เข้าสู่ระบบ“พอได้แล้ว!” ผู้จัดการตบโต๊ะดังปัง “หลักฐานทุกอย่างชี้มาที่เธอ!”
ทันใดนั้น ซูเหม่ยที่นั่งอยู่มุมห้องก็ทำหน้าเศร้า ก่อนพูดเสียงสั่น “พี่…ถ้าพี่ลำบากเรื่องเงิน ทำไมไม่บอกฉัน…”
ซูเยว่หันไปมองทันที อีกฝ่ายกำลังแสดงละครอีกแล้ว “ซูเหม่ย!”
“พอเถอะพี่…” ซูเหม่ยทำเหมือนจะร้องไห้ “ฉันไม่โกรธพี่หรอก”
ทันทีนั้น เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทั่วห้อง
“น่าสงสารน้องสาวจัง”
“พี่แท้ ๆ ยังกล้าใส่ร้ายอีก”
ซูเยว่รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ไม่มีใครฟังนางเลย สุดท้าย หนังสือไล่ออกก็ถูกโยนมาตรงหน้า
“ออกไปจากบริษัทซะ ก่อนที่เราจะแจ้งตำรวจ”
ฝนเริ่มตกตอนที่ซูเยว่เดินออกจากบริษัท นางยืนอยู่หน้าตึกสูงใหญ่ มองกล่องกระดาษที่บรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้น ทั้งชีวิตทำงานหนักเพื่อที่นี่แต่สุดท้าย…กลับถูกโยนทิ้งเหมือนขยะ
ติ๊ง...โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง เป็นข้อความจากโรงพยาบาล
“หากยังไม่ชำระค่ารักษาภายในสามวัน ทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องยุติการรักษา”
มือของซูเยว่าสั่นเล็กน้อย ยังไม่ทันตั้งสติ ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมาอีก เป็นรูปถ่ายจากซูเหม่ย ในภาพ อดีตแฟนของนางกำลังนั่งดินเนอร์กับซูเหม่ยอย่างสนิทสนม ใต้ภาพมีข้อความสั้น ๆ
“ขอบคุณนะพี่ ที่ยกทุกอย่างให้ฉันง่าย ๆ แบบนี้”
ซูเยว่จ้องหน้าจอค้าง ก่อนเสียงหัวเราะแหบพร่าจะหลุดออกมา น้ำตาไหลลงอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
“ทำไม…”
“ทำไมต้องเป็นฉัน…”
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่กลางถนน สภาพเปียกปอนไปทั้งตัว รถราวิ่งผ่านอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีใครสนใจหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังพังทลาย นางหยุดเดินกลางสะพานลอย มือกำโทรศัพท์แน่น ชีวิตทั้งชีวิตของนางไม่เคยได้รับความยุติธรรม ถูกใช้งาน ถูกเหยียบย่ำ หนำซ้ำถูกทรยศ แม้แต่ตอนที่ล้มลง ก็ไม่มีใครยื่นมือมาช่วย
ซูเยว่เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้ม
“ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง…ฉันจะไม่ยอมให้ใครรังแกฉันอีก…”
ตอนที่ 2
ปี๊นนนนน!! เสียงแตรรถดังสนั่น หญิงสาวหันกลับไปช้า ๆ ไฟหน้ารถบรรทุกส่องทะลุม่านฝนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
โครม!!! ร่างบางถูกชนกระเด็นอย่างแรง โทรศัพท์หลุดจากมือ กระแทกพื้นแตกละเอียด เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลนองไปตามพื้นถนนปะปนกับน้ำฝน เสียงผู้คนกรีดร้องดังอยู่ไกล ๆ แต่ซูเยว่กลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว ภาพสุดท้ายที่เห็น คือท้องฟ้ามืดดำและสายฝนเย็นเฉียบ หยาดน้ำตาไหลลงข้างแก้มช้า ๆ นางยังไม่ได้แก้แค้น ยังไม่ได้ปกป้องแม่ ยังไม่ได้ทำให้คนพวกนั้นชดใช้
“ถ้าชาติหน้ามีจริง…” เสียงแผ่วเบาหายไปพร้อมลมหายใจสุดท้าย “ฉันจะไม่เป็นคนอ่อนแออีก…”
องค์หญิงเก้าผู้ถูกลืม
ความมืดมิดอันเย็นเยียบค่อย ๆ จางหายไปช้า ๆ สิ่งแรกที่ซูเยว่สัมผัสได้คือ “ความหนาว”
หนาวจนเหมือนกระดูกทั้งร่างถูกแช่อยู่ในน้ำแข็ง ลมหายใจติดขัด หน้าอกเจ็บราวถูกหินกดทับ หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น พยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก กลิ่นสมุนไพรขมฝาดลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
เหนือศีรษะคือเพดานไม้เก่า ๆ ที่มีรอยแตกร้าว ผ้าม่านสีซีดขาดรุ่งริ่งปลิวไหวตามแรงลมเย็นจากหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท
ซูเยว่นิ่งค้างไปชั่วขณะ นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่ใช่ถนนที่เธอถูกรถชน และไม่ใช่ห้องใต้หลังคาแคบ ๆ ของนางแน่นอน
“ฉัน…ยังไม่ตายหรือ…”
เสียงที่หลุดออกมากลับแผ่วเบาและแหบพร่าอย่างประหลาด ทันใดนั้นความเจ็บปวดพลันแล่นเข้าสมองอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำมากมายทะลักเข้ามาเหมือนกระแสน้ำ
ตำหนักเย็น เสียงหัวเราะเยาะ อาหารบูดเน่า การถูกโบย การถูกผลักตกบันได รวมถึงชื่อหนึ่งที่ดังซ้ำอยู่ในหัว
“หลี่อัน…”
ซูเยว่หอบหายใจแรง มือกุมศีรษะแน่น นี่ไม่ใช่ร่างของเธอ
ร่างนี้คือ “องค์หญิงเก้าหลี่อัน” แห่งแคว้นต้าเซิ่ง พระธิดาที่เกิดจากสนมต่ำศักดิ์ หลังมารดาเสียชีวิตก็ถูกทอดทิ้งไว้ในตำหนักร้าง ไม่มีผู้ใดเหลียวแล
แม้แต่ข้ารับใช้ยังกล้ารังแก และเมื่อสามวันก่อน…องค์หญิงเก้าถูกนางกำนัลผลักล้มจนศีรษะกระแทกพื้น ก่อนจะสิ้นใจอย่างเงียบงัน
เซียวจิ่นเหยียนหันขวับ รถม้าของคณะราชทูตคันหนึ่งลื่นออกจากร่องถนน ล้อด้านขวาไถลเข้าใกล้ขอบเหว ม้าสองตัวตกใจดิ้นอย่างรุนแรง“ช่วยด้วย!”“ตัดสายม้า!”“อย่าให้รถตก!”ทหารหลายคนวิ่งเข้าไป แต่พื้นโคลนทำให้ยืนแทบไม่อยู่เซียวจิ่นเหยียนหันกลับมาหารถของภรรยา “หยุดตรงนี้!”องครักษ์รีบเข้ามาล้อมรถทันที“คุ้มกันฮูหยินกับคุณชายน้อย ห้ามออกจากตำแหน่ง!”“ขอรับ!”หลี่อันเปิดม่าน “จิ่นเหยียน!”“ข้าต้องไปด้านหน้า”“ไปเถิด”เขามองนาง “รอข้าอยู่ตรงนี้”“ข้ารู้”“อย่าไปไหน”“เซียวจิ่นเหยียน!”ชายหนุ่มชะงัก “ช่วยคนก่อน”คำพูดนั้นทำให้เขาตัดสินใจ “ข้าจะกลับมา”เขาหันม้าควบฝ่าฝนไปด้านหน้า หลี่อันมองตามจนมองไม่เห็น ความรู้สึกหนักอึ้งในอกกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้ง“เหอจง”องครักษ์คนสนิทเข้ามาใกล้ “ขอรับ”“คนลับสองคนนั้นอยู่ไหน”“ยังตามอยู่ด้านหลังขอรับ”“ให้เข้ามาใกล้ขึ้น”“ตอนนี้เลยหรือ”“ตอนนี้”เหอจงไม่ถามอีก “
นายทหารคนหนึ่งกลับมีสีหน้าลำบากใจ“ท่านแม่ทัพ หากอยู่ที่นี่ต่อก็มีความเสี่ยงขอรับ เมื่อคืนคนในพื้นที่แจ้งว่าลำธารเหนือเมืองเริ่มสูงขึ้น หากฝนตกหนักอีกหลายวัน ถนนด้านหลังอาจถูกน้ำตัด เราอาจติดอยู่ระหว่างสองเส้นทาง”หลี่อันขมวดคิ้ว “หมายความว่าเดินหน้าก็เสี่ยง ถอยหลังก็อาจไม่ได้”“ขอรับ”เซียวจิ่นเหยียนถาม “สถานีพักแห่งถัดไปอยู่ไกลเท่าใด”“หากเดินทางตามปกติ ก่อนค่ำจะถึงขอรับ”“ถ้าฝนตก?”“อาจช้ากว่านั้นสองถึงสามชั่วยาม”ชายหนุ่มมองแผนที่อีกครั้ง เขาไม่ใช่คนลังเลเมื่อต้องตัดสินใจในสนามรบ แต่ครั้งนี้ภายในขบวนไม่ได้มีเพียงทหาร มีภรรยา มีลูก มีราชทูตและผู้ติดตามจำนวนมาก“ให้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม” เขาตัดสินใจ “ส่งคนขึ้นไปดูเมฆและทิศลมบนจุดสูง ถ้าอากาศไม่ดีขึ้น เราไม่ออก”“ขอรับ”หลี่อันมองสามี “ท่านกังวล”“เจ้าไม่กังวลหรือ”“กังวล”“เช่นนั้นวันนี้เจ้ากับลูกอยู่ในรถตลอดทาง”นางถอนหายใจ “ยังไม่ทันออกเดินทาง ท่านเริ่มแล้วหรือ”“เริ่มอะไร”“สั่งข้า”“ข้าไม่ได้สั่ง”
หานจื่อเฉิงสะดุ้ง เขาหันไปเห็นบุตรชายของหลี่อันยืนอยู่ใต้ชายคา โดยมีองครักษ์ตามหลัง เด็กชายถือห่อผ้าเล็ก ๆ“เหตุใดยังไม่นอน” หานจื่อเฉิงถาม“ข้ามาหาท่าน”“หา?”เด็กชายเดินเข้ามาแล้วยื่นห่อผ้าให้ “ท่านแม่ให้เอายามา”หานจื่อเฉิงมองห่อในมือ “เหตุใดองค์หญิงไม่ให้คนอื่นมา”“ข้าขอมาเอง”“ทำไม”“เพราะท่านเคยช่วยข้า” เด็กชายยิ้ม “แล้วท่านแม่บอกว่าคนเจ็บต้องกินยาตรงเวลา”มือของหานจื่อเฉิงค้างอยู่กลางอากาศ ในห้องด้านหลัง เฟยซิ่นกำลังวางแผนพรากเด็กคนนี้ออกจากครอบครัวแต่เด็กกลับยืนตรงหน้าเขาและนำยามาให้ด้วยตัวเอง“รับสิ” เด็กชายเร่งหานจื่อเฉิงจึงรับห่อยา “ขอบคุณ”“ท่านยังเจ็บไหม”“นิดหน่อย”“หมอบอกว่าจะหายหรือไม่”“หาย”“ดี” เด็กชายยิ้มกว้าง “ถ้าท่านหายแล้ว ข้าจะให้ท่านสอนขี่ม้า”หานจื่อเฉิงมองใบหน้าไร้เดียงสานั้น “พ่อเจ้าไม่สอนหรือ”“ท่านพ่อสอน แต่ท่านพ่อดุ”องครักษ์ด้านหลังรีบก้มหน้า หานจื่อเฉิงเกือบหัวเราะ“ถ้าท่านแม่ทัพได้ยิน…”เด็กชายรีบยกนิ้วแ
เฟยซิ่นนิ่ง หานจื่อเฉิงมองนางอย่างผิดหวัง“นี่คือสิ่งที่คุณหนูต้องการใช่หรือไม่”ไม่มีคำตอบ “ต้องการให้เซียวจิ่นเหยียนคิดว่าภรรยากับลูกหายไปในพายุ”เฟยซิ่นเบือนหน้าเพียงเท่านั้นก็เป็นคำตอบแล้ว หานจื่อเฉิงเข้าใจทุกอย่าง“เพราะคุณหนูรักเขา”ร่างเฟยซิ่นแข็ง “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”“แล้วองค์หญิงกับลูกเกี่ยวอะไร”“เพราะตราบใดที่นางอยู่ เขาไม่มีวันมองข้า!” เสียงนั้นหลุดออกมาในที่สุดความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง เฟยซิ่นหอบหายใจ นางรู้ตัวว่าพูดสิ่งที่เก็บไว้ในใจออกมาแล้ว แต่ไม่คิดจะถอนคำพูด“ใช่” นางกล่าว “ข้ารักเขา”หานจื่อเฉิงมองหญิงสาวที่ตนเคารพมาตั้งแต่นางยังเด็ก “เขามีภรรยาแล้ว”“ข้ารู้”“มีลูกแล้ว”“ข้ารู้!”“และเขารักพวกเขา” ประโยคนั้นเหมือนมีดแทงตรงจุดที่เฟยซิ่นเจ็บที่สุด“หยุด”“คุณหนูควรหยุด
คำสั่งลับกลางคืนฝนตกหนักอีกครั้งหลังยามค่ำ เสียงหยดน้ำกระหน่ำหลังคาสถานีพักม้าจนแทบกลบเสียงลมที่พัดผ่านช่องเขา ขบวนของเซียวจิ่นเหยียนยังไม่สามารถเดินทางต่อได้ เพราะหินจำนวนมากจากเหตุถล่มในตอนกลางวันยังขวางถนนอยู่ ทหารต้องผลัดเวรกันทำงานเพื่อเปิดเส้นทาง ขณะที่ผู้บาดเจ็บถูกจัดให้อยู่ในเรือนพักด้านในหานจื่อเฉิงเป็นหนึ่งในนั้นบาดแผลบริเวณต้นขาถูกพันด้วยผ้าสะอาด ไหล่ยังปวดจากแรงกระแทก แต่หลังพักหลายชั่วยามอาการก็ดีขึ้นจนสามารถลุกเดินได้โดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุงหมอสั่งเด็ดขาดว่าเขาไม่ควรขี่ม้าในช่วงสองสามวันนี้แต่หานจื่อเฉิงไม่ใช่คนที่นอนนิ่งได้ง่าย ยิ่งเมื่อนึกถึงคำสั่งลับของเฟยซิ่น เขายิ่งไม่อาจหลับลง สตรีกับเด็ก เส้นทางร้าง เสบียงสิบวัน ม้าสำหรับเดินทางไกล ทุกอย่างที่เคยเป็นเพียงความสงสัยกลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากวันนี้หลังจากหลี่อันช่วยชีวิตเขาไว้เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้งหานจื่อเฉิงลืมตา “ใคร”“ข้าเอง” เสียงหญิงสาวจากด้านนอกทำให้เขาจำได้ทันที สาวใช้คนสนิทของเฟยซิ่นเปิดประตูเข้ามา“คุณหนูเรียกพบ”
เขาจับมือทั้งสองข้างของนางขึ้นมา เลือดยังเปื้อนอยู่เต็มฝ่ามือสีหน้าเซียวจิ่นเหยียนเคร่งลง “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”“ไม่มี”“แน่ใจ?”“เลือดไม่ใช่ของข้า”“ข้ารู้ แต่ถามไว้ก่อน”หลี่อันมองสามี “ท่านเองล่ะ”“ไม่เป็นไร”นางกวาดตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า “แขนเสื้อขาด”“โดนกิ่งไม้”“มีเลือด”“แค่ถลอก”หลี่อันหรี่ตา “เมื่อครู่ใครเป็นคนถามข้าว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”เซียวจิ่นเหยียนเงียบ“กลับไปทำแผลด้วยกัน”เขาจึงยอมเมื่อทั้งสองกลับถึงรถม้า เด็กชายรีบพุ่งเข้าหามารดา“ท่านแม่!”หลี่อันกอดลูกทันที “แม่อยู่นี่”“ข้าได้ยินว่ามีคนเจ็บ”“ใช่”“ท่านอาหานหรือ”นางประหลาดใจ “เจ้ารู้แล้ว?”“พี่องครักษ์บอก”







