Masuk
ซ่า!
เสียงแหวกว่ายผ่านมวลน้ำดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำ หลินเวย สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ตามสัญชาตญาณ มือเรียวขาวยื่นออกไปข้างหน้า หวังจะคว้าจับขอบสระกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามของโรงแรมหรูระดับห้าดาว
ทว่า... สัมผัสที่ปลายนิ้วกลับไม่ใช่ความเรียบลื่นของกระเบื้อง
แต่มันคือความขรุขระของหินธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำลื่นมือ!
"นี่มัน..."
หญิงสาวชะงักกึก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัดแก่สายตา แทนที่จะเป็นเพดานกระจกสูงโปร่งและแสงไฟสลัวสุดโรแมนติกของสระว่ายน้ำในร่ม สิ่งที่นางเห็นกลับเป็นท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่เริ่มทอแสงสลัวยามพลบค่ำ และศาลาทรงเก๋งจีนโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ฮูหยินตกน้ำ!"
เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังระงมไปทั่วบริเวณ หลินเวยยังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ร่างของนางก็ถูกมือปริศนาหลายคู่ฉุดกระชากขึ้นจากน้ำอย่างทุลักทุเล
"เร็วเข้า! รีบดึงฮูหยินขึ้นมา!"
ความหนาวเหน็บที่แตกต่างจากน้ำอุ่นในสระโรงแรมโดยสิ้นเชิง แทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำ หลินเวยตัวสั่นเทาขณะถูกลากขึ้นไปกองอยู่บนพื้นหญ้า นางสำลักน้ำออกมาสองสามครั้ง พยายามกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความตื่นตระหนก
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น?
เมื่อครู่นี้... นางจำได้แม่นยำว่ากำลังว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์อย่างสบายใจเฉิบ กำลังจะแตะขอบสระเพื่อพักเหนื่อย แต่พอมุดหัวขึ้นมาจากน้ำอีกที ทำไมถึงมาโผล่ในบึงบัวกลางสวนแบบนี้ได้!
"ฮูหยิน! ฮูหยินเจ้าคะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!"
เสียงร้องไห้ปนสะอึกสะอื้นดังขึ้นใกล้หู พร้อมกับร่างเล็กของเด็กสาวนางหนึ่งที่พุ่งเข้ามาประคองร่างของหลินเวยไว้แน่น เด็กสาวคนนั้นใบหน้าเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ร้องเรียกนางซ้ำๆ อย่างตื่นตระหนก
"เสี่ยวชุ่ย" (สาวใช้คนสนิท) รีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนมาห่มให้ผู้เป็นนาย พลางหันไปตวาดบ่าวไพร่คนอื่นๆ เสียงสั่น "พวกเจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่! รีบไปตามท่านหมอเร็วเข้า ฮูหยินตัวเย็นเฉียบไปหมดแล้ว!"
หลินเวยมองเด็กสาวตรงหน้าที่เรียกตนเองว่า 'ฮูหยิน' ด้วยความมึนงง สมองของนางว่างเปล่าขาวโพลนราวกับกระดาษ
ฮูหยิน? ใครคือฮูหยิน? แล้วเด็กคนนี้... ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากกองถ่ายละครย้อนยุค?
นางก้มลงมองสภาพตัวเอง แล้วก็ต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ชุดว่ายน้ำทูพีซดีไซน์เก๋ไก๋จากแบรนด์ดังที่นางใส่อยู่หายไปไหน? ทำไมตอนนี้ร่างกายของนางถึงเปียกโชกไปด้วยชุดผ้าไหมรุ่มร่ามหลายชั้นที่หนักอึ้งเมื่ออุ้มน้ำ
ความทรงจำสุดท้ายแล่นปราดเข้ามาในหัวราวกับฉายภาพซ้ำ...
แพรว คือดีไซเนอร์สาวดาวรุ่งพุ่งแรงจากเมืองไทย นางเพิ่งจะบินลัดฟ้ามาร่วมงานแฟชั่นโชว์ระดับโลกที่ปักกิ่ง ท่ามกลางเสียงปรบมือและแสงแฟลชวูบวาบ นางประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา นางจึงกลับมาพักผ่อนที่โรงแรม และลงไปว่ายน้ำเพื่อคลายความเหนื่อยล้า
จังหวะที่นางดำดิ่งลงไปใต้น้ำและกำลังจะโผล่พ้นผิวน้ำนั่นแหละ... คือวินาทีที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
"ฮูหยิน... ท่านอย่าเงียบไปเช่นนี้สิเจ้าคะ บ่าวใจคอไม่ดีเลย" เสี่ยวชุ่ยเขย่าแขนนางเบาๆ
หลินเวยอยากจะเอ่ยปากถาม อยากจะตะโกนร้องว่า 'ที่นี่ที่ไหน' แต่ลำคอของนางกลับตีบตัน ความช็อคทำให้เสียงของนางหายไป นางทำได้เพียงส่ายหน้าช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่สถาปัตยกรรมรอบตัวและผู้คนที่รายล้อม
ทรงผมเกล้ามวยปักปิ่น เสื้อคอปกไขว้ แขนเสื้อกว้าง รองเท้าผ้าปัก...
นี่ไม่ใช่ความฝัน...
หลินเวยหลับตาลงแน่นแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง หวังว่าภาพตรงหน้าจะหายไป แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม นางโผล่ขึ้นมาจากสระว่ายน้ำที่ปักกิ่ง แล้วมาโผล่ที่ยุคโบราณแห่งนี้ได้อย่างไร!
ร่างที่เปียกปอนของหลินเวยถูกพาเข้ามายังเรือนนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหราทว่าดูเงียบเหงา เสี่ยวชุ่ยและสาวใช้อีกสองนางรีบร้อนจัดเตรียมน้ำอุ่นในถังไม้ใบใหญ่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกลีบกุหลาบที่ลอยฟุ้งไม่ได้ช่วยให้จิตใจของนางสงบลงได้เลย
หลินเวยถูกจับถอดชุดที่เปียกชุ่มและเช็ดตัวราวกับตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต นางปล่อยให้พวกสาวใช้จับหมุนซ้ายขวา สวมใส่ชุดผ้าไหมตัวใหม่สีกลีบบัวที่แห้งสนิท ทั้งที่ในหัวยังคงหมุนติ้ว
นี่มันบ้า... บ้าไปแล้วจริงๆ
นางพยายามตั้งสติ ฟังเสียงเจรจาของพวกสาวใช้ "เบามือหน่อย ฮูหยินผิวบางนัก" "รีบไปต้มน้ำขิงมาเร็วเข้า เดี๋ยวฮูหยินจะจับไข้"
เดี๋ยวนะ... ทำไม? หลินเวยขมวดคิ้วมุ่น นางเป็นคนไทยแท้ๆ แม้จะมาทำงานที่ปักกิ่งแต่ก็รู้ภาษาจีนแค่ระดับพื้นฐานสั่งข้าวซื้อของได้เท่านั้น แต่ทำไมตอนนี้... นางกลับฟังทุกคำที่คนพวกนี้พูดรู้เรื่องหมดทุกพยางค์! ราวกับมันเป็นภาษาแม่ของนางเอง
"ให้ตายเถอะ นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ชีวิตดีไซเนอร์ที่กำลังรุ่งโรจน์... แบรนด์เสื้อผ้าที่กำลังจะโกอินเตอร์... จบกันแค่นี้งั้นหรือ?
เสี่ยวชุ่ยประคองหลินเวยมานั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวเผลอเงยหน้าขึ้นมองวัตถุตรงหน้า มันไม่ใช่กระจกเงาใสแจ๋วแบบยุคปัจจุบัน แต่เป็น 'คันฉ่อง' ทองเหลืองที่ขัดจนเงาวับ
ภาพสะท้อนในนั้นทำให้หลินเวยต้องยกมือขึ้นทาบอก
ดวงตากลมโตหางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยดูโศกซึ้ง จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางเฉียบสีแดงระเรื่อ... นี่ไม่ใช่ใบหน้าของหลินเวย! แม้จะงดงามหยดย้อยปานล่มเมือง แต่มันคือใบหน้าของคนแปลกหน้า!
"พล็อตนิยายทะลุมิติ..." หลินเวยรำพึงเสียงสั่นเครือ "สวมร่าง... ย้อนอดีต... เรื่องพวกนี้มันมีอยู่จริงหรือเนี่ย"
"ฮูหยิน... ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ ท่านอย่าทำหน้าตาเช่นนั้น บ่าวกลัวนะเจ้าคะ" เสี่ยวชุ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อเห็นนายหญิงจ้องมองกระจกตาค้าง ไม่ยอมพูดจา
หลินเวยกำลังจะหันไปถามเพื่อความแน่ใจ แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับปาก
ปัง!
ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูแทบจะกระแทกฝาผนัง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนสาวใช้ทั้งสามต้องรีบคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นงันงก
หลินเวยหันขวับไปมอง แล้วก็ต้องตะลึง...
ผู้ชายคนนี้... หล่อ! หล่อแบบที่ดาราชายในงานแฟชั่นโชว์ที่นางเพิ่งไปร่วมงานยังต้องชิดซ้าย คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากได้รูป รูปร่างสูงโปร่งแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้ชุดคลุมสีเข้ม
ทว่า... แววตาที่เขามองมาที่นางนั้น กลับเต็มไปด้วยความรังเกียจและเอือมระอาถึงที่สุด
"ท่านแม่ทัพ..." เสี่ยวชุ่ยร้องเรียกเสียงแผ่ว
แม่ทัพเยว่เฉิน ไม่สนใจสาวใช้ สายตาเขาจับจ้องอยู่ที่สตรีที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่อง เขากัดฟันกรอดก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาบาดลึก
"ข้าเบื่อหน่ายกับละครตบตาของเจ้าเต็มทีแล้ว หลินเวย"
หลินเวยกะพริบตาปริบๆ "คะ?"
"เลิกแสร้งทำเป็นไขสือเสียที!" เยว่เฉินตวาดลั่น "คิดว่ากระโดดน้ำเรียกร้องความสนใจแล้วข้าจะใจอ่อนงั้นรึ? ตั้งแต่แต่งเจ้าเข้ามาในจวนแม่ทัพ วันไหนบ้างที่จวนของข้าจะมีความสงบสุข! มีแต่ความวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันเพราะความริษยาของเจ้า!"
หลินเวยอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน เดี๋ยวนะพ่อรูปหล่อ ฉันเพิ่งมาถึง ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!
"ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ แต่ไม่ใช่ด้วยความตาย..."
เยว่เฉินล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมา แล้วโยนใส่หน้านางอย่างไม่ไยดี
ฟึ่บ!
กระดาษแผ่นนั้นร่วงหล่นลงบนตักของหลินเวย
"นี่คือ หนังสือหย่า" น้ำเสียงของเขาไร้เยื่อใย "เก็บข้าวของของเจ้า แล้วไสหัวออกไปจากจวนข้าซะ บุญคุณที่บิดาเจ้าเคยมีต่อข้า ข้าจะหาทางชดใช้คืนให้วันหลัง แต่ตอนนี้... ข้าทนเห็นหน้าสตรีร้ายกาจเช่นเจ้าไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!"
พูดจบ เขาก็สะบัดชายเสื้อหันหลังเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นอายความโกรธเกรี้ยวที่ยังลอยวนอยู่ในอากาศ
หลินเวยหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู มือไม้สั่นเทา ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะช็อกจนตั้งตัวไม่ติด
สายตาเหลือบมองแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไป แล้วก้มมองตัวอักษรคำว่า 'หย่า' ตัวเบ้อเริ่มบนกระดาษ
สรุปสั้นๆ คือ... หนึ่ง... นางตายแล้ว (มั้ง) สอง... นางมาโผล่ในร่างใครก็ไม่รู้ สาม... สามีหล่อลากไส้ แต่เกลียดขี้หน้านางเข้ากระดูกดำ และสี่... ยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง ก็โดนถีบหัวส่งออกจากบ้านเสียแล้ว
"ซวย..." หลินเวยหัวเราะแห้งๆ ออกมา "แบบนี้เขาเรียกว่าซวยซ้ำซ้อนใช่ไหมเนี่ย"
++++++++++++++++++++++++++++
แนะนำนิยายเซต: แก๊งสามสาวทะลุมิติ
นิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในซีรีส์เซตแก๊งเพื่อนสาวจากยุคปัจจุบัน ที่จับพลัดจับผลูทะลุมิติมาป่วนหัวใจบุรุษแคว้นนี้ค่ะ! ใครที่โดนตกและชื่นชอบความผูกพันของพวกนาง สามารถตามไปฟินและเอาใจช่วยพวกนางให้ครบทั้ง 3 เรื่องได้ตามนี้เลยนะคะ 👇
📖 เรื่องที่ 1 : เกิดใหม่เป็นนางร้าย ขอหย่าให้ตายท่านอ๋องก็ไม่ยอม (เรื่องราวของ 'เยว่ซิน' กับ อ๋องจวิ้นอวี้)
📖 เรื่องที่ 2 : เกิดใหม่เป็นยาถอนพิษ...ของท่านอ๋องจอมเผด็จการ (เรื่องราวของ 'มู่หลาน' กับ อ๋องจวิ้นเจี๋ย)
📖 เรื่องที่ 3 : อดีตสามี... ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ (เรื่องราวของ 'หลินเวย' กับ แม่ทัพเยว่เฉิน)
ฝากติดตามผลงานทั้ง 3 เรื่องของ แคลร์ออสติน ด้วยนะคะ!
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่นแคว่ก!เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ เหงื่อไหลพรากราวกับเขื่อนแตก"บัดซบ...!" เขาคำรามในลำคอด้วยความเจ็บใจตลอดชีวิตการเป็นแม่ทัพ เขาใช้ชีวิตอยู่บนความระมัดระวังตัวเสมอ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและเล่ห์เหลี่ยมของสตรีในเรือนหลัง เขาไม่เคยพลาดท่าเสียทีให้กับยาปลุกกำหนัดชั้นต่ำพวกนี้มาก่อนแต่วันนี้... วันนี้เขากลับพลาด!เพียงเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องท่าทีที่เปลี่ยนไปของ หลินเวย ความหงุดหงิดที่นางทำหมางเมินใส่ทำให้สติสัมปชัญญะของเขาหย่อนยาน จนเผลอดื่มชาถ้วยนั้นลงไปโดยไม่ทันตรวจสอบ"ท่านแม่ทัพ! ท่านเป็นอะไรไปขอรับ!"มู่เฟิง ทหารคนสนิทรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ เจ้านายของเขาหายใจหอบถี่ ดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง"ยาปลุกกำหนัด... ข้าโดนยา..." เยว่เฉินเค้นเสียงรอดไรฟัน"ข้า
บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพังไหมเนี่ย"นางบ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ แม้ภายนอกจะดูสง่างามดุจคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แต่ภายในใจของ แพรว กำลังกรีดร้อง การนั่งรถม้าบนถนนหินขรุขระในยุคโบราณไม่ใช่เรื่องตลก ไม่มีโช้คอัพ ไม่มีเบาะนุ่มเด้ง มีแต่แรงกระแทกที่ส่งตรงถึงกระดูกสันหลังทุกวินาทีเกือบสองสัปดาห์แล้วที่นางต้องทนใช้ชีวิตในร่างนี้... ยอมรับตามตรงว่ามัน 'ไม่ง่าย' เลยถึงแม้จะได้เดินชมเมือง สัมผัสสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่งดงามราวกับภาพวาด ได้ไปไหว้พระขอพรที่วัดเก่าแก่บนยอดเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ความเจริญทางวัตถุที่หายไปก็ทำให้นางแทบคลั่งห้องน้ำแบบนั่งยองที่ไร้ระบบชักโครก... อาหารการกินที่เน้นรสจืดชืด มันเลี่ยน มีแต่แป้งกับผักต้ม..."คิดถึงส้มตำปูปลาร้า... คิดถึงผัดกะเพราไข่ดาวกรอบๆ..." หลินเวยกลืนน้ำลายลงคออย่
บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่ความจริงช่างโหดร้าย... นางยังคงติดอยู่ในร่างของสตรีโบราณผู้นี้"พ่อจ๋า... แม่จ๋า..."หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาลงสู่หมอน ภาพใบหน้าของบิดามารดาในโลกปัจจุบันฉายชัดในความทรงจำ ท่านทั้งสองแก่ชรามากแล้ว หากรู้ว่าลูกสาวคนเดียวจากไปอย่างกะทันหัน พวกท่านจะอยู่ต่อไปอย่างไร"หนูขอโทษ..." หลินเวยสะอื้นไห้เงียบๆ นางทิ้งเงินประกันชีวิตไว้สิบล้าน หวังว่ามันจะช่วยดูแลพ่อกับแม่แทนนางได้บ้างแม้จะมีเงินทองมากมายทิ้งไว้ให้ แต่เงินหรือจะสู้การมีชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างไร... ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจจนนางแทบไม่อยากลุกจากเตียง"ฮูหยิน... ทานโจ๊กสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะทรุดโทรมไปกันใหญ่"เสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง พลางป้อนอาหารให้นายหญิงอย่างเอาใจใส่ ตลอดสองวันที่ผ่านมา หลินเวยใช้เวลาส่วน
บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจง แต่รอยยิ้มที่ส่งมานั้นกลับเคลือบแฝงไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด"อ้าว... พี่หญิง"สตรีผู้ยืนอยู่ตรงกลางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม ก้าวออกมาข้างหน้า นางคือ 'หลิวรั่วเหยียน' อนุภรรยาคนโปรดที่มักทำตัวอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าท่านแม่ทัพ"ได้ข่าวว่าพี่หญิงพลัดตกลงไปในสระบัว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? น้องตกใจแทบแย่ เป็นห่วงว่าท่านจะเป็นอะไรไป"น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย พยายามบีบน้ำตาให้คลอเบ้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน"เจ้าจะไปถามนางทำไมกัน พี่หญิงรั่วเหยียน"สตรีอีกนางในชุดสีแดงเพลิง 'หวังซินอี๋' หัวเราะเสียงแหลม แทรกขึ้นมาทันควัน "ดูจากท่าทางนางสิ ก็ดูสบายดีจะตาย... ข้าว่าสิ่งที่เราควรจะถาม ไม่ใช่อาการป่วยไข้ แต่เป็นเรื่อง 'หนังสือหย่า' ที่ท่านแม่ทัพเพิ่งประทาน
บทที่ 2 : ความทรงจำที่หายไปเสี่ยวชุ่ยทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา นางมองแผ่นกระดาษที่ถูกทิ้งไว้บนตักของหลินเวยด้วยสายตาตัดพ้อ"ท่านแม่ทัพ... ทำเช่นนี้อีกแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดเขาถึงใจร้ายไล่ท่านออกจากจวนอีกแล้ว"คำว่า 'อีกแล้ว' สะดุดหูหลินเวยอย่างจังหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ในหัวสมองยังคงว่างเปล่าราวกับลานหิมะขาวโพลน นางพยายามนึกให้ออกว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร เจออะไรมาบ้าง แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งปวดหนึบที่ขมับ"นี่... เจ้าชื่อเสี่ยวชุ่ยใช่ไหม?" หลินเวยสูดหายใจลึก ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "เจ้ากับข้า... เราสนิทกันมากแค่ไหน?"เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความตกใจ "ฮูหยิน... ท่านถามอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ? บ่าวรับใช้ท่านมาตั้งแต่ท่านยังเป็นดรุณีน้อย เราเติบโตมาด้วยกัน บ่าวย่อมต้องภักดีต่อท่านยิ่งกว่าชีวิต""ดี..." หลินเวยพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ถ้าอย่างนั้น เจ้าต้องตั้งสติและฟังข้าให้ดี ตั้งแต่ข้าขึ้นมาจากน้ำ... ความทรงจำของข้ามันหายไปหมดแล้ว ข้าจำไม่ได้ว่าข้าเป็นใคร จำไม่ได้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ชายใจร้ายคนเมื่อกี้เป็นใคร... ข้าก็จำไม่ได้""ฮูหยิน!" เสี่ยวชุ่ยอุท







