เข้าสู่ระบบเมื่อซูเปียวเฉินกลับมาถึงบ้านก็พบน้องสาวและหลานชายบ้านเจียงนั่งรออยู่ เขาจึงยิ้มให้และทักทายอย่างกันเอง
“อ้าว อาเจี้ยน นี่มานั่งเล่นกับหวานหว่านเหรอ มาก็ดีแล้ว พี่ฝากไก่กลับไปให้ป้าอี้หน่อยสิ วันนี้พี่ไปดักไก่ป่ามาได้ตั้งสองตัว” เขาบอกพร้อมกับยกไก่ป่าขึ้นให้ทั้งสองคนดู
จางเจี้ยนคือหลานชายของสามีนางอี้ เด็กคนนี้น่าสงสาร เกิดมาไม่นานพ่อกับแม่ที่ไปหางานทำเมืองอื่น ก็เกิดอุบัติเหตุในเหมือง ทำตายไปพร้อมกันทั้งสองคน ครอบครัวของนางอี้จึงรับเลี้ยงไว้ แม้ว่าฐานะของทางบ้านไม่ดีก็ตาม
“โห วันนี่พี่ชายซูล่าไก่ป่ามาได้ตั้งสองตัว แต่มันจะดีเหรอครับที่จะให้ผมเอาไปน่ะ” จางเจี้ยนพูดด้วยท่าทีเกรงใจ แต่ก็มองไก่หนึ่งตัวอย่างไม่วางตา ในใจก็คิดถึงต้มไก่ที่ไม่ได้กินมานาน
“เอาไปเถอะ อย่าคิดมากเลย จะได้เอาไปให้ป้าอี้ทำอาหารกิน นายเองก็จะได้กินเนื้อไก่ด้วยยังไงล่ะ” ซูเปียวเฉินบอกพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
นอกจากน้องสาวแล้วก็มีเจ้าเด็กคนนี้นี่แหละ ที่เขามองว่าเป็นน้องอีกคน รวมถึงคนบ้านจางด้วยที่ดีกับเขาและน้องสาวมาก ป้าอี้เองก็คอยมาดูแลซูหวานหว่านให้ในตอนที่เขาไปทำงานอยู่บ่อย ๆ
“ขอบคุณมากครับพี่ชายซู ผมจะรีบเอาไปให้ย่าเลยครับ” เด็กชายพูดขอบคุณและยิ้มออกมาอย่างยินดี ก่อนจะยื่นมือไปรับไก่มาหนึ่งตัว แล้วรีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว เพื่อจะเอาไก่ตัวนี้ไปให้ย่าของตนเองทำอาหาร
เมื่อมองจางเจี้ยนไปสิ่งไปจนลับสายตาแล้ว ซูเปียวเฉินจึงหันกลับมาหาน้องสาว พร้อมกับชูไก่ที่เหลืออีกหนึ่งตัวให้ดูและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หวานหว่าน มื้อเที่ยงนี้น้องอยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะทำให้กินเอง”
“หวานหว่านชอบกินต้มไก่ แต่ตอนนี้พี่ชายเข้าบ้านก่อนนะ หวานหว่านมีเรื่องสำคัญจะบอก สำคัญมาก ๆ”
หญิงสาวบอกกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่พูดเธอก็ขมวดคิ้วเป็นปม เนื่องจากกังวลอยู่ในใจว่า
‘หากบอกเรื่องมิติกับพี่ชายไปแล้ว เขาจะเชื่อหรือเปล่า หรือจะคิดว่าฉันเป็นปีศาจแปลงกายมาหรือเปล่า เขาอาจจะกลัวฉันไปเลยก็ได้ แต่ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ฉันก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า และที่ตัดสินใจบอกตอนนี้เพราะคิดว่าบอกตอนไหนก็เหมือนกัน’
“เรื่องสำคัญอะไร แล้วทำไมหน้าตาของน้องถึงดูกังวลแบบนั้นล่ะ อย่างนั้นเรารีบเข้าบ้านกันก่อนดีกว่า แต่เดี๋ยวพี่จะเอาไก่ไปขังไว้ก่อน แล้วเรามานั่งคุยกัน”
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของน้องสาว ซูเปียวเฉินก็บอกอย่างจริงจังเหมือนกัน พอบอกน้องสาวเสร็จชายหนุ่มก็เดินเลี่ยงไปทางหลังบ้าน เพื่อเอาไก่ไปขังไว้ก่อน แล้วค่อยเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ก็มีซูหวานหว่านนั่งรออยู่ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
“เอาล่ะ ตอนนี้มีอะไรจะบอกพี่ก็พูดมาได้เลย พี่พร้อมที่จะรับฟังแล้ว” ชายหนุ่มบอกน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจัง และแสดงท่าทางว่าเขาพร้อมจะรับฟังทุกเรื่องของน้องสาวที่กำลังจะพูดออกมา ใจก็คิดว่า ‘หรือคนบ้านใหญ่คงมารังแกหวานหว่านอีกแล้ว หากเป็นอย่างที่คิด ฉันจะรีบไปจัดการอย่างทันที’
“พี่ชายดูนี่นะ” ซูหวานหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดขึ้นอย่างจริงจัง เหมือนจะส่งสัญญาณให้กับเขา
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั







