Mag-log in“ก็มันจริงเราจับมาหลายคนแล้วนี่ พวกของจริงมีน้อยมากนะ”
“แต่ก็ยังมีของจริงให้เห็นอยู่บ้างนะ” เฟิงต้ายงดขึ้นมา
“ใช่ของจริงน่ะมี แต่ก็มีแต่พวกเอาวิชาไปรีดเงินทั้งนี่ ไม่ได้เป็นคนดีคอยช่วยชาวบ้านซักหน่อย” อวี่จิ๋งเซียงพูดขึ้นมา เธอได้เข้านับถือศาสนาใหม่ความคิดของเธอออกจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย
“สายข่าวข้า คือ พิราบดำนะ ถ้าไม่แน่ใจมันไม่ส่งข่าวมาหรอก ! มีชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์นะ มีคนรอดชีวิตนานพอจะเล่าเรื่องนี้ด้วย แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะโง่เชื่อโดยไม่คิด วิเคราะห์ แยกเยอะหรือไงหา !” ท่านอ๋องพูดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง พิราบดำคือสายลับหาข่าวมือดีของท่านอ๋อง ไม่เคยมีข่าวไหนเลยที่ไม่จริง เพราะไม่จริงเขาจะไม่ยอมพูดเด็ดขาด ทั้งสี่ไม่ใครกล้าพูดอะไรต่อ
“มันขนาดทำให้ซากศพที่ไร้ความคิด คืนชีพได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันคือ โอสถทิพย์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเจ้ารู้มั้ยว่าหมายความว่าอะไร” ท่านอ๋องพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานรีบพูดทันที
“ใช่แล้ว ตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงพระประชวนอยู่ ถ้าเรามีโอสถทิพย์นี่ ก็จะทำให้รักษาฮ่องเต้ได้”
ฮ่องเต้หลี่หลงซินกำลังป่วยด้วยโรคประหลาดที่ยังไม่มีหมอคนไหนรักษาได้เลย ขนาดซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอที่มาความสามารถ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคอะไร แถมอาการค่อนข้างจะหนักด้วย จนบางครั้งก็ไม่ได้ออกมาว่าราชการเลย
“ใช่ งานของพวกเจ้าคราวนี้ คือไปตามหาโอสถทิพย์ที่ว่านั้นให้ได้ก่อนใครจะพบมันเข้า” ท่านอ๋องหลี่ หวู่หมิงพูดเสียงหนักแน่น
“ทำไมท่านไม่ร่วมมือกับทหารหลวง หรือเหล่าเจ้าเมืองล่ะท่าน” เฟิงต้ายงถามขึ้นมา
“เรื่องฮ่องเต้ทรงพระประชวนมันเป็นความลับห้ามเอาไปพูดนอกวัง ไม่งั้นเกิดความวุ่นวายแน่ เป็น พระเสาวนีย์ของไทเฮา[1]ด้วย ใครจะกล้าขัด แล้วอีกข้อหนึ่ง สมบัติล้ำค่าขนาดนี้ คิดว่าคนอื่นได้ไปเอามาให้ข้าหรือไง คงมีแต่ถวายฮ่องเต้ เพื่อเอาลาภยศเป็นแน่แท้ ไม่ก็เก็บเอาไว้เองเป็นแน่แท้ เกิดพวกคนเลวคนชั่วล่ะ ข้าจำเป็นต้องได้มันก่อนไอ้พวกนั้นเ เพราะหากพวกนั้นไอ้พวกอำนาจไปแผ่นดินลุกเป็นไฟแน่” อ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยบ้านเมือง ทุกคนเข้าใจได้ในทันที แม้ท่านอ๋องจะไม่ได้ครองบัลลังก์ แต่ทรงทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือบ้านเมืองเสมอ
“มันจะไม่เสี่ยงเกินไปเหรอเพคะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา
“ใช่มันเสี่ยงมาก แต่ข้าจะไว้ใจใครได้อีกเหรอ นอกจากพวกเจ้า ข้ายังไว้ใจพวกเจ้าได้ใช่มั้ย” ท่านอ๋องพูดขึ้นน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง เหล่ายอดฝีมือได้ยิน ก็รีบคุกเข่าแล้วพูดว่า
“พวกเราถวายชีวิตให้กับท่านอ๋อง”
“ดีมาก เจ้าต้องหาโอสถทิพย์นั่นมาให้ได้จงได้ โดยเฉพาะต้องหาให้ได้ก่อน ไอ้ขันที[2]เฒ่าเจินกงกง[3] ”
เจินกงกง คือขันทีข้างกายของไทเฮาองค์ปัจจุบันว่ากันว่า หากไม่มีกฎว่า “ห้ามขันทียุ่งเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง” เขาจะเป็นคนมีอำนาจสูงสุดทัดเทียมท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงได้เลยทีเดียว
“ทำไมต้องหาให้เจอก่อน เจินกงกงด้วยล่ะพะยะค่ะ ก็ในเมื่อใคร ๆ ก็รู้ว่าเจินกงกงนั้นภักดีต่อไทเฮายังกะอะไรดี เขาไม่ทรยศแน่” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมา
“พวกเจ้าจำไว้อย่างหนึ่งพวกขันทีมันเสพกามไม่ได้ พวกมันจะเสพอำนาจให้มากที่สุด ถ้ามันได้โอสถทิพย์มารับรองได้ กฎที่ห้ามขันทียุ่งกับกิจการบ้านเมือง ก็ไม่มีความหมายหรอก และถ้าขันทีครองอำนาจละก็บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ ๆ และที่สำคัญอีกอย่าง ใคร ๆ ก็รู้ว่าเจินกงกงน่ะ คิดกับไทเฮาแบบไหน เกิดโอสถทิพย์นั้นคืนความเป็นชายให้มันได้จะเป็นยังไงกันล่ะ แถมเจ้ารู้มั้ยพวกมั้ง มันได้แอบ สนับสนุนกลุ่มลัทธิ ที่เรียกว่าเสียงสวรรค์เอาไว้แล้วด้วย”
“เป็นไปได้ เจินกงทำแบบนั้นได้ไง” เฟิงต้ายงแปลกใจมาก
“มันทำไปแล้ว ลัทธินี้เติบโตและกำเริบขึ้นทุกวัน โดยไม่มีใครทำอะไรได้เลย”
“สนับสนุนลัทธิเจินกงกงทำได้ไง ขันทีไม่ได้เงินเดือนมากขนาดนั้นนี่ ต่อให้เป็นที่ทรงโปรดก็ตามทีเถอะ” อวี่จิ้งเซียงพูดด้วยความตกใจ
“ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ธรรมดา ก่อนเป็นขันทีมันเป็นคนร่ำรวยมาก่อนนะ ซึ่งเจ้าก็รู้นี่ปกติขันทีเนี่ยถ้าไม่อดอยากไม่มีใครคิดจะมาเป็นหรอกนะ แต่เจ้านี่มันมาเป็นเพราะมันเคยรักไทเฮาไงล่ะ ขนาดยอมสละความเป็นชายไปแบบนี้ ความรักเนี่ยเป็นแรงผลักดันที่น่ากลัวนะถ้าใช้ผิดทาง นี่ล่ะงานของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องทำให้สำเร็จ”
ลัทธิเสียงสวรรค์คือกลุ่มลัทธิที่มีสมาชิกมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกเป็นกลุ่มชาวนา ประมุขของลัทธิ ถูกเรียกว่า เสียงสวรรค์ ไม่มีใครรู้ตัวจริง แต่เล่าลือเขาเป็นสำเร็จเป็นเซียน[4]แล้ว ทำให้มีคนนับถือมากขึ้นภายหลังเห็นว่าลัทธิเริ่มเติบโตแล้ว
ทั้งสี่รับคำและรีบไปทำงานทันที ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง มีรูปสลักเล็ก ๆ ที่สลักไว้เป็นรูปของฮ่องเต้องค์ก่อน เขาคุกเข่าลงแล้วพูดว่า
“แผ่นดินของเรา ข้าจะปกป้องมันเองพะยะค่ะ เสด็จพ่อ”
ณ ตำหนักของไทเฮา เสียงสวดมนตร์ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ไทเฮาเป็นผู้สวด พระองค์เป็นหญิงวัยห้าสิบกว่า เริ่มมีผมขาวแล้ว แต่ยังคงมีเค้าโครงความสวยงามเมื่อยังสาวอยู่ นางสวดตั้งแต่เช้าจดเย็นและไม่มีท่าที่จะหยุด ง่าย ๆ เพราะนางกำลังขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ ฮ่องเต้ที่เป็นลูกชายแท้ ๆ ของนางหาจากการป่วยโดยเร็ว ซึ่งอาการป่วยนี้ยังไม่มีหมอคนไหนรักษาให้หายขาดได้เลยแม้แต่คนเดียว ทำให้นางต้องหันพึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีเพียง ขันทีรูปร่างสูงคนหนึ่ง คอยรับใช้ใกล้ชิด เขามีผมหงอกขาว เขานี่ล่ะคือ เจินกงกง ขันทีคู่กายของไทเฮา แววตาที่เขามองดูไทเฮานั้น เต็มไปด้วยความห่วงใย จนกระทั่งพระนางเกิดหน้ามืด เจินกงกงรีบเข้าไปประคองทันที
“โปรดถนอมพระวรกายด้วยพะยะค่ะ”
“ขอบใจมากที่เป็นห่วงนะ เก๊อเกอ[5] แต่ข้ายังหยุดสวดไม่ได้ตอนนี้หรอก ลูกข้าป่วยหนักจำต้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิช่วย” ไทเฮาตรัส
“พักซะก่อนพะยะค่ะ ขืนฝืนต่อไป ข้าน้อยเกรงว่า จะไม่ดีต่อพระวรกายของพระองค์นะพะยะค่ะ ถ้าไทเฮาเป็นอะไรอีกพระองค์ ใครจะช่วยเหลือองค์ฮ่องเต้ละพะยะค่ะ” เจินกงกงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“แต่ถ้าข้าหยุดแล้ว...”
“ถ้าทรงเป็นอะไรไปอีกคน บ้านเมืองนี้จะแย่เอานะพะยะค่ะ”ทำให้พระนางถอนใจแล้วพูดว่า
“ก็จริงของท่านนะ เก๊อเกอ เห็นแก่ท่านด้วยก็แล้วกันที่ดูแลข้ามาตลอด” เจินกงกงประคองให้ไทเฮาลุกขึ้นยืนและพาไปยังห้องพัก
เจินกงกง หรือ เจินกัง เดิมทีเป็นลูกของตระกูลเศรษฐีอันดับต้น ๆ เขาหาใช่คนไร้การศึกษาไม่ตรงกันข้าม เขามีการศึกษาสูงมาขนาดที่เรียกได้สอบจองหงวน[6] เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นได้อย่างสบาย ๆ เขากลับเลือกมาเป็นขันที ซึ่งปกติแล้วคนจะยอมเป็นขันทีก็เพราะความยากจน แต่สำหรับเขาแล้วต่อให้สอบจองหงวนไม่ผ่าน ก็ยังมีมรดกที่ใช้ไปจนตายยังไม่หมด นั่นเพราะว่า เขากับไทเฮาเป็นคนบ้านเดียวกัน เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กด้วย เหม่ยฉี คือพระนามเดิมของไทเฮา
ดอกรักกำลังจะเบ่งบานในใจ ของทั้งสอง เจินกังตั้งใจไว้แล้วจะสอบจองหงวนให้ได้ เพื่อเป็นขุนนางแล้วหลังจากนั้น เขาก็จะแต่งงานกับนาง
แต่ในขณะที่ เจินกังกำลังรอผลสอบจองหงวนก็ได้รู้ข่าวว่า ฮ่องเต้ได้เสด็จประพาสต้น[7] แล้วเกิดทรงโปรด เหม่ยฉี จึงรับสั่งให้นางเข้าวัง ซึ่งไม่มีใครในแผ่นดินนี้ปฎิเสธองค์ฮ่องเต้ได้ เมื่อนางอันเป็นที่รักถูกพาตัวเข้าวังไปซะแล้ว จึงไม่อาจจะพบคนรักได้อีกตลอดกาล
ต่อให้เขามั่งคั่งสักแค่ไหนก็ตามที แต่จะให้สู้กับฮ่องเต้นั้นไม่มีทางทำได้แน่นอน แถมในวังนั้น ก็มีการแก่งแย่งชิงดีกันขั้นรุนแรง หลายคนเข้าวังแล้วไม่ได้เจอฮ่องเต้แต่กลับพบความตายแทน แล้วสาวน้อยอย่างนางจะไปสู้รบปรบมือกับใครเขาได้กันล่ะ เจินกังเป็นห่วงคนรักมาก เขาเลยตัดสินใจ ทำสิ่งที่ไม่ใครคิดว่าจะมีบุรุษคนไหนกล้าทำคือ เขายอมตอนตัวเอง !
“เจ็บปวดครั้งเดียว ดีกว่าเจ็บปวดไปทั้งชีวิต เพื่อนางข้ายอมสละทุกอย่าง !” นั่นคือประโยคที่เขาพูดในคืนที่ตัดสินใจตอนตัวเอง ในวันนั้นพ่อของเขาพอได้ทราบข่าวก็เสียใจมาก เพราะตระกูลนี้มีแต่ลูกโทน ตัวของพ่อของเขาเองก็แก่ชรามากแล้วไม่สามารถมีบุตรได้อีกแล้ว ตระกูลเขาจบสิ้นลูกหลานแล้ว
“ทำไมเจ้าทำแบบนี้ ตระกูลเราหมดสิ้นลูกหลานแล้ว”
“เพื่อคนที่ข้ารักข้าสละได้หมด”
หลังจากตอนได้พียงสามวันเท่านั้น ผลสอบคือเขาได้เป็นจอหงวนอันดับสาม แต่เมื่อตอนตัวเองแบบนี้ทำให้เขาเสียสิทธิ์การเป็นขุนนางทันที พ่อของเขาถึงกับเสียใจสุดขีดจนหัวใจวายตายไป
พอเข้ามาในวังได้แล้วเขา ก็ใช้เงินทองที่มีติดสินบน ขันทีชั้นผู้ใหญ่ให้ตัวเองได้ดูแลพระสนมเหม่ยฉี วันแรกที่เขาเจอนางในฐานะขันที พระสนมเหม่ยฉีตกใจไม่มาก
“ทำไมท่านมาอยู่นี้”
[1] ไทเฮา ออกเสียง ไท่โฮ่ว ในสำเนียงจีนกลาง) คือตำแหน่งแม่ฮ่องเต้ เป็นตำแหน่งที่มีแต่เลื่อนยศขึ้น ไม่มีการลดตำแหน่ง ซึ่งก่อนจะได้ตำแหน่งไทเฮา อาจจะเคยหรือไม่เคยเป็นฮองเฮามาก่อนก็ได้ ถือเป็นตำแหน่งใหญ่ที่สุดในวังหลังที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ
[2] ขันที หรือ ไท้เจี้ยน (Tai Jian) คำว่าไท้เจี้ยน หมายถึง ผู้กำกับราชการใหญ่) จีนได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในราชสำนักของราชวงศ์ฮั่น (ในระหว่างปี 206 ก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 220 ในขณะที่บางตำนานก็ว่า มีมาตั้งแต่สมัยยุคหวงตี้ (Huang Di) กษัตริย์เหลือง-ปฐมกษัตริย์แห่งชาติจีนเมื่อสี่พันปีที่แล้ว) เพื่อไว้รับใช้งานในราชสำนักชั้นใน และเพื่อป้องกันมิให้ข่าวสารความลับต่าง ๆ ถูกแพร่งพรายออกไปยังสาธารณชนภายนอก คนพวกนี้ต้องมีกำลังวังชาพอจะป้องกันคนภายนอกและบุรุษทั้งหลาย มิให้รุกล้ำเข้ามายังฝ่ายใน ด้วยเหตุนี้ กษัตริย์จึงจำเป็นต้องใช้บุรุษเพศที่มีเรี่ยวแรงดีกว่าสตรีในวังเป็นผู้คอยควบคุมดูแล โดยจัดการตอนองคชาต เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ไปประกอบกิจกรรมทางเพศกับนางสนมทั้งหลาย และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า สายโลหิตของพวกเธอเหล่านั้นจะไม่ถูกแปดเปื้อนจากบุคคลอื่น
ขันทีมีสองประเภทคือ
1.ถูกตอนโดยตัดแค่ปลายองคชาตเท่านั้น ยังเหลือพวงอัณฑะอยู่ ขันทีประเภทนี้ ยังเหลือฮอร์โมนเพศชายอยู่มากมาย เสียงยังห้าวแบบชาย และจะได้อนุญาตให้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่การงานได้เฉพาะเขตพระราชฐานชั้นนอกเท่านั้น
2.ถูกตอนโดยตัดทิ้งทั้งพวง เสียงจะแหลมเล็ก ลูกกระเดือกหายไป ฮอร์โมนเพศชายหมดไป พวกนี้จะได้รับความไว้ใจสูงกว่า และสามารถปฏิบัติงานในเขตพระราชฐานชั้นใน
[3] เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกผู้ที่มีตำแหน่งสูง ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีขันทีคนใดที่มีตำแหน่งใหญ่ มีอำนาจมาก ๆ ขันทีชั้นผู้น้อยก็จะเรียกขันทีชั้นผู้ใหญ่นั้นว่า "กงกง"
[4] ผู้บรรลุธรรม/ผู้วิเศษ: ในทางศาสนาและความเชื่อ (โดยเฉพาะลัทธิเต๋า) เซียนคือผู้ที่ฝึกฝนตนเองจนบรรลุสู่ความเป็นอมตะ มีพลังเหนือธรรมชาติ และสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้.
[5] เก๊อเกอ ภาษาจีนกลางแปลว่าพี่ชาย
[6] จองหงวน จอหงวน หรือสำเนียงกลางว่า จฺวั้ง-ยฺเหวียน สำเนียงแต้จิ๋วว่า จ่อง้วง และสำเนียงกวางตุ้งว่า จ่อง-ยฺวื่น เป็นตำแหน่งราชบัณฑิตซึ่งได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบขุนนางของประเทศจีนสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จัดทุก ๆ สามปี ทั้งแบบบุ๋น คือวิชาการ และแบบบู๊ คือ ด้านศิลปะการต่อสู้
[7] เสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์ ของกษัตริย์โดยมิให้ใครรู้จัก เพื่อจะได้ทรงใกล้ชิดและทราบทุกข์สุขที่แท้จริงของชาวบ้าน
“ก็อยากรู้ข้อมูลของเจ้า อาจช่วยเจ้าไม่ให้โดนกลั่นยาก็ได้ไงล่ะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลถอนใจ ก่อนจะพูดว่า “มันสำคัญนักหรือไง ไม่ว่าข้าเป็นอะไรพวกเจ้าก็คิดจะฆ่าข้าอยู่ดีเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาไงล่ะ” เซาโลพูดขึ้นมา “ที่ผ่าน ๆ มา หมายถึงอะไร” อวี่จิ้งเซียงถามขึ้นมาแววตาของเธอประกายแสดงถึงความอยากรู้อยากเห็น เซาโลมองแล้วรู้สึกแปลก ๆ เขาก็เลยบอกว่า “มันเรื่องก่อนเจ้าเกิดอีกมั้ง และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในดินแดนหรอก อย่าใส่ใจเลย อีกอย่างหนึ่งเจ้าอยากจะฆ่าอยู่แล้วนี่จะสนใจเรื่องราวของคนที่พวกเจ้าอยากฆ่าไปทำไมกัน” เซาโลพูดขึ้นมา “พูดเกินไปมั่ย เจ้าก็ไม่ได้ดูแก่กว่าข้าสักเท่าไหร่นี่” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา เซาโลหัวเราะเสียงลั่นราวกับว่ามีเรื่องสนุกสนานอยู่ตรงหน้า “คิดว่าข้าอายุน้อยหรือไงกัน เอาเป็นว่าข้าน่ะอยู่มานานกว่าที่เจ้าคิดก็แล้วกันนะ” “อย่างน้อย ๆ ก็ให้ข้ารู้เรื่องราวของคนที่จะช่วยฮ่องเต้ของเราหน่อยก็ดีนะ ว่าเขาเป็นใครหรืออะไรกันแน่” อวี่จิ้งเซียงถามอีก เซาโลนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
ตอนที่ 6“ท่านยังคิดว่ามันเป็นคนเหรอ ! มันทำขนาดนี้มันคือปีศาจชั้นต่ำที่ได้กินโอสถทิพย์เข้าไป โอสถทิพย์ต้องอยู่ในร่างของมัน ให้ข้าสกัดมันออกมาจะดีกว่าที่ท่านจะขนมันไปแบบนั้น เกิดมันบ้าขึ้นมาอีก พวกท่านนั้นล่ะจะตกอยู่ในอันตราย” อู๋ซานพูดจบ เฟิงต้ายงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มจึงตัดสินใจ “ได้เอาตามที่ท่านว่าเลย เดี๋ยวข้าจะแจงข่าวไปยังท่านอ๋องก็แล้วกัน แล้วท่านต้องการอะไร ข้าเชื่อนะว่าคนอย่างท่านไม่คิดจะมาทำอะไรแบบนี้ฟรี ๆ หรอก” “ท่านเฟิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หลังจากสกัดยาเสร็จ ข้าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยเท่านั้น เพราะข้าเองก็อยากได้โอสถทิพย์ไปช่วยเพื่อการบำเพ็ญของข้าเหมือนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกด้วยร่างกายของมันเราจะได้โอสถทิพย์จำนานมากพอควรเลยละ” อู๋ซานพูดขึ้นมา “ตกลงตามนั้น”อวี่จิ้งเซียงกำลังจะแย้งแต่เฟิงต้ายงบอกว่า “มันเป็นสิ่งที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำตั้งแต่แรก”อวี๋จิ้งเซียงไม่อาจพูดอะไรได้อีก ในตอนเช้า คราวนี้ เซาโลโดนคุมตัวหนักยิ่งกว่าเดิน โดยมีพวกสำน
จนยืนไม่ได้ บิงโก้กำลังจะเข้ามาช่วย “ไป หนีไปก่อน” เซาโลร้องสั่งบิงโก้รีบกระโดดหนีไป คังหวั่นฟางกำลังจะตามไป “ไม่ต้องตามเราได้ตัวมันแล้ว เจ้านั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา” เฟิงต้ายงรีบพูดห้าม “แต่มัน อาจจะไปทำร้ายคนอื่นนะคะ” คังหวั่นฟางพูดขึ้นมา “ยังไงเราจัดการเจ้านี่ก่อนดีกว่า มันเป็นหัวหน้าและเป้าหมายหลักของเรา” เฟิงต้ายง เอากระจกแปดเหลี่ยมส่องเขา ทำให้พลังลดลงไปอีก พวกมือปราบท้องที่มาถึงแล้ว และจับตัวของเซาโลไปทันที ส่วนเรื่องเงินรางวัล นั่นจ่ายเป็นตั๋วเงิน[1]ให้กับแม่เล้าไป ซึ่งนางก็พอใจกับเงินรางวัลมันคุ้มค่าหน้าต่างที่พังไป เซาโลโดนจับขังในห้องขังที่เต็มไปด้วยยันต์ มีกระแปดเหลี่ยมส่องเขาตลอดเวลา และมียามเฝ้าสี่คน ที่นี่คือห้องขังของศาลประจำเมือง พวกมือปราบที่เฝ้าเขาอยู่ มองเขาด้วยสายตาแปลกใจราวกับเห็นของแปลก ก็แน่ล่ะชาวต่างชาติมาโดนขังแบบนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หลายคนที่นี่ก็เพิ่งเคยเห็นต่างชาติด้วย สี่มือปราบมาดูเซาโล “ท่านอ๋องสั่งให้ย้ายเจ้าไปที่ เมืองอี๋โจว ให้ความร่วมมือกับพวกเราจะดีกว่านะ บ
ตอนที่ 5“ขออภัยด้วยครับ ข้านึกอะไรไม่ออกจริง ๆ และข้าก็ไม่รู้จะไปไหนด้วย” บิงโก้พูดเซาโลถอนหายใจ“โทษเจ้าก็ไม่ถูก เจ้าไม่ได้อยากคืนชีพมาซะหน่อย”ทั้งสองเดินมาจนหนึ่งย่านหนึ่งในเขตเมือง บรรยายคึกคัก และเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง มันคือการแสดงให้เห็นว่าย่านนี่คือ ย่านโคมแดง[1] สถาณที่สำหรับบุรุษโดยแท้จริง เซาโลมองหาที่พัก เขาเลยตัดสินเดินเข้าไปที่ร้านหนึ่ง แม่เล้าประจำร้านเห็นว่าเขาเป็นต่างชาติ ท่าทางสกปรอกมอมแมมเลยมายืนขว้าง “มาทำอะไร รู้มั้ยว่าที่นี่มันคือไหน นี่คือหอนางโลมชั้นสูงนะไม่ใช่ที่ที่คนสกปรอกอย่างเจ้าจะเข้ามาได้นะ ” เซาโลมองหน้าของแม่เล้าที่กำลังเหยียดเขาด้วยสายตาและสีหน้าอย่างชัดเจน“อะไรหรือเจ้าฟังภาษาข้าไม่ออกหรือไง ที่นี่ไม่ต้อนรับคนต่างชาติสกปรกแบบเจ้าหรอกนะที่นี่รับแต่ขุนนางหรือพวกคนที่ร่ำรวยเท่านั้นล่ะ” แม่เล้าพูดและพยายามใช้ภาษากายบอกเขาไม่ให้เข้ามาที่นี่“ข้าฟังที่เจ้าพูดออก” เซาโลจบล้วงกระเป๋าหยิบทองคำแท่งออกมา แม่เล้าถึงกับตาโต เปลี่ยนท่าทีทันที “โธ่! คุณชายค่ะ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เชิญเลยค่ะ” “อยากได้ ห้องพัก และอยากได้น้ำอาบแล้ว
“เจ้านั่นเป็นปีศาจครับ ไม่ใช้โอสถทิพย์แน่ ๆ” ซุ่นมู่ซานยืนยันหนักแน่น แต่อ๋องหลี่หวู่หมิงกลับ ชูเนื้อปลาปักเป้าขึ้นมา “รู้ใช่มั้ยว่ามันมีพิษ” “ครับ/ค่ะ” ทั้งสี่ตอบพร้อมกัน “แล้วทำไมคนยังกินมันล่ะ” พูดจบท่านอ๋องก็กินปลาเข้าไป “ก็เพราะเรารู้วิธีปรุงมันเจ้าคะ ถ้าปรุงเป็นมันก็จะเป็นอาหารชั้นเลิศ” อวี่จิ้งเซียงตอบคำถาม “แล้วมู่ซานร่างกายมนุษย์ก็ทำยาได้ใช้มั้ย” ท่านอ๋องถามต่อไป “ใช่ขอรับ แต่ก็ต้องรู้วิธี และหลายอย่างก็ผิดศีลธรรมเกินกว่ามนุษย์จะรับได้” ซุ่นมู่ซานตอบคำถาม “งั้นเป็นไปได้มั้ยล่ะ โอสถทิพย์ก็อยู่ในตัวของเจ้าคนต่างชาตินั่น แค่ต้องสกัดออกมาสินะ และเชื่อว่ามันต้องรู้วิธีแน่ ๆไปเอาตัวมันมาให้ได้” “แต่มันจะเสี่ยงแล้วอาจทำให้มีคนตายนะพะยะค่ะ” เฟิงต้ายงค้านขึ้นมา “แล้วถ้าฮ่องเต้สวรรค์คตตอนนี้ แล้วถ้า ไอ้ขันทีนั่นได้ไปล่ะจะเป็นยังไง นี่เป็นการทำเพื่อบ้านเมืองนะ ยังไงก็ไปตามหาซะ ศิษย์สำนักกงเยวี่ยนเหนือนั่นจะช่วยพวกเราต่อมั้ย” ท่านอ๋องถามเสียงเรียบเฉย “คิดว
ตอนที่ 4แต่สำหรับเซาโลมาช่างหนวกหูซะจริง ๆ แต่ก็ไม่อยู่สถานการณ์ที่จะโวยวายอะไรได้ อวี่จิ้งเซียงมอง เห็นว่าเขามีผิวขาวแต่มันดูซีดเหมือนคนป่วย ตาเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด แต่ที่สะดุดตาของนางที่สุดคงเป็นผมด้านหน้าของเขาที่ทักเปียเล็ก ๆ เอาไว้ เธอเคยเห็นทรงผมแบบนี้จากพวกต่างชาติที่เป็นพวกผู้ดีหรือชนชั้นสูง อวี่จิ้งเซียงตัดสินใจพยายามถามข้อมูลเขา “เจ้ามาจากไหนเนี่ย” เซาโลมองเธอแล้วตอบว่า “พูดไปก็ไม่มีใครรู้จักแล้วล่ะมั้ง” คำตอบของเซาโลทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนาง “ถ้าเจ้าให้ความร่วมมือกับเรา มันจะดีต่อเจ้ามากกว่านะ ยังไงซะเจ้าก็มีคดีติดตัวแน่ ๆ เพราะเจ้าฆ่าคน ถ้าช่วยพวกเรา ท่านอ๋องอาจจะช่วยเรื่องคดีของเจ้าได้” การเจรจาเหมือนจะได้ผล เซาโรดูจะสนใจสิ่งหน้าพูด “แล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่” “โอสถทิพย์ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้นบ้าง” อวี่จิ้งเซียงถามทันที “นี่พวกเรากำลังพูดถึงอะไร ข้าดูเหมือนหมอหรือไง ถึงจะได้รู้วิธีการปรุงยา” เซาโลพูดด้ว







