เข้าสู่ระบบ“แม่ทัพเซียวมีความชอบต่อบ้านเมือง หากผิดสัญญาพระราชทานสมรส ย่อมกระทบความเชื่อมั่นของเขา”
คำตอบนั้นชัดเจนแล้ว ผลประโยชน์ของราชสำนักสำคัญกว่า “ลูกสาว” คนหนึ่งเสมอ หลี่อันหัวเราะในใจเบา ๆ ที่แท้…ไม่ว่าโลกไหน คนที่อ่อนแอก็ถูกเสียสละเหมือนกัน หญิงสาวค่อย ๆ คุกเข่าลงอย่างสง่างาม
“หม่อมฉัน…รับราชโองการเพคะ”
หลี่เยว่แอบยิ้มออกมาทันที ฮองเฮาก็มีสีหน้าผ่อนคลาย มีเพียงหลี่อันที่ยังสงบนิ่ง เพราะในวินาทีนั้น นางเข้าใจแล้วว่าคนพวกนี้กำลังคิดว่าส่งนางไปตาย แต่บางทีจวนแม่ทัพอาจกลายเป็นโอกาสเดียว ที่ทำให้นางหลุดพ้นจากวังนรกแห่งนี้ก็ได้ ทันใดนั้น
ตอนที่ 4
“องค์ชายรองเสด็จ!”
เสียงขันทีประกาศดังขึ้น บุรุษในชุดสีครามเดินเข้ามาภายในตำหนักอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลานุ่มนวล รอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนริมฝีปาก เขาหยุดมองหลี่อันครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ดูเหมือนข้าจะมาช้าไป” ดวงตาของเขาสบกับหลี่อันช้า ๆ แม้ภายนอกจะอบอุ่น แต่หลี่อันกลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มนั้น สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของคนใจดี แต่เป็นสายตาของคนที่กำลัง “ประเมินคุณค่า” ของหมากตัวหนึ่งบนกระดาน
หมากที่ถูกโยนทิ้ง
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษของตำหนักร้างจนเกิดเงารำไรบนพื้นหินเย็นเยียบ หลี่อันลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความทรงจำเมื่อวานยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ตั้งแต่การถูกบังคับให้รับราชโองการแต่งงานแทนองค์หญิงสาม
การถูกเหล่าขันทีและนางกำนัลมองด้วยสายตาเวทนา ไปจนถึงคำพูดเย็นชาของฮ่องเต้ที่มิได้ถามความสมัครใจแม้แต่น้อย ทุกสิ่งทำให้นางเข้าใจความจริงข้อหนึ่งอย่างแจ่มแจ้ง ว่าชีวิตขององค์หญิงเก้าผู้ถูกลืมผู้นี้ไม่มีค่าไปกว่าหมากตัวหนึ่งบนกระดานการเมือง
เสี่ยวชิงเดินเข้ามาพร้อมชามโจ๊กร้อน นางกำนัลสาววางถ้วยลงบนโต๊ะก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดว่า “องค์หญิงเพคะ เมื่อคืนข้านอนไม่หลับเลย พวกข้ารับใช้ต่างได้ยินข่าวลือกันทั้งวังว่าท่านจะถูกส่งไปแต่งกับแม่ทัพเซียวจริง ๆ”
หลี่อันยกถ้วยขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนยิ้มมุมปาก “ข่าวลือไม่ใช่แล้ว ตอนนี้มันคือความจริง”
เสี่ยวชิงก้มหน้าด้วยความเศร้า “องค์หญิงไม่โกรธหรือเพคะ”
“โกรธแล้วได้อะไร”
“อย่างน้อยก็แสดงให้ทุกคนรู้ว่าท่านไม่ยอม”
หลี่อันวางชามลง พลางทอดสายตามองออกไปยังสวนที่แห้งแล้ง “คนที่อ่อนแอที่สุดในเกมนี้ หากแสดงอารมณ์มากเกินไปก็มีแต่จะถูกกำจัดเร็วขึ้น”
เสี่ยวชิงนิ่งอึ้ง ไม่เคยเห็นองค์หญิงเก้าพูดเช่นนี้มาก่อน
หลี่อันยิ้มบางแล้วกล่าวต่อ “บางครั้งการก้มหน้ายอมแพ้ก็เป็นเพียงภาพลวงตา คนที่คิดว่าชนะแล้วมักลดการระวังตัว”
เสี่ยวชิงเริ่มเข้าใจ ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมีประกายขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่นานนัก ขันทีจากตำหนักกลางก็เข้ามาประกาศให้หลี่อันไปคำนับฮองเฮาและรับของพระราชทานสำหรับการเตรียมอภิเษก
เมื่อเดินเข้าไปในตำหนักใหญ่ นางก็พบว่าฮองเฮา องค์หญิงสาม หลี่เยว่ และเหล่าสนมกำลังนั่งอยู่พร้อมหน้า
หลี่เยว่แสร้งยิ้มอย่างอ่อนโยน “น้องเก้า ข้าดีใจจริง ๆ ที่สุดท้ายเจ้าจะได้แต่งกับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่”
หลี่อันค้อมศีรษะ “หม่อมฉันต้องขอบพระทัยพี่หญิงที่มอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เยว่สะอึกไปชั่วขณะ เพราะนางคาดหวังว่าจะเห็นความขุ่นเคืองหรือความน้อยใจ
ฮองเฮาจิบชาเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า “หลี่อัน เมื่อแต่งออกไปแล้วก็จงจำไว้ว่าเจ้าเป็นตัวแทนราชวงศ์ อย่าทำให้แคว้นเสียหน้า”
“หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ”
สนมผู้หนึ่งหัวเราะคิก “น่าเสียดายที่องค์หญิงเก้าไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องมารยาทเท่าไร หวังว่าจะไม่ทำให้แม่ทัพเซียวตกใจเสียก่อน”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นทั่วห้อง
หลี่อันกลับยังคงยิ้มสงบ “หม่อมฉันเชื่อว่าแม่ทัพผู้พิทักษ์แผ่นดินย่อมให้ความสำคัญกับคุณธรรมมากกว่าคำเยินยอ”
ประโยคนั้นทำให้หลายคนเงียบลง
ฮองเฮาเหลือบมองนางด้วยสายตาแปลกใจ
หลังเสร็จพิธี หลี่อันเดินออกจากตำหนักพร้อมเสี่ยวชิง ระหว่างทางนางเหลือบเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นเหมย สวมชุดแพรสีครามเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายและมีรอยยิ้มอ่อนโยน
เขาก้าวเข้ามาพร้อมประสานมือคำนับ “น้องเก้าคงยังจำข้าได้”
หลี่อันรีบค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ก่อนพบว่าอีกฝ่ายคือองค์ชายรอง หลี่เฉิงอวี้ ผู้มีชื่อเสียงว่าอ่อนโยนและรักประชาชน
นางยอบกายเล็กน้อย “ถวายบังคมองค์ชายรองเพคะ”
เขายิ้ม “ไม่ต้องมากพิธี เจ้ากับข้าเป็นพี่น้องกัน”
เสี่ยวชิงรีบถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ เหลือทั้งสองยืนอยู่กลางสวน
หลี่เฉิงอวี้ทอดสายตามองดอกเหมยที่กำลังผลิบาน “ข้าได้ยินเรื่องการแต่งงานแล้ว น้องคงลำบากใจไม่น้อย”
“พระราชโองการย่อมมิอาจขัดขืน”
เซียวจิ่นเหยียนหันขวับ รถม้าของคณะราชทูตคันหนึ่งลื่นออกจากร่องถนน ล้อด้านขวาไถลเข้าใกล้ขอบเหว ม้าสองตัวตกใจดิ้นอย่างรุนแรง“ช่วยด้วย!”“ตัดสายม้า!”“อย่าให้รถตก!”ทหารหลายคนวิ่งเข้าไป แต่พื้นโคลนทำให้ยืนแทบไม่อยู่เซียวจิ่นเหยียนหันกลับมาหารถของภรรยา “หยุดตรงนี้!”องครักษ์รีบเข้ามาล้อมรถทันที“คุ้มกันฮูหยินกับคุณชายน้อย ห้ามออกจากตำแหน่ง!”“ขอรับ!”หลี่อันเปิดม่าน “จิ่นเหยียน!”“ข้าต้องไปด้านหน้า”“ไปเถิด”เขามองนาง “รอข้าอยู่ตรงนี้”“ข้ารู้”“อย่าไปไหน”“เซียวจิ่นเหยียน!”ชายหนุ่มชะงัก “ช่วยคนก่อน”คำพูดนั้นทำให้เขาตัดสินใจ “ข้าจะกลับมา”เขาหันม้าควบฝ่าฝนไปด้านหน้า หลี่อันมองตามจนมองไม่เห็น ความรู้สึกหนักอึ้งในอกกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง“เหอจง”องครักษ์คนสนิทเข้ามาใกล้ “ขอรับ”“คนลับสองคนนั้นอยู่ไหน”“ยังตามอยู่ด้านหลังขอรับ”“ให้เข้ามาใกล้ขึ้น”“ตอนนี้เลยหรือ”“ตอนนี้”เหอจงไม่ถามอีก “
นายทหารคนหนึ่งกลับมีสีหน้าลำบากใจ“ท่านแม่ทัพ หากอยู่ที่นี่ต่อก็มีความเสี่ยงขอรับ เมื่อคืนคนในพื้นที่แจ้งว่าลำธารเหนือเมืองเริ่มสูงขึ้น หากฝนตกหนักอีกหลายวัน ถนนด้านหลังอาจถูกน้ำตัด เราอาจติดอยู่ระหว่างสองเส้นทาง”หลี่อันขมวดคิ้ว “หมายความว่าเดินหน้าก็เสี่ยง ถอยหลังก็อาจไม่ได้”“ขอรับ”เซียวจิ่นเหยียนถาม “สถานีพักแห่งถัดไปอยู่ไกลเท่าใด”“หากเดินทางตามปกติ ก่อนค่ำจะถึงขอรับ”“ถ้าฝนตก?”“อาจช้ากว่านั้นสองถึงสามชั่วยาม”ชายหนุ่มมองแผนที่อีกครั้ง เขาไม่ใช่คนลังเลเมื่อต้องตัดสินใจในสนามรบ แต่ครั้งนี้ภายในขบวนไม่ได้มีเพียงทหาร มีภรรยา มีลูก มีราชทูตและผู้ติดตามจำนวนมาก“ให้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม” เขาตัดสินใจ “ส่งคนขึ้นไปดูเมฆและทิศลมบนจุดสูง ถ้าอากาศไม่ดีขึ้น เราไม่ออก”“ขอรับ”หลี่อันมองสามี “ท่านกังวล”“เจ้าไม่กังวลหรือ”“กังวล”“เช่นนั้นวันนี้เจ้ากับลูกอยู่ในรถตลอดทาง”นางถอนหายใจ “ยังไม่ทันออกเดินทาง ท่านเริ่มแล้วหรือ”“เริ่มอะไร”“สั่งข้า”“ข้าไม่ได้สั่ง”
หานจื่อเฉิงสะดุ้ง เขาหันไปเห็นบุตรชายของหลี่อันยืนอยู่ใต้ชายคา โดยมีองครักษ์ตามหลัง เด็กชายถือห่อผ้าเล็ก ๆ“เหตุใดยังไม่นอน” หานจื่อเฉิงถาม“ข้ามาหาท่าน”“หา?”เด็กชายเดินเข้ามาแล้วยื่นห่อผ้าให้ “ท่านแม่ให้เอายามา”หานจื่อเฉิงมองห่อในมือ “เหตุใดองค์หญิงไม่ให้คนอื่นมา”“ข้าขอมาเอง”“ทำไม”“เพราะท่านเคยช่วยข้า” เด็กชายยิ้ม “แล้วท่านแม่บอกว่าคนเจ็บต้องกินยาตรงเวลา”มือของหานจื่อเฉิงค้างอยู่กลางอากาศ ในห้องด้านหลัง เฟยซิ่นกำลังวางแผนพรากเด็กคนนี้ออกจากครอบครัวแต่เด็กกลับยืนตรงหน้าเขาและนำยามาให้ด้วยตัวเอง“รับสิ” เด็กชายเร่งหานจื่อเฉิงจึงรับห่อยา “ขอบคุณ”“ท่านยังเจ็บไหม”“นิดหน่อย”“หมอบอกว่าจะหายหรือไม่”“หาย”“ดี” เด็กชายยิ้มกว้าง “ถ้าท่านหายแล้ว ข้าจะให้ท่านสอนขี่ม้า”หานจื่อเฉิงมองใบหน้าไร้เดียงสานั้น “พ่อเจ้าไม่สอนหรือ”“ท่านพ่อสอน แต่ท่านพ่อดุ”องครักษ์ด้านหลังรีบก้มหน้า หานจื่อเฉิงเกือบหัวเราะ“ถ้าท่านแม่ทัพได้ยิน…”เด็กชายรีบยกนิ้วแ
เฟยซิ่นนิ่ง หานจื่อเฉิงมองนางอย่างผิดหวัง“นี่คือสิ่งที่คุณหนูต้องการใช่หรือไม่”ไม่มีคำตอบ “ต้องการให้เซียวจิ่นเหยียนคิดว่าภรรยากับลูกหายไปในพายุ”เฟยซิ่นเบือนหน้าเพียงเท่านั้นก็เป็นคำตอบแล้ว หานจื่อเฉิงเข้าใจทุกอย่าง“เพราะคุณหนูรักเขา”ร่างเฟยซิ่นแข็ง “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”“แล้วองค์หญิงกับลูกเกี่ยวอะไร”“เพราะตราบใดที่นางอยู่ เขาไม่มีวันมองข้า!” เสียงนั้นหลุดออกมาในที่สุดความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เฟยซิ่นหอบหายใจ นางรู้ตัวว่าพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมาแล้ว แต่ไม่คิดจะถอนคำพูด“ใช่” นางกล่าว “ข้ารักเขา”หานจื่อเฉิงมองหญิงสาวที่ตนเคารพมาตั้งแต่นางยังเด็ก “เขามีภรรยาแล้ว”“ข้ารู้”“มีลูกแล้ว”“ข้ารู้!”“และเขารักพวกเขา” ประโยคนั้นเหมือนมีดแทงตรงจุดที่เฟยซิ่นเจ็บที่สุด“หยุด”“คุณหนูควรหยุด
คำสั่งลับกลางคืนฝนตกหนักอีกครั้งหลังยามค่ำ เสียงหยดน้ำกระหน่ำหลังคาสถานีพักม้าจนแทบกลบเสียงลมที่พัดผ่านช่องเขา ขบวนของเซียวจิ่นเหยียนยังไม่สามารถเดินทางต่อได้ เพราะหินจำนวนมากจากเหตุถล่มในตอนกลางวันยังขวางถนนอยู่ ทหารต้องผลัดเวรกันทำงานเพื่อเปิดเส้นทาง ขณะที่ผู้บาดเจ็บถูกจัดให้อยู่ในเรือนพักด้านในหานจื่อเฉิงเป็นหนึ่งในนั้นบาดแผลบริเวณต้นขาถูกพันด้วยผ้าสะอาด ไหล่ยังปวดจากแรงกระแทก แต่หลังพักหลายชั่วยามอาการก็ดีขึ้นจนสามารถลุกเดินได้โดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุงหมอสั่งเด็ดขาดว่าเขาไม่ควรขี่ม้าในช่วงสองสามวันนี้แต่หานจื่อเฉิงไม่ใช่คนที่นอนนิ่งได้ง่าย ยิ่งเมื่อนึกถึงคำสั่งลับของเฟยซิ่น เขายิ่งไม่อาจหลับลง สตรีกับเด็ก เส้นทางร้าง เสบียงสิบวัน ม้าสำหรับเดินทางไกล ทุกอย่างที่เคยเป็นเพียงความสงสัยกลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากวันนี้หลังจากหลี่อันช่วยชีวิตเขาไว้เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งหานจื่อเฉิงลืมตา “ใคร”“ข้าเอง” เสียงหญิงสาวจากด้านนอกทำให้เขาจำได้ทันที สาวใช้คนสนิทของเฟยซิ่นเปิดประตูเข้ามา“คุณหนูเรียกพบ”
เขาจับมือทั้งสองข้างของนางขึ้นมา เลือดยังเปื้อนอยู่เต็มฝ่ามือสีหน้าเซียวจิ่นเหยียนเคร่งลง “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”“ไม่มี”“แน่ใจ?”“เลือดไม่ใช่ของข้า”“ข้ารู้ แต่ถามไว้ก่อน”หลี่อันมองสามี “ท่านเองล่ะ”“ไม่เป็นไร”นางกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “แขนเสื้อขาด”“โดนกิ่งไม้”“มีเลือด”“แค่ถลอก”หลี่อันหรี่ตา “เมื่อครู่ใครเป็นคนถามข้าว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”เซียวจิ่นเหยียนเงียบ“กลับไปทำแผลด้วยกัน”เขาจึงยอมเมื่อทั้งสองกลับถึงรถม้า เด็กชายรีบพุ่งเข้าหามารดา“ท่านแม่!”หลี่อันกอดลูกทันที “แม่อยู่นี่”“ข้าได้ยินว่ามีคนเจ็บ”“ใช่”“ท่านอาหานหรือ”นางประหลาดใจ “เจ้ารู้แล้ว?”“พี่องครักษ์บอก”







