ANMELDEN“เข้าไปหาเธอเถอะปัฐ... ภัทรรู้สึกตัวแล้ว และเธอ... คงอยู่ได้อีกไม่พ้นคืนนี้” ปฐวีพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย เขาก้าวเท้าที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยลูกเหล็กเข้าไปในห้องพักฟื้นที่ถูกจัดเตรียมไว้อีกครั้ง บนเตียงผู้ป่วย ภัทรธิดานอนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายน้ำเกลือ และเครื่องมอนิเตอร์ ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้ปรือลงอย่างคนหมดแรง แต่เมื่อเห็นสามีเดินเข้ามา ริมฝีปากแห้งผากก็พยายามขยับยิ้มให้
“ฉัน... อยู่โรงพยาบาลอีกแล้วหรือคะ... ปัฐ” เสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงลม
“จ้ะ... คุณมีไข้สูง ผมเลยต้องพาคุณกลับมา” ปฐวีฝืนยิ้ม นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงแล้วกอบกุมมือบางที่เย็นเฉียบมาแนบแก้มของตนเอง
“ไม่เป็นไรไปกว่าทุกครั้งหรอกนะ... ไม่ถึงกับแย่หรอก”
“ปัฐอย่าหลอกฉันเลยค่ะ... ฉันรู้ตัวดี” ภัทรธิดาส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาใสกลิ้งหล่นจากหางตา
“ฉันอยากกลับบ้านแล้วค่ะ... อดทนอยู่ในนี้ไม่ไหวแล้ว”
“อดทนอีกคืนเดียวนะที่รัก... พรุ่งนี้เช้าผมจะพาคุณกลับบ้านนะ คุณต้องการอะไร หรืออยากให้ผมทำอะไรให้คุณ บอกผมมาเลยนะปัฐ ผมยินดีทำให้คุณทุกอย่าง... จริงๆ นะครับ” ปฐวีเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อได้ยินคำยืนยันนั้น ภัทรธิดาก็แสดงสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด แม้ร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใด แต่แววตาของเธอกลับมีความหวังบางอย่างปรากฏขึ้น เธอพยายามยกสองแขนที่ผอมบางขึ้นมาราวกับเด็กน้อยที่อ้อนให้ผู้ใหญ่อุ้ม ปฐวีเข้าใจความหมายนั้น เขาลุกขึ้นโน้มตัวลงไปกอดร่างที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกของภรรยาเอาไว้หลวมๆ ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เล็กเพื่อซ่อนน้ำตาที่กำลังไหลริน
“ปัฐรักภัทรนะ... รักตั้งแต่วันแรกที่พบกันในมหาวิทยาลัย และรักมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลานี้” ชายหนุ่มกระซิบถ้อยคำรักที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจภัทรธิดายิ้มอ่อนโยน มือที่ไร้เรี่ยวแรงลูบแผ่นหลังกว้างของสามีเบาๆ
“ฉันมีบุญมากเลยนะคะปัฐ ที่ฉันมีสามีที่ดีและรักมั่นคงกับฉัน ยืนเคียงข้างฉันแม้วันสุดท้ายในชีวิตจะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้... ฉันขอบคุณคุณนะคะปัฐ ขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ และทุกๆ สิ่งที่ทำให้ผู้ชายดีๆ คนนี้เกิดขึ้นมาบนโลกและได้รักกัน”
“ภัทร... หยุดพูดเถอะ คุณเหนื่อยมากแล้ว” ปฐวีสะอื้นไห้
“ผมจะจับมือคุณจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต คุณจะอยู่ในใจผมเพียงคนเดียว... ตลอดกาล”
“ปัฐคะ...” ภัทรธิดาใช้แรงเฮือกสุดท้ายดันตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อสบตากับเขา ดวงตาของเธอแน่วแน่และจริงจัง “ปัฐ... คุณสัญญาแล้วนะ ว่าจะมีลูกให้ฉัน...” ปฐวีชะงักไปเล็กน้อย ภาพของพลอยจันทร์ที่เขากระชากลากถูเมื่อตอนเย็นวาบเข้ามาในหัว แต่เพื่อความสบายใจของภรรยา เขาจึงพยักหน้ารับทั้งน้ำตา
“ครับภัทร... ผมสัญญา”
“คุณแม่บอกฉันแล้วว่าท่านเตรียมเด็กคนนั้นไว้ให้คุณ...
” ภัทรธิดายิ้มบางๆ น้ำตาไหลรินลงมาอาบสองแก้ม
“ปัฐคะ... ฉันจะกลับมา... ฉันจะกลับมาเกิดเป็นลูกของคุณ... ฉันจะกลับมาอยู่กับคุณอีกครั้งนะคะปัฐ”
สิ้นประโยคนั้น ดวงตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความรักของภัทรธิดาก็ค่อยๆ ปิดลง ใบหน้าหวานระบายยิ้มละมุนราวกับคนนอนหลับฝันดี แต่น้ำตายังคงไหลรินจากหางตาทั้งสองข้าง มือบางที่เคยจับแขนเสื้อของเขาไว้ร่วงหล่นลงข้างลำตัว
ติ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!
เสียงสัญญาณชีพจากเครื่องมอนิเตอร์ที่เคยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ บัดนี้ลากยาวเป็นเสียงเดียว กราฟสีเขียวที่เคยวิ่งขึ้นลงหยุดนิ่งกลายเป็นเส้นตรง บ่งบอกว่าชีวิตของหญิงสาวผู้เป็นที่รักได้ดับสูญลงแล้ว
“ภัทร! ภัทร! ไม่นะ! อย่าเพิ่งไป! คุณลืมตาขึ้นมามองผมก่อน ภัทร!” ปฐวีตะโกนลั่นห้อง เขย่าร่างไร้วิญญาณของภรรยาอย่างบ้าคลั่ง
“พยาบาล! เรียกหมอที! ตามหมอจักรมาเร็วเข้า! ช่วยภัทรที!”
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม... หนึ่งเดือนที่คฤหาสน์หลังงามตกอยู่ในสภาวะอึมครึมและเงียบเหงาราวกับป่าช้า นายแพทย์ปฐวีใช้ชีวิตไม่ต่างจากซากศพที่ยังหายใจ ชายหนุ่มผู้เคยหล่อเหลาสะอาดสะอ้านและเจ้าระเบียบ บัดนี้กลับปล่อยปละละเลยตัวเองจนดูไม่ได้ นัยน์ตาคมกริบที่เคยมั่นใจลึกโหลและแดงก่ำจากการอดนอน ใต้ตาคล้ำเป็นวงกว้าง และมีหนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มตามแนวสันกรามทุกค่ำคืนที่กลับมาถึงบ้าน เขาไม่ยอมขึ้นไปนอนบนห้องนอนใหญ่ของตัวเอง แต่กลับพาตัวเองไปหมกตัวอยู่ในห้องพักแขกชั้นล่าง... ห้องที่เคยเป็น ‘กรงขัง’ ของพลอยจันทร์ ชายหนุ่มมักจะนอนขดตัวอยู่บนเตียงกว้าง ดมกลิ่นสบู่เด็กที่ยังคงเจือจางจางๆ อยู่บนหมอนใบโต และพึ่งพาฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เพื่อดับความฟุ้งซ่านและข่มตาให้หลับณ โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง“ไอ้ปัฐ... นี่แกไปฟัดกับหมาที่ไหนมาวะ สภาพแกตอนนี้มันดูไม่ได้เลยนะโว้ย!” หมอจักราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาและเพื่อนสนิท เอ่ยทักขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้องพักแพทย์และเห็นสภาพของปฐวีที่กำลังนั่งเหม่อลอย กุมขมับตัวเองอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ปฐวีเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักด้วยสายตาเลื่อนลอย “ฉันปวดหัวนิดหน่อยว่ะ เมื่อคืน
“ฉันเชื่อใจเธอนะหนูพลอย” คุณปภัสราลูบผมเด็กสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู ความรู้สึกของนางในตอนนี้ไม่ได้มองพลอยจันทร์เป็นแค่แม่พันธุ์อีกต่อไป แต่มองเห็นความเด็ดเดี่ยวและความเสียสละของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก“อยู่ที่นี่ก็พักผ่อนให้มากๆ บำรุงเยอะๆ เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันจะดูแลเอง เธอไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หน้าที่ของเธอตอนนี้คือทำจิตใจให้สบายนะลูก”“คุณผู้หญิงเจ้าคะ... แล้วเรื่องของคุณหมอ...” อุสาอดที่จะถามด้วยความกังวลไม่ได้“ปล่อยให้มันบ้าไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราเชิดหน้าขึ้น“ฉันบอกมันไปแล้วว่ายกเลิกสัญญา แล้วก็ไล่พวกเธอให้กลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ป่านนี้คงอกแตกตายอยู่บ้านนั่นแหละ... ให้มันรู้เสียบ้าง ว่าการที่ทำตัวเป็นคนไม่มีหัวใจ สุดท้ายแล้วมันจะต้องเจอกับความว่างเปล่าแบบไหน!” คุณปภัสราอยู่พูดคุยและสั่งเสียเรื่องการใช้ชีวิตในคอนโดอีกพักใหญ่ ก่อนจะขอตัวกลับไป เพราะเกรงว่าลูกชายจะสงสัยหากนางหายตัวมานานเกินไป คล้อยหลังเจ้านาย พลอยจันทร์ก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มนิ่ม ถอนหายใจออกมายาวเหยียดราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก“เราเป็นอิสระแล้วจ้ะแม่... ลูกของพลอยปลอดภัยแล้ว
“อะ... อะไรนะครับ!” ปฐวีเบิกตากว้าง“ทำไมจู่ๆ คุณแม่ถึง...”“ก็แม่ขี้เกียจรอแล้วน่ะสิ! มันเสียเวลา!” คุณปภัสราแสร้งทำเสียงสะบัดสะบิ้ง“อีกอย่าง แม่แก่แล้ว จะเอาอะไรนักหนากับชีวิต ลูกๆ หลานๆ ตายไปแล้วก็เอาสมบัติไปด้วยไม่ได้ ที่เอาติดตัวไปได้ก็มีแค่บาปกับบุญเท่านั้นแหละ... แม่ไม่อยากจะทำบาปทำกรรมกับคนดีๆ ที่เขาต้องมาทนรองรับอารมณ์บ้าๆ บอๆ ของแกโดยไม่จำเป็นอีกแล้ว!” คำพูดที่แทงใจดำของมารดาทำเอาปฐวีถึงกับสะอึก เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“เพราะฉะนั้น ในเมื่อแกไม่มีน้ำยาทำเด็กมันท้อง แม่ก็ต้องปล่อยให้เธอเป็นอิสระ!” คุณปภัสราประกาศกร้าว“ส่วนตัวแม่เอง ก็จะไปโน่นไปนี่ เดินสายทำบุญตามเพื่อนๆ ให้มันสบาย ใจ... อ้อ เย็นนี้แม่เข้าคอร์สทำไอเอฟ แกก็ทานข้าวคนเดียวไปก็แล้วกันนะ!” กล่าวจบ คุณปภัสราก็หมุนตัวเดินขึ้นห้องไปอย่างไม่สนใจเขาอีก ทิ้งให้ลูกชายยืนอึ้งอยู่กลางห้องพักแขกที่ว่างเปล่า...“ปฐวี... แม่ต้องดัดนิสัยคนใจร้ายอย่างเราให้เข็ด ไม่งั้นเราจะไม่มีวันรู้จักคุณค่าของคนที่มีชีวิตอยู่...” คุณปภัสราพึมพำกับตัวเองขณะเดินขึ้นบันได รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า เมื่อเห็นปฏิกิริยาร้อนรนของลูกชายที่แสด
“พอแล้วๆ ไม่ต้องร้องไห้แล้วลูก” คุณปภัสราดึงร่างของพลอยจันทร์เข้ามากอดปลอบประโลม “ในเมื่อตามันตาบอด มองไม่เห็นค่าของคนดีๆ อย่างเธอ... ฉันก็จะไม่ให้มันรู้ว่าหนูพลอยตั้งครรภ์! ปล่อยให้มันจมปลักกับอดีต บูชาคนที่ตายไปแล้วจนไม่ลืมหูลืมตาไปคนเดียวเถอะ!” คุณปภัสราผละออกจากอ้อมกอด หันไปสบตากับอุสาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว“ฟังฉันนะอุสา แผนทุกอย่างเปลี่ยนแล้ว... ฉันจะเป็นคนพาหนูพลอยไปจากที่นี่เอง ฉันจะซื้อคอนโดให้และยกเป็นสมบัติของหลานฉัน ไม่ต้องให้ตาหมอรู้เรื่องนี้เด็ดขาด!”“คะ... คอนโดหรือเจ้าคะ แต่ว่า... ค่าใช้จ่ายมันสูงมากนะเจ้าคะคุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักถาม“เงินฉันมีเป็นกอบเป็นกำ จะเอาไปทำอะไรถ้าไม่ใช่เพื่อหลาน!” คุณปภัสราสวนกลับอย่างเฉียบขาด“ฉันเห็นค่าของคนที่มีชีวิตอยู่นะหนูพลอย... ฉันเองก็เป็นคนผิดที่เริ่มต้นเรื่องบ้าๆ พวกนี้ ฉันจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ขอเวลาฉันจัดการเรื่องเอกสารสักสองสามวันนะอุสา” คุณปภัสราหันไปมองที่ทดสอบการตั้งครรภ์บนเคาน์เตอร์ ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ นางเหยียดยิ้มเย็นชา... ในเมื่อลูกชายของนางมันเก่งนัก เย่อหยิ่งนัก นางก็จะดัดนิสัยมันให้สาสม!“อุสา..
มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดงามค่อยๆ ลดระดับลง คุณปภัสราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นเอาแต่ใจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในอีกทิศทางหนึ่ง นางรู้แล้วว่า... ถึงเวลาที่นางจะต้องลงมือแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมดที่นางเป็นคนก่อขึ้นเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!ความเงียบสงัดภายในห้องพักแขกถูกทำลายลงด้วยเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน อุสาและพลอยจันทร์ที่กำลังกอดกันร้องไห้อยู่บนพื้นห้องน้ำสะดุ้งสุดตัว สองแม่ลูกหันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก ภาพของคุณปภัสราที่ยืนน้ำตาคลอเบ้าอยู่หน้าประตูทำเอาทั้งสองหน้าถอดสี“ค... คุณผู้หญิง” อุสาละล่ำละลักเรียกเจ้านาย สองมือรีบยกขึ้นปาดน้ำตาให้ตัวเองและลูกสาว “คุณผู้หญิงเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ... คือว่า... หนูพลอยแก...”คุณปภัสรายกมือขึ้นห้ามไม่ให้อุสาพูดต่อ หญิงวัยกลางคนก้าวเท้าเข้ามาในห้องน้ำอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ทั้งห้าอันที่วางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์แถบสีแดงสองขีดที่ปรากฏเด่นชัดบนอุปกรณ์ทุกชิ้น เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าสิ่งที่นางปรารถนาได้กลายเป็นความจริงแล้ว... นางกำลังจะได้อุ้มหลาน ทายาทสืบสกุล
ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะถูกผลักเปิดเข้ามา ปรากฏร่างของอุสาที่เดินหน้าตาตื่นเข้ามาหาบุตรสาว“พลอย... พลอยเป็นยังไงบ้างลูก” อุสาถลาเข้าไปประคองร่างที่สั่นสะท้านของพลอยจันทร์ สายตาของผู้เป็นแม่เหลือบไปเห็นแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ที่วางเรียงกันอยู่บนเคาน์เตอร์ แถบสีแดงสองขีดที่ปรากฏชัดเจนทำให้อุสาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งกอดลูกสาวไว้แน่น“แม่จ๋า... พลอยท้อง... ฮือออ พลอยมีลูกแล้วจ้ะแม่” เด็กสาวสะอื้นไห้อย่างหนัก ซุกหน้าลงกับไหล่มารดา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไปอุสาลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของบุตรสาว น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลอาบสองแก้มด้วยความเวทนาจับใจ นางพยายามปรับน้ำเสียงให้เข้มแข็งเพื่อปลอบประโลม“อดทนเอาอีกนิดนะลูก... อีกแค่ไม่เกินเก้าเดือนเท่านั้น พอคลอดตาหนูออกมา ลูกก็จะเป็นอิสระ เราจะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันนะพลอย”“ฮึก... แม่ขา... หนูจะทำยังไงดี” พลอยจันทร์เงยหน้าขึ้นมองมารดาทั้งน้ำตา ดวงตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวและแตกสลายถ่ายทอดความในใจที่ถูกอัดอั้นมาตลอด “หนูคงต้องเจ็บปวดทรมานมากแน่ๆ เลยค่ะแม่ ที่ต้องเห็นหน้าลูกทุกวัน ต้องให้นมเขา







