เข้าสู่ระบบซูเยว่เม้มริมฝีปากแน่น ชีวิตนี้ช่างน่าสมเพชเหลือเกิน ต่อให้เปลี่ยนโลก เปลี่ยนร่าง แต่เหตุใดเจ้าของร่างเดิมถึงยังถูกเหยียบย่ำไม่ต่างจากนาง
เอี๊ยด...ประตูไม้เก่าเปิดออกเสียงดัง หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาพร้อมถาดยาและอาหาร สีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยความรำคาญ
“ยังไม่ตายอีกหรือ?”
นางกำนัลคนหนึ่งพูด พลางกลอกตา “ข้านึกว่าคราวนี้จะไม่ฟื้นเสียแล้ว”
อีกคนหัวเราะเบา ๆ ก่อนวางถาดอาหารลงบนโต๊ะอย่างแรง
“ตายไปก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวในวัง”
ซูเยว่เงียบ ไม่ตอบอะไรแต่สายตากลับเย็นลงทีละน้อย จากความทรงจำเดิม นางจำได้ว่าทั้งสองคนนี้คือ “ชุ่ยหลาน” และ “อวิ๋นเอ๋อ” นางกำนัลที่ถูกส่งมาดูแลองค์หญิงเก้า
พูดว่า “ดูแล” ก็คงเกินไปเพราะความจริง ทั้งสองไม่เคยรับใช้นางเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกนางกลับขโมยของ ส่งอาหารเหลือเดนมาให้ และบางครั้งยังลงไม้ลงมือกับองค์หญิงเก้าอีกด้วย
“มองอะไร?”
ชุ่ยหลานเห็นสายตานั้นก็ขมวดคิ้ว
“หรือหัวกระแทกพื้นจนเสียสติไปแล้ว?”
อวิ๋นเอ๋อหัวเราะคิกคัก “เสียสติก็ดี จะได้ไม่ต้องมาร้องไห้ฟูมฟายเหมือนทุกที”
ซูเยว่ยังคงเงียบแต่ดวงตาของนางกำลังกวาดมองทุกอย่างอย่างรวดเร็ว คราบแป้งสีขาวบนแขนเสื้อของชุ่ยหลาน กลิ่นสุราจาง ๆ จากตัวอวิ๋นเอ๋อรวมถึงรอยโคลนบนชายกระโปรง
พวกนางเพิ่งแอบออกไปเล่นพนันหลังวังมา หญิงสาวหัวเราะในใจเบา ๆ ต่อให้เปลี่ยนร่าง แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เคยเสียไปคือ “การสังเกตคน” สมัยอยู่โลกเดิม นางต้องคอยดูสีหน้าผู้คนมาตลอด เพื่อเอาตัวรอดจากครอบครัวที่กดขี่ เพียงมองไม่กี่วินาที นางก็รู้แล้วว่าคนตรงหน้าคิดอะไร
“ยาเย็นหมดแล้ว” ชุ่ยหลานพูดห้วน ๆ “รีบดื่มเสีย”
ซูเยว่เหลือบมองถ้วยยา กลิ่นแปลกเกินไป เธอเคยดูแลมารดาที่ป่วยมานาน จึงพอรู้เรื่องสมุนไพรอยู่บ้าง ในยานี้มีบางอย่างผิดปกติ
“ในนี้ใส่อะไรเพิ่ม?”
ชุ่ยหลานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตวาดกลับ “องค์หญิงหมายความว่าอย่างไร!”
“ข้าก็แค่ถาม” ซูเยว่ยิ้มบาง ๆ “หรือพวกเจ้ากลัวข้ารู้ว่ามีคนแอบใส่ผงทำให้ท้องเสียลงไป?”
สองนางกำนัลหน้าซีดเพราะพวกนางใส่จริง อวิ๋นเอ๋อรีบพูดเสียงแข็ง
“อย่ามาใส่ร้ายพวกข้า!”
“ใส่ร้าย?” ซูเยว่หัวเราะเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองดื่มก่อนสิ”
“เจ้า !” ชุ่ยหลานเริ่มโมโห ปกติองค์หญิงเก้าไม่เคยกล้าเถียงแม้แต่คำเดียว แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไปจนพวกนางเริ่มรู้สึกแปลก
“ดูท่าองค์หญิงคงอยากโดนสั่งสอน” ชุ่ยหลานกัดฟัน ก่อนหยิบกาน้ำร้อนจากเตาถ่านขึ้นมา น้ำเดือดส่งไอร้อนลอยฟุ้ง อวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะเยาะ
“ราดลงไปสักหน่อย นางจะได้รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
ชุ่ยหลานยกกาน้ำขึ้นสูง ดวงตาเต็มไปด้วยความสะใจ “องค์หญิงอย่างนั้นหรือ? …ก็แค่ตัวไร้ค่าที่ไม่มีใครเอา!” แล้วนางก็สาดน้ำร้อนใส่ทันที แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ซูเยว่ขยับแล้ว นางคว้าผ้าห่มขึ้นบังตัว พร้อมถีบโต๊ะไม้ข้างเตียงออกเต็มแรง
โครม! โต๊ะพุ่งกระแทกขาชุ่ยหลานอย่างจัง “อ๊ะ!” หญิงสาวเสียหลัก ร่างเซไปด้านหน้า น้ำร้อนทั้งกากลับเทราดใส่แขนตัวเองเต็ม ๆ
ฉ่า! “อ๊ากกกกก!” เสียงกรีดร้องดังลั่นตำหนัก ชุ่ยหลานล้มลงดิ้นทุรนทุราย แขนแดงเถือกทันที อวิ๋นเอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีด รีบถอยหลังหลายก้าว
“นะ…นางทำได้อย่างไร…”
ซูเยว่ค่อย ๆ ลุกลงจากเตียงช้า ๆ แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่แววตากลับเย็นเฉียบจนน่ากลัว นางเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าชุ่ยหลานที่กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บ ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อย
“เจ็บหรือ?” น้ำเสียงนุ่มนวลจนขนลุก ชุ่ยหลานเงยหน้ามองนางด้วยความหวาดกลัว นี่ไม่ใช่องค์หญิงเก้าคนเดิม ไม่ใช่หญิงอ่อนแอที่เอาแต่ร้องไห้อีกต่อไปแล้ว
ซูเยว่ยิ้มบาง ๆ “จำไว้…ต่อไปนี้ หากคิดรังแกข้า…” นางกดเสียงต่ำลงช้า ๆ “ข้าจะคืนกลับเป็นสิบเท่า”
บรรยากาศทั้งห้องเงียบกริบ แม้แต่เสียงลมด้านนอกยังเหมือนหยุดลง อวิ๋นเอ๋อร์รีบคุกเข่าลงทันที
“องค์หญิงไว้ชีวิตด้วยเพคะ! บ่าว…บ่าวไม่กล้าแล้ว!”
ซูเยว่หันมองนางช้า ๆ เพียงสายตาเดียวก็ทำให้อีกฝ่ายตัวสั่น หญิงสาวยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนมองตำหนักทรุดโทรมรอบด้าน ชีวิตใหม่ของนางเริ่มต้นที่นี่ ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยคนเหยียบย่ำผู้อ่อนแอ แต่ครั้งนี้… นางจะไม่ยอมเป็นเหยื่ออีกแล้ว
ไม่มีวัน…เด็ดขาด…
ตัวแทนเจ้าสาว
เช้าวันต่อมา หิมะบาง ๆ เริ่มโปรยลงจากฟ้า ตำหนักร้างขององค์หญิงเก้ายังคงเงียบงันและหนาวเย็นเหมือนเดิม เพียงแต่บรรยากาศต่างออกไปเล็กน้อย อย่างน้อย…ตอนนี้ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะนางต่อหน้าอีกแล้ว
หลังเหตุการณ์ชุ่ยหลานถูกน้ำร้อนลวก ข่าวเรื่อง “องค์หญิงเก้าเปลี่ยนไป” ก็แพร่กระจายไปทั่ววังอย่างรวดเร็ว ขันทีและนางกำนัลหลายคนเริ่มหวาดกลัว บางคนถึงขั้นลือกันว่าองค์หญิงเก้าถูกผีสิง
ซูเยว่ หรือหลี่อันในตอนนี้เพียงนั่งเงียบอยู่หน้าโต๊ะไม้เก่า มือเรียวเปิดดูตำราสมุนไพรที่หาได้จากในห้องเก็บของเก่า
เซียวจิ่นเหยียนหันขวับ รถม้าของคณะราชทูตคันหนึ่งลื่นออกจากร่องถนน ล้อด้านขวาไถลเข้าใกล้ขอบเหว ม้าสองตัวตกใจดิ้นอย่างรุนแรง“ช่วยด้วย!”“ตัดสายม้า!”“อย่าให้รถตก!”ทหารหลายคนวิ่งเข้าไป แต่พื้นโคลนทำให้ยืนแทบไม่อยู่เซียวจิ่นเหยียนหันกลับมาหารถของภรรยา “หยุดตรงนี้!”องครักษ์รีบเข้ามาล้อมรถทันที“คุ้มกันฮูหยินกับคุณชายน้อย ห้ามออกจากตำแหน่ง!”“ขอรับ!”หลี่อันเปิดม่าน “จิ่นเหยียน!”“ข้าต้องไปด้านหน้า”“ไปเถิด”เขามองนาง “รอข้าอยู่ตรงนี้”“ข้ารู้”“อย่าไปไหน”“เซียวจิ่นเหยียน!”ชายหนุ่มชะงัก “ช่วยคนก่อน”คำพูดนั้นทำให้เขาตัดสินใจ “ข้าจะกลับมา”เขาหันม้าควบฝ่าฝนไปด้านหน้า หลี่อันมองตามจนมองไม่เห็น ความรู้สึกหนักอึ้งในอกกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง“เหอจง”องครักษ์คนสนิทเข้ามาใกล้ “ขอรับ”“คนลับสองคนนั้นอยู่ไหน”“ยังตามอยู่ด้านหลังขอรับ”“ให้เข้ามาใกล้ขึ้น”“ตอนนี้เลยหรือ”“ตอนนี้”เหอจงไม่ถามอีก “
นายทหารคนหนึ่งกลับมีสีหน้าลำบากใจ“ท่านแม่ทัพ หากอยู่ที่นี่ต่อก็มีความเสี่ยงขอรับ เมื่อคืนคนในพื้นที่แจ้งว่าลำธารเหนือเมืองเริ่มสูงขึ้น หากฝนตกหนักอีกหลายวัน ถนนด้านหลังอาจถูกน้ำตัด เราอาจติดอยู่ระหว่างสองเส้นทาง”หลี่อันขมวดคิ้ว “หมายความว่าเดินหน้าก็เสี่ยง ถอยหลังก็อาจไม่ได้”“ขอรับ”เซียวจิ่นเหยียนถาม “สถานีพักแห่งถัดไปอยู่ไกลเท่าใด”“หากเดินทางตามปกติ ก่อนค่ำจะถึงขอรับ”“ถ้าฝนตก?”“อาจช้ากว่านั้นสองถึงสามชั่วยาม”ชายหนุ่มมองแผนที่อีกครั้ง เขาไม่ใช่คนลังเลเมื่อต้องตัดสินใจในสนามรบ แต่ครั้งนี้ภายในขบวนไม่ได้มีเพียงทหาร มีภรรยา มีลูก มีราชทูตและผู้ติดตามจำนวนมาก“ให้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม” เขาตัดสินใจ “ส่งคนขึ้นไปดูเมฆและทิศลมบนจุดสูง ถ้าอากาศไม่ดีขึ้น เราไม่ออก”“ขอรับ”หลี่อันมองสามี “ท่านกังวล”“เจ้าไม่กังวลหรือ”“กังวล”“เช่นนั้นวันนี้เจ้ากับลูกอยู่ในรถตลอดทาง”นางถอนหายใจ “ยังไม่ทันออกเดินทาง ท่านเริ่มแล้วหรือ”“เริ่มอะไร”“สั่งข้า”“ข้าไม่ได้สั่ง”
หานจื่อเฉิงสะดุ้ง เขาหันไปเห็นบุตรชายของหลี่อันยืนอยู่ใต้ชายคา โดยมีองครักษ์ตามหลัง เด็กชายถือห่อผ้าเล็ก ๆ“เหตุใดยังไม่นอน” หานจื่อเฉิงถาม“ข้ามาหาท่าน”“หา?”เด็กชายเดินเข้ามาแล้วยื่นห่อผ้าให้ “ท่านแม่ให้เอายามา”หานจื่อเฉิงมองห่อในมือ “เหตุใดองค์หญิงไม่ให้คนอื่นมา”“ข้าขอมาเอง”“ทำไม”“เพราะท่านเคยช่วยข้า” เด็กชายยิ้ม “แล้วท่านแม่บอกว่าคนเจ็บต้องกินยาตรงเวลา”มือของหานจื่อเฉิงค้างอยู่กลางอากาศ ในห้องด้านหลัง เฟยซิ่นกำลังวางแผนพรากเด็กคนนี้ออกจากครอบครัวแต่เด็กกลับยืนตรงหน้าเขาและนำยามาให้ด้วยตัวเอง“รับสิ” เด็กชายเร่งหานจื่อเฉิงจึงรับห่อยา “ขอบคุณ”“ท่านยังเจ็บไหม”“นิดหน่อย”“หมอบอกว่าจะหายหรือไม่”“หาย”“ดี” เด็กชายยิ้มกว้าง “ถ้าท่านหายแล้ว ข้าจะให้ท่านสอนขี่ม้า”หานจื่อเฉิงมองใบหน้าไร้เดียงสานั้น “พ่อเจ้าไม่สอนหรือ”“ท่านพ่อสอน แต่ท่านพ่อดุ”องครักษ์ด้านหลังรีบก้มหน้า หานจื่อเฉิงเกือบหัวเราะ“ถ้าท่านแม่ทัพได้ยิน…”เด็กชายรีบยกนิ้วแ
เฟยซิ่นนิ่ง หานจื่อเฉิงมองนางอย่างผิดหวัง“นี่คือสิ่งที่คุณหนูต้องการใช่หรือไม่”ไม่มีคำตอบ “ต้องการให้เซียวจิ่นเหยียนคิดว่าภรรยากับลูกหายไปในพายุ”เฟยซิ่นเบือนหน้าเพียงเท่านั้นก็เป็นคำตอบแล้ว หานจื่อเฉิงเข้าใจทุกอย่าง“เพราะคุณหนูรักเขา”ร่างเฟยซิ่นแข็ง “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”“แล้วองค์หญิงกับลูกเกี่ยวอะไร”“เพราะตราบใดที่นางอยู่ เขาไม่มีวันมองข้า!” เสียงนั้นหลุดออกมาในที่สุดความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เฟยซิ่นหอบหายใจ นางรู้ตัวว่าพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมาแล้ว แต่ไม่คิดจะถอนคำพูด“ใช่” นางกล่าว “ข้ารักเขา”หานจื่อเฉิงมองหญิงสาวที่ตนเคารพมาตั้งแต่นางยังเด็ก “เขามีภรรยาแล้ว”“ข้ารู้”“มีลูกแล้ว”“ข้ารู้!”“และเขารักพวกเขา” ประโยคนั้นเหมือนมีดแทงตรงจุดที่เฟยซิ่นเจ็บที่สุด“หยุด”“คุณหนูควรหยุด
คำสั่งลับกลางคืนฝนตกหนักอีกครั้งหลังยามค่ำ เสียงหยดน้ำกระหน่ำหลังคาสถานีพักม้าจนแทบกลบเสียงลมที่พัดผ่านช่องเขา ขบวนของเซียวจิ่นเหยียนยังไม่สามารถเดินทางต่อได้ เพราะหินจำนวนมากจากเหตุถล่มในตอนกลางวันยังขวางถนนอยู่ ทหารต้องผลัดเวรกันทำงานเพื่อเปิดเส้นทาง ขณะที่ผู้บาดเจ็บถูกจัดให้อยู่ในเรือนพักด้านในหานจื่อเฉิงเป็นหนึ่งในนั้นบาดแผลบริเวณต้นขาถูกพันด้วยผ้าสะอาด ไหล่ยังปวดจากแรงกระแทก แต่หลังพักหลายชั่วยามอาการก็ดีขึ้นจนสามารถลุกเดินได้โดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุงหมอสั่งเด็ดขาดว่าเขาไม่ควรขี่ม้าในช่วงสองสามวันนี้แต่หานจื่อเฉิงไม่ใช่คนที่นอนนิ่งได้ง่าย ยิ่งเมื่อนึกถึงคำสั่งลับของเฟยซิ่น เขายิ่งไม่อาจหลับลง สตรีกับเด็ก เส้นทางร้าง เสบียงสิบวัน ม้าสำหรับเดินทางไกล ทุกอย่างที่เคยเป็นเพียงความสงสัยกลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากวันนี้หลังจากหลี่อันช่วยชีวิตเขาไว้เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งหานจื่อเฉิงลืมตา “ใคร”“ข้าเอง” เสียงหญิงสาวจากด้านนอกทำให้เขาจำได้ทันที สาวใช้คนสนิทของเฟยซิ่นเปิดประตูเข้ามา“คุณหนูเรียกพบ”
เขาจับมือทั้งสองข้างของนางขึ้นมา เลือดยังเปื้อนอยู่เต็มฝ่ามือสีหน้าเซียวจิ่นเหยียนเคร่งลง “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”“ไม่มี”“แน่ใจ?”“เลือดไม่ใช่ของข้า”“ข้ารู้ แต่ถามไว้ก่อน”หลี่อันมองสามี “ท่านเองล่ะ”“ไม่เป็นไร”นางกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “แขนเสื้อขาด”“โดนกิ่งไม้”“มีเลือด”“แค่ถลอก”หลี่อันหรี่ตา “เมื่อครู่ใครเป็นคนถามข้าว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”เซียวจิ่นเหยียนเงียบ“กลับไปทำแผลด้วยกัน”เขาจึงยอมเมื่อทั้งสองกลับถึงรถม้า เด็กชายรีบพุ่งเข้าหามารดา“ท่านแม่!”หลี่อันกอดลูกทันที “แม่อยู่นี่”“ข้าได้ยินว่ามีคนเจ็บ”“ใช่”“ท่านอาหานหรือ”นางประหลาดใจ “เจ้ารู้แล้ว?”“พี่องครักษ์บอก”







