เข้าสู่ระบบจากนั้นเธอจึงชี้นิ้วไปที่บนโต๊ะตรงหน้า พริบตาเดียวก็มีเนื้อหมูและผลไม้วางอยู่ นี่จึงสร้างความตื่นตกใจให้กับซูเปียวเฉินจนแทบสิ้นสติ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะตื่นตกใจมากแค่ไหน แต่เขาก็พยายามรวบรวมสติกลับมาด้วยความรวดเร็วเหมือนกัน ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปโอบกอดน้องสาวไว้ พร้อมกับพูดเสียงสั่นออกมา
“หวานหว่าน นี่มันเกิดเรื่องอะไรกับน้องขึ้นมา ทำไมน้องถึงเอาอาหารออกมาจากอากาศได้ล่ะ” เขาถามด้วยความรู้สึกทั้งตื่นตกใจ ประหลาดใจ และยอมรับว่ามีความกลัวอยู่เล็กน้อย
“ปล่อยหวานหว่านก่อน หวานหว่านหายใจไม่ออก” หญิงสาวที่ถูกกอดกะทันหันก็ดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดของพี่ชาย
“ได้ ๆ พี่ขอโทษที่รัดน้องแรงไปหน่อย พี่แค่แปลกใจน่ะ” ชายหนุ่มที่ได้สติก็คลายอ้อมแขนออก
พอซูเปียวเฉินคลายอ้อมกอดออก หญิงสาวจึงสบตาเขาอย่างไม่หลบ และแต่งเรื่องราวเกี่ยวกับการมาของมิติให้พี่ชายได้รับรู้ช้า ๆ ส่วนพี่ชายก็ฟังไปขมวดคิ้วสงสัยไป จนฟังจบแล้วเขาจึงถาม
“แล้วท่านตาคนนั้นต้องการของแลกเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า”
ชายหนุ่มยังไม่วายคลายความกังวล เพราะกลัวว่าของวิเศษที่น้องสาวได้รับมานั้น จะต้องแลกกับอะไรที่ทำให้เขาต้องสูญเสียน้องสาว ซึ่งเป็นคนในครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ไปอีก ถ้าเป็นแบบนั้นเขาคงจะไม่ยอมให้เธอแลกเปลี่ยนแน่ เพราะน้องสาวคือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขา
“ท่านตา ท่านตาบอกว่าไม่ต้อง แต่ให้หวานหว่านทำความดีก็พอแล้ว ท่านตายังบอกอีกว่าหวานหว่านเอาของไปขายได้นะ เราจะได้มีเงินเยอะ ๆ พี่ชายจะได้ไม่ต้องทำงานที่เหนื่อยมาก ๆ ยังไงล่ะ”
หญิงสาวยังคงบอกออกมาด้วยท่าทางใสซื่อเหมือนเดิม และทำท่าทางเหมือนนึกบางอย่างออกมาได้ จึงพูดขึ้นอีกว่า “จริงสิพี่ชาย ท่านตาให้ลูกอมหวานหว่านมาด้วย ท่านตาบอกว่ากินลูกอมนี้บ่อย ๆ หวานหว่านจะเป็นเหมือนคนทั่วไป แต่ต้องกินให้หมดนะ”
เธอพยายามพูดเพื่อปูทางบอกกับพี่ชายว่าอีกไม่นานเธอจะหายบ้าแล้ว เพราะถ้าหากปุ๊บปั๊บแล้วหายบ้าขึ้นมา คงจะน่าแปลกใจมาก ๆ เลยล่ะ
พอได้ยินว่าบอกน้องสาวได้รับของวิเศษอีกอย่างมา ซึ่งของสิ่งนี้จะทำให้เธอหายเป็นปกติ ชายหนุ่มจึงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“ถ้าอย่างนั้น หวานหว่านของพี่ ต้องกินลูกอมนี้ให้หมดนะ เข้าใจไหม แล้วน้องจะได้หายป่วยอย่างไรล่ะ” เขาพูดอย่างตื่นเต้นดีใจ
“อื้ม ได้สิ หวานหว่านจะกินให้หมด คนอื่นจะได้เลิกว่า หวานหว่านบ้าสักที” หญิงสาวพยักหน้ารัว ๆ และรับคำอย่างแข็งขันว่าเธอจะต้องกินลูกอมนี้ให้หมด ก่อนจะขมวดคิ้วและพูดขึ้นอีกว่า
“หวานหว่านอยากไปเที่ยวในตลาดมืดจังเลยค่ะพี่ชาย พี่สาวเยว่ซูเคยบอกที่นั่นมีของอร่อยขาย แต่หวานหว่านสติไม่ดีเลยไม่มีใครอยากพาไป” ซูหวานหว่านแกล้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยในขณะที่พูดออกมา
ซูเปียวเฉินได้ยินก็ตระหนักได้ทันทีว่า เขาเองก็ละเลยส่วนนี้ไป จึงได้ยิ้มและพูดอย่างอ่อนโยนกับเธอว่า“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะลางาน แล้วจะพาหวานหว่านไปเที่ยวในเมือง พวกเราจะลองไปขายของกันที่ตลาดมืดกัน น้องอยากไปใช่ไหม”
เมื่อได้ยินพี่ชายบอกแบบนั้น หญิงสาวจึงปรบมือและยิ้มอย่างดีใจ แล้วรีบพูดขึ้นมาว่า “หวานหว่านอยากไป อยากไปขายของ เราจะรวยแล้วใช่ไหมพี่ชาย”
ชายหนุ่มเห็นท่าทีของน้องสาวจึงยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ใช่แล้ว ถ้าขายของดี เดี๋ยวพวกเราก็รวยแล้ว แต่หวานหว่านต้องสัญญากับพี่ก่อนว่าห้ามบอกใครเรื่องนี้ แม้กระทั่งเรื่องที่น้องสามารถเอาของออกมาจากอากาศได้ และห้ามเอาอะไรออกมาต่อหน้าคนอื่นทั้งนั้น ยกเว้นพี่เพียงคนเดียว หวานหว่านเข้าใจในสิ่งที่พี่พูดหรือเปล่า”
คนเป็นพี่ชายรีบกำชับเรื่องทั้งหมดกับน้องสาว เพราะกลัวว่าเธอเผลอหรือหลงลืม แล้วเอาของออกมาจากอากาศต่อหน้าคนอื่น แล้วเดี๋ยวคนพวกนั้นจะคิดว่าน้องสาวเขาเป็นปีศาจ
“อื้ม หวานหว่านเข้าใจ หวานหว่านสัญญา” เธอพยักหน้าพูดยิ้ม ๆ และยกมือขึ้นแสดงท่าทีสัญญาต่อหน้าพี่ชาย ซึ่งเรื่องนี้ซูหวานหว่านรู้ดีว่าเธอไม่ควรเอาอะไรออกมาต่อหน้าคนอื่น
“ดีมากน้องสาวที่น่ารักของพี่ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ไปทำต้มไก่ให้กินดีไหม หรืออยากจะกินอะไรบอกพี่มาได้เลย” ชายหนุ่มเอ่ยปากชมเชยและขยี้หัวเธอด้วยความเอ็นดู
“อะไรก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใส
“งั้นเราไปทำอาหารกันเถอะ” ชายหนุ่มพูดชักชวนแล้วลุกขึ้น เพื่อที่จะไปชำแหละไก่และทำอาหารให้น้องกิน โดยมีซูหวานหว่านเดินตามไปด้วย
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั







