LOGINเจ้าบ้านตัวเล็กไม่ต่างจากกวีรักโกลาหลที่กว่าจะอ่านออกกว่าจะแปลความหมายได้และกว่าจะเข้าใจก็ต้องใช้เวลาและความรู้สึกมากมาย มากกว่าการฝึกใช้วิทยายุทธ ตั้งแต่อี้หลานก้าวเข้ามาในบ้านเยี่ยนชิงจึงได้รู้ว่าตนเองไม่ปกติ
“มีคนที่เหมือนข้าอีกสองคนอยู่คนละที่ เราสามร่างดูเหมือนจะอยู่คนละที่คนละเวลาคนละสถาณการณ์เพื่อหลบซ่อนจากบางสิ่งบางอย่าง” “คนเดียวกันคือ..แยกร่าง? แยกวิญญาณ? ..หรือดวงจิต? ” “เป็นเช่นข้อสันนิษฐานที่สามตามเรื่องเล่าในกวีที่บรรพบุรุษสกุลหยางบันทึกไว้ บรรพชนของข้าไม่ถูกสร้างให้มีวรยุทธแต่มีพลังสมดุลหยินหยาง" อี้หลานขมวดคิ้วมุ่นสบตากับใบหน้าเล็กดูไร้้พิษสงธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดาหากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเองคงยากจะเชื่อ “ข้าเห็นคนเหล่านั้นเสมอราวกับความฝันคล้ายจะเติบโตมาด้วยกันหรือไม่ก็...เป็นคนคนเดียวกัน” บรรยากาศเงียบลงเยี่ยนชิงเอ่ยเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งคนเล่านิทานใบหน้าเรียวเล็กวางบนบ่ากว้างเช่นเดียวกับตนเองที่ไร้อาภรณ์นอนเกยทับร่างหนาที่โอบเอวบางไปพร้อมกับสางผมยาวเล่น "อี้หลาน..เจ้าว่าข้าคือผู้ใดกันแน่ทำไมดวงจิตข้าต้องถูกแบ่งแยกด้วย " “ข้าไม่แน่ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น..ราวกับบทกวีที่ขาดหาย ข้าเองก็ยังจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้รู้้เพียงแต่ว่าเราผูกพันกันมานาน ส่วนเรื่องจิตที่ถอดออกไว้คงป้องกันไม่ให้เจ้าแหลกสลาย คนที่ทำเช่นนั้นคงรักเจ้ามาก..และเรื่องที่เราจะช่วยเจ้าเช่นไรข้าว่าเรากำลังเข้าใกล้สิ่งนั้นตั้งแต่ที่กลับมาหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง อะไรที่ขวางทางปิดกั้นเราไว้กำลังปริแยกออกมากขึ้น.." “ทำไมกันนะ?" "ทำไมอะไร" "ทำไมเราถูกลบล้างความทางจำไม่ให้จำกันได้ ทำไมเราจึงแยกจากกันราวกับแยกกันอยู่คนละภพ" "อาจจะเป็นเพราะ..เป็นความรักที่มีใครบางคนไม่ปรารถนาให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น..มีคนที่ฝืนชะตา..คนที่มีเพียงความต้แงการ..." . . สามวันต่อมาขณะเดินทาง ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากเมืองช้าๆ เสียงล้อไม้บดไปกับพื้นดินแห้ง กลิ่นหญ้าเช้าและลมจากป่าใกล้เมืองพัดเข้ามาเป็นระยะ เยี่ยนชิงนั่งอยู่ด้านใน ผ้าคลุมตักยังไม่ทันจัดดีนัก สีหน้าดูนิ่งแต่ดวงตากลับเหม่อเล็กน้อย ราวกับใจยังไม่ทันตามร่างออกมา “อืมหอม เจ้าปะพรมสิ่งใดบนร่างกายจึงหอมเพียงนี้” "อี้หลานปล่อยข้าเสียทีข้าไม่ได้อยากจำเพียงว่าเราทำเรื่องเช่นนี้กันมากเพียงใดข้าอยากรู้ว่าจะค้นหาต้นกำเนิดบรรพบุรุษเช่นไรมากกว่า ออกไปให้ห่างข้าข้าเหนื่อยกับเจ้ามาก ทุกวัน เจ้าทำมันทุกวันเป็นบ้าไปแล้วหรือ!" "ข้าถูกเจ้าหว่านสเน่ห์ใส่ เจ้าใส่มันในแอปเปิลที่ขโมยมา เป็นคนขี้เหนียวเช่นนี้ข้าไม่บอกชาวสวนให้คิดค่าผลไม้นี่ก็ดีเท่าไหร่แล้วเยี่ยนชิง" "นี่เรื่องเดียวกันเร๊อะ!" "อื้อ เรื่องของเจ้าคือเรื่องของข้า" "เจ้าเหมือนคนลามกมากกว่าถูกข้าใส่ยาเสน่ห์เสียอีก อย่าล้วงเสื้อผ้าข้าเดี๋ยวใครเปิดมาเห็นเข้า" "ข้าโดนยาปลุกกำหนัดแน่ๆ จึงอยากทำตลอด" “เจ้าคนไร้ยางอายหุบปากของเจ้าซะ ถ้าใครได้ยินคงคิดว่าข้าเป็นบ้านั่งแหกแข้งขาบนเกวียนด้วยสภาพเช่นนี้” เยี่ยนชิงอยากตะโกนใส่คนตัวโตที่แฝงมากับขบวนด้วการปลอมเป็นมดทั้งที่ตัวใหญ่คับเกี้ยวพอนั่งสองคนก็เบียดเสียดจึงถูกจับมานั่งซ้อนตักชายผ้าข้างหนึ่งถูกล้วงถลกขึ้นมาถึงขาอ่อนมือสากร้อนทั้งสองข้างซุกศนสัปดนล้วงบนล้วงล่างแล่วเอาแต่อ้างว่าอยากรื้อฟื้นความทรงจำ คนเจ้าเล่ห์เช่นนี้น่ะหรือเคยเป็นคู่ครองเยี่ยนชิงชักไม่อยากจะเชื่อเสียแล้ว อี้หลานไม่มีทีท่าสะทกสะท้านตั้งใจทำเรื่องลามกตลอดเวลาเยี่ยนชิงก็ถูกท่อนแขนพันร่างยั้วเยี้ยริมฝีปากร้อนลากไล้ไปตามลำคอลาดไหล่ไม่ลดละ “ตอบมาสิว่าจะไปที่ใด” เยี่ยนชิงถอนหายใจพลางเอนหลังพิงอกแกร่งหยุดต่อกรกับมือแข็งดั่งหินริมฝีปากร้อนยิ่งกว่าไฟคิดไว้ว่าเดี๋ยวก็คงเบื่อไปเอง จึงแสร้งมองออกไปนอกม่านผ้าสีครามเข้มคล้ายคนกำลังชมทิวทัศน์สองข้างทาง “ข้าไม่รู้มีผู้ส่งเทียบเชิญมาที่สำนักฝึกเชื้อเชิญทายาทขุนนางที่อายุครบสิบแปดปีไปร่วมทำพิธีที่นั่น” “พระญาติเจ้ารึ” “ไม่รู้ครั้งนี้ครั้งแรกที่ออกนอกเมือง” "ครั้งแรก? เจ้าสิบแปดหรือห้าขวบนะ~" อี้หลานถามเสียงขึงขังแต่สายตาปรือล้อเลียน “ไม่ได้กัดข้าสักวันจะปวดท้องเหรอ” เยี่ยนชิงทำได้เพียงแยกเขี้ยวใส่แต่คนด้านหลังยังคงตอแยไม่ห่าง ร่างขาวจัดขึ้นสีแดงเรื่อลามไปทั้งหน้าเมื่อถูกมือร้อนลูบไล้ “พิธีอะไร” อี้หลานเอ่ยถามอีกครั้ง เยี่ยนชิงชะงักไปเพียงอึดใจ ก่อนจะตอบโดยไม่หันกลับมาสบตา “ตามหารากบรรพชน..” อี้หลานนิ่งไปครู่หนึ่งทุกอย่างท่ีเยี่ยนชิงหลุดพูดออกมาราวกับตอกย้ำความทรงจำของทั้งคู่ว่าคุ้นเคยกับเรื่องเล่านั้นมากเพียงใด คำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวไม่รู้ว่าเยี่ยนชิงจะรู้สึกกี่มากน้อยเพราะแม้แต่เรื่องของตนเองยังดูสับสนอลหม่านยิ่งนัก “ที่บรรยายไว้ในหนังสือว่าใบหน้าเหมือนเจ้าน่ะรึ” เยี่ยนชิงที่ได้ฟังก็หันกลับมาทันที “เจ้าแอบดูหนังสือในบ้านข้า” “ไม่ได้แอบแค่หยิบมาอ่านจึงเห็น” “เจ้านี่มัน..ยุ่ง!”(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ




![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


