INICIAR SESIÓN“ก็มันจริงเราจับมาหลายคนแล้วนี่ พวกของจริงมีน้อยมากนะ”
“แต่ก็ยังมีของจริงให้เห็นอยู่บ้างนะ” เฟิงต้ายงดขึ้นมา
“ใช่ของจริงน่ะมี แต่ก็มีแต่พวกเอาวิชาไปรีดเงินทั้งนี่ ไม่ได้เป็นคนดีคอยช่วยชาวบ้านซักหน่อย” อวี่จิ๋งเซียงพูดขึ้นมา เธอได้เข้านับถือศาสนาใหม่ความคิดของเธอออกจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย
“สายข่าวข้า คือ พิราบดำนะ ถ้าไม่แน่ใจมันไม่ส่งข่าวมาหรอก ! มีชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์นะ มีคนรอดชีวิตนานพอจะเล่าเรื่องนี้ด้วย แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะโง่เชื่อโดยไม่คิด วิเคราะห์ แยกเยอะหรือไงหา !” ท่านอ๋องพูดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง พิราบดำคือสายลับหาข่าวมือดีของท่านอ๋อง ไม่เคยมีข่าวไหนเลยที่ไม่จริง เพราะไม่จริงเขาจะไม่ยอมพูดเด็ดขาด ทั้งสี่ไม่ใครกล้าพูดอะไรต่อ
“มันขนาดทำให้ซากศพที่ไร้ความคิด คืนชีพได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันคือ โอสถทิพย์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเจ้ารู้มั้ยว่าหมายความว่าอะไร” ท่านอ๋องพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานรีบพูดทันที
“ใช่แล้ว ตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงพระประชวนอยู่ ถ้าเรามีโอสถทิพย์นี่ ก็จะทำให้รักษาฮ่องเต้ได้”
ฮ่องเต้หลี่หลงซินกำลังป่วยด้วยโรคประหลาดที่ยังไม่มีหมอคนไหนรักษาได้เลย ขนาดซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอที่มาความสามารถ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคอะไร แถมอาการค่อนข้างจะหนักด้วย จนบางครั้งก็ไม่ได้ออกมาว่าราชการเลย
“ใช่ งานของพวกเจ้าคราวนี้ คือไปตามหาโอสถทิพย์ที่ว่านั้นให้ได้ก่อนใครจะพบมันเข้า” ท่านอ๋องหลี่ หวู่หมิงพูดเสียงหนักแน่น
“ทำไมท่านไม่ร่วมมือกับทหารหลวง หรือเหล่าเจ้าเมืองล่ะท่าน” เฟิงต้ายงถามขึ้นมา
“เรื่องฮ่องเต้ทรงพระประชวนมันเป็นความลับห้ามเอาไปพูดนอกวัง ไม่งั้นเกิดความวุ่นวายแน่ เป็น พระเสาวนีย์ของไทเฮา[1]ด้วย ใครจะกล้าขัด แล้วอีกข้อหนึ่ง สมบัติล้ำค่าขนาดนี้ คิดว่าคนอื่นได้ไปเอามาให้ข้าหรือไง คงมีแต่ถวายฮ่องเต้ เพื่อเอาลาภยศเป็นแน่แท้ ไม่ก็เก็บเอาไว้เองเป็นแน่แท้ เกิดพวกคนเลวคนชั่วล่ะ ข้าจำเป็นต้องได้มันก่อนไอ้พวกนั้นเ เพราะหากพวกนั้นไอ้พวกอำนาจไปแผ่นดินลุกเป็นไฟแน่” อ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยบ้านเมือง ทุกคนเข้าใจได้ในทันที แม้ท่านอ๋องจะไม่ได้ครองบัลลังก์ แต่ทรงทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือบ้านเมืองเสมอ
“มันจะไม่เสี่ยงเกินไปเหรอเพคะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“ใช่มันเสี่ยงมาก แต่ข้าจะไว้ใจใครได้อีกเหรอ นอกจากพวกเจ้า ข้ายังไว้ใจพวกเจ้าได้ใช่มั้ย” ท่านอ๋องพูดขึ้นน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง เหล่ายอดฝีมือได้ยิน ก็รีบคุกเข่าแล้วพูดว่า
“พวกเราถวายชีวิตให้กับท่านอ๋อง”
“ดีมาก เจ้าต้องหาโอสถทิพย์นั่นมาให้ได้จงได้ โดยเฉพาะต้องหาให้ได้ก่อน ไอ้ขันที[2]เฒ่าเจินกงกง[3] ”
เจินกงกง คือขันทีข้างกายของไทเฮาองค์ปัจจุบันว่ากันว่า หากไม่มีกฎว่า “ห้ามขันทียุ่งเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง” เขาจะเป็นคนมีอำนาจสูงสุดทัดเทียมท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้เลยทีเดียว
“ทำไมต้องหาให้เจอก่อน เจินกงกงด้วยล่ะพะยะค่ะ ก็ในเมื่อใคร ๆ ก็รู้ว่าเจินกงกงนั้นภักดีต่อไทเฮายังกะอะไรดี เขาไม่ทรยศแน่” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมา
“พวกเจ้าจำไว้อย่างหนึ่งพวกขันทีมันเสพกามไม่ได้ พวกมันจะเสพอำนาจให้มากที่สุด ถ้ามันได้โอสถทิพย์มารับรองได้ กฎที่ห้ามขันทียุ่งกับกิจการบ้านเมือง ก็ไม่มีความหมายหรอก และถ้าขันทีครองอำนาจละก็บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ ๆ และที่สำคัญอีกอย่าง ใคร ๆ ก็รู้ว่าเจินกงกงน่ะ คิดกับไทเฮาแบบไหน เกิดโอสถทิพย์นั้นคืนความเป็นชายให้มันได้จะเป็นยังไงกันล่ะ แถมเจ้ารู้มั้ยพวกมั้ง มันได้แอบ สนับสนุนกลุ่มลัทธิ ที่เรียกว่าเสียงสวรรค์เอาไว้แล้วด้วย”
“เป็นไปได้ เจินกงทำแบบนั้นได้ไง” เฟิงต้ายงแปลกใจมาก
“มันทำไปแล้ว ลัทธินี้เติบโตและกำเริบขึ้นทุกวัน โดยไม่มีใครทำอะไรได้เลย”
“สนับสนุนลัทธิเจินกงกงทำได้ไง ขันทีไม่ได้เงินเดือนมากขนาดนั้นนี่ ต่อให้เป็นที่ทรงโปรดก็ตามทีเถอะ” อวี่จิ้งเซียงพูดด้วยความตกใจ
“ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ธรรมดา ก่อนเป็นขันทีมันเป็นคนร่ำรวยมาก่อนนะ ซึ่งเจ้าก็รู้นี่ปกติขันทีเนี่ยถ้าไม่อดอยากไม่มีใครคิดจะมาเป็นหรอกนะ แต่เจ้านี่มันมาเป็นเพราะมันเคยรักไทเฮาไงล่ะ ขนาดยอมสละความเป็นชายไปแบบนี้ ความรักเนี่ยเป็นแรงผลักดันที่น่ากลัวนะถ้าใช้ผิดทาง นี่ล่ะงานของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องทำให้สำเร็จ”
ลัทธิเสียงสวรรค์คือกลุ่มลัทธิที่มีสมาชิกมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกเป็นกลุ่มชาวนา ประมุขของลัทธิ ถูกเรียกว่า เสียงสวรรค์ ไม่มีใครรู้ตัวจริง แต่เล่าลือเขาเป็นสำเร็จเป็นเซียน[4]แล้ว ทำให้มีคนนับถือมากขึ้นภายหลังเห็นว่าลัทธิเริ่มเติบโตแล้ว
ทั้งสี่รับคำและรีบไปทำงานทันที ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง มีรูปสลักเล็ก ๆ ที่สลักไว้เป็นรูปของฮ่องเต้องค์ก่อน เขาคุกเข่าลงแล้วพูดว่า
“แผ่นดินของเรา ข้าจะปกป้องมันเองพะยะค่ะ เสด็จพ่อ”
ณ ตำหนักของไทเฮา เสียงสวดมนตร์ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ไทเฮาเป็นผู้สวด พระองค์เป็นหญิงวัยห้าสิบกว่า เริ่มมีผมขาวแล้ว แต่ยังคงมีเค้าโครงความสวยงามเมื่อยังสาวอยู่ นางสวดตั้งแต่เช้าจดเย็นและไม่มีท่าที่จะหยุด ง่าย ๆ เพราะนางกำลังขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ ฮ่องเต้ที่เป็นลูกชายแท้ ๆ ของนางหาจากการป่วยโดยเร็ว ซึ่งอาการป่วยนี้ยังไม่มีหมอคนไหนรักษาให้หายขาดได้เลยแม้แต่คนเดียว ทำให้นางต้องหันพึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเพียง ขันทีรูปร่างสูงคนหนึ่ง คอยรับใช้ใกล้ชิด เขามีผมหงอกขาว เขานี่ล่ะคือ เจินกงกง ขันทีคู่กายของไทเฮา แววตาที่เขามองดูไทเฮานั้น เต็มไปด้วยความห่วงใย จนกระทั่งพระนางเกิดหน้ามืด เจินกงกงรีบเข้าไปประคองทันที
“โปรดถนอมพระวรกายด้วยพะยะค่ะ”
“ขอบใจมากที่เป็นห่วงนะ เก๊อเกอ[5] แต่ข้ายังหยุดสวดไม่ได้ตอนนี้หรอก ลูกข้าป่วยหนักจำต้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิช่วย” ไทเฮาตรัส
“พักซะก่อนพะยะค่ะ ขืนฝืนต่อไป ข้าน้อยเกรงว่า จะไม่ดีต่อพระวรกายของพระองค์นะพะยะค่ะ ถ้าไทเฮาเป็นอะไรอีกพระองค์ ใครจะช่วยเหลือองค์ฮ่องเต้ละพะยะค่ะ” เจินกงกงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“แต่ถ้าข้าหยุดแล้ว...”
“ถ้าทรงเป็นอะไรไปอีกคน บ้านเมืองนี้จะแย่เอานะพะยะค่ะ”ทำให้พระนางถอนใจแล้วพูดว่า
“ก็จริงของท่านนะ เก๊อเกอ เห็นแก่ท่านด้วยก็แล้วกันที่ดูแลข้ามาตลอด” เจินกงกงประคองให้ไทเฮาลุกขึ้นยืนและพาไปยังห้องพัก
เจินกงกง หรือ เจินกัง เดิมทีเป็นลูกของตระกูลเศรษฐีอันดับต้น ๆ เขาหาใช่คนไร้การศึกษาไม่ตรงกันข้าม เขามีการศึกษาสูงมาขนาดที่เรียกได้สอบจองหงวน[6] เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นได้อย่างสบาย ๆ เขากลับเลือกมาเป็นขันที ซึ่งปกติแล้วคนจะยอมเป็นขันทีก็เพราะความยากจน แต่สำหรับเขาแล้วต่อให้สอบจองหงวนไม่ผ่าน ก็ยังมีมรดกที่ใช้ไปจนตายยังไม่หมด นั่นเพราะว่า เขากับไทเฮาเป็นคนบ้านเดียวกัน เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กด้วย เหม่ยฉี คือพระนามเดิมของไทเฮา
ดอกรักกำลังจะเบ่งบานในใจ ของทั้งสอง เจินกังตั้งใจไว้แล้วจะสอบจองหงวนให้ได้ เพื่อเป็นขุนนางแล้วหลังจากนั้น เขาก็จะแต่งงานกับนาง
แต่ในขณะที่ เจินกังกำลังรอผลสอบจองหงวนก็ได้รู้ข่าวว่า ฮ่องเต้ได้เสด็จประพาสต้น[7] แล้วเกิดทรงโปรด เหม่ยฉี จึงรับสั่งให้นางเข้าวัง ซึ่งไม่มีใครในแผ่นดินนี้ปฎิเสธองค์ฮ่องเต้ได้ เมื่อนางอันเป็นที่รักถูกพาตัวเข้าวังไปซะแล้ว จึงไม่อาจจะพบคนรักได้อีกตลอดกาล
ต่อให้เขามั่งคั่งสักแค่ไหนก็ตามที แต่จะให้สู้กับฮ่องเต้นั้นไม่มีทางทำได้แน่นอน แถมในวังนั้น ก็มีการแก่งแย่งชิงดีกันขั้นรุนแรง หลายคนเข้าวังแล้วไม่ได้เจอฮ่องเต้แต่กลับพบความตายแทน แล้วสาวน้อยอย่างนางจะไปสู้รบปรบมือกับใครเขาได้กันล่ะ เจินกังเป็นห่วงคนรักมาก เขาเลยตัดสินใจ ทำสิ่งที่ไม่ใครคิดว่าจะมีบุรุษคนไหนกล้าทำคือ เขายอมตอนตัวเอง !
“เจ็บปวดครั้งเดียว ดีกว่าเจ็บปวดไปทั้งชีวิต เพื่อนางข้ายอมสละทุกอย่าง !” นั่นคือประโยคที่เขาพูดในคืนที่ตัดสินใจตอนตัวเอง ในวันนั้นพ่อของเขาพอได้ทราบข่าวก็เสียใจมาก เพราะตระกูลนี้มีแต่ลูกโทน ตัวของพ่อของเขาเองก็แก่ชรามากแล้วไม่สามารถมีบุตรได้อีกแล้ว ตระกูลเขาจบสิ้นลูกหลานแล้ว
“ทำไมเจ้าทำแบบนี้ ตระกูลเราหมดสิ้นลูกหลานแล้ว”
“เพื่อคนที่ข้ารักข้าสละได้หมด”
หลังจากตอนได้พียงสามวันเท่านั้น ผลสอบคือเขาได้เป็นจอหงวนอันดับสาม แต่เมื่อตอนตัวเองแบบนี้ทำให้เขาเสียสิทธิ์การเป็นขุนนางทันที พ่อของเขาถึงกับเสียใจสุดขีดจนหัวใจวายตายไป
พอเข้ามาในวังได้แล้วเขา ก็ใช้เงินทองที่มีติดสินบน ขันทีชั้นผู้ใหญ่ให้ตัวเองได้ดูแลพระสนมเหม่ยฉี วันแรกที่เขาเจอนางในฐานะขันที พระสนมเหม่ยฉีตกใจไม่มาก
“ทำไมท่านมาอยู่นี้”
[1] ไทเฮา ออกเสียง ไท่โฮ่ว ในสำเนียงจีนกลาง) คือตำแหน่งแม่ฮ่องเต้ เป็นตำแหน่งที่มีแต่เลื่อนยศขึ้น ไม่มีการลดตำแหน่ง ซึ่งก่อนจะได้ตำแหน่งไทเฮา อาจจะเคยหรือไม่เคยเป็นฮองเฮามาก่อนก็ได้ ถือเป็นตำแหน่งใหญ่ที่สุดในวังหลังที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ
[2] ขันที หรือ ไท้เจี้ยน (Tai Jian) คำว่าไท้เจี้ยน หมายถึง ผู้กำกับราชการใหญ่) จีนได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในราชสำนักของราชวงศ์ฮั่น (ในระหว่างปี 206 ก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 220 ในขณะที่บางตำนานก็ว่า มีมาตั้งแต่สมัยยุคหวงตี้ (Huang Di) กษัตริย์เหลือง-ปฐมกษัตริย์แห่งชาติจีนเมื่อสี่พันปีที่แล้ว) เพื่อไว้รับใช้งานในราชสำนักชั้นใน และเพื่อป้องกันมิให้ข่าวสารความลับต่าง ๆ ถูกแพร่งพรายออกไปยังสาธารณชนภายนอก คนพวกนี้ต้องมีกำลังวังชาพอจะป้องกันคนภายนอกและบุรุษทั้งหลาย มิให้รุกล้ำเข้ามายังฝ่ายใน ด้วยเหตุนี้ กษัตริย์จึงจำเป็นต้องใช้บุรุษเพศที่มีเรี่ยวแรงดีกว่าสตรีในวังเป็นผู้คอยควบคุมดูแล โดยจัดการตอนองคชาต เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ไปประกอบกิจกรรมทางเพศกับนางสนมทั้งหลาย และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า สายโลหิตของพวกเธอเหล่านั้นจะไม่ถูกแปดเปื้อนจากบุคคลอื่น
ขันทีมีสองประเภทคือ
1.ถูกตอนโดยตัดแค่ปลายองคชาตเท่านั้น ยังเหลือพวงอัณฑะอยู่ ขันทีประเภทนี้ ยังเหลือฮอร์โมนเพศชายอยู่มากมาย เสียงยังห้าวแบบชาย และจะได้อนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานได้เฉพาะเขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น
2.ถูกตอนโดยตัดทิ้งทั้งพวง เสียงจะแหลมเล็ก ลูกกระเดือกหายไป ฮอร์โมนเพศชายหมดไป พวกนี้จะได้รับความไว้ใจสูงกว่า และสามารถปฏิบัติงานในเขตพระราชฐานชั้นใน
[3] เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกผู้ที่มีตำแหน่งสูง ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีขันทีคนใดที่มีตำแหน่งใหญ่ มีอำนาจมาก ๆ ขันทีชั้นผู้น้อยก็จะเรียกขันทีชั้นผู้ใหญ่นั้นว่า "กงกง"
[4] ผู้บรรลุธรรม/ผู้วิเศษ: ในทางศาสนาและความเชื่อ (โดยเฉพาะลัทธิเต๋า) เซียนคือผู้ที่ฝึกฝนตนเองจนบรรลุสู่ความเป็นอมตะ มีพลังเหนือธรรมชาติ และสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้.
[5] เก๊อเกอ ภาษาจีนกลางแปลว่าพี่ชาย
[6] จองหงวน จอหงวน หรือสำเนียงกลางว่า จฺวั้ง-ยฺเหวียน สำเนียงแต้จิ๋วว่า จ่อง้วง และสำเนียงกวางตุ้งว่า จ่อง-ยฺวื่น เป็นตำแหน่งราชบัณฑิตซึ่งได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบขุนนางของประเทศจีนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จัดทุก ๆ สามปี ทั้งแบบบุ๋น คือวิชาการ และแบบบู๊ คือ ด้านศิลปะการต่อสู้
[7] เสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์ ของกษัตริย์โดยมิให้ใครรู้จัก เพื่อจะได้ทรงใกล้ชิดและทราบทุกข์สุขที่แท้จริงของชาวบ้าน
ตอนที่ 2 “ข้าน้อยมาเพื่อรับใช้พระสนมพะยะค่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ข้าน้อยจะถวายชีวิตเพื่อรับใช้ท่าน” ว่ากันว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือให้นางได้เป็นฮ่องเฮา โดยไม่เลือกวิธีการเลย ต่อให้ต้องสังหารใครสักคนก็ยินดีทำเพื่อคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจ ยิ่งเมื่อได้รู้จักกับเจ้าลัทธิเสียงสวรรค์ เขาจึงได้ทำการสนับสนุนลัทธินี้เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเขาในการช่วยเหลืไทเฮา ในสิ่งที่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ทำให้ไทเฮาเรียกเขาว่า เก๊อเกอ เลยทีเดียวเพราะพระนางนับถือเขาเหมือนกับพี่ชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเจินกงกงแล้วนางยังเป็นคนที่เขารักเสมอเขาเลยทำทุกอย่างเพื่อนางได้ หลังจากที่ส่งพระนางเข้านอนแล้ว เขาก็เขียนจดหมายคำสั่งให้กับลัทธิเสียงสวรรค์ทันที “หาโอสถทิพย์มาให้ได้” สี่มือปราบเริ่ม สืบจากหมู่บ้านที่ได้รับรายงานก่อนซึ่งที่ พบคือ ร่างไร้หัวทั้งของนักพรตและเหล่าเจียงสือ แต่เจียงสือนี่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่ให้ซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอต้องงงก็คือ
“ก็มันจริงเราจับมาหลายคนแล้วนี่ พวกของจริงมีน้อยมากนะ” “แต่ก็ยังมีของจริงให้เห็นอยู่บ้างนะ” เฟิงต้ายงดขึ้นมา “ใช่ของจริงน่ะมี แต่ก็มีแต่พวกเอาวิชาไปรีดเงินทั้งนี่ ไม่ได้เป็นคนดีคอยช่วยชาวบ้านซักหน่อย” อวี่จิ๋งเซียงพูดขึ้นมา เธอได้เข้านับถือศาสนาใหม่ความคิดของเธอออกจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย “สายข่าวข้า คือ พิราบดำนะ ถ้าไม่แน่ใจมันไม่ส่งข่าวมาหรอก ! มีชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์นะ มีคนรอดชีวิตนานพอจะเล่าเรื่องนี้ด้วย แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะโง่เชื่อโดยไม่คิด วิเคราะห์ แยกเยอะหรือไงหา !” ท่านอ๋องพูดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง พิราบดำคือสายลับหาข่าวมือดีของท่านอ๋อง ไม่เคยมีข่าวไหนเลยที่ไม่จริง เพราะไม่จริงเขาจะไม่ยอมพูดเด็ดขาด ทั้งสี่ไม่ใครกล้าพูดอะไรต่อ “มันขนาดทำให้ซากศพที่ไร้ความคิด คืนชีพได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันคือ โอสถทิพย์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเจ้ารู้มั้ยว่าหมายความว่าอะไร” ท่านอ๋องพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานรีบพูดทันที “ใช่แล้ว ตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงพระประชวนอยู่ ถ้าเรามีโอสถทิพย์นี่ ก็จะทำให้รักษาฮ่องเต้ได้”
อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1 อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า “มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งช







