Masukผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงอาหารทุกอย่างก็มาเสิร์ฟเต็มโต๊ะพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ อย่างข้าวหอมมะลิ
“เชิญกินได้ตามสบายเลยนะไม่ต้องเกรงใจ” ชายหนุ่มที่เป็นเจ้ามือวันนี้บอก
ตลอดมื้ออาหารนนทภัทรและอัครเดชจะผูกขาดบทสนทนาตลอด คงเป็นเพราะกรรณิกาไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจโรงแรมหรืออสังหาริมทรัพย์เลยได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ บางครั้งอัครเดชจะหันมาถามเธอบ้างเพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน แม้เธอไม่คิดแต่เขาก็อยากเอาใจน้องสาวและภรรยาของเพื่อนบ้างทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทเมียอีก เขายิ่งต้องทำคะแนน
“แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าฉันจองห้องพักที่โรงแรมแก ห๊ะ” ถึงปากเขาจะคุยกับเพื่อนแต่มือก็ไม่ได้ว่างเว้นที่จะตักอาหารให้ภรรยาที่รักเลย ทั้งที่เธอบอกเขาไปแล้วว่าไม่เป็นไร เขาก็ไม่ฟัง
“มีอะไรบ้างที่ฉันอยากรู้แล้วไม่รู้ ถึงตัวฉันจะอยู่ที่นี่แต่สายข่าวของฉันก็ไวนะเว้ย อย่างเช่นเรื่องไอ้กานต์ แม้แต่แกก็ยังไม่รู้เลยมั้ง”
“แล้วมันเรื่องอะไรล่ะวะ”
“ไปถามมันเองดิ เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือไง”
“พูดอย่างกับมันจะบอก” นนทภัทรว่า “แต่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ฉันรู้มาแหละว่ะ”
“ไม่รู้ไม่ชี้” อัครเดชว่าพลางยักไหล่
ในสายตาคนมองบอกได้คำเดียวเลยว่า...ท่าทีแบบนี้เรียกกวนประสาทคงไม่ผิด
“พวกพี่คุยอะไรกันคะ กิ่งไม่เห็นเข้าใจเลย”
“เปล่าครับ” สองหนุ่มที่รู้ความลับของเพื่อนปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียง แล้วเป็นอัครเดชที่เสไปถามเรื่องอื่นแทน
“น้องกิ่งสนใจให้ร้านอาหารของครอบครัวมาไว้ที่นี่บ้างหรือเปล่า”
“พี่อัครคงต้องไปคุยกับพี่กานต์เองดีกว่านะคะ” เธอแบ่งรับแบ่งสู้ ด้วยไม่มีความรู้ทางด้านนี้ จะให้พูดทั้งที่ยังไม่ปรึกษาพี่ชายก็กระไรอยู่ เพราะเธอไม่ค่อยได้ไปช่วยงานพี่ชายมากนัก
อัครเดชเองก็ถามไปอย่างนั้นเองแหละ ไม่ได้ต้องการคำตอบจริง ๆ หรอก รู้อยู่ว่าเพื่อนสนิทของภรรยาไม่มีบทบาทกับธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวเท่าไหร่นัก
“แล้วณิดาไปไหนคะ กิ่งไม่เห็นเห็นเลย” ร่างบางถามหาเพื่อนสนิทอย่างชณิดาภาที่ออกเรือนไปก่อนเพื่อน ๆ ด้วยตั้งแต่มายังไม่เจอเพื่อนเลย
“รายนั้นน่ะเหรอ ออกไปดูงานอีกโรงแรมน่ะ นี่ถ้ารู้ว่ากิ่งมานะ ไม่ยอมไปหรอก” อัครเดชแกล้งเผาภรรยาให้เพื่อนสนิทของเธอฟังด้วยแววตาอบอุ่นที่ไม่ค่อยจะได้เห็นกับผู้ชายตรงหน้ามากนัก
“พรุ่งนี้โน่นล่ะเขาถึงมาหาเรา ไม่ต้องห่วง” อัครเดชบอกอย่างรู้ใจภรรยา เธอมักจะบ่นกับเขาว่าอยากไปบ้านที่สระบุรีบ้าง หากทั้งเขาทั้งเธอต่างก็งานยุ่งทั้งคู่ จะให้เธอไปคนเดียวเขาก็ห่วง กังวลไปหมด เลยได้แต่บอกให้รอไปพร้อมเขาเมื่อมีเวลาว่าง
กรรณิกาพยักหน้ารับรู้
“พรุ่งนี้แกจะไปดำน้ำดูปะการังหรือจะเข้าเกาะพงัน”
“ฉันว่าจะไปเขื่อนเชี่ยวหลานก่อน กลับจากเขื่อนค่อยเข้าเกาะสักสองสามวัน” นนทภัทรบอกโปรแกรมที่วางไว้กับภรรยาให้เพื่อนฟัง
เมื่อกินข้าวเย็นกับอัครเดช และอยู่พูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย นนทภัทรก็ขอตัวพาภรรยาสาวออกมาเดินเล่นเพื่อเบริน์อาหารที่กินเข้าไปออก บริเวณชายหาดที่ทั้งสองเดินอยู่นั้นมีแสงสว่างจากโคมไฟที่ทำจากกะลามะพร้าวถูกวางตามแนวทางเดิน ไม่ให้ดูเปลี่ยวมากนัก ตรงไหนที่ไม่มีไฟหรือเป็นมุมอับจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยมาเดินตรวจทุกสิบห้านาที เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกค้าที่เข้าพักที่โรงแรม
“พี่นนท์ กิ่งอยากได้โคมไฟไปติดตามสวนบ้านเราจังเลยค่ะ คงจะสวยน่าดู” หญิงสาวอ้อนขอสามีเมื่อเห็นโคมไฟทำจากกะลามะพร้าวถูกแกะสลักเป็นรูปทรงต่าง ๆ อย่างประณีตและสวยงามจากช่างมากฝีมือ เกิดอยากได้ไปประดับสวนหย่อมที่บ้านและตามทางเดินของรีสอร์ตบ้าง
“น้องอยากได้เหรอคะ พี่ว่าซื้อใกล้ ๆ บ้านเราไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราขนจากที่นี่ไปมันจะหนักนะ ไหนจะของฝากที่เราจะซื้ออีก กระเป๋าเราสองคนคงจะไม่พอ”
“นั่นสิ” กรรณิกาพยักหน้าอย่างยอมรับในเหตุผลของสามี
“ดีมากครับ” พลางก้มหน้าลงหอมศีรษะคนตัวเล็กที่มีผมสีดำธรรมชาติปกคลุมอยู่
พูดคุยจนเข้าใจ ถึงจับมือกันเดินกะหนุงกะหนิงไปตามชายหาดที่มีหมู่ดาวส่องสว่างเต็มท้องฟ้า หญิงสาวซบศีรษะเล็กได้รูปไปกับแขนแกร่งของสามี หลังเดินเล่นกันจนเหนื่อยทั้งคู่พากันกลับห้องพักเพื่อพักผ่อน เพราะวันพรุ่งนี้ต้องนั่งเรือเข้าที่พักของเขื่อนเชี่ยวหลานที่ให้ทางโรงแรมจองที่พักไว้ให้
ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่นนทภัทรและกรรณิกาอยู่ที่นี่ ต่างได้ใช้เวลาร่วมกันตามประสาข้าวใหม่ปลามัน แม้ทุกอย่างจะออกนอกแผนไปบ้างก็ถือว่าชดเชยกันได้ ถึงจะได้ไปแค่ทะเลที่อยู่ตรงข้ามบ้านพักของอัครเดชในช่วงเย็นของทุกวันก็ตามจนวันนี้เป็นวันที่ทั้งสองจะเดินทางกลับ ทั้งอัครเดชทั้งชณิดาภาต่างเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้าน“ขอบคุณสำหรับที่พักนะณิดา” กรรณิกาเอ่ย เมื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างรถตู้ของโรงแรมที่จะออกไปส่งที่สนามบิน“ไม่เป็นไรหรอก แค่แกมาหาเราก็ดีใจแล้ว”“เรากลับก่อนนะ”“เดี๋ยวเราจะขึ้นไปหาบ่อย ๆ ฝากบอกน้ำฟ้าด้วยนะว่าคิดถึง” สองสาวกอดกันกลมเมื่อได้เวลาแล้ว“เดินทางปลอดภัยนะเว้ย ถึงแล้วก็โทรบอกกันบ้าง” อัครเดชบอกเพื่อน“อืม ๆ”“เรื่องที่ฉันเคยบอกก็จับตาดูให้ดีล่ะ อาจจะมีอะไรเด็ด ๆ ให้พ่อตาแม่ยายมึงตกใจเล่นก็ได้” เจ้าของบ้านกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันสองคน โดยที่ไม่ให้สองสาวเห็น…“กลับมาแล้วค่ะ” กรรณิกาส่งเสียงมาตั้งแต่ยั
ก่อนกลับนนทภัทรและกรรณิกายังได้เห็นทะเลหมอกลอยปกคลุมอยู่ยอดขุนเขาท่ามกลางแสงแรกของวันที่สาดส่องลงมาบาง ๆ ก่อนพากันของว่างที่มีวางไว้ให้บริการตัวเองและเดินทางกลับด้วยรถตู้ที่ทางโรงแรมส่งมารับในเวลาต่อมาทันทีที่มาถึงโรงแรมที่พักนนทภัทรก็ได้ทำการคืนห้อง ด้วยเขาจะเข้าเกาะในตอนบ่าย ทว่ามีประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมว่าจะมีพายุเข้าในวันนี้ สองสามีภรรยาเลยต้องพับแผนที่วางไว้ใส่กระเป๋า ชณิดาภาที่รู้ข่าว สั่งให้เลขาของสามีพาทั้งสองนั่งรถกอล์ฟมาส่งที่บ้าน“น้ำตาลจ๊ะยกกระเป๋าไปอยู่ห้องเดิมที่คุณกิ่งเคยมาพักนะ” ชณิดาภาบอกคนงานของตัวเอง“ไม่เป็นครับพี่ยกขึ้นไปเอง” นนทภัทรปล่อยให้สองสาวได้คุยกันตามลำพังตามประสาสาว ๆ ส่วนตนยกกระเป๋ามาไว้บนห้องแทน ที่เหลือก็ให้ภรรยาเก็บใส่ตู้ ห้องนี้เขาเคยมานอนแล้วช่วงที่อัครเดชและชณิดาภาแต่งงาน การจัดแต่งห้องยังเป็นโทนสีขาวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โซฟาก็ยังเป็นสีขาวมีลายจุดเล็ก ๆ อยู่บ้างประปราย“ขอบใจนะ เราคงรบกวนจนกว่าจะกลับเลยล่ะ” กรรณิกาพูดอย่างเกรงใจ“ทำไมถึงคิดอย่า
สองชั่วโมงกลับการนั่งรถ ทั้งคู่ก็มาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เมื่อส่งลูกทัวร์ถึงที่หมายรถตู้ก็กลับไปทันที หากมองจากตรงนี้ที่เป้นเนินสูงจะเห็นว่ามีแพไม้ไผ่และเรือหลายสิบลำลอยละลิ่วอยู่เหนือผิวน้ำคอยรับลูกทัวร์ไปส่งตามที่พักที่ต้องนั่งเรือหรือแพเข้าไป“พี่นนท์เราไปถ่ายรูปก่อนไหมคะ” กรรณิกาตะโกนถามสามีแข่งกับเสียงลมที่พัดมา“จ้ะ พี่ว่ายังพอมีเวลา”ทั้งคู่เดินชมวิวเหนือเขื่อนพร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก จนผ่านไปครึ่งชั่วโมงถึงพากันลงเรือเพื่อไปยังห้องพักที่ทางโรงแรมจองไว้ให้ ใช้เวลานานพอสมควรถึงมาถึงที่พัก บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ร่มเย็น สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน และยังเห็นหินปูนที่โผล่พ้นน้ำมามากมายเช็กอินที่ล็อบบี้เรียบร้อย พนักงานต้อนรับได้พาทั้งสองเดินบนแพไม้ไปยังห้องที่จองไว้ ซึ่งอยู่หลังสุดท้ายและอยู่ห่างจากหลังอื่น ๆ พอควร ตัวบ้านทำจากไม้ทั้งหมดมีหนึ่งห้องนอนและมีห้องน้ำในตัว ที่ที่เขาพักนั้นเหมาะสำหรับคู่รักที่มาฮันนีมูนอย่างเช่นคู่ของตน เพราะห้องห้องนี้จัดไว้ให้เป็นสไตล์สวีต เข้ามาในตัวบ้านจะเป็นกระจกด้านหน้ามีผ้าม่านสีฟ้าอ่อน
“คิดถึงเหมือนกัน สบายดีนะ”“สบายมาก นั่งก่อน” จัดแจงให้เพื่อนนั่งข้างตัวเองอย่างไม่ถามความเห็นของสามีและสามีของเพื่อน“สั่งเลยนะ เราเลี้ยงเอง” แล้วยื่นเมนูรายการอาหารให้คนข้าง ๆ“เอ่อ ที่รักครับ...” อัครเดชเอ่ยเสียงอึก ๆ อัก ๆ อย่างเกรงใจเมีย“ว่าไงคะ!!” ชณิดาภาถามเสียงเขียว“เปล่าครับเปล่า” ปฏิเสธด้วยคำพูดแต่ท่าทางก็มาพร้อมด้วยการโบกมือว่อนไปมาเฮ้อ สุดท้ายก็แพ้เมียอีกจนได้“พี่อัครน่ารักจังเลย” กรรณิกาปิดปากหัวเราะราวมีเรื่องตลกน่าขบขัน“ใช่ไหมล่ะ” ชณิดาภายักคิ้วให้เพื่อนประมาณว่าข่มไม่ได้อย่างฉันล่ะสิ เลยถูกเพื่อนสาวเบะปากใส่ซะเลยข้อหาหมั่นไส้ห้องอาหารที่สองคู่นั่งกันอยู่นั้นเป็นโซนอาหารไทยที่เคยมานั่งกินข้าวกับอัครเดชเมื่อคืนกรรณิกาสังเกตบริเวณโดยรอบ หลังเมื่อคืนไม่ได้แม้แต่จะมอง สถานที่ของที่นี่จัดได้อย่างสวยงาม สอดแทรกความเป็นไทยเข้าด้วยกันได้ เพอร์เฟกต์ถูกใจคนรักการจัดสวนอย่างเธอเป็นที่สุดด้านที่เธอนั่ง
“อย่าทำอย่างนั้นสิคะ” นนทภัทรพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียเมื่อถูกรบกวนห้วงนิทราจากคนตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดแล้วกระชับรัดกอดแน่น“อือ กิ่งหายใจไม่ออกนะ” พลางใช้มือดันอกแกร่งที่เปลือยเปล่าอยู่ออก และเธอเพิ่งรู้ตัวว่าไม่อาภรณ์ใด ๆ อยู่บนเรือนร่างเลยแม้แต่ชิ้นเดียว “พี่นนท์ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าให้กิ่งด้วยคะ”แต่คนที่กำลังสูดดมกลิ่นกายหอม ๆ อยู่หาสนใจไม่ กลับใช้ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่งจี้เอวบางอย่างหยอกเย้า เป็นผลให้คนโดนแกล้งหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เพราะบ้าจี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจออย่างนี้จึงเกิดอาการชักดิ้นชักงอให้เห็น“ฮ่า ฮ่า พี่นนท์คะกิ่งจั๊กจี้นะ อย่าแกล้งกันอย่างนี้สิ”แกล้งจนพอใจชายหนุ่มถึงปล่อยร่างเล็ก เมื่อหลุดออกจากแขนแกร่งได้หญิงสาวรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งร่างกายเปลือยเปล่าอย่างนั้น แต่ก่อนจะเข้าไปกับหันมาแลบลิ้นใส่ร่างสูงที่นั่งมองมาจากบนที่นอน“ยังอีก!”นนทภัทรทำท่าจะลุก ทำให้ร่างเล็กส่งเสียงกรีดร้องออกมาแล้วรีบปิดประตูห้องน้ำจนเกิดเสียงดัง เกรงว่าชายหนุ่มจะเข้ามาแกล้งเธอถึงข้าง
“กิ่งจ๋า อาบน้ำพร้อมพี่นะครับ พี่อยากมีคนถูหลังให้น่ะ”“ว้าย! พี่นนท์” เข้าห้องมาได้ชายหนุ่มก็อุ้มร่างบางตรงไปยังห้องน้ำทันที หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนสามีหนุ่มจะวางร่างของเธอลงพื้นกระเบื้องพร้อมทั้งจับถอดเสื้อผ้าจนหมด ไม่ว่าจะเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถึงมาถอดของตัวเองบ้างโดยใช้เวลาแค่เสี้ยววินาที ร่างกายแข็งแรงเปลือยเปล่าอุดมไปด้วยลอนกล้ามเนื้อท้องของผู้ชายที่มักใช้เวลาหมดไปกับการออกกำลังกายเป็นแรมเดือนกว่าจะได้ร่างกายกำยำอย่างนี้ ทำให้หญิงสาวมองด้วยสายตาตกตะลึงเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ถึงแม้จะเห็นมาหลายต่อหลายครั้งก็ยังไม่ชินกับร่างกายของสามีหนุ่มอยู่ดี ล่าสุดในคืนเข้าหอเธอไม่ได้สังเกตอะไรในร่างกำยำนี้แม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เขาพาเธอเล่นผีผ้าห่มเขาไม่เคยเลยที่จะให้เธอตั้งตัวหรือเตรียมใจและครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันปลง!สั้น ๆ แต่ได้ใจความ“กิ่งเช็ดน้ำลายด้วยค่ะ ไหลถึงครางแล้ว” ร่างบางที่มองเขาจนตาค้างอยู่เป็นนานยังไม่ได้สติสักที เลยเอ่ยแซวไปอย่างนั้นเอง“อุ้ย” หญิงสาวตกใจเมื่อได้ยินคำของสามี เลยเกิดอา







