Mag-log in
อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1
อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546
เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า
“มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายขาย”
เจอศพกระโดดตัวเป็น ๆ ขนาดนี้ ใครจะไม่ซื้อล่ะ เพราะเท่ากับว่าเห็นสิ่งอัปมงคลที่สุดในชีวิตไปแล้ว เป็นการหารายได้ที่พวกนักพรตเหมาซานนิยมทำกันมาก บางครั้งศพกระโดดเหล่านี้ก็มีการแอบขุดศพขึ้นมา
“อาจารย์ครับ ผมว่าที่นี่ได้เงินไม่เท่าไหร่เลยนะครับ หาศพที่น่ากลัวกว่านี้ก็ดีนะครับ”
“คิดว่ามันง่ายนักหรือไงวะหา จะขุดแต่ละทีต้องคอยระวังพวกมือปราบอีก เดี๋ยวนี้ไปไหนไม่มีผีที่ไหนอาละวาดเลยวุย” อาจารย์บ่น
“นี่ถ้าเราหาโอสถทิพย์ตามคำทำนายเจอก็คงจะดีนะครับ เราจะได้รวยกันสักที” ลูกศิษย์พูด
“คำทำนายนั่นมันตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว เป็นร้อยปียังไม่เจอ จนคนคิดว่าไม่จริงแล้ว” อาจารย์พูดอย่างหัวเสีย
ยังไม่ทันไรมีร่างหนี่งเดินโซเซเหมือนคนเมากำลังมาทางทั้งสองคน ร่างนั้นเป็นชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ที่ผมด้านหน้าทักเป็นเปียเล็ก ๆ สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตากว่าคนอื่นแต่มันก็ดูมีราคามีมาก
“ต่างชาติเหรอ ! ท่าทางจะเมา เอางี้มั้ยครับอาจารย์ เราปล้นมันเลยมั้ยครับ ยังไงพวกคนต่างชาติต่อให้โดนฆ่าตายก็ไม่มีใครสนใจหรอกครับ” จริงอยู่ว่าอาณาจักรดันสือ ต้อนรับคนต่างชาติแล้ว แต่เวลามีปัญหา หรือถูกฆ่าตายก็มักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
“ดูเหมือนมันไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากมายหรอก แต่ว่า ก็เอาสิ ถ้ามันตายข้าจะจับมันทำเจียงสือซะเลย รับร้องคนกลัวมันแน่ตัวใหญ่ขนาดนี้ คงขายยันต์ได้หลายตังค์แล้วล่ะ”
“แต่ศิษย์พี่ตัวมันยังกะยักษ์เลยครับพวกเราจะเอาอยู่เหรอ”หนึ่งในลูกศิษย์พูด
“กลัวอะไรวะ มันยืนยังแทบจะไม่ได้เลย พวกเราตั้งสี่คน อีกอย่าง ถ้ามันเก่งเจอเจียงสือข้าเข้าไป รับรอง ตายแน่” นักพรตพูด พวกเขามาใกล้ อีกฝ่ายพูดภาษาที่พวกเขาฟังไม่เข้าใจ
“I'm hungry.(ข้าหิว!)”
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ยิน และเหล่าชาวบ้านในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด กันแทบทั้งคืน
ณ ตำหนักของอ๋องหลี่หวู่หมิง อ๋อง หลี่หวู่หมิงชายวัยสี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ไว้หนวด กำลังนั่งวาดภาพอยู่เพียงลำพัง เขาคือ พระเจ้าอาของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันหลี่หลงซิน จึงจัดว่าเป็นคนมีอำนาจมากในอาณาจักรดันซือ เพราะมีกองทัพส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดและเก่งที่สุดในดินแดน
อ๋องท่านนี้เป็นที่นับหน้าถือตาและเป็นที่รักของประชาชนว่ากันว่า อ๋องหลี่หวู่หมิงเป็นรักของประชาชนมากกว่าหลี่หลงซิน ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียอีก เพราะนอกจากจะมีทัพเรือแล้ว ยังมีหน่วยมือปราบ ที่สามารถทวงความเป็นธรรมให้กับคนที่ได้รับความอยุติธรรม และยังคอยจับโจรผู้ร้ายอีกด้วย โดยท่านอ๋องได้รับอำนาจนี้จากฮ่องเต้พระองก์ก่อน สี่มือปราบของพระองค์ จะถูกเรียกว่า สี่มือปราบเฟิงเถียวอวี่ซุ่น[4] ที่มาของชื่อนี้มาจากการเอาแซ่ของเหล่ามือปราบมาอ่านรวมกัน ซึ่งประกอบด้วย
เฟิงต้ายงเจ้าของเพลงกระบี่พายุ เป็นชายวัยสามสิบห้าปี รูปร่างสูงใหญ่ หน้าเข้ม เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ และยังมีวิชาเกราะฟ้า ทำให้ร่างกายคงกระพันไม่มีอาวุธใดสามารถระคายผิวได้ แต่เขาสอบจองหงวนบู๊ตก เนื่องปีนั้นมียอดฝีมือมากกว่าทุกปี ทว่าอ๋องหลี่หวู่หมิงเห็นความสามารถจึงนำมาชุบเลี้ยงเอาไว้ เขาเป็นคนจริงจังและเคร่งครัดต่อหน้าที่สุดแล้ว จึงได้เป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้
เถียวเสี่ยวฟู เจ้าวิชาพิณเทพพันลี้ เถียวเสี่ยวฟู เป็นชายวัยยี่สิบห้า ใบหน้างดงามดั่งรูปเกาะสลักจากหยกชั้นดี เขามีรูปร่างเล็กดูบอบบาง ดูแล้วเหมือนพวกชายหนุ่มเจ้าสำราญ ซึ่งตรงตามนั้นเขาเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญ สืบเชื้อสายตระกูลใหญ่ แต่เห็นเอวบางร่างน้อยแบบนี้ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังวัตร[5]อัดแน่น ทำให้เขาใช้เสียงพิณเป็นอาวุธได้ เสียงพิณของเขาว่ากันสามารถทำลายได้แม้แต่กำแพงหนา ๆ แถมยังมีวิชาที่ชื่อว่า วิชาชิงพลังวัตร คือสามารถดูพลังวัตรของคนอื่นได้ด้วย แม้จะมาจากตระกูลใหญ่แต่ด้วยความที่เป็นลูกของเมียรองเลยทำให้ ไม่ได้รับความสำคัญ เขาจึงใช้เวลาไปกับดนตรีและสุรานารี เสียส่วนมาก สุดท้ายได้เจอกับอ๋อง หลี่หวู่หมิงและได้พูดคุยถูกคอกัน เขากลายเป็นมือปราบของท่านอ๋อง ซึ่งเขาจะเก่งเรื่องการเข้าหาผู้คนเพื่อสืบความลับโดยเฉพาะกับผู้หญิง
อวี่จิ้งเซียง เจ้าของวิชาร่มพิฆาต เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม วัยยี่สิบปี นางมีหน้าตาสวยงาม แฝงด้วยความขี้เล่นและซุกซน นางเป็นบุตรสาวของนายอำเภอคนหนึ่ง นางหวังว่าจะเป็นขุนนางให้ได้ แต่เพราะเป็นสตรีเพศทำให้สอบเป็นขุนนางไม่ได้ แต่ก็พยายามจนอ่านออกเขียนได้ นางแอบไปดูพวกผู้ชายฝึกยุทธและชอบแอบไปอ่านตำราเพลงยุทธ ที่พ่อของนางเก็บเอาไว้ นางเอาร่มมาฝึกแทนอาวุธ โดยจำจากที่แอบดูมาและดัดแปลงจนกระทั่งนางสามารถคิดวิชาเพลงยุทธได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ร่มเป็นอาวุธ จึงตั้งชื่อว่าวิชา ร่มพิฆาต และกำลังจะปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับนางได้ว่าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของนาง ท่านอ๋องถึงกับประหลาดใจ เพราะนางมีความสามารถในระดับดีทีเดียว และเกิดความเอ็นดูขึ้นมา จึงให้นางมาเป็นมือปราบ ซึ่งนางก็เหมือนกับเป็นมันสมองของกลุ่มเพราะนางมีความฉลาด มากที่สุด
ซุ่นมู่ซาน เจ้าของวิชาหมัดอสรพิษ ชายวัยสามสิบปี รูปร่างผอมบางจนเหมือนคนป่วย แต่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้วิชาแพทย์ การใช้พิษ และวิชาหมัดอสรพิษ เดิมทีเขาเป็นสมาชิกในกลุ่มโจรเกือบโดนประหารไปแล้ว แต่ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้รับรู้ว่า เขาคอยพยายามรักษาคนป่วยคุกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ท่านอ๋องรู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย จึงได้ขอตัวเอามามือปราบ ซึ่งเขาเหมือนจะเป็นหมอประจำกลุ่มและยังคอยรักษาคนป่วยอยู่เสมอ ๆ
หลังจากที่ทั้งสี่มาอยู่ในสังกัดของท่านอ๋องก็สร้างชื่อในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวบ้าน โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม
ทั้งสี่เดินเข้ามา ทุกคนอยู่ในชุดยาวสีแดงที่ปลายแขนเสื้อปักด้วยด้ายสีฟ้าเป็นรูปท้องทะเล และชายเสื้อก็ปักเป็นรูปเดียวกัน และใส่สายคาดเอวสีดำ สวมหมวกสีดำติดด้วยพู่สีแดง และทำความเคารพท่านอ๋องพร้อมกัน
“ขอพระองค์ อายุยืน เก้าพัน เก้าพัน ปี ขออภัยที่พวกข้ามาช้า”
“ลุกขึ้นทำตัวตามสบายเถอะ แล้วก็ข้าบอกหลายทีแล้วไม่ต้องมากพิธีหรอก นี่มันในบ้านข้า” ท่านอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจ ทั้งสี่ลุกขึ้นแทบทัน
“ท่านอ๋องเรียกพวกเรามาวันนี้ด้วยกิจอันใดหรือพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงถามทันที
“รู้เรื่องโอสถทิพย์ หรือยังล่ะ” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงตรัส ทั้งสี่มองหน้ากัน ซุ่นมู่ซานเลยพูดขึ้นมา
“โอสถทิพย์ คือ ยาวิเศษ ในคำทำนายของโหรหลวง[6]ของราชวงศ์ก่อนนี่ มันเป็นเหมือนเรื่องเล่า ข้าเรียนรู้ตำรแพทย์มา ก็เคยอ่านเจอเท่านั้นไม่เคยเห็นของจริงเลยนะพะยะค่ะ จนหลายคนคิดไม่มีแล้วล่ะพะยะค่ะ อาจารย์ข้าเองก็พยายามปรุงยาที่ว่ามาหลายปีแล้วล่ะพะยะค่ะ แต่ก็ขว้าน้ำเหลวตลอด จนบางคนคิดว่าโหรหลวงคนนั้นเป็นพวกต้มตุ๋มไปแล้ว”
ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ตอนนี้ของจริงปรากฎขึ้นมาแล้วล่ะ”
“ทรงพูดอะไรนะเพค่ะ” อวี่จิ้งเซียงรีบถามทันที
“เป็นเรื่องจริงสายข่าวของข้า แจ้งแแล้วว่าเรื่องนี้มีมูลความจริง”
“จริงเหรอพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น คนอื่น ๆ เองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ท่านอ๋องพยักหน้า
“สายข่าวบอกว่า มีนักพรตเหมาซานคนหนึ่ง ได้ทำการปลุกเจียงซือ เพื่อส่งร่างคนตายกลับบ้าน แล้วนักพรตไปพบโอสถทิพย์เข้าและ เผลอเอาโอสถทิพย์ให้เจียงซือตนหนึ่งกิน เจียงซือตนนั้น คืนชีพ กลับมาสติอีกครั้งหนึ่ง และทำร้ายนักพรตคนนั้นตาย เจ้าเจียงซือตนนั้นก็หนีไปพร้อมกับโอสถทิพย์” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดขึ้นมา
“พระองค์แน่พระทัยแล้วหรือเพค่ะ ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้ พวกเหมาซานส่วนมากก็เป็นพวกต้มตุ๋นทั้งนั้นเลยนี่” อวี่จิ้งเซียงแย้งขึ้น
“จิ้งเซียงตั้งแต่เจ้า เข้าศาสนาใหม่เนี่ย ก็มองพวกความเชื่อเก่า ๆ กลายเป็นผู้ร้ายตลอดเลยนะ” เถียวเสี่ยวฟูพูดพลางหัวเราะ
[1] ไม่ต้องเปิดตำราไหนดูหรอกนะครับ ราชวงค์นี้สมมุติขึ้นมาครับ ดินแดนก็เหมือนกัน คำว่า ดันซือ แปลว่าโลกครับ ถ้าเทียบเวลาก็น่าจะช่วงกลางหมิงครับ แต่ธีมของจีนเป็นหมิง แต่มีการผสม ของประเทศอื่นมาด้วย
[2] วิชาเหมาซาน วิชาเหมาซาน เป็นศาสตร์หนึ่งของลัทธิเต๋า ที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์, ค่ายกล, คณิตศาสตร์ และ กลศึก ซึ่งอาจเรียกได้ว่า วิทยาศาสตร์แบบจีน ซึ่งที่มาของคำว่า เหมาซานนั้น เป็นชื่อของภูเขาแหน่งหนึ่งในหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของของสำนักเหมาซานนั่นเอง
[3] 1.เจียงสือคือ ผีดิบ ตามความเชื่อจีน โดยมีนักประพันธ์ชาวจีนในราชวงศ์ชิง ปีค.ส.1724-1805 หรือ พ.ศ.2267-2348 นามว่า จี้เสี่ยวหลาน ได้บันทึกเอาไว้ โดยได้ระบุสาเหตุในการฟิ้นคืนชีพไว้ดังนี้ 1.ถูกปลุกชีพโดยพวกหมอผี
2.ศพถูกสิงโดยวิญญาณชั่วร้าย
3ศพได้รับการดูดซับพลังหยินหยางจนสามารถคืนชีพได้
4.หยวนเหม่ย นักปราชในยุคเดียวกันได้ตั้งทฤษีจิตเลวจิตดีจิตเลวเอาไว้ว่า มนุษย์มีทั้งจิตดีและจิตชั่วอยู่ในร่างเมื่อตนเราตายลงจิตทั้งสองจะออกจากร่าง แต่ถ้าจิตชั่วอยู่ในร่าง จะทำให้กลายเป็นผีดิบ
5.ศพไม่ได้ถูกฝั่งอย่างถูกต้องในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้ามีแมวดำมากระโดดใส่ หรือถูกผ้าฝ่าใส่ศพจะกลายเป็นเจียงสือ
6.ตายอย่างผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ศพจะอาฆาตและกลายเป็นเจียงสือ
7.ติดเชื้อเพราะโดนเจียงสือกัน
แต่ว่าจริง ๆ มาจาก พิธีส่งศพพันลี้ การขนศพในท่ายืน จะเคลื่อนย้ายโดยการสอดลำไม้ไผ่ไว้ใต้รักแร้ พร้อมผูกแขนทั้งสองข้างของศพไว้กับไม้ไผ่ ใช้คนหามปลายลำไม้ด้านหน้าและหลังอย่างละ 1 คน ซึ่งบ้างครั้งอาจขนศพมากถึง 2-3 ศพในครั้งเดียว แล้วนักพรตก็จะมีกระดิ่งไว้สั่น เพื่อให้คนที่ได้ยินรู้ว่ากำลังมีพิธีนี้อยู่แถว ๆ นั้น เพราะพิธีนี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้พบเห็ทำให้เมื่อคนทั่วไปเห็นวิธีการขนศพดังกล่าวก็จะเข้าใจผิด เกิดความเชื่อเรื่องเจียงซือเดินทางด้วยการกระโดด สาเหตุที่ไม่ใช้โลงเพราะเพราะค่าใช้จ่ายสูงและขนย้ายลำบาก
[4] เฟิงเถียวอวี่ซุ่น (风调雨顺 - Fēng tiáo yǔ shùn) เป็นสำนวนจีนมงคลที่แปลว่า 'ลมพัดดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล' สื่อถึงความราบรื่น สะดวกสบาย สภาพอากาศดีเยี่ยม และความสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง มักใช้เป็นคำอวยพรให้กิจการก้าวหน้า การเดินทางปลอดภัย และชีวิตมีความสุขสงบ รุ่งเรือง.
[5] พลังวัตร คือ พลังงานชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกายมนุษย์ ซึ่งสามารถฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นได้ผ่านการทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจ และการเคลื่อนไหวร่างกาย.
[6] โหรหลวงจีน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จีน หรือที่เรียกกันว่า เซาโลแส (先生) ทำหน้าที่ทำนายดวงชะตา ผูกดวงจีนโดยใช้หลัก ธาตุทั้ง 5 (五行) (น้ำ, ไม้, ไฟ, ดิน, ทอง) และ หลักปีนักษัตร (สิบสองราศี), ศาสตร์การคำนวณเวลาเกิด, และ หลักฮวงจุ้ย เพื่อพยากรณ์อนาคต, การดำเนินชีวิต, การงาน, ความรัก, สุขภาพ และช่วยปรับปรุงฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นศาสตร์โบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในจีน.
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







