเสียงของนางอ่อนโยนเหลือเกิน “น้องเก้าก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว อีกทั้งนางเองก็ไม่ค่อยได้ออกงานในวัง…”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งตำหนักเงียบลง หลี่อันยิ้มเย็นในใจ ในที่สุดก็เข้าเรื่องจริงเสียที ฮองเฮารีบรับคำทันที
“ถูกต้องเพคะ เสด็จพี่”
“หลี่อันเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นิสัยเงียบสงบ เหมาะจะเป็นชายาแม่ทัพมากกว่าเยว่เอ๋อร์”
ว่านอนสอนง่ายหรือ? หรือเพราะไม่มีใครสนใจว่านางจะเป็นหรือตายกันแน่ ฮ่องเต้หันมามองหลี่อันช้า ๆ สายตานั้นยังคงเย็นชาเหมือนเดิม
“หลี่อัน”
“ลูก…คิดเห็นอย่างไร”
แม้จะถาม แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่านางไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ตำหนักทั้งตำหนักเงียบกริบ หลี่อันมองใบหน้าของคนตรงหน้าไปทีละคน ฮ่องเต้ที่เห็นลูกเป็นเพียงหมากการเมือง ฮองเฮาที่ต้องการกำจัดนางออกจากวัง และหลี่เยว่…ผู้กำลังรอคอยให้นางรับเคราะห์แทน
หากเป็นองค์หญิงเก้าคนเดิม นางคงรีบคุกเข่ารับคำทั้งน้ำตา แต่ซูเยว่ไม่ใช่คนแบบนั้นอีกแล้ว หญิงสาวค่อย ๆ ยกสายตาขึ้น
“หากหม่อมฉันปฏิเสธ…” น้ำเสียงเรียบสงบจนทุกคนชะงัก “เสด็จพ่อจะยอมให้หม่อมฉันปฏิเสธหรือเพคะ”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว ดูเหมือนเขาจะไม่คิดว่าองค์หญิงเก้าจะกล้าถามกลับเช่นนี้ ฮองเฮารีบกล่าวเสียงเย็น
“หลี่อัน เจ้ากำลังเสียมารยาทต่อหน้าฮ่องเต้!”
แต่หลี่อันยังคงสบตาฮ่องเต้นิ่ง นางอยากรู้เหลือเกินว่า…บุรุษผู้นี้จะมีความรู้สึกผิดบ้างหรือไม่ สุดท้าย ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว
“เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงราชสำนัก”
เซียวจิ่นเหยียนหันขวับ รถม้าของคณะราชทูตคันหนึ่งลื่นออกจากร่องถนน ล้อด้านขวาไถลเข้าใกล้ขอบเหว ม้าสองตัวตกใจดิ้นอย่างรุนแรง“ช่วยด้วย!”“ตัดสายม้า!”“อย่าให้รถตก!”ทหารหลายคนวิ่งเข้าไป แต่พื้นโคลนทำให้ยืนแทบไม่อยู่เซียวจิ่นเหยียนหันกลับมาหารถของภรรยา “หยุดตรงนี้!”องครักษ์รีบเข้ามาล้อมรถทันที“คุ้มกันฮูหยินกับคุณชายน้อย ห้ามออกจากตำแหน่ง!”“ขอรับ!”หลี่อันเปิดม่าน “จิ่นเหยียน!”“ข้าต้องไปด้านหน้า”“ไปเถิด”เขามองนาง “รอข้าอยู่ตรงนี้”“ข้ารู้”“อย่าไปไหน”“เซียวจิ่นเหยียน!”ชายหนุ่มชะงัก “ช่วยคนก่อน”คำพูดนั้นทำให้เขาตัดสินใจ “ข้าจะกลับมา”เขาหันม้าควบฝ่าฝนไปด้านหน้า หลี่อันมองตามจนมองไม่เห็น ความรู้สึกหนักอึ้งในอกกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง“เหอจง”องครักษ์คนสนิทเข้ามาใกล้ “ขอรับ”“คนลับสองคนนั้นอยู่ไหน”“ยังตามอยู่ด้านหลังขอรับ”“ให้เข้ามาใกล้ขึ้น”“ตอนนี้เลยหรือ”“ตอนนี้”เหอจงไม่ถามอีก “
นายทหารคนหนึ่งกลับมีสีหน้าลำบากใจ“ท่านแม่ทัพ หากอยู่ที่นี่ต่อก็มีความเสี่ยงขอรับ เมื่อคืนคนในพื้นที่แจ้งว่าลำธารเหนือเมืองเริ่มสูงขึ้น หากฝนตกหนักอีกหลายวัน ถนนด้านหลังอาจถูกน้ำตัด เราอาจติดอยู่ระหว่างสองเส้นทาง”หลี่อันขมวดคิ้ว “หมายความว่าเดินหน้าก็เสี่ยง ถอยหลังก็อาจไม่ได้”“ขอรับ”เซียวจิ่นเหยียนถาม “สถานีพักแห่งถัดไปอยู่ไกลเท่าใด”“หากเดินทางตามปกติ ก่อนค่ำจะถึงขอรับ”“ถ้าฝนตก?”“อาจช้ากว่านั้นสองถึงสามชั่วยาม”ชายหนุ่มมองแผนที่อีกครั้ง เขาไม่ใช่คนลังเลเมื่อต้องตัดสินใจในสนามรบ แต่ครั้งนี้ภายในขบวนไม่ได้มีเพียงทหาร มีภรรยา มีลูก มีราชทูตและผู้ติดตามจำนวนมาก“ให้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม” เขาตัดสินใจ “ส่งคนขึ้นไปดูเมฆและทิศลมบนจุดสูง ถ้าอากาศไม่ดีขึ้น เราไม่ออก”“ขอรับ”หลี่อันมองสามี “ท่านกังวล”“เจ้าไม่กังวลหรือ”“กังวล”“เช่นนั้นวันนี้เจ้ากับลูกอยู่ในรถตลอดทาง”นางถอนหายใจ “ยังไม่ทันออกเดินทาง ท่านเริ่มแล้วหรือ”“เริ่มอะไร”“สั่งข้า”“ข้าไม่ได้สั่ง”
หานจื่อเฉิงสะดุ้ง เขาหันไปเห็นบุตรชายของหลี่อันยืนอยู่ใต้ชายคา โดยมีองครักษ์ตามหลัง เด็กชายถือห่อผ้าเล็ก ๆ“เหตุใดยังไม่นอน” หานจื่อเฉิงถาม“ข้ามาหาท่าน”“หา?”เด็กชายเดินเข้ามาแล้วยื่นห่อผ้าให้ “ท่านแม่ให้เอายามา”หานจื่อเฉิงมองห่อในมือ “เหตุใดองค์หญิงไม่ให้คนอื่นมา”“ข้าขอมาเอง”“ทำไม”“เพราะท่านเคยช่วยข้า” เด็กชายยิ้ม “แล้วท่านแม่บอกว่าคนเจ็บต้องกินยาตรงเวลา”มือของหานจื่อเฉิงค้างอยู่กลางอากาศ ในห้องด้านหลัง เฟยซิ่นกำลังวางแผนพรากเด็กคนนี้ออกจากครอบครัวแต่เด็กกลับยืนตรงหน้าเขาและนำยามาให้ด้วยตัวเอง“รับสิ” เด็กชายเร่งหานจื่อเฉิงจึงรับห่อยา “ขอบคุณ”“ท่านยังเจ็บไหม”“นิดหน่อย”“หมอบอกว่าจะหายหรือไม่”“หาย”“ดี” เด็กชายยิ้มกว้าง “ถ้าท่านหายแล้ว ข้าจะให้ท่านสอนขี่ม้า”หานจื่อเฉิงมองใบหน้าไร้เดียงสานั้น “พ่อเจ้าไม่สอนหรือ”“ท่านพ่อสอน แต่ท่านพ่อดุ”องครักษ์ด้านหลังรีบก้มหน้า หานจื่อเฉิงเกือบหัวเราะ“ถ้าท่านแม่ทัพได้ยิน…”เด็กชายรีบยกนิ้วแ
เฟยซิ่นนิ่ง หานจื่อเฉิงมองนางอย่างผิดหวัง“นี่คือสิ่งที่คุณหนูต้องการใช่หรือไม่”ไม่มีคำตอบ “ต้องการให้เซียวจิ่นเหยียนคิดว่าภรรยากับลูกหายไปในพายุ”เฟยซิ่นเบือนหน้าเพียงเท่านั้นก็เป็นคำตอบแล้ว หานจื่อเฉิงเข้าใจทุกอย่าง“เพราะคุณหนูรักเขา”ร่างเฟยซิ่นแข็ง “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”“แล้วองค์หญิงกับลูกเกี่ยวอะไร”“เพราะตราบใดที่นางอยู่ เขาไม่มีวันมองข้า!” เสียงนั้นหลุดออกมาในที่สุดความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เฟยซิ่นหอบหายใจ นางรู้ตัวว่าพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมาแล้ว แต่ไม่คิดจะถอนคำพูด“ใช่” นางกล่าว “ข้ารักเขา”หานจื่อเฉิงมองหญิงสาวที่ตนเคารพมาตั้งแต่นางยังเด็ก “เขามีภรรยาแล้ว”“ข้ารู้”“มีลูกแล้ว”“ข้ารู้!”“และเขารักพวกเขา” ประโยคนั้นเหมือนมีดแทงตรงจุดที่เฟยซิ่นเจ็บที่สุด“หยุด”“คุณหนูควรหยุด
คำสั่งลับกลางคืนฝนตกหนักอีกครั้งหลังยามค่ำ เสียงหยดน้ำกระหน่ำหลังคาสถานีพักม้าจนแทบกลบเสียงลมที่พัดผ่านช่องเขา ขบวนของเซียวจิ่นเหยียนยังไม่สามารถเดินทางต่อได้ เพราะหินจำนวนมากจากเหตุถล่มในตอนกลางวันยังขวางถนนอยู่ ทหารต้องผลัดเวรกันทำงานเพื่อเปิดเส้นทาง ขณะที่ผู้บาดเจ็บถูกจัดให้อยู่ในเรือนพักด้านในหานจื่อเฉิงเป็นหนึ่งในนั้นบาดแผลบริเวณต้นขาถูกพันด้วยผ้าสะอาด ไหล่ยังปวดจากแรงกระแทก แต่หลังพักหลายชั่วยามอาการก็ดีขึ้นจนสามารถลุกเดินได้โดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุงหมอสั่งเด็ดขาดว่าเขาไม่ควรขี่ม้าในช่วงสองสามวันนี้แต่หานจื่อเฉิงไม่ใช่คนที่นอนนิ่งได้ง่าย ยิ่งเมื่อนึกถึงคำสั่งลับของเฟยซิ่น เขายิ่งไม่อาจหลับลง สตรีกับเด็ก เส้นทางร้าง เสบียงสิบวัน ม้าสำหรับเดินทางไกล ทุกอย่างที่เคยเป็นเพียงความสงสัยกลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากวันนี้หลังจากหลี่อันช่วยชีวิตเขาไว้เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งหานจื่อเฉิงลืมตา “ใคร”“ข้าเอง” เสียงหญิงสาวจากด้านนอกทำให้เขาจำได้ทันที สาวใช้คนสนิทของเฟยซิ่นเปิดประตูเข้ามา“คุณหนูเรียกพบ”
เขาจับมือทั้งสองข้างของนางขึ้นมา เลือดยังเปื้อนอยู่เต็มฝ่ามือสีหน้าเซียวจิ่นเหยียนเคร่งลง “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”“ไม่มี”“แน่ใจ?”“เลือดไม่ใช่ของข้า”“ข้ารู้ แต่ถามไว้ก่อน”หลี่อันมองสามี “ท่านเองล่ะ”“ไม่เป็นไร”นางกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “แขนเสื้อขาด”“โดนกิ่งไม้”“มีเลือด”“แค่ถลอก”หลี่อันหรี่ตา “เมื่อครู่ใครเป็นคนถามข้าว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”เซียวจิ่นเหยียนเงียบ“กลับไปทำแผลด้วยกัน”เขาจึงยอมเมื่อทั้งสองกลับถึงรถม้า เด็กชายรีบพุ่งเข้าหามารดา“ท่านแม่!”หลี่อันกอดลูกทันที “แม่อยู่นี่”“ข้าได้ยินว่ามีคนเจ็บ”“ใช่”“ท่านอาหานหรือ”นางประหลาดใจ “เจ้ารู้แล้ว?”“พี่องครักษ์บอก”







