Share

ตอนที่ 2 1/2

last update Dernière mise à jour: 2026-01-23 06:41:44

                                                                             ตอนที่ 2

             “ข้าน้อยมาเพื่อรับใช้พระสนมพะยะค่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ข้าน้อยจะถวายชีวิตเพื่อรับใช้ท่าน” ว่ากันว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือให้นางได้เป็นฮ่องเฮา  โดยไม่เลือกวิธีการเลย ต่อให้ต้องสังหารใครสักคนก็ยินดีทำเพื่อคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจ ยิ่งเมื่อได้รู้จักกับเจ้าลัทธิเสียงสวรรค์ เขาจึงได้ทำการสนับสนุนลัทธินี้เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเขาในการช่วยเหลืไทเฮา ในสิ่งที่ตัวเขาเองทำไม่ได้

               ทำให้ไทเฮาเรียกเขาว่า เก๊อเกอ เลยทีเดียวเพราะพระนางนับถือเขาเหมือนกับพี่ชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเจินกงกงแล้วนางยังเป็นคนที่เขารักเสมอเขาเลยทำทุกอย่างเพื่อนางได้

                หลังจากที่ส่งพระนางเข้านอนแล้ว เขาก็เขียนจดหมายคำสั่งให้กับลัทธิเสียงสวรรค์ทันที

                 “หาโอสถทิพย์มาให้ได้”

                 สี่มือปราบเริ่ม สืบจากหมู่บ้านที่ได้รับรายงานก่อนซึ่งที่ พบคือ ร่างไร้หัวทั้งของนักพรตและเหล่าเจียงสือ แต่เจียงสือนี่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่ให้ซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอต้องงงก็คือ

              “เลือดในศพนี้ มันหายไปไหนหมดเนี่ย”

                   “หมายความว่าอะไร” เฟิงต้ายงถามทันที

                 “ก็เลือดในศพนี้แทบไม่เหลือเลยน่ะ เหมือนศพนี้ถูกดูดเลือดไปจากตัว จนหมดตัวไปเลยน่ะ แถมโดนก่อนจะถูกตัดหัวด้วย ถ้าเสียเลือดขนาดนี้ ถือว่าตายไปแล้วนะ แล้วจะตัดหัวเหยื่อทำไม จะบอกว่าฝีมือเจ้าเจียงซือสองตัวนั่นเหรอ ข้าว่าไม่น่าใช้นะ” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้นมา

                “และอะไรจะทำเรื่องแบบนี้ได้ล่ะ”

                 “เจียงสือล่ะมั้งข้าเคยได้ยินหากควบคุมไม่ดีเจียงสือก็ จะดูดเลือดและพลังวิญญาณของมนุษย์”  เถียวเสี่ยวฟู พูดเสนอ

              “แต่พวกเราก็เคยสู้กับพวกเหมาซาน มาบ้าง ไม่เคยเห็นเจียงสือเก่งขนาดนี้มาก่อนเลย” เฟิงต้ายงพูดและพยายามครุ่นคิด อวี่จิ้งเซียงก็เขามา

                  “เจออะไรเข้าเหรอ”

                  “ร่องรอยการต่อสู้ มันมีอีกคนสองคนที่ไม่ได้เป็นศพ ดูจากรอยเท้าน่ะ และก็มีรอยเท้าหนึ่งเหมือนจะใหญ่กว่าทุกคนด้วย ข้าไปสอบถามมาแล้ว ไม่มีใครหาย และก็ไม่มีเห็นเหตุการณ์ที่เต็ม ๆ หรือ มีแต่คนเห็นว่าเจียงสือตัวหนึ่งเดินมาหยิบเสื้อผ้าใหม่เท่านั้น หรือครั้งนี้พิราบดำจะพลาด” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา

                  “เจียงสือเดินปกติได้ ข้าว่าไม่ผิดหรอก แต่ต้องมีอะไรมากกว่านี้” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา หลังจากตรวจสอบโดยละเอียด ทั้งสี่ก็ไปโรงเตี๊ยมใกล้ ๆ  หลังสั่งอาหารและเหล้ามาดื่มแล้ว เสี่ยวเอ้อต์ของทางร้านเดินเอาอาหารมาส่ง พร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง

             “พิราบดำ ส่งข่าวมา” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา และหยิบกระดาษมาดู มันเขียนไว้แค่คำว่า เกลือ  

                “เกลือเหรอ บอกตรง ๆ มันจะตายมั่ยเนี่ย” อวี่จิ้งเซียงพูดพลางหัวเราะ

                “เกลือ ทางขนเกลือสินะ หมู่บ้านนี้ติดกับเส้นทางที่เขาเอาไว้ใช้ขนเกลือหลวง เจ้าเจียงสือนั่นไปทางนั้นเหรอ เส้นนั้นมันมีโจรชุมยังกะยุง” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา

             “ทางอันตรายที่สุด อาจปลอดภัยที่สุดก็ได้นะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา

              “มันเป็นเจียงสือ ถึงจะได้สติกลับมา คงเดินไปตามเรื่อง ไม่ก็ไปตามทางที่มันคุ้นเคยสมัยเป็นคนก็ได้มั้ง” ซุ่นมู่ซานเสนอความคิด

              “ผู้นำโจรแถวนั้นคือ พั่งอู๋ ไอ้เสืออ้วน ทางการกำลังหาทาจับอยู่ คงต้องรีบตามไปแล้ว เกิดไอ้เจียงสือนั่นตายขึ้นมาโอสถทิพย์จะโดนพวกโจรนั้นชิงไปซะก่อน” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้นมา ทั้งสี่เดินออกไป แค่อวี่จิ้งเซียง ยังคงคิดถึงรอยเท้า

                ทางขนเกลือ เป็นเส้นทางที่อันตรายพอสมควรในยุคนี้ เพราะมีพวกโจรแอบดักปล้นอยู่ตลอด เรียกได้จะมาทางนี้ต้อง ผู้คุ้มกันที่มีฝีมือเอามาก ๆ หรือบางทีก็ต้องใช้ทหารสักหนึ่งกองร้อยเลยก็ว่าได้ ยิ่งช่วงนี้ฮ่องเต้ประชวรความลือเยอะ ทำให้ยิ่งมีโจรมากกว่าเดิมไปอีก

               พั่งอู๋ไอ้เสืออ้วน ว่ากันเดิมทีมันเป็นทหารในกองทัพแล้วหนีทัพออกมา มาตั้งกลุ่มโจรปล้นฆ่า สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ทางการพยายามปราบแล้วแต่ พั่งอู๋มีฝีมือในการต่อสู้มาก ทำให้ยังไม่มีใครปราบได้ ซึ่งจริง ๆ สี่มือปราบก็ตั้งใจจะมาปราบโจรกลุ่มนี้อยู่แล้วแต่เพราะว่า มีเรื่องโอสถทิพย์เข้ามาซะก่อน

             ที่ทางขนเกลือกลุ่ม ชายฉกรรจ์หลายสิบคน มาขว้างทางเอาไว้ หัวหน้าของมันเป็นชายร่างอ้วนใหญ่ มีค้อนยักษ์เป็นอาวุธ เขาคือ พั่งอู๋ ไอ้เสืออ้วนนั่นเอง

             “หัวหน้าคิดว่า จะมีคนผ่านมาทางนี้จริง ๆ เหรอขอรับ”

                “แน่สิวะ ข้าได้ข่าวมา และเห็นบอกว่าของที่ขนมาเนี่ยเป็นของมีค่ามากนะ ถ้าได้แล้วนำไปถวายราชสำนักเราจะรวยไปทั้งชาติหรือ ข้าอาจจะเก็บเอาไว้เองก็ได้” พั่งอู๋พูดขึ้นมา

               “มันคืออะไรครับท่าน”

             “เอ็งไม่สน เดี๋ยวปล้นมาได้แล้ว เราค่อยแบ่งกันบอกเลย พวกเอ็งไม่ต้องเป็นโจรกันแล้ว”

             สักพักใหญ่มีชายร่างผอมสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ หมวกกุยเล่ย[1]กำลังลากรถเข็นคันหนึ่ง ในรถมีหีบใบใหญ่ขนาดเท่ากับโลงศพ เขาค่อย ๆ ลากอย่างระมัดระวัง  

            “ไอ้นี่คนนี้ตรงตามข่าวเลย” พั่งอู๋พูดขึ้นมา

             “หัวหน้าสภาพนี้ จะมีของมีค่าขนาดนั้นได้ไงกันขอรับ”

               “เอ็งนี่ไม่รู้อะไรเลย ก็สภาพนี้ล่ะ ไม่มีใครสงสัยหรืออยากปล้นหรอก ไปล้อมมันไว้เลย”

พวกโจรไปล้อมหน้าล้อมหลังของชายสวมหมวกเอาไว้        

                 “เฮ้ย ! แต่นะ มีของมีค่าอะไรก็ทิ้งไว้ที่นี้ล่ะ ถ้าแกมีนะ พวกดีพอเห็นแกมาคนเดียว พวกข้าอารมณ์ดีไม่อยากฆ่าคนโวย”  พวกโจรต่างหัวเราะ ยิ่งเห็นชายตรงหน้าแล้ว สภาพเขาคือเหมือนกับคนอมโรคไม่มีผิด เลยคิดว่างานนี้ก็หวานหมูแน่

                “ถอยไป” ชายสวมหมวกกลับพูดด้วยเสียงเบา ๆ และไอ ทำเขายิ่งดูเหมือนกับคนอมโรค เข้าไปใหญ่

                 “เฮ้ย ! ไอ้นี่อยากลองดีหรือไงกันวะ ไปสั่งสอนมันหน่อยสิ”

ลูกน้องคนหนึ่งเดินไปหาชายสวมหมวกแต่ว่า กลับถูกถีบกระเด็น

            “ข้าบอกให้ถอยไป อย่าขว้างทาง” ชายสวมหมวกพูด

            “อวดเก่งนักนะแก มันมีแค่คนเดียว จัดการเลย ” พั่งอู๋ร้องสั่ง พวกลูกน้องวิ่งไปพร้อมอาวุธ

            “บอกให้ถอยไป”

            ชายสวมหมวกเขาต่อสู้ทันทีด้วยการออกมือเท้า อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนพวกโจรกระเด็นไปทุกคน มีโจรคนหนึ่งเอาหอกแทงเขาทะลุ แต่ชายสวมหมวก กลับไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่หน่อย กลับดึงหอกออกมา และหักทิ้ง

            “ถอยไป”

            “ไอ้นี่มันตัวอะไรเนี่ย” พวกโจรตกใจมาก แต่พั่งหูกลับพูดว่า

            “ไม่ต้องกลัวมันหรอก มันแค่ตัวตัวแถมมือเปล่าด้วย อีกอย่างมันจะเหนียวสักแค่ไหนกันเชียว ข้าน่ะทุบไอ้พวกเหนียว ๆ มาหลายคนแล้วโวย” 

            สี่มือปราบมาถึงพื้นที่ มีการต่อสู้ก็พบว่าพวกโจรกำลังสู้งกับชายสวมหมวกอยู่ พวกเขาตกตะลึงเพราะว่า พวกโจรบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน มี่แต่พั่งอู่เท่านั้นที่ พ่อจะต่อสู้กับชายสวมหมวกได้

            “อะไรเนี่ย เราต้องช่วยใครกันแน่” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา

            “ยังไงแยกพวกมันก่อนก็แล้ว ข้าจัดการเอง เสียงมังกรบัญชาแห่งแม่ทัพ” เถียวเสี่ยวฟูพูดและดีดพิณทันทีเสียงพิณที่อัดไปด้วยพลังวัตรอันมหาสารทำให้เกิดแรงกระแทกขึ้น ทำให้ต้องหยุดการต่อสู้

            “พวกเราคือมือปราบเฟิงเถียวอวีซุ่นแห่งเมืองหลวง ขอให้พวกเจ้าหยุดต่อสู้ พั่งอู่ มอบตัวซะ ส่วนเจ้าคนสวมหมวกมากับเราซะ” เฟิงต้ายงพูดเสียงดัง

            “เฮ้ย ! คิดว่าพวกข้ากลัวหรือไงกัน มาแค่สี่คน แถมมีผู้หญิงมาด้วย อย่างมาทำเป็นเก่งโวย พวกเราจัดการมันเลย” พั่งอู๋พูด จริงอยู่พวกโจรอาจตายไปหลายคนแล้ว แต่ก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี พวกมันเขาต่อสู้ เหล่ามือปราบชักอาวุธออกมาทันที

            เฟิงต้ายงชักกระบี่ออกมา เขาต่อสู้ เพลงกระบี่ที่รวดเร็วและงดงาม ก็ทำให้พวกโจรโดนเล่นงานไปหลาย

            เถียวเสี่ยวฟู แม้จะมีรูปร่างเล็กที่บอบบาง แต่เมื่อเขาดีดพิณเสียงพิณก็ทำให้เกิดแรงกระแทก ทำให้พวกโจรกระเด็นไม่อาจเข้าถึงตัวเขาได้ เขาไม่ต้องขยับเท้าเลยแม้แต่ก้าวเดียวแต่ใช้เสียงพิณเป็นอาวุธจู่โจม พลังวัตรในตัวของเขาช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ

            อวี่จิ้งเซียงนั้นแม้จะเป็นหญิงมีอาวุเพียงร่ม แต่มันกลับเป็นอาวุธสังหารที่น่ากลัว ยามที่ร่มหุบนั้นมันจะเหมือนกับไม้กระบอง ปลายแหลมของมันก็ไม่ต่างอะไรจากหอก หากมันกางออก ตัวร่มจะเป็นเหมือนโล่ ที่กันได้แทบทุกอย่าง และยังเป็นใบมีดสังหารที่น่ากลัว

            ซุ่นมู่ซาน แม้จะไร้อาวุธ แต่เขาเชี่ยวชาญหมัดงู ! เพลงมวยที่พลิกแพลง รวดเร็วราวกับงูชก แต่ละจุดที่ชกไปล้วนเป็นการจี่จุดให้ศัตรูขยับไม่ได้

            อวี่จิ้งเซียงเห็นชายสวมหมวกกำลังจะไปที่รถเข็น นางก็รู้ได้ทันทีว่า รถเข็นนั้นต้องมีอะไรสำคัญแน่ ๆ จึงรีบใช้วิชาตัวเบาทะยานไปฟาดร่มใส่ ชายสวมหมวกหลบแต่หมวกถูกตีหลุด เผยให้เห็นใบหน้าของเขาแม้จะมีเค้าของความที่เป็นคนรูปงามอยู่บ้าง แต่กลับมีผิวขาวซีดอมเขียว สภาพไม่ต่างอะไรจากซากศพ ร่างนี้ไม่ใช่มนุษย์แน่ ๆ คือเจียงสือ ! แต่มันกลับเคลื่อนไหวได้เหมือนคนปกติ แถม มันออกมือเท้ามาด้วยความรวดเร็ว อวี่จิ้งเซียงกางร่มรับการโจมตีและกระแทกร่มสวนไป แต่อีกฝ่ายยังไม่คงไม่ยอมถอย

           “คอมันเล็งที่คอมันเร็วเข้า เพราะจุดอ่อนของเจียงสืออยู่ที่คอ” ซุ่นมู่ซานตะโกนบอก อวี่จิ้งเซียงแทงร่มไป แต่มันหลายได้อย่างว่องไว ซุ่นมู่ซานกระโดดเข้าไปร่วมวงเขาใช้เพลงหมัดงู เป้าหมายคือ คอของอีกฝ่าย แต่เจียงสือใช้มือปัดได้

               “มันอ่านทางหมัดข้าได้ !” ซุ่นมู่ซานตกใจมาก เจียงสือปกติแล้วจะเป็นศพไร้ความคิดแต่เจ้านี่กลับ แก้กระบวนท่ามวยจีนของเขาได้อย่างง่ายดายเกินคาด ขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น อยู่ ๆ ฝาหีบก็กระเด็นออกมา

            “นายท่านตื่นแล้ว !” เจียงสือพูดขึ้นมา ชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ผมด้านหน้าทักเปียเล็ก ๆ ไว้สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตา กระโดดออกมาจากหีบ สีหน้าและท่าทางดูหงุดหงิดสุด ๆ

            “หนวกหูโวย !”

[1] หมวกกุยเล้ย หรือ โก่ยโล้ย กุ่ยเละ หรือหมวกเจ๊ก เป็นหมวกทรงกรวยหัวแหลมมีปีกกว้างกลม มักทำจากไม้ไผ่  

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 2 1/2

    ตอนที่ 2 “ข้าน้อยมาเพื่อรับใช้พระสนมพะยะค่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ข้าน้อยจะถวายชีวิตเพื่อรับใช้ท่าน” ว่ากันว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือให้นางได้เป็นฮ่องเฮา โดยไม่เลือกวิธีการเลย ต่อให้ต้องสังหารใครสักคนก็ยินดีทำเพื่อคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจ ยิ่งเมื่อได้รู้จักกับเจ้าลัทธิเสียงสวรรค์ เขาจึงได้ทำการสนับสนุนลัทธินี้เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเขาในการช่วยเหลืไทเฮา ในสิ่งที่ตัวเขาเองทำไม่ได้ ทำให้ไทเฮาเรียกเขาว่า เก๊อเกอ เลยทีเดียวเพราะพระนางนับถือเขาเหมือนกับพี่ชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเจินกงกงแล้วนางยังเป็นคนที่เขารักเสมอเขาเลยทำทุกอย่างเพื่อนางได้ หลังจากที่ส่งพระนางเข้านอนแล้ว เขาก็เขียนจดหมายคำสั่งให้กับลัทธิเสียงสวรรค์ทันที “หาโอสถทิพย์มาให้ได้” สี่มือปราบเริ่ม สืบจากหมู่บ้านที่ได้รับรายงานก่อนซึ่งที่ พบคือ ร่างไร้หัวทั้งของนักพรตและเหล่าเจียงสือ แต่เจียงสือนี่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่ให้ซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอต้องงงก็คือ

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    บทที่ 1/2

    “ก็มันจริงเราจับมาหลายคนแล้วนี่ พวกของจริงมีน้อยมากนะ” “แต่ก็ยังมีของจริงให้เห็นอยู่บ้างนะ” เฟิงต้ายงดขึ้นมา “ใช่ของจริงน่ะมี แต่ก็มีแต่พวกเอาวิชาไปรีดเงินทั้งนี่ ไม่ได้เป็นคนดีคอยช่วยชาวบ้านซักหน่อย” อวี่จิ๋งเซียงพูดขึ้นมา เธอได้เข้านับถือศาสนาใหม่ความคิดของเธอออกจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย “สายข่าวข้า คือ พิราบดำนะ ถ้าไม่แน่ใจมันไม่ส่งข่าวมาหรอก ! มีชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์นะ มีคนรอดชีวิตนานพอจะเล่าเรื่องนี้ด้วย แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะโง่เชื่อโดยไม่คิด วิเคราะห์ แยกเยอะหรือไงหา !” ท่านอ๋องพูดเสียงดังราวกับฟ้าร้อง พิราบดำคือสายลับหาข่าวมือดีของท่านอ๋อง ไม่เคยมีข่าวไหนเลยที่ไม่จริง เพราะไม่จริงเขาจะไม่ยอมพูดเด็ดขาด ทั้งสี่ไม่ใครกล้าพูดอะไรต่อ “มันขนาดทำให้ซากศพที่ไร้ความคิด คืนชีพได้ขนาดนี้ แสดงว่ามันคือ โอสถทิพย์อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเจ้ารู้มั้ยว่าหมายความว่าอะไร” ท่านอ๋องพูดขึ้นมา ซุ่นมู่ซานรีบพูดทันที “ใช่แล้ว ตอนนี้ ฮ่องเต้ทรงพระประชวนอยู่ ถ้าเรามีโอสถทิพย์นี่ ก็จะทำให้รักษาฮ่องเต้ได้”

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    บทที่ 1/1

    อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย ตอนที่ 1 อาณาจักรดันซือ ราชวงศ์หลี่[1] ปี 1546เสียงกระดิ่งดังเป็นสัญญาณ ให้เหล่าชาวบ้านต้องหลีกทาง ไม่งั้นก็อาจจะโชคร้าย เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบ และวิ่งเข้าบ้านทันที ชายสวมชุดนักพรตสีเหลืองเป็นเดินมาพร้อมกับลูกศิษย์อีกสามคน นั่นเครื่องหมายว่าเขาคือ นักพรตวิชาเหมาซาน[2] และยังมีกลุ่มคนเดินตามเขามา ไม่สิจะเรียกว่าเดินคงจะไม่ได้ ทุกร่างกำลังกระโดดตามเขา มีทั้งชายและหญิง ผิวมีสีขาวอมเขียว และส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียนออกมาตลอดทาง ที่หน้าของทุกร่างจะมีกระดาษยันต์เขียนด้วยหมึกสีแดงแปะไว้ที่หน้าผาก แม้ร่างนี้จะเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด แต่ก็ไม่ได้มีความคิด ไร้ความรู้สึก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว ! นี่คือวิชา ปลุกศพหรือที่เรียกว่า เจียงสือ[3] เป็นการเคลื่อนย้ายศพให้กลับไปบ้านโดยจะมีนักพรตคอยสะกดวิญญาณไม่ให้อาละวาด แต่ว่านักพรตคนนี้ปลุกศพขึ้นมาไม่ได้คิดจะส่งกลับบ้านตรงกันข้าม เขาหากินกับเหล่าศพกระโดดเหล่านี้ โดยทุกครั้งที่เดินไปไหน ลูกศิษย์ก็จะร้องบอกว่า “มียันต์กันสิ่งช่วยป้องกันสิ่งช

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status