INICIAR SESIÓNศรียุดาเปิดฉากฉะพรกมลทันทีที่เธอเดินออกมาจากห้องพักของคิรากรพร้อมสามี
“คุณเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่รู้เหรอว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด”
“อย่าเพิ่งด่า ช่วยบอกก่อนว่าฉันทำอะไรผิด” พรกมลยกมือห้ามศรียุดาอย่างงงๆ ยังไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด
“เรื่องเอิงไม่ใช่แม่แท้ๆ ของไออุ่นไง” ศรียุดากัดฟันบอกเสียงเบากลัวเสียงจะเล็ดลอดเข้าไปในห้อง “คุณพูดแบบนั้นต่อหน้าไออุ่นได้ยังไง ไม่นึกถึงใจเด็กบ้างเหรอว่าจะรู้สึกยังไง”
“หนูไออุ่นก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าเอิงเป็นแค่แม่เลี้ยง” สามีของพรกมลถาม
“ไออุ่นเข้าใจมาตลอดว่าเอิงเป็นแม่แท้ๆ ของแก” ศรียุดาตอบหน้าเครียด เธอเคยเตือนคิรากรแล้วว่าให้รีบเล่าความจริงให้พ่อกับแม่ของอลีนาฟังให้เร็วที่สุดก่อนจะ ‘โป๊ะแตก’ ต่อหน้าไออุ่น แล้ววันนี้ก็ ‘เกือบ’ จนได้
“ทำไมหนูไออุ่นถึงเข้าใจแบบนั้น มีใครไปโกหกอะไรแกหรือเปล่า” พรกมลหรี่ตามองศรียุดาราวกับอีกฝ่ายเป็นคนปั้นเรื่องโกหกหลาน
“ไม่มีใครปั้นเรื่องหลอกเด็กทั้งนั้น” ศรียุดาแหวใส่อย่างไม่เกรงใจ ด้วยความโกรธและเกลียดอันนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้คนที่รักษามารยาททางสังคมได้ดีมาตลอดหัวร้อนง่ายดาย “ที่ไออุ่นเข้าใจแบบนั้นก็เพราะเอิงหน้าเหมือนแม่ ของแกมากอย่างกับคนเดียวกัน”
“ใครจะไปหน้าเหมือนกันจนแยกไม่ออกขนาดนั้น ขนาดคู่แฝดบางคู่หน้ายังไม่เหมือนกันเลย” พรกมลไม่เชื่อเหตุผลนี้
“แต่ก็มีคู่แฝดบางคู่ที่หน้าตาเหมือนกันมากอย่างกับโคลนนิงนะ” ศรียุดาพูดให้คิด
“ใช่คุณพร เอิงกับเอยไงที่หน้าเหมือนกันมากจนคนที่ไม่สนิทแทบจะแยกไม่ออก” คนเป็นสามีฉุกคิดขึ้นมาได้
“เอิงกับเอยเป็นคู่แฝด หน้าเหมือนกันก็ไม่แปลก แต่แม่ของหนูไออุ่นหน้าตาเหมือนเอิงกับเอยนี่สิแปลก” พรกมลแย้ง
ศรียุดาสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม เธอเชื่อมั่นมาตลอดว่าการเอาความจริงมาคุยกันจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตน้อยที่สุด “ไม่แปลกหรอก เพราะแม่แท้ๆ ของไออุ่นก็คือ ‘เอย’ น้องสาวฝาแฝดที่หน้าเหมือนกันมากของเอิง”
พรกมลกับสามีถึงกับเหลอเมื่อโดนความจริงตีแสกหน้า
“คุณเอาอะไรมาพูด” พรกมลยังไม่อยากเชื่อ
“มันคือความจริงที่คุณสองคนควรรับรู้มาตั้งนานแล้ว” ศรียุดาบอก
“ทำไมเอิงถึงไม่บอกเรา” คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นยายถามน้ำตาคลอเบ้า
“เรื่องนั้นคุณคงต้องไปคุยกับเอิงเอาเอง”
“ฉันจะไปถามเอิงให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้”
“อย่าเพิ่งคุณพร” ชายสูงวัยคว้าแขนภรรยาไว้ “จะไปคุยเรื่องนี้ต่อหน้าไออุ่นได้ยังไง”
“คุณสองคนกลับบ้านไปก่อนเถอะ แล้วฉันจะบอกให้เอิงตามไปอธิบายเรื่องนี้กับพวกคุณด้วยตัวเองพรุ่งนี้”
พรกมลเห็นแก่หลานจึงยอมเก็บความร้อนใจไว้แล้วกลับบ้านไปก่อน
ภายในห้องพักคนไข้ คิรากรวางสายจากมารดาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะบอกกับอลีนาที่กำลังช่วยติดกระดุมเสื้อให้เขาหลังจากที่เพิ่งเช็ดตัวเสร็จ โดยมีไออุ่นเป็นผู้ช่วย
“คุณแม่โทร. มาบอกว่าขอไปคุยกับหมอประจำตัวก่อน แล้วอีกชั่วโมงนึงจะมารับไออุ่นกลับบ้าน”
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับพลางมองมือเล็กของลูกสาวที่กำลังติดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายให้คุณพ่อ “ไออุ่นติดได้มั้ยคะ”
“ได้ค่า” เด็กหญิงตอบเสียงใสพร้อมกับติดกระดุมเสร็จเรียบร้อยพอดี “ไออุ่นเก่งมั้ยคะแม่เอิงขา”
“เก่งมากค่ะ” อลีนาหอมแก้มนุ่มเป็นรางวัลให้คนเก่งหนึ่งฟอด แล้วหันไปมองหน้าคิรากรเมื่อเห็นเขาเงียบไป “มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าคะ”
“เรื่องที่คุณกังวลเกิดขึ้นแล้ว” ชายหนุ่มถอนใจอีกครั้งพลางเบนสายตาไปยังใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักของลูกสาว เพียงเท่านี้อลีนาก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับไออุ่น
“คุณแม่คุณบอกความจริงกับพ่อแม่ฉันแล้วใช่มั้ยคะ” หญิงสาวพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้
คิรากรพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดเท่าที่อลีนาเคยเห็น “คุณแม่บอกว่า พรุ่งนี้ให้คุณไปอธิบายทุกอย่างให้พ่อกับแม่คุณเข้าใจอย่างละเอียดอีกครั้ง”
“ค่ะ” อลีนาตอบรับแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างคนที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความจริงทุกอย่าง
“คุณพ่อขา”
เสียงเล็กสดใสของเด็กหญิงที่นั่งอยู่บนเตียงเรียกความสนใจจากคนเจ็บให้ปั้นหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับขานรับด้วยเสียงสองที่สดใสไม่แพ้กัน
“ว่าไงคะ”
“คุณย่าบอกว่าคุณพ่อเป็นแผล ต้องอยู่โรงพยาบาลให้ลุงหมอฉีดยา คุณพ่อเจ็บมากมั้ยคะ”
“ไม่เจ็บเลยค่ะ เพราะคุณพ่อดื่มนมเหมือนไออุ่นทุกวัน คุณพ่อก็เลยแข็งแรงเหมือนไออุ่นไงคะ” ว่าแล้วก็ฝืนยกแขนทั้งสองข้างเบ่งกล้ามอวดให้ลูกสาวสบายใจ
“คุณพ่อเก่งที่สุดในโลกเลย” ไออุ่นยิ้มร่าเริงเมื่อเห็นคุณพ่อไม่เป็นอะไรมาก “ไออุ่นจะดื่มนมทุกวันจะได้แข็งแรงเหมือนคุณพ่อ”
“ตกลงคุณพ่อจะแข็งแรงเหมือนไออุ่น หรือไออุ่นจะแข็งแรงเหมือนคุณพ่อกันแน่คะ”
“ไออุ่นแข็งแรง คุณพ่อก็แข็งแรงค่า”
“สรุปว่าแข็งแรงทั้งสองคนเลย”
“ใช่ค่า แข็งแรงทั้งสองคนเล้ยยย”
อลีนานั่งมองสองพ่อลูกคุยกันแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ เธอไม่รู้ว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั้งคู่กลายมาเป็นความสุขและพลังใจในการต่อสู้กับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เมื่อไร รู้เพียงแต่ว่า จะต้องรักษาความสุขนี้ให้คงอยู่กับเธอตลอดไปให้ได้
“ป้าหมอมีกล้องวิเศษส่องค่ะ นัดตรวจคราวหน้าแม่เอิงจะพาไออุ่นไปด้วย หนูจะได้เห็นน้องที่อยู่ในพุงแม่เอิง” “ถ้าน้องคลอดแล้วไออุ่นช่วยคุณพ่อเล่านิทานให้น้องฟังได้มั้ยคะ” คิรากรถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเคย “ได้ค่า” “เก่งมากค่ะ” คุณพ่อโน้มใบหน้าลงหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกสาวดังฟอด “อุ๊ย! น้องดิ้นดุ๊กดิ๊กค่ะ น้องยังไม่หลับ” ไออุ่นบอกอย่างตื่นเต้นโดยที่มือทั้งสองข้างทาบอยู่บนหน้าท้องของคุณแม่ “สงสัยน้องอยากคุยกับพี่ไออุ่นน่ะลูก” อลีนาบอก ไออุ่นเอาแก้มแนบกันหน้าท้องคุณแม่เพื่อจะฟังเสียงน้อง “โอบอุ้มรักพี่ไออุ่นค่า โอบอุ้มอยากออกไปเล่นกับพี่ไออุ่นเร็วๆ” คิรากรทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างเด็กผู้หญิงแทนเสียงน้องในท้องเพื่อคุยกับไออุ่น เขาทำแบบนี้ทุกวันจนไออุ่นรักและผูกพันกับน้องในท้องมาก แล้วก็ชอบคุยกับน้องมากด้วยเช่นกัน “พี่ไออุ่นก็รักโอบอุ้ม ออกมาเร็วๆ นะ มาเล่นกัน” ไออุ่นบอกเสียงใสแล้วจุ๊บที่พุงคุณแม่ส่งผ่านไปถึงน้องสาว “คุณพ่อก็รักไออุ่นกับโอบอุ้ม
ในช่วงชุลมุนอันนาผลักปริมล้มลุกคลุกคลานไปกับพื้น และถีบที่ท้องอย่างแรงอีกหลายครั้งโดยที่ไม่รู้ว่าคู่กรณีตั้งครรภ์อยู่ จนกระทั่งเลือดเหนียวข้นไหลลงมาตามต้นขาด้านในของปริม อันนาถึงได้รู้ตัวว่า ทำบาปใหญ่หลวงเข้าแล้ว...‘คุณมีเมียอยู่แล้ว ยังจะมาหลอกคบกับฉันอีกทำไม’ อันนาต่อว่ามาร์ชเมื่อพบกันหลังจากทะเลาะกับปริม‘อย่าเรียกว่าเมียเลย คนที่ผมจะยกย่องให้เป็นเมียออกหน้าออกตาต้องมีฐานะคู่ควรกับผม และเป็นคนที่คุณแม่ผมยอมรับเท่านั้น’‘แล้วอย่างฉันถือว่าคู่ควรกับคุณหรือเปล่า’ อันนาถามอย่างข้องใจ เพราะคบกันมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาไม่เคยพาเธอไปพบพ่อแม่เลยสักครั้ง อันนาจำได้ว่าวันนั้นมาร์ชไม่ตอบคำถามเธอ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หาเรื่องเลิกกับเธอ... “หุบปากเดี๋ยวนี้นังเอย!!!” ปริมตะคอกพร้อมตวัดปลายปืนขึ้นเล็งที่อันนาอีกครั้ง “อย่าทำอะไรเอยอีกเลยนะคุณปริม” อลีนาเอาตัวเข้าไปขวางทางปืน “น้องเลวๆ แบบนี้แกก็ยังจะปกป้องมันอีกเหรอ!” “ยังไงเอยก็เป็นน้องฉัน ฉันปล่อยให้เอยตายไม่ได้” อลีนาบอกทั้งน้ำตา ถึงแม้ที่ผ่านมาอันนาจะร้ายกาจกับเธอ
คิรากรรับไออุ่นกลับมาถึงบ้านได้ราวหนึ่งชั่วโมง แต่อลีนากับอันนาก็ยังไม่ถึงบ้าน คนเป็นสามีร้อนใจมาก พยายามโทร. ติดต่อภรรยา แต่ก็ติดต่อไม่ได้ “คุณพ่อขา ทำไมแม่เอิงมาช้าจังคะ” ไออุ่นถามเป็นรอบที่สิบ “คุณพ่อโทร. หาแม่เอิงแล้ว แต่แม่เอิงไม่รับสายเลย” คุณพ่อตอบหน้าเครียด รู้สึกใจคอไม่ดี แล้วหันไปถามพ่อกับแม่ของอลีนาที่พยายามกดโทรศัพท์หาลูกสาวทั้งสองคนอยู่เหมือนกัน “ติดต่อเอิงได้มั้ยครับ” “ติดต่อไม่ได้ทั้งเอิง ทั้งเอยเลย” พรกมลตอบหน้าเครียดไม่แพ้กัน “ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า” “อย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ลบสิคุณ” สันติปลอบภรรยาแล้วหันไปเห็นผู้กองสายฟ้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เกิดเรื่องแล้วคิม” นายตำรวจหนุ่มบอกพลางปรายตามองไปยังไออุ่นที่นั่งอยู่ข้างคุณตาคุณยาย เขาไม่อยากให้เด็กและคนแก่ตกใจ “ไปคุยกันข้างนอกได้มั้ย” “ได้” คิรากรตอบรับแล้วหันไปฝากคุณตาคุณยายให้ดูแลไออุ่น แล้วเดินนำเพื่อนไปยังสระว่ายน้ำที่อยู่ภายนอกตัวบ้าน “เกี่ยวกับเอิงใช่มั้ย” “ตำรวจพบรถคุณเอยจอดทิ้งไว้ที่ซอยลัดใต
คิรากรได้รับข้อความจากอลีนาตอนที่อยู่หน้าโรงเรียนสอนเต้นบัลเลต์ของไออุ่นพอดี เขาโกรธจนใจเต้นตุบๆ รีบโทร. กลับไปหาภรรยาทันที “เอิงขับรถอยู่ ไม่สะดวกคุยตอนนี้” อันนาเป็นคนรับโทรศัพท์แทนอลีนา “คุณให้เมียผมที่กำลังท้องขับรถให้คุณนั่งเหรอ!” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเสียงต่ำอย่างไม่พอใจสุดขีด “เอิงแค่ท้องนะคุณคิม ไม่ได้ป่วย ตอนฉันท้องฉันก็ทั้งขับรถ ทั้งออกกำลังกาย ทำอะไรๆ ได้เหมือนคนปกติทั่วไป คุณอย่าห่วงจนโอเวอร์ไปหน่อยเลย” คิรากรไม่อยากพูดกับอันนาให้มากความจึงตัดบท “ดูแลเอิงให้ดีก็แล้วกัน ถ้าเมียผมเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียวเพราะคุณ ผมเล่นงานคุณหนักแน่” อันนากดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ไว้ที่ช่องเก็บของอย่างกระแทกกระทั้น “คุณคิมว่ายังไงบ้าง” อลีนาที่กำลังขับรถอยู่ถามทั้งที่สายตายังคงมองถนนเบื้องหน้าและต้องคอยระวังบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ที่ขับเบียดมาเป็นระยะ “เขาโกรธที่เอยใช้เอิงขับรถให้ แล้วก็สั่งให้เอยดูแลเอิงให้ดี ถ้าเอิงเป็นอะไรไป เขาจะเล่นงานเอย ท่าทางคุณคิมรักเอิงมากนะ” อันนาเก็บความอิจฉาไว้แทบไม่ม
“เอิง!!! อย่าดื้อกับผม” คิรากรเผลอดุเสียงดังด้วยความเป็นห่วง “ขอโทษ ผมเป็นห่วงคุณมากไปหน่อย” “ฉันเข้าใจค่ะ” อลีนาบอกอย่างใจเย็น ไม่ได้โกรธที่ถูกดุ เพราะรู้ว่าเขาหวังดี “เพื่อความสบายใจของคุณ ฉันจะรออยู่ที่โรงพยาบาลก็ได้” “รักคุณนะ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างรู้สึกผิด ในขณะที่เธอกำลังท้อง เขาไม่ควรทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจ “รักคุณเหมือนกันค่ะ อย่าเครียดมากนะคะ คุณพ่อลูกสอง” “ถ้าคุณไม่ดื้อ ผมก็ไม่เครียด” “ไม่ดื้อแล้วค่ะ จะเชื่อฟังสามีทุกอย่างเลย โอเคมั้ยคะ” อลีนาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะขอตัวไปจ่ายเงินและรับยา เสร็จแล้วโทร. หาอันนาเพื่อบอกว่าจะรอคิรากรมารับ ให้อันนากลับบ้านก่อน แต่โทร. ไปหลายครั้ง อันนาก็ไม่รับสาย อลีนาลองเดินไปดูที่ลานจอดรถ แต่รถของอันนาไม่ได้จอดอยู่ที่เดิมแล้วอันนาหายไปไหน!อลีนากลับเข้ามานั่งรอคิรากรในล็อบบีโรงพยาบาลแล้วพยายามโทร. หาอันนาอีกครั้ง แต่น้องสาวก็ยังไม่ยอมรับสาย หญิงสาวเอะใจ จึงโทร. ไปที่โรงเรียนสอนบัลเลต์ของไออุ่น “ไออุ่นยังอยู่ในห้องเรียนหร
“วันนี้เอยว่าง เอยไปส่งไออุ่นแล้วก็พาเอิงไปหาหมอเองนะ” อันนาเดินเข้ามาบอกอลีนาที่ยืนรอคนขับรถอยู่ที่หน้าบ้านกับไออุ่น “ถ้าเอยว่าง เอยควรไปช่วยพ่อแม่ดูบ้านที่ไฟไหม้ แล้วก็เก็บของเตรียมย้ายไปอยู่คอนโดนะ” อลีนาบอกด้วยน้ำเสียงและหน้านิ่งเรียบ เธอเดาไม่ออกว่าน้องสาวต้องการอะไรถึงได้มาทำดีกับเธอแบบนี้ “เราเป็นพี่น้องกันนะ ไม่ต้องมามองเอยด้วยสายตาหวาดระแวงแบบนั้น เอยแค่อยากดูแลเอิง คนขับรถก็แค่ไปส่ง แต่เอยจะตามไปช่วยดูแล ไปส่งจนถึงห้องตรวจเลย แล้วเอยก็อยากช่วยเอิงดูแลไออุ่นด้วย” ว่าแล้วก็ย่อตัวลงนั่งยองๆเพื่อคุยกับเด็กหญิงที่จับมือแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “น้าเอยขอโทษที่เคยทำให้ไออุ่นตกใจ ต่อไปน้าเอยจะไม่ทำอีก เราดีกันนะ” ไออุ่นมองนิ้วก้อยของอันนาที่ยื่นมาตรงหน้าอย่างลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยเล็กป้อมของตัวเองขึ้นไปเกี่ยว “ดีกันก็ได้ค่ะ” “ถ้าเราดีกันแล้ว ให้น้าเอยไปส่งนะ” ไออุ่นนิ่ง ไม่ยอมตอบ อันนาจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามอลีนา “ให้เอยไปส่งนะ เอยอยากดูแลเอิง อยากทำความคุ้นเคยกับไออุ่นด้วย หรือว่าเอิงจะกีดกันไม่ให้แม่ลูกสนิทกัน”







