Share

อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย
อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย
Penulis: นักเขียนบ้านนา

บทที่ 1/1

last update Tanggal publikasi: 2026-01-19 14:25:58

                                                  อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1

             อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546

เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า  

“มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายขาย”

เจอศพกระโดดตัวเป็น ๆ ขนาดนี้ ใครจะไม่ซื้อล่ะ เพราะเท่ากับว่าเห็นสิ่งอัปมงคลที่สุดในชีวิตไปแล้ว เป็นการหารายได้ที่พวกนักพรตเหมาซานนิยมทำกันมาก บางครั้งศพกระโดดเหล่านี้ก็มีการแอบขุดศพขึ้นมา

            “อาจารย์ครับ ผมว่าที่นี่ได้เงินไม่เท่าไหร่เลยนะครับ หาศพที่น่ากลัวกว่านี้ก็ดีนะครับ”

            “คิดว่ามันง่ายนักหรือไงวะหา จะขุดแต่ละทีต้องคอยระวังพวกมือปราบอีก เดี๋ยวนี้ไปไหนไม่มีผีที่ไหนอาละวาดเลยวุย” อาจารย์บ่น

            “นี่ถ้าเราหาโอสถทิพย์ตามคำทำนายเจอก็คงจะดีนะครับ เราจะได้รวยกันสักที” ลูกศิษย์พูด

            “คำทำนายนั่นมันตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว เป็นร้อยปียังไม่เจอ จนคนคิดว่าไม่จริงแล้ว” อาจารย์พูดอย่างหัวเสีย

            ยังไม่ทันไรมีร่างหนี่งเดินโซเซเหมือนคนเมากำลังมาทางทั้งสองคน ร่างนั้นเป็นชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ที่ผมด้านหน้าทักเป็นเปียเล็ก ๆ สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตากว่าคนอื่นแต่มันก็ดูมีราคามีมาก

            “ต่างชาติเหรอ ! ท่าทางจะเมา เอางี้มั้ยครับอาจารย์ เราปล้นมันเลยมั้ยครับ ยังไงพวกคนต่างชาติต่อให้โดนฆ่าตายก็ไม่มีใครสนใจหรอกครับ”  จริงอยู่ว่าอาณาจักรดันสือ ต้อนรับคนต่างชาติแล้ว แต่เวลามีปัญหา หรือถูกฆ่าตายก็มักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

            “ดูเหมือนมันไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายหรอก แต่ว่า ก็เอาสิ ถ้ามันตายข้าจะจับมันทำเจียงสือซะเลย รับร้องคนกลัวมันแน่ตัวใหญ่ขนาดนี้ คงขายยันต์ได้หลายตังค์แล้วล่ะ”

“แต่ศิษย์พี่ตัวมันยังกะยักษ์เลยครับพวกเราจะเอาอยู่เหรอ”หนึ่งในลูกศิษย์พูด

“กลัวอะไรวะ มันยืนยังแทบจะไม่ได้เลย พวกเราตั้งสี่คน อีกอย่าง ถ้ามันเก่งเจอเจียงสือข้าเข้าไป รับรอง ตายแน่” นักพรตพูด พวกเขามาใกล้ อีกฝ่ายพูดภาษาที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจ

“I'm hungry.(ข้าหิว!)”

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ยิน และเหล่าชาวบ้านในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด กันแทบทั้งคืน

ณ ตำหนักของอ๋องหลี่หวู่หมิง อ๋อง หลี่หวู่หมิงชายวัยสี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไว้หนวด กำลังนั่งวาดภาพอยู่เพียงลำพัง เขาคือ พระเจ้าอาของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันหลี่หลงซิน  จึงจัดว่าเป็นคนมีอำนาจมากในอาณาจักรดันซือ เพราะมีกองทัพส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดและเก่งที่สุดในดินแดน

อ๋องท่านนี้เป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่รักของประชาชนว่ากันว่า อ๋องหลี่หวู่หมิงเป็นรักของประชาชนมากกว่าหลี่หลงซิน  ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียอีก เพราะนอกจากจะมีทัพเรือแล้ว ยังมีหน่วยมือปราบ ที่สามารถทวงความเป็นธรรมให้กับคนที่ได้รับความอยุติธรรม และยังคอยจับโจรผู้ร้ายอีกด้วย โดยท่านอ๋องได้รับอำนาจนี้จากฮ่องเต้พระองก์ก่อน สี่มือปราบของพระองค์ จะถูกเรียกว่า สี่มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น[4] ที่มาของชื่อนี้มาจากการเอาแซ่ของเหล่ามือปราบมาอ่านรวมกัน ซึ่งประกอบด้วย

เฟิงต้ายงเจ้าของเพลงกระบี่พายุ เป็นชายวัยสามสิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเข้ม เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ และยังมีวิชาเกราะฟ้า ทำให้ร่างกายคงกระพันไม่มีอาวุธใดสามารถระคายผิวได้ แต่เขาสอบจองหงวนบู๊ตก เนื่องปีนั้นมียอดฝีมือมากกว่าทุกปี  ทว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงเห็นความสามารถจึงนำมาชุบเลี้ยงเอาไว้ เขาเป็นคนจริงจังและเคร่งครัดต่อหน้าที่สุดแล้ว จึงได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้

            เถียวเสี่ยวฟู เจ้าวิชาพิณเทพพันลี้ เถียวเสี่ยวฟู เป็นชายวัยยี่สิบห้า ใบหน้างดงามดั่งรูปเกาะสลักจากหยกชั้นดี เขามีรูปร่างเล็กดูบอบบาง ดูแล้วเหมือนพวกชายหนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งตรงตามนั้นเขาเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญ สืบเชื้อสายตระกูลใหญ่ แต่เห็นเอวบางร่างน้อยแบบนี้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังวัตร[5]อัดแน่น ทำให้เขาใช้เสียงพิณเป็นอาวุธได้ เสียงพิณของเขาว่ากันสามารถทำลายได้แม้แต่กำแพงหนา ๆ แถมยังมีวิชาที่ชื่อว่า วิชาชิงพลังวัตร คือสามารถดูพลังวัตรของคนอื่นได้ด้วย แม้จะมาจากตระกูลใหญ่แต่ด้วยความที่เป็นลูกของเมียรองเลยทำให้ ไม่ได้รับความสำคัญ เขาจึงใช้เวลาไปกับดนตรีและสุรานารี เสียส่วนมาก สุดท้ายได้เจอกับอ๋อง  หลี่หวู่หมิงและได้พูดคุยถูกคอกัน เขากลายเป็นมือปราบของท่านอ๋อง ซึ่งเขาจะเก่งเรื่องการเข้าหาผู้คนเพื่อสืบความลับโดยเฉพาะกับผู้หญิง

             อวี่จิ้งเซียง เจ้าของวิชาร่มพิฆาต เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม วัยยี่สิบปี นางมีหน้าตาสวยงาม แฝงด้วยความขี้เล่นและซุกซน นางเป็นบุตรสาวของนายอำเภอคนหนึ่ง นางหวังว่าจะเป็นขุนนางให้ได้ แต่เพราะเป็นสตรีเพศทำให้สอบเป็นขุนนางไม่ได้ แต่ก็พยายามจนอ่านออกเขียนได้  นางแอบไปดูพวกผู้ชายฝึกยุทธและชอบแอบไปอ่านตำราเพลงยุทธ ที่พ่อของนางเก็บเอาไว้ นางเอาร่มมาฝึกแทนอาวุธ โดยจำจากที่แอบดูมาและดัดแปลงจนกระทั่งนางสามารถคิดวิชาเพลงยุทธได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ร่มเป็นอาวุธ จึงตั้งชื่อว่าวิชา ร่มพิฆาต และกำลังจะปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับนางได้ว่าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของนาง ท่านอ๋องถึงกับประหลาดใจ เพราะนางมีความสามารถในระดับดีทีเดียว และเกิดความเอ็นดูขึ้นมา จึงให้นางมาเป็นมือปราบ ซึ่งนางก็เหมือนกับเป็นมันสมองของกลุ่มเพราะนางมีความฉลาด มากที่สุด

            ซุ่นมู่ซาน เจ้าของวิชาหมัดอสรพิษ ชายวัยสามสิบปี รูปร่างผอมบางจนเหมือนคนป่วย แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้วิชาแพทย์ การใช้พิษ และวิชาหมัดอสรพิษ เดิมทีเขาเป็นสมาชิกในกลุ่มโจรเกือบโดนประหารไปแล้ว แต่ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้รับรู้ว่า เขาคอยพยายามรักษาคนป่วยคุกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ท่านอ๋องรู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย จึงได้ขอตัวเอามามือปราบ  ซึ่งเขาเหมือนจะเป็นหมอประจำกลุ่มและยังคอยรักษาคนป่วยอยู่เสมอ ๆ

            หลังจากที่ทั้งสี่มาอยู่ในสังกัดของท่านอ๋องก็สร้างชื่อในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวบ้าน โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

            ทั้งสี่เดินเข้ามา ทุกคนอยู่ในชุดยาวสีแดงที่ปลายแขนเสื้อปักด้วยด้ายสีฟ้าเป็นรูปท้องทะเล  และชายเสื้อก็ปักเป็นรูปเดียวกัน และใส่สายคาดเอวสีดำ สวมหมวกสีดำติดด้วยพู่สีแดง และทำความเคารพท่านอ๋องพร้อมกัน

            “ขอพระองค์ อายุยืน เก้าพัน เก้าพัน ปี ขออภัยที่พวกข้ามาช้า”

            “ลุกขึ้นทำตัวตามสบายเถอะ แล้วก็ข้าบอกหลายทีแล้วไม่ต้องมากพิธีหรอก นี่มันในบ้านข้า” ท่านอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจ ทั้งสี่ลุกขึ้นแทบทัน

“ท่านอ๋องเรียกพวกเรามาวันนี้ด้วยกิจอันใดหรือพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงถามทันที

“รู้เรื่องโอสถทิพย์ หรือยังล่ะ” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงตรัส ทั้งสี่มองหน้ากัน ซุ่นมู่ซานเลยพูดขึ้นมา

“โอสถทิพย์ คือ ยาวิเศษ ในคำทำนายของโหรหลวง[6]ของราชวงศ์ก่อนนี่ มันเป็นเหมือนเรื่องเล่า ข้าเรียนรู้ตำรแพทย์มา ก็เคยอ่านเจอเท่านั้นไม่เคยเห็นของจริงเลยนะพะยะค่ะ จนหลายคนคิดไม่มีแล้วล่ะพะยะค่ะ อาจารย์ข้าเองก็พยายามปรุงยาที่ว่ามาหลายปีแล้วล่ะพะยะค่ะ แต่ก็ขว้าน้ำเหลวตลอด จนบางคนคิดว่าโหรหลวงคนนั้นเป็นพวกต้มตุ๋มไปแล้ว”

ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

“ตอนนี้ของจริงปรากฎขึ้นมาแล้วล่ะ”

“ทรงพูดอะไรนะเพค่ะ” อวี่จิ้งเซียงรีบถามทันที

“เป็นเรื่องจริงสายข่าวของข้า แจ้งแแล้วว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง”

“จริงเหรอพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คนอื่น ๆ เองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ท่านอ๋องพยักหน้า

“สายข่าวบอกว่า มีนักพรตเหมาซานคนหนึ่ง ได้ทำการปลุกเจียงซือ เพื่อส่งร่างคนตายกลับบ้าน แล้วนักพรตไปพบโอสถทิพย์เข้าและ เผลอเอาโอสถทิพย์ให้เจียงซือตนหนึ่งกิน เจียงซือตนนั้น คืนชีพ กลับมาสติอีกครั้งหนึ่ง และทำร้ายนักพรตคนนั้นตาย เจ้าเจียงซือตนนั้นก็หนีไปพร้อมกับโอสถทิพย์” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา

“พระองค์แน่พระทัยแล้วหรือเพค่ะ ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้ พวกเหมาซานส่วนมากก็เป็นพวกต้มตุ๋นทั้งนั้นเลยนี่” อวี่จิ้งเซียงแย้งขึ้น

“จิ้งเซียงตั้งแต่เจ้า เข้าศาสนาใหม่เนี่ย ก็มองพวกความเชื่อเก่า ๆ กลายเป็นผู้ร้ายตลอดเลยนะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดพลางหัวเราะ

[1] ไม่ต้องเปิดตำราไหนดูหรอกนะครับ ราชวงค์นี้สมมุติขึ้นมาครับ ดินแดนก็เหมือนกัน คำว่า ดันซือ แปลว่าโลกครับ  ถ้าเทียบเวลาก็น่าจะช่วงกลางหมิงครับ แต่ธีมของจีนเป็นหมิง แต่มีการผสม ของประเทศอื่นมาด้วย

[2] วิชาเหมาซาน วิชาเหมาซาน เป็นศาสตร์หนึ่งของลัทธิเต๋า ที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์, ค่ายกล, คณิตศาสตร์ และ กลศึก ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วิทยาศาสตร์แบบจีน ซึ่งที่มาของคำว่า เหมาซานนั้น เป็นชื่อของภูเขาแหน่งหนึ่งในหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของของสำนักเหมาซานนั่นเอง

[3] 1.เจียงสือคือ ผีดิบ ตามความเชื่อจีน  โดยมีนักประพันธ์ชาวจีนในราชวงศ์ชิง ปีค.ส.1724-1805 หรือ พ.ศ.2267-2348 นามว่า จี้เสี่ยวหลาน ได้บันทึกเอาไว้ โดยได้ระบุสาเหตุในการฟิ้นคืนชีพไว้ดังนี้ 1.ถูกปลุกชีพโดยพวกหมอผี

2.ศพถูกสิงโดยวิญญาณชั่วร้าย

3ศพได้รับการดูดซับพลังหยินหยางจนสามารถคืนชีพได้

4.หยวนเหม่ย นักปราชในยุคเดียวกันได้ตั้งทฤษีจิตเลวจิตดีจิตเลวเอาไว้ว่า มนุษย์มีทั้งจิตดีและจิตชั่วอยู่ในร่างเมื่อตนเราตายลงจิตทั้งสองจะออกจากร่าง แต่ถ้าจิตชั่วอยู่ในร่าง จะทำให้กลายเป็นผีดิบ

5.ศพไม่ได้ถูกฝั่งอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้ามีแมวดำมากระโดดใส่ หรือถูกผ้าฝ่าใส่ศพจะกลายเป็นเจียงสือ

6.ตายอย่างผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ศพจะอาฆาตและกลายเป็นเจียงสือ

7.ติดเชื้อเพราะโดนเจียงสือกัน

แต่ว่าจริง ๆ มาจาก พิธีส่งศพพันลี้ การขนศพในท่ายืน จะเคลื่อนย้ายโดยการสอดลำไม้ไผ่ไว้ใต้รักแร้ พร้อมผูกแขนทั้งสองข้างของศพไว้กับไม้ไผ่ ใช้คนหามปลายลำไม้ด้านหน้าและหลังอย่างละ 1 คน ซึ่งบ้างครั้งอาจขนศพมากถึง 2-3 ศพในครั้งเดียว  แล้วนักพรตก็จะมีกระดิ่งไว้สั่น เพื่อให้คนที่ได้ยินรู้ว่ากำลังมีพิธีนี้อยู่แถว ๆ นั้น เพราะพิธีนี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้พบเห็ทำให้เมื่อคนทั่วไปเห็นวิธีการขนศพดังกล่าวก็จะเข้าใจผิด เกิดความเชื่อเรื่องเจียงซือเดินทางด้วยการกระโดด สาเหตุที่ไม่ใช้โลงเพราะเพราะค่าใช้จ่ายสูงและขนย้ายลำบาก

[4] เฟิงเถียวอวี่ซุ่น (风调雨顺 - Fēng tiáo yǔ shùn) เป็นสำนวนจีนมงคลที่แปลว่า 'ลมพัดดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล' สื่อถึงความราบรื่น สะดวกสบาย สภาพอากาศดีเยี่ยม และความสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง มักใช้เป็นคำอวยพรให้กิจการก้าวหน้า การเดินทางปลอดภัย และชีวิตมีความสุขสงบ รุ่งเรือง. 

[5] พลังวัตร คือ พลังงานชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ผ่านการทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย.

[6] โหรหลวงจีน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน หรือที่เรียกกันว่า เซาโลแส (先生) ทำหน้าที่ทำนายดวงชะตา ผูกดวงจีนโดยใช้หลัก ธาตุทั้ง 5 (五行) (น้ำ, ไม้, ไฟ, ดิน, ทอง) และ หลักปีนักษัตร (สิบสองราศี), ศาสตร์การคำนวณเวลาเกิด, และ หลักฮวงจุ้ย เพื่อพยากรณ์อนาคต, การดำเนินชีวิต, การงาน, ความรัก, สุขภาพ และช่วยปรับปรุงฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในจีน. 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/2

    เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/1

    ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/2

    “อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/1

    ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/2

    “เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/1

    ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 4 2/2

    “เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    บทที่ 4 1/2

    ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขา

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    3 2/2

    ทุกคนมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ทั้งคังหวั่นฟานและเยี่ยตงลิ้วรู้สึกถึงไอปีศาจที่มากกว่าที่เคยเจอมาในครั้งไหน ๆ“เจ้านี่มันอะไรเนี่ย ทำไมไอปีศาจถึงได้มากขนาดนี้” เยี่ยตงลิ้วกลัวจนตัวสั่น “นี่พวกแกต้องการอะไรจากข้าหรือไง ถึงได้ก่อกวนข้าอยู่ได้เนี่ย” ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อห

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 3 1/2

    ตอนที่ 3“ก็ไม่แปลกนี้ เจียงสือน่ะ คือการเอาพลังปีศาจใส่ในร่างศพนะ แต่มันเป็นพลัง อ่อน ๆ แค่ให้เคลื่อนไหวได้เท่านั้นล่ะ” เถียวเสี่ยวฟู่พูดขึ้นมา นางสั่งลูกศิษย์ให้ตั้งโต๊ะพิธี เธอเอาเข็มทิศวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับเศษหีบ เธอเริ่มร่ายมนตร์บางอย่าง เข็มทิศกับเศษหีบหลอมรวมกันทันที “ตอนนี้เข็มทิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status