Compartir

อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย
อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย
Autor: นักเขียนบ้านนา

บทที่ 1/1

last update Última actualización: 2026-01-19 14:25:58

                                                  อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1

             อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546

เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า  

“มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายขาย”

เจอศพกระโดดตัวเป็น ๆ ขนาดนี้ ใครจะไม่ซื้อล่ะ เพราะเท่ากับว่าเห็นสิ่งอัปมงคลที่สุดในชีวิตไปแล้ว เป็นการหารายได้ที่พวกนักพรตเหมาซานนิยมทำกันมาก บางครั้งศพกระโดดเหล่านี้ก็มีการแอบขุดศพขึ้นมา

            “อาจารย์ครับ ผมว่าที่นี่ได้เงินไม่เท่าไหร่เลยนะครับ หาศพที่น่ากลัวกว่านี้ก็ดีนะครับ”

            “คิดว่ามันง่ายนักหรือไงวะหา จะขุดแต่ละทีต้องคอยระวังพวกมือปราบอีก เดี๋ยวนี้ไปไหนไม่มีผีที่ไหนอาละวาดเลยวุย” อาจารย์บ่น

            “นี่ถ้าเราหาโอสถทิพย์ตามคำทำนายเจอก็คงจะดีนะครับ เราจะได้รวยกันสักที” ลูกศิษย์พูด

            “คำทำนายนั่นมันตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว เป็นร้อยปียังไม่เจอ จนคนคิดว่าไม่จริงแล้ว” อาจารย์พูดอย่างหัวเสีย

            ยังไม่ทันไรมีร่างหนี่งเดินโซเซเหมือนคนเมากำลังมาทางทั้งสองคน ร่างนั้นเป็นชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ที่ผมด้านหน้าทักเป็นเปียเล็ก ๆ สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตากว่าคนอื่นแต่มันก็ดูมีราคามีมาก

            “ต่างชาติเหรอ ! ท่าทางจะเมา เอางี้มั้ยครับอาจารย์ เราปล้นมันเลยมั้ยครับ ยังไงพวกคนต่างชาติต่อให้โดนฆ่าตายก็ไม่มีใครสนใจหรอกครับ”  จริงอยู่ว่าอาณาจักรดันสือ ต้อนรับคนต่างชาติแล้ว แต่เวลามีปัญหา หรือถูกฆ่าตายก็มักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

            “ดูเหมือนมันไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายหรอก แต่ว่า ก็เอาสิ ถ้ามันตายข้าจะจับมันทำเจียงสือซะเลย รับร้องคนกลัวมันแน่ตัวใหญ่ขนาดนี้ คงขายยันต์ได้หลายตังค์แล้วล่ะ”

“แต่ศิษย์พี่ตัวมันยังกะยักษ์เลยครับพวกเราจะเอาอยู่เหรอ”หนึ่งในลูกศิษย์พูด

“กลัวอะไรวะ มันยืนยังแทบจะไม่ได้เลย พวกเราตั้งสี่คน อีกอย่าง ถ้ามันเก่งเจอเจียงสือข้าเข้าไป รับรอง ตายแน่” นักพรตพูด พวกเขามาใกล้ อีกฝ่ายพูดภาษาที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจ

“I'm hungry.(ข้าหิว!)”

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ยิน และเหล่าชาวบ้านในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด กันแทบทั้งคืน

ณ ตำหนักของอ๋องหลี่หวู่หมิง อ๋อง หลี่หวู่หมิงชายวัยสี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไว้หนวด กำลังนั่งวาดภาพอยู่เพียงลำพัง เขาคือ พระเจ้าอาของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันหลี่หลงซิน  จึงจัดว่าเป็นคนมีอำนาจมากในอาณาจักรดันซือ เพราะมีกองทัพส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดและเก่งที่สุดในดินแดน

อ๋องท่านนี้เป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่รักของประชาชนว่ากันว่า อ๋องหลี่หวู่หมิงเป็นรักของประชาชนมากกว่าหลี่หลงซิน  ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียอีก เพราะนอกจากจะมีทัพเรือแล้ว ยังมีหน่วยมือปราบ ที่สามารถทวงความเป็นธรรมให้กับคนที่ได้รับความอยุติธรรม และยังคอยจับโจรผู้ร้ายอีกด้วย โดยท่านอ๋องได้รับอำนาจนี้จากฮ่องเต้พระองก์ก่อน สี่มือปราบของพระองค์ จะถูกเรียกว่า สี่มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น[4] ที่มาของชื่อนี้มาจากการเอาแซ่ของเหล่ามือปราบมาอ่านรวมกัน ซึ่งประกอบด้วย

เฟิงต้ายงเจ้าของเพลงกระบี่พายุ เป็นชายวัยสามสิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเข้ม เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ และยังมีวิชาเกราะฟ้า ทำให้ร่างกายคงกระพันไม่มีอาวุธใดสามารถระคายผิวได้ แต่เขาสอบจองหงวนบู๊ตก เนื่องปีนั้นมียอดฝีมือมากกว่าทุกปี  ทว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงเห็นความสามารถจึงนำมาชุบเลี้ยงเอาไว้ เขาเป็นคนจริงจังและเคร่งครัดต่อหน้าที่สุดแล้ว จึงได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้

            เถียวเสี่ยวฟู เจ้าวิชาพิณเทพพันลี้ เถียวเสี่ยวฟู เป็นชายวัยยี่สิบห้า ใบหน้างดงามดั่งรูปเกาะสลักจากหยกชั้นดี เขามีรูปร่างเล็กดูบอบบาง ดูแล้วเหมือนพวกชายหนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งตรงตามนั้นเขาเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญ สืบเชื้อสายตระกูลใหญ่ แต่เห็นเอวบางร่างน้อยแบบนี้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังวัตร[5]อัดแน่น ทำให้เขาใช้เสียงพิณเป็นอาวุธได้ เสียงพิณของเขาว่ากันสามารถทำลายได้แม้แต่กำแพงหนา ๆ แถมยังมีวิชาที่ชื่อว่า วิชาชิงพลังวัตร คือสามารถดูพลังวัตรของคนอื่นได้ด้วย แม้จะมาจากตระกูลใหญ่แต่ด้วยความที่เป็นลูกของเมียรองเลยทำให้ ไม่ได้รับความสำคัญ เขาจึงใช้เวลาไปกับดนตรีและสุรานารี เสียส่วนมาก สุดท้ายได้เจอกับอ๋อง  หลี่หวู่หมิงและได้พูดคุยถูกคอกัน เขากลายเป็นมือปราบของท่านอ๋อง ซึ่งเขาจะเก่งเรื่องการเข้าหาผู้คนเพื่อสืบความลับโดยเฉพาะกับผู้หญิง

             อวี่จิ้งเซียง เจ้าของวิชาร่มพิฆาต เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม วัยยี่สิบปี นางมีหน้าตาสวยงาม แฝงด้วยความขี้เล่นและซุกซน นางเป็นบุตรสาวของนายอำเภอคนหนึ่ง นางหวังว่าจะเป็นขุนนางให้ได้ แต่เพราะเป็นสตรีเพศทำให้สอบเป็นขุนนางไม่ได้ แต่ก็พยายามจนอ่านออกเขียนได้  นางแอบไปดูพวกผู้ชายฝึกยุทธและชอบแอบไปอ่านตำราเพลงยุทธ ที่พ่อของนางเก็บเอาไว้ นางเอาร่มมาฝึกแทนอาวุธ โดยจำจากที่แอบดูมาและดัดแปลงจนกระทั่งนางสามารถคิดวิชาเพลงยุทธได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ร่มเป็นอาวุธ จึงตั้งชื่อว่าวิชา ร่มพิฆาต และกำลังจะปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับนางได้ว่าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของนาง ท่านอ๋องถึงกับประหลาดใจ เพราะนางมีความสามารถในระดับดีทีเดียว และเกิดความเอ็นดูขึ้นมา จึงให้นางมาเป็นมือปราบ ซึ่งนางก็เหมือนกับเป็นมันสมองของกลุ่มเพราะนางมีความฉลาด มากที่สุด

            ซุ่นมู่ซาน เจ้าของวิชาหมัดอสรพิษ ชายวัยสามสิบปี รูปร่างผอมบางจนเหมือนคนป่วย แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้วิชาแพทย์ การใช้พิษ และวิชาหมัดอสรพิษ เดิมทีเขาเป็นสมาชิกในกลุ่มโจรเกือบโดนประหารไปแล้ว แต่ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้รับรู้ว่า เขาคอยพยายามรักษาคนป่วยคุกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ท่านอ๋องรู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย จึงได้ขอตัวเอามามือปราบ  ซึ่งเขาเหมือนจะเป็นหมอประจำกลุ่มและยังคอยรักษาคนป่วยอยู่เสมอ ๆ

            หลังจากที่ทั้งสี่มาอยู่ในสังกัดของท่านอ๋องก็สร้างชื่อในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวบ้าน โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

            ทั้งสี่เดินเข้ามา ทุกคนอยู่ในชุดยาวสีแดงที่ปลายแขนเสื้อปักด้วยด้ายสีฟ้าเป็นรูปท้องทะเล  และชายเสื้อก็ปักเป็นรูปเดียวกัน และใส่สายคาดเอวสีดำ สวมหมวกสีดำติดด้วยพู่สีแดง และทำความเคารพท่านอ๋องพร้อมกัน

            “ขอพระองค์ อายุยืน เก้าพัน เก้าพัน ปี ขออภัยที่พวกข้ามาช้า”

            “ลุกขึ้นทำตัวตามสบายเถอะ แล้วก็ข้าบอกหลายทีแล้วไม่ต้องมากพิธีหรอก นี่มันในบ้านข้า” ท่านอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจ ทั้งสี่ลุกขึ้นแทบทัน

“ท่านอ๋องเรียกพวกเรามาวันนี้ด้วยกิจอันใดหรือพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงถามทันที

“รู้เรื่องโอสถทิพย์ หรือยังล่ะ” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงตรัส ทั้งสี่มองหน้ากัน ซุ่นมู่ซานเลยพูดขึ้นมา

“โอสถทิพย์ คือ ยาวิเศษ ในคำทำนายของโหรหลวง[6]ของราชวงศ์ก่อนนี่ มันเป็นเหมือนเรื่องเล่า ข้าเรียนรู้ตำรแพทย์มา ก็เคยอ่านเจอเท่านั้นไม่เคยเห็นของจริงเลยนะพะยะค่ะ จนหลายคนคิดไม่มีแล้วล่ะพะยะค่ะ อาจารย์ข้าเองก็พยายามปรุงยาที่ว่ามาหลายปีแล้วล่ะพะยะค่ะ แต่ก็ขว้าน้ำเหลวตลอด จนบางคนคิดว่าโหรหลวงคนนั้นเป็นพวกต้มตุ๋มไปแล้ว”

ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

“ตอนนี้ของจริงปรากฎขึ้นมาแล้วล่ะ”

“ทรงพูดอะไรนะเพค่ะ” อวี่จิ้งเซียงรีบถามทันที

“เป็นเรื่องจริงสายข่าวของข้า แจ้งแแล้วว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง”

“จริงเหรอพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คนอื่น ๆ เองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ท่านอ๋องพยักหน้า

“สายข่าวบอกว่า มีนักพรตเหมาซานคนหนึ่ง ได้ทำการปลุกเจียงซือ เพื่อส่งร่างคนตายกลับบ้าน แล้วนักพรตไปพบโอสถทิพย์เข้าและ เผลอเอาโอสถทิพย์ให้เจียงซือตนหนึ่งกิน เจียงซือตนนั้น คืนชีพ กลับมาสติอีกครั้งหนึ่ง และทำร้ายนักพรตคนนั้นตาย เจ้าเจียงซือตนนั้นก็หนีไปพร้อมกับโอสถทิพย์” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา

“พระองค์แน่พระทัยแล้วหรือเพค่ะ ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้ พวกเหมาซานส่วนมากก็เป็นพวกต้มตุ๋นทั้งนั้นเลยนี่” อวี่จิ้งเซียงแย้งขึ้น

“จิ้งเซียงตั้งแต่เจ้า เข้าศาสนาใหม่เนี่ย ก็มองพวกความเชื่อเก่า ๆ กลายเป็นผู้ร้ายตลอดเลยนะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดพลางหัวเราะ

[1] ไม่ต้องเปิดตำราไหนดูหรอกนะครับ ราชวงค์นี้สมมุติขึ้นมาครับ ดินแดนก็เหมือนกัน คำว่า ดันซือ แปลว่าโลกครับ  ถ้าเทียบเวลาก็น่าจะช่วงกลางหมิงครับ แต่ธีมของจีนเป็นหมิง แต่มีการผสม ของประเทศอื่นมาด้วย

[2] วิชาเหมาซาน วิชาเหมาซาน เป็นศาสตร์หนึ่งของลัทธิเต๋า ที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์, ค่ายกล, คณิตศาสตร์ และ กลศึก ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วิทยาศาสตร์แบบจีน ซึ่งที่มาของคำว่า เหมาซานนั้น เป็นชื่อของภูเขาแหน่งหนึ่งในหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของของสำนักเหมาซานนั่นเอง

[3] 1.เจียงสือคือ ผีดิบ ตามความเชื่อจีน  โดยมีนักประพันธ์ชาวจีนในราชวงศ์ชิง ปีค.ส.1724-1805 หรือ พ.ศ.2267-2348 นามว่า จี้เสี่ยวหลาน ได้บันทึกเอาไว้ โดยได้ระบุสาเหตุในการฟิ้นคืนชีพไว้ดังนี้ 1.ถูกปลุกชีพโดยพวกหมอผี

2.ศพถูกสิงโดยวิญญาณชั่วร้าย

3ศพได้รับการดูดซับพลังหยินหยางจนสามารถคืนชีพได้

4.หยวนเหม่ย นักปราชในยุคเดียวกันได้ตั้งทฤษีจิตเลวจิตดีจิตเลวเอาไว้ว่า มนุษย์มีทั้งจิตดีและจิตชั่วอยู่ในร่างเมื่อตนเราตายลงจิตทั้งสองจะออกจากร่าง แต่ถ้าจิตชั่วอยู่ในร่าง จะทำให้กลายเป็นผีดิบ

5.ศพไม่ได้ถูกฝั่งอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้ามีแมวดำมากระโดดใส่ หรือถูกผ้าฝ่าใส่ศพจะกลายเป็นเจียงสือ

6.ตายอย่างผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ศพจะอาฆาตและกลายเป็นเจียงสือ

7.ติดเชื้อเพราะโดนเจียงสือกัน

แต่ว่าจริง ๆ มาจาก พิธีส่งศพพันลี้ การขนศพในท่ายืน จะเคลื่อนย้ายโดยการสอดลำไม้ไผ่ไว้ใต้รักแร้ พร้อมผูกแขนทั้งสองข้างของศพไว้กับไม้ไผ่ ใช้คนหามปลายลำไม้ด้านหน้าและหลังอย่างละ 1 คน ซึ่งบ้างครั้งอาจขนศพมากถึง 2-3 ศพในครั้งเดียว  แล้วนักพรตก็จะมีกระดิ่งไว้สั่น เพื่อให้คนที่ได้ยินรู้ว่ากำลังมีพิธีนี้อยู่แถว ๆ นั้น เพราะพิธีนี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้พบเห็ทำให้เมื่อคนทั่วไปเห็นวิธีการขนศพดังกล่าวก็จะเข้าใจผิด เกิดความเชื่อเรื่องเจียงซือเดินทางด้วยการกระโดด สาเหตุที่ไม่ใช้โลงเพราะเพราะค่าใช้จ่ายสูงและขนย้ายลำบาก

[4] เฟิงเถียวอวี่ซุ่น (风调雨顺 - Fēng tiáo yǔ shùn) เป็นสำนวนจีนมงคลที่แปลว่า 'ลมพัดดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล' สื่อถึงความราบรื่น สะดวกสบาย สภาพอากาศดีเยี่ยม และความสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง มักใช้เป็นคำอวยพรให้กิจการก้าวหน้า การเดินทางปลอดภัย และชีวิตมีความสุขสงบ รุ่งเรือง. 

[5] พลังวัตร คือ พลังงานชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ผ่านการทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย.

[6] โหรหลวงจีน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน หรือที่เรียกกันว่า เซาโลแส (先生) ทำหน้าที่ทำนายดวงชะตา ผูกดวงจีนโดยใช้หลัก ธาตุทั้ง 5 (五行) (น้ำ, ไม้, ไฟ, ดิน, ทอง) และ หลักปีนักษัตร (สิบสองราศี), ศาสตร์การคำนวณเวลาเกิด, และ หลักฮวงจุ้ย เพื่อพยากรณ์อนาคต, การดำเนินชีวิต, การงาน, ความรัก, สุขภาพ และช่วยปรับปรุงฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในจีน. 

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 2 1/2

    ตอนที่ 2 “ข้าน้อยมาเพื่อรับใช้พระสนมพะยะค่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ข้าน้อยจะถวายชีวิตเพื่อรับใช้ท่าน” ว่ากันว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือให้นางได้เป็นฮ่องเฮา โดยไม่เลือกวิธีการเลย ต่อให้ต้องสังหารใครสักคนก็ยินดีทำเพื่อคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจ ยิ่งเมื่อได้รู้จักกับเจ้าลัทธิเสียงสวรรค์ เขาจึงได้ทำการสนับสนุนลัทธินี้เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเขาในการช่วยเหลืไทเฮา ในสิ่งที่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ทำให้ไทเฮาเรียกเขาว่า เก๊อเกอ เลยทีเดียวเพราะพระนางนับถือเขาเหมือนกับพี่ชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเจินกงกงแล้วนางยังเป็นคนที่เขารักเสมอเขาเลยทำทุกอย่างเพื่อนางได้ หลังจากที่ส่งพระนางเข้านอนแล้ว เขาก็เขียนจดหมายคำสั่งให้กับลัทธิเสียงสวรรค์ทันที “หาโอสถทิพย์มาให้ได้” สี่มือปราบเริ่ม สืบจากหมู่บ้านที่ได้รับรายงานก่อนซึ่งที่ พบคือ ร่างไร้หัวทั้งของนักพรตและเหล่าเจียงสือ แต่เจียงสือนี่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่ให้ซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอต้องงงก็คือ

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    บทที่ 1/2

    “ก็มันจริงเราจับมาหลายคนแล้วนี่ พวกของจริงมีน้อยมากนะ” “แต่ก็ยังมีของจริงให้เห็นอยู่บ้างนะ” เฟิงต้ายงดขึ้นมา “ใช่ของจริงน่ะมี แต่ก็มีแต่พวกเอาวิชาไปรีดเงินทั้งนี่ ไม่ได้เป็นคนดีคอยช่วยชาวบ้านซักหน่อย” อวี่จิ๋งเซียงพูดขึ้นมา เธอได้เข้านับถือศาสนาใหม่ความคิดของเธอออกจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย “สายข่าวข้า คือ พิราบดำนะ ถ้าไม่แน่ใจมันไม่ส่งข่าวมาหรอก ! มีชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์นะ มีคนรอดชีวิตนานพอจะเล่าเรื่องนี้ด้วย แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะโง่เชื่อโดยไม่คิด วิเคราะห์ แยกเยอะหรือไงหา !” ท่านอ๋องพูดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง พิราบดำคือสายลับหาข่าวมือดีของท่านอ๋อง ไม่เคยมีข่าวไหนเลยที่ไม่จริง เพราะไม่จริงเขาจะไม่ยอมพูดเด็ดขาด ทั้งสี่ไม่ใครกล้าพูดอะไรต่อ “มันขนาดทำให้ซากศพที่ไร้ความคิด คืนชีพได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันคือ โอสถทิพย์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเจ้ารู้มั้ยว่าหมายความว่าอะไร” ท่านอ๋องพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานรีบพูดทันที “ใช่แล้ว ตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงพระประชวนอยู่ ถ้าเรามีโอสถทิพย์นี่ ก็จะทำให้รักษาฮ่องเต้ได้”

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    บทที่ 1/1

    อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1 อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า “มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งช

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status