Share

ตอนที่ 2 1/2

last update publish date: 2026-01-23 06:41:44

                                                                             ตอนที่ 2

             “ข้าน้อยมาเพื่อรับใช้พระสนมพะยะค่ะ นับตั้งแต่วันนี้ไปเป็นต้นไป ข้าน้อยจะถวายชีวิตเพื่อรับใช้ท่าน” ว่ากันว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือให้นางได้เป็นฮ่องเฮา  โดยไม่เลือกวิธีการเลย ต่อให้ต้องสังหารใครสักคนก็ยินดีทำเพื่อคนที่เขารักอย่างหมดหัวใจ ยิ่งเมื่อได้รู้จักกับเจ้าลัทธิเสียงสวรรค์ เขาจึงได้ทำการสนับสนุนลัทธินี้เพื่อให้ความช่วยเหลือกับเขาในการช่วยเหลืไทเฮา ในสิ่งที่ตัวเขาเองทำไม่ได้

               ทำให้ไทเฮาเรียกเขาว่า เก๊อเกอ เลยทีเดียวเพราะพระนางนับถือเขาเหมือนกับพี่ชายคนหนึ่ง แต่สำหรับเจินกงกงแล้วนางยังเป็นคนที่เขารักเสมอเขาเลยทำทุกอย่างเพื่อนางได้

                หลังจากที่ส่งพระนางเข้านอนแล้ว เขาก็เขียนจดหมายคำสั่งให้กับลัทธิเสียงสวรรค์ทันที

                 “หาโอสถทิพย์มาให้ได้”

                 สี่มือปราบเริ่ม สืบจากหมู่บ้านที่ได้รับรายงานก่อนซึ่งที่ พบคือ ร่างไร้หัวทั้งของนักพรตและเหล่าเจียงสือ แต่เจียงสือนี่ถูกสับเป็นชิ้น ๆ สิ่งที่ให้ซุ่นมู่ซานที่เป็นหมอต้องงงก็คือ

              “เลือดในศพนี้ มันหายไปไหนหมดเนี่ย”

                   “หมายความว่าอะไร” เฟิงต้ายงถามทันที

                 “ก็เลือดในศพนี้แทบไม่เหลือเลยน่ะ เหมือนศพนี้ถูกดูดเลือดไปจากตัว จนหมดตัวไปเลยน่ะ แถมโดนก่อนจะถูกตัดหัวด้วย ถ้าเสียเลือดขนาดนี้ ถือว่าตายไปแล้วนะ แล้วจะตัดหัวเหยื่อทำไม จะบอกว่าฝีมือเจ้าเจียงซือสองตัวนั่นเหรอ ข้าว่าไม่น่าใช้นะ” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้นมา

                “และอะไรจะทำเรื่องแบบนี้ได้ล่ะ”

                 “เจียงสือล่ะมั้งข้าเคยได้ยินหากควบคุมไม่ดีเจียงสือก็ จะดูดเลือดและพลังวิญญาณของมนุษย์”  เถียวเสี่ยวฟู พูดเสนอ

              “แต่พวกเราก็เคยสู้กับพวกเหมาซาน มาบ้าง ไม่เคยเห็นเจียงสือเก่งขนาดนี้มาก่อนเลย” เฟิงต้ายงพูดและพยายามครุ่นคิด อวี่จิ้งเซียงก็เขามา

                  “เจออะไรเข้าเหรอ”

                  “ร่องรอยการต่อสู้ มันมีอีกคนสองคนที่ไม่ได้เป็นศพ ดูจากรอยเท้าน่ะ และก็มีรอยเท้าหนึ่งเหมือนจะใหญ่กว่าทุกคนด้วย ข้าไปสอบถามมาแล้ว ไม่มีใครหาย และก็ไม่มีเห็นเหตุการณ์ที่เต็ม ๆ หรือ มีแต่คนเห็นว่าเจียงสือตัวหนึ่งเดินมาหยิบเสื้อผ้าใหม่เท่านั้น หรือครั้งนี้พิราบดำจะพลาด” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา

                  “เจียงสือเดินปกติได้ ข้าว่าไม่ผิดหรอก แต่ต้องมีอะไรมากกว่านี้” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา หลังจากตรวจสอบโดยละเอียด ทั้งสี่ก็ไปโรงเตี๊ยมใกล้ ๆ  หลังสั่งอาหารและเหล้ามาดื่มแล้ว เสี่ยวเอ้อต์ของทางร้านเดินเอาอาหารมาส่ง พร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง

             “พิราบดำ ส่งข่าวมา” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา และหยิบกระดาษมาดู มันเขียนไว้แค่คำว่า เกลือ  

                “เกลือเหรอ บอกตรง ๆ มันจะตายมั่ยเนี่ย” อวี่จิ้งเซียงพูดพลางหัวเราะ

                “เกลือ ทางขนเกลือสินะ หมู่บ้านนี้ติดกับเส้นทางที่เขาเอาไว้ใช้ขนเกลือหลวง เจ้าเจียงสือนั่นไปทางนั้นเหรอ เส้นนั้นมันมีโจรชุมยังกะยุง” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา

             “ทางอันตรายที่สุด อาจปลอดภัยที่สุดก็ได้นะ” อวี่จิ้งเซียงพูดขึ้นมา

              “มันเป็นเจียงสือ ถึงจะได้สติกลับมา คงเดินไปตามเรื่อง ไม่ก็ไปตามทางที่มันคุ้นเคยสมัยเป็นคนก็ได้มั้ง” ซุ่นมู่ซานเสนอความคิด

              “ผู้นำโจรแถวนั้นคือ พั่งอู๋ ไอ้เสืออ้วน ทางการกำลังหาทาจับอยู่ คงต้องรีบตามไปแล้ว เกิดไอ้เจียงสือนั่นตายขึ้นมาโอสถทิพย์จะโดนพวกโจรนั้นชิงไปซะก่อน” ซุ่นมู่ซานพูดขึ้นมา ทั้งสี่เดินออกไป แค่อวี่จิ้งเซียง ยังคงคิดถึงรอยเท้า

                ทางขนเกลือ เป็นเส้นทางที่อันตรายพอสมควรในยุคนี้ เพราะมีพวกโจรแอบดักปล้นอยู่ตลอด เรียกได้จะมาทางนี้ต้อง ผู้คุ้มกันที่มีฝีมือเอามาก ๆ หรือบางทีก็ต้องใช้ทหารสักหนึ่งกองร้อยเลยก็ว่าได้ ยิ่งช่วงนี้ฮ่องเต้ประชวรความลือเยอะ ทำให้ยิ่งมีโจรมากกว่าเดิมไปอีก

               พั่งอู๋ไอ้เสืออ้วน ว่ากันเดิมทีมันเป็นทหารในกองทัพแล้วหนีทัพออกมา มาตั้งกลุ่มโจรปล้นฆ่า สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ทางการพยายามปราบแล้วแต่ พั่งอู๋มีฝีมือในการต่อสู้มาก ทำให้ยังไม่มีใครปราบได้ ซึ่งจริง ๆ สี่มือปราบก็ตั้งใจจะมาปราบโจรกลุ่มนี้อยู่แล้วแต่เพราะว่า มีเรื่องโอสถทิพย์เข้ามาซะก่อน

             ที่ทางขนเกลือกลุ่ม ชายฉกรรจ์หลายสิบคน มาขว้างทางเอาไว้ หัวหน้าของมันเป็นชายร่างอ้วนใหญ่ มีค้อนยักษ์เป็นอาวุธ เขาคือ พั่งอู๋ ไอ้เสืออ้วนนั่นเอง

             “หัวหน้าคิดว่า จะมีคนผ่านมาทางนี้จริง ๆ เหรอขอรับ”

                “แน่สิวะ ข้าได้ข่าวมา และเห็นบอกว่าของที่ขนมาเนี่ยเป็นของมีค่ามากนะ ถ้าได้แล้วนำไปถวายราชสำนักเราจะรวยไปทั้งชาติหรือ ข้าอาจจะเก็บเอาไว้เองก็ได้” พั่งอู๋พูดขึ้นมา

               “มันคืออะไรครับท่าน”

             “เอ็งไม่สน เดี๋ยวปล้นมาได้แล้ว เราค่อยแบ่งกันบอกเลย พวกเอ็งไม่ต้องเป็นโจรกันแล้ว”

             สักพักใหญ่มีชายร่างผอมสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ หมวกกุยเล่ย[1]กำลังลากรถเข็นคันหนึ่ง ในรถมีหีบใบใหญ่ขนาดเท่ากับโลงศพ เขาค่อย ๆ ลากอย่างระมัดระวัง  

            “ไอ้นี่คนนี้ตรงตามข่าวเลย” พั่งอู๋พูดขึ้นมา

             “หัวหน้าสภาพนี้ จะมีของมีค่าขนาดนั้นได้ไงกันขอรับ”

               “เอ็งนี่ไม่รู้อะไรเลย ก็สภาพนี้ล่ะ ไม่มีใครสงสัยหรืออยากปล้นหรอก ไปล้อมมันไว้เลย”

พวกโจรไปล้อมหน้าล้อมหลังของชายสวมหมวกเอาไว้        

                 “เฮ้ย ! แต่นะ มีของมีค่าอะไรก็ทิ้งไว้ที่นี้ล่ะ ถ้าแกมีนะ พวกดีพอเห็นแกมาคนเดียว พวกข้าอารมณ์ดีไม่อยากฆ่าคนโวย”  พวกโจรต่างหัวเราะ ยิ่งเห็นชายตรงหน้าแล้ว สภาพเขาคือเหมือนกับคนอมโรคไม่มีผิด เลยคิดว่างานนี้ก็หวานหมูแน่

                “ถอยไป” ชายสวมหมวกกลับพูดด้วยเสียงเบา ๆ และไอ ทำเขายิ่งดูเหมือนกับคนอมโรค เข้าไปใหญ่

                 “เฮ้ย ! ไอ้นี่อยากลองดีหรือไงกันวะ ไปสั่งสอนมันหน่อยสิ”

ลูกน้องคนหนึ่งเดินไปหาชายสวมหมวกแต่ว่า กลับถูกถีบกระเด็น

            “ข้าบอกให้ถอยไป อย่าขว้างทาง” ชายสวมหมวกพูด

            “อวดเก่งนักนะแก มันมีแค่คนเดียว จัดการเลย ” พั่งอู๋ร้องสั่ง พวกลูกน้องวิ่งไปพร้อมอาวุธ

            “บอกให้ถอยไป”

            ชายสวมหมวกเขาต่อสู้ทันทีด้วยการออกมือเท้า อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนพวกโจรกระเด็นไปทุกคน มีโจรคนหนึ่งเอาหอกแทงเขาทะลุ แต่ชายสวมหมวก กลับไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่หน่อย กลับดึงหอกออกมา และหักทิ้ง

            “ถอยไป”

            “ไอ้นี่มันตัวอะไรเนี่ย” พวกโจรตกใจมาก แต่พั่งหูกลับพูดว่า

            “ไม่ต้องกลัวมันหรอก มันแค่ตัวตัวแถมมือเปล่าด้วย อีกอย่างมันจะเหนียวสักแค่ไหนกันเชียว ข้าน่ะทุบไอ้พวกเหนียว ๆ มาหลายคนแล้วโวย” 

            สี่มือปราบมาถึงพื้นที่ มีการต่อสู้ก็พบว่าพวกโจรกำลังสู้งกับชายสวมหมวกอยู่ พวกเขาตกตะลึงเพราะว่า พวกโจรบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน มี่แต่พั่งอู่เท่านั้นที่ พ่อจะต่อสู้กับชายสวมหมวกได้

            “อะไรเนี่ย เราต้องช่วยใครกันแน่” เฟิงต้ายงพูดขึ้นมา

            “ยังไงแยกพวกมันก่อนก็แล้ว ข้าจัดการเอง เสียงมังกรบัญชาแห่งแม่ทัพ” เถียวเสี่ยวฟูพูดและดีดพิณทันทีเสียงพิณที่อัดไปด้วยพลังวัตรอันมหาสารทำให้เกิดแรงกระแทกขึ้น ทำให้ต้องหยุดการต่อสู้

            “พวกเราคือมือปราบเฟิงเถียวอวีซุ่นแห่งเมืองหลวง ขอให้พวกเจ้าหยุดต่อสู้ พั่งอู่ มอบตัวซะ ส่วนเจ้าคนสวมหมวกมากับเราซะ” เฟิงต้ายงพูดเสียงดัง

            “เฮ้ย ! คิดว่าพวกข้ากลัวหรือไงกัน มาแค่สี่คน แถมมีผู้หญิงมาด้วย อย่างมาทำเป็นเก่งโวย พวกเราจัดการมันเลย” พั่งอู๋พูด จริงอยู่พวกโจรอาจตายไปหลายคนแล้ว แต่ก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี พวกมันเขาต่อสู้ เหล่ามือปราบชักอาวุธออกมาทันที

            เฟิงต้ายงชักกระบี่ออกมา เขาต่อสู้ เพลงกระบี่ที่รวดเร็วและงดงาม ก็ทำให้พวกโจรโดนเล่นงานไปหลาย

            เถียวเสี่ยวฟู แม้จะมีรูปร่างเล็กที่บอบบาง แต่เมื่อเขาดีดพิณเสียงพิณก็ทำให้เกิดแรงกระแทก ทำให้พวกโจรกระเด็นไม่อาจเข้าถึงตัวเขาได้ เขาไม่ต้องขยับเท้าเลยแม้แต่ก้าวเดียวแต่ใช้เสียงพิณเป็นอาวุธจู่โจม พลังวัตรในตัวของเขาช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ

            อวี่จิ้งเซียงนั้นแม้จะเป็นหญิงมีอาวุเพียงร่ม แต่มันกลับเป็นอาวุธสังหารที่น่ากลัว ยามที่ร่มหุบนั้นมันจะเหมือนกับไม้กระบอง ปลายแหลมของมันก็ไม่ต่างอะไรจากหอก หากมันกางออก ตัวร่มจะเป็นเหมือนโล่ ที่กันได้แทบทุกอย่าง และยังเป็นใบมีดสังหารที่น่ากลัว

            ซุ่นมู่ซาน แม้จะไร้อาวุธ แต่เขาเชี่ยวชาญหมัดงู ! เพลงมวยที่พลิกแพลง รวดเร็วราวกับงูชก แต่ละจุดที่ชกไปล้วนเป็นการจี่จุดให้ศัตรูขยับไม่ได้

            อวี่จิ้งเซียงเห็นชายสวมหมวกกำลังจะไปที่รถเข็น นางก็รู้ได้ทันทีว่า รถเข็นนั้นต้องมีอะไรสำคัญแน่ ๆ จึงรีบใช้วิชาตัวเบาทะยานไปฟาดร่มใส่ ชายสวมหมวกหลบแต่หมวกถูกตีหลุด เผยให้เห็นใบหน้าของเขาแม้จะมีเค้าของความที่เป็นคนรูปงามอยู่บ้าง แต่กลับมีผิวขาวซีดอมเขียว สภาพไม่ต่างอะไรจากซากศพ ร่างนี้ไม่ใช่มนุษย์แน่ ๆ คือเจียงสือ ! แต่มันกลับเคลื่อนไหวได้เหมือนคนปกติ แถม มันออกมือเท้ามาด้วยความรวดเร็ว อวี่จิ้งเซียงกางร่มรับการโจมตีและกระแทกร่มสวนไป แต่อีกฝ่ายยังไม่คงไม่ยอมถอย

           “คอมันเล็งที่คอมันเร็วเข้า เพราะจุดอ่อนของเจียงสืออยู่ที่คอ” ซุ่นมู่ซานตะโกนบอก อวี่จิ้งเซียงแทงร่มไป แต่มันหลายได้อย่างว่องไว ซุ่นมู่ซานกระโดดเข้าไปร่วมวงเขาใช้เพลงหมัดงู เป้าหมายคือ คอของอีกฝ่าย แต่เจียงสือใช้มือปัดได้

               “มันอ่านทางหมัดข้าได้ !” ซุ่นมู่ซานตกใจมาก เจียงสือปกติแล้วจะเป็นศพไร้ความคิดแต่เจ้านี่กลับ แก้กระบวนท่ามวยจีนของเขาได้อย่างง่ายดายเกินคาด ขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้น อยู่ ๆ ฝาหีบก็กระเด็นออกมา

            “นายท่านตื่นแล้ว !” เจียงสือพูดขึ้นมา ชายร่างสูง ใหญ่ผมยาวสีดำ ผมด้านหน้าทักเปียเล็ก ๆ ไว้สองข้าง เขามีผิวขาวซีด ดวงตาสีแดง เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แปลกตา กระโดดออกมาจากหีบ สีหน้าและท่าทางดูหงุดหงิดสุด ๆ

            “หนวกหูโวย !”

[1] หมวกกุยเล้ย หรือ โก่ยโล้ย กุ่ยเละ หรือหมวกเจ๊ก เป็นหมวกทรงกรวยหัวแหลมมีปีกกว้างกลม มักทำจากไม้ไผ่  

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/2

    เขารีบจับอาวุธและฟาดไปอีกครั้ง โดนที่เข้าที่แสกหน้าของหลี่หวู่หมิงเต็ม ๆ และยังโดนกระหน่ำฟาดไม่หยุด ความเจ็บปวดแผ่เข้ามาเต็มร่างของหลี่หวู่หมิง จนเลือดอาบไปทั้งตัว เนื้อหลุดจนเห็นกระดูกหลายจุด เซาโลหยุดการโจมตีแล้ว“ทำไมทำไม ข้าแพ้แบบนี้ ทำไมกัน ข้าได้พลังมาแล้ว ทำไมกัน แผ่นดินต้องเป็นของข้าสิ”เซาโลมองที่หลี่หวู่หมิงแล้วพูดว่า “พลังที่เจ้าเลือก มันเป็นของปีศาจเป็นคำสาป ยังไงก็ไม่เกิดเรื่องดี ๆ กับเจ้าหรอกนะ เอาจริง ๆ เจ้าน่ะแค่อยากได้อำนาจไม่ได้อยากช่วยเหลือใครจริง ๆ หรอก” “แต่เจ้าก็มีพลังแบบนี้เหมือนกัน” หลี่หวู่หมิงเถียง “นั่นคือคำสาปข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าจะจบแบบไหน”หลี่หวู่หมิงได้ยินแบบนั้นก็เริ่มรู้ว่า ที่ผ่าน ๆ มา เขาอ้างบ้านเมืองมาตลอดความจริงเขาอยากได้อำนาจเอาไว้ใช้ซะเอง จึงได้เงียบไปเป็นการรอรับความตาย เซาโลฟาดดาบแส้ซ้ำลงไปหัวของหลี่หวู่หมิงขาดกระเด็นไปแล้ว ทหารหลวงมาล้อมเซาโลเอาไว้ แต่อวี่จิ้งเซียงตามมาด้วย เลยรีบห้าม “เขามากับข้า”ทหารหลวงลดอาวุธลง อวี่จิ้งเซียงมองร่างของหลี่หวู่หมิงที่กลายเป็นผงไปแล้ว เธอก็นึกเสีย

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    15/1

    ตอนที่ 15ซุ่นมู่ซานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ข้าไม่เอาแล้วล่ะ พอกันที ข้าเป็นมือปราบ เป็นหมอ สู้กับคน รักษาคน ข้าไม่ได้จะมาต่อสู้กับปีศาจแบบนี้” “นี่ท่านหมายความว่าอะไร ท่านจะไม่ต่อสู้แล้วเหรอ” “ข้าขอโทษ ตอนนี้ข้าไม่กล้าแม้แต่จะกำหมัด ตอนที่พี่เฟิ้งตาย ข้าเพิ่งเคยเห็นเขามีสีหน้าหวาดกลัวขนาดนั้น แล้วหลังจากนั้นพี่เฟิ้งก็กลายเป็นปีศาจไร้ความรู้สึกให้ข้าไปต่อสู้อีกเหรอ ข้าไม่ไหวจริง ๆ เรื่องการต่อสู้แบบนี้ข้าทำไม่ได้แล้ว แต่ข้าจะคอยรักษาคนเจ็บคนป่วยต่อไปก็แล้วกัน มันก็ถือว่าเป็นช่วยชาติ ช่วยประชาชนได้เหมือนกันล่ะ ข้าไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอกนะ เพราะข้าจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าถ้าข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป” ซุ่นมู่ซานตอบ อวี่จิ้งเซียงมองซุ่นมู่ซานแม้ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่นางต้องการ แต่นางก็เข้าใจเขา ยังไงคนเราก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น “งั้นข้าขอให้ท่านโชคดีแล้วกันนะ ขอให้รักษาคนให้ได้มาก ๆ ก็แล้วกัน” อวี่จิ้งเซียงพูด “เจ้าเองก็ด้วย ข้าขอให้โชคดีและปลอดภัยนะ และข้าช่วยได้แค่นี้” หลังอวยพรเสร็จเขาก็ส่งขวดยาให้“นี่ยาถอนพิษ อาจช่วยเจ้าได้ข้าขอล

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/2

    “อินรูโต๊ะ !”เลือดพุ่งออกมาจากแผลที่ข้อมือของเฮ่ยหลู่ต้งปิง เข้ามาในปากของเซาโล แขนของเฮ่ยหลู่ ต้งปิงถึงกับชาจนขยับไม่ได้ กระบี่เหรียญที่แทงร่างของเซาโลกระเด็นหลุดจากร่าง เฮ่ยหลี่ต้งปิงเสียเลือดไปมากจนยืนไม่อยู่ เซาโลเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้เฮ่ยหลู่ต้งปิงอ่อนแรงจนทำอะไรไม่ได้แล้ว เซาโลฟาดอาวุธเข้าไปที่คอของเฮ่ยหลี่ต้นปิง หัวเขาขาดกระเด็น อวี่จิ้งเซียงเธอต้องคอยหลบ กู่และใช้ร่มจัดการ แต่อยู่ ๆ เธอก็หน้ามืดเข่าอ่อน และคนที่อยู่ใกล้ ๆ อีกหลายคนก็มีอาการแบบเดียวกัน “รู้ตัวช้านะ เจ้าสูดลมพิษของข้าไปแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอกไม่ถึงตายหรอก แต่เจ้าไม่รอดจากกู่ของข้า แน่ ๆ ” เมื่อเฮ่ยเหอเซียงกู่พูดจบ กู่ทั้งฝูงก็กำลังจะเล่นงานอวี่จิ้งเซียง แต่ว่า เหล่ากู่โดนอาวุธของเซาโลทำลายไปทั้งหมดแล้ว “แก ! ทำไมพิษมันไม่ได้ผล” เฮ่ยเหอเซียงกู่ตกใจมาก “คิดว่าข้าเป็นมนุษย์หรือไงจะได้แพ้พิษนี่” มีกู่ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเซาโล เขาใช้ปากกัดมันเคี้ยวก่อนจะคายออกมา “รสชาติไม่ได้เรื่องเลย นึกว่าจะเผ็ดกว่านี้ซะอีก” เฮ่ยเหอเซียงกู่เริ่

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    14/1

    ตอนที่ 14 “อะไรกัน ใจร้อนจังนะพ่อหนุ่ม แค่กอดเองจะอะไรนักหนาเหรอ ไม่รู้เหรอว่าพวกเรากับท่านอ๋องเป็นอะไรกัน” อลิซพูดจบก็กลับไปอยู่ข้าง ๆ ท่านอ๋องเหมือนเดิม “หมายความว่าอะไรกันขอรับท่านอ๋อง” เฟิ่งต้ายงพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ อลันกับอลิซเลยผลัดกันจูบท่านอ๋องต่อหน้าทั้งสามคน ทั้งสามทำไม่หน้าถูก ตะลึงกับภาพที่เห็น “ยังไม่ชัดเจนอีกเหรอ ท่านอ๋องเป็นของพวกเราไงล่ะ” อลันพูดและส่งสายตาไปให้ทั้งสาม อลิซก็เหมือนกันทำให้ทั้งสามคนขนลุกแปลก ๆ “อย่าได้แปลกใจไป สองคนนี่ได้มอบพลังให้กับข้า” ท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงพูดน้ำเสียงของเขาดูล่องลอย “ท่านใช้โอสถทิพย์ไปแล้วเหรอขอรับ” ซุ่นมู่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น ทั้งอลันและอลิซส่งเสียงหัวเราะดังลั่น “แหม ๆ ไม่น่าจะเรียกว่าใช้หรอกนะ เราแค่มีความสุขด้วยกันจะดีกว่านะ” อลิซพูดพลางไปนั่งตักของท่านอ๋อง “แปลว่าท่านจะเอาพลังไปรักษาฮ่องเต้สินะขอรับ” เฟิงต้ายงพูดด้วยสายตาแห่งความหวัง ท่านอ๋อง หลี่หวู่หมิงนิ่งไปก่อนจะพูดว่า “คิดว่าข้าจะเอาพลังนี่ไปช่วยฮ่องเต้ขี้โรคนั่นจริง ๆ เหรอ”เม

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/2

    “เด เม อัด เม” ดาบแส้อาวุธคู่กายกลับมาอยู่ในมือของเซาโล เขามองไปที่ทั้งสี่ แล้วเรียกหาบิงโก้ แต่กลับไม่เสียงตอบรับ เซาโลเลยวิ่งไปที่อีกห้องด้วยความเร็วทำให้ทั้งสี่ลงมือไม่ทัน “ตามมันไปเร็วเข้า” เฟิ่งต้ายงพูด ทุกคนตามไปทันทีเซาโลเข้ามาให้ห้องหนึ่ง มีพวกสาวกอยู่นั้นกลุ่มหนึ่ง เขาเห็นร่างของบิงโก้โดนตัดแขนขา ตัวถูกเกี่ยวเอาไว้ เซาโลโกรธจัดฟาดฟันอาวุธใส่พวกสาวกนั่นทันที พวกเขาได้แผลยาวกันทุกคน“อินรูโต๊ะ” เลือดพุ่งเข้ามาในปากของเขา และเขาก็ปล่อยบิงโก้ลงมา ตอนนี้บิงโก้มองเขา แล้วพูดว่า“นายท่านปลอดภัยแล้วสินะขอรับ”“ยังจะมาห่วงข้าทำไม ไม่ดูตัวเองก่อนล่ะ” เซาโลพูดแม้น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่หากมองตาเขา ดี ๆ ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเศร้า เขาก้มและพยายามต่อแขนขาคืนกับให้กับบิงโก้ เถียวเสี่ยวฟู่กำลังดีดพิณเพื่อใช้เสียงพิณเล่นงานแต่ อวี่จิ้งเซียงห้ามเอาไว้ก่อน“ตอนนี้เขาไม่เป็นอันตรายหรอก เชื่อสิ ให้เขาได้บอกลากันเถอะ”ไม่ว่าเซาโลจะทำยังไงก็ต่อแขนขาคืนให้บิงโก้ไม่ได้ “พวกมันใช้อาคมตัดร่างกายข้า มันต่อคืนไม่ได้หรอกขอรับ อย่าพยายามเลย” บิงโก้พูดทำให้เซาโลนิ่งไปพักใหญ่ ตั้งแต

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    13/1

    ตอนที่ 13 “โอะ ๆ ก็เอาสิขอรับ ก็เป็นการประกาศให้โลกรู้ไปเลยท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยคนต่างชาติพรากพรหมจรรย์ทางทวารไปแล้ว พวกข้าน่ะไม่มีอะไรให้เสียหรอกนะขอรับ แต่ท่านล่ะเป็นยังไงน่า” อลันพูดขึ้นมา ท่านอ๋องถึงกับพูดไม่ออก เหมือนใครเอาน้ำเย็นมาสาดจนชาไปทั้งตัว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงไหนก็อายถึงนั้น ชื่อเสียงของท่านอ๋องจะไม่เหลือชิ้นดี เผลอ ๆ อาจทำให้ท่านต้องถูกปลดจากตำแหน่งไป ไม่อาจโดนประหารไปเลย เลยก็ได้ เพราะสำหรับเชื่อพระวงศ์แล้วนี่มันเรื่องเสื่อมเสียที่สุดแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางเลือก อลิซหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ อยู่ตรงหน้า “พวกเจ้าหลอกข้า อำนาจอะไรนั่นไม่มีจริงสินะ” อ๋องหลี่หวู่หมิงโวยวายเสียงดังลั่น น้ำตาไหลออกมาด้วยความคับแค้นใจ “อย่าพูดแบบนั้นพวกเรารักษาคำพูดเสมอนะขอรับ ท่านอ๋องเอาล่ะ ตามสัญญา ลุกขึ้นสิขอรับ” อลันพูดขึ้นมาเมื่อไม่มีทางเลือกอะไรอีกแล้ว หลี่หวู่หมิงลุกขึ้นมาอย่างว่าง่าย อลันไปยืนด้านหลังและกอดท่านอ๋องจากด้านหลังส่วนอลิซกอดท่านอ๋องจากหน้า กลายเป็นว่าตอนนี้ท่านอ๋องอยู่อ้อมกอดของทั้งสองคน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นเลยสักนิด ตรงกันข้า

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    9.2

    อวี่จิ้งเซียงถอนใจก่อนที่จะเล่าให้ฟังต่อ“สุดท้ายข้าเลยปลอมตัวไปสอบจอหงวน แต่กรรมการคุมสอบวันนั้นดันเป็นท่านอ๋องหลี่หวู่หมิงซึ่งเขาจับได้ว่าข้าเป็นสตรีปลอมตัวมา แต่เมื่อท่านอ๋องได้ทดสอบความรู้ของข้า ท่านอ๋องเห็นว่าเองก็มีความสามารถก็เลย ได้มาเป็นมือปราบนี่ล่ะ”“ขอบคุณที่เล่าเรื่องดี ๆ แบบนี้ให้ฟังน

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    ตอนที่ 9

    ตอนที่ 9 “นายท่าน” บิงโก้ตะลึงทำให้เขาไม่ระวังตัว เลยโดนแปะยันต์ไปทำให้หมดพลัง เข่าอ่อนแทบจะยืนไม่ได้อวี่จิ้งเซี่ยงเดินตรงมาหาเขา และกำลังจะเอาร่มแทง แต่เซาโลพุ่งมาจับข้อมือของอวี่จิ้งเซี่ยงเอาไว้ แม้ตอนนี้เขาจะบาดเจ็บและพละกำลังน้อยลง แต่เขาก็ยังแข็งแรงพอที่จะบีบมือให้เธอเจ็บ ร่มหลุดจากมือ

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    8.2

    “พวกแวมไพร์มันมีราชาอยู่ แต่ราชาของพวกมันหายสาปสูญไปนานแล้ว เหลือแต่ขุนพลเจ็ดตระกูล ถ้าอิงตามอาวุธที่เจ้าบอก มันคือ แวมไพร์ตระกูลมอลคอส ถือเป็นญาติของราชาของพวกมันโดยตรงเลยน่ะสิ จัดว่าเป็นตัวอันตรายเลยล่ะ” เมื่อบาดหลวงพูดจบ ทุกคนหน้าซีดเผือด คั่งหวั่นฟางก็รีบถามว่า “มันมาที่

  • อ้าวเฮ้ย ! ข้าไม่ใช่โอสถทิพย์ของพวกเจ้านะโว้ย    8.1

    ตอนที่ 8 “จริง ! คุณพ่อไม่ได้เรียกเงินจากพวกเราเลย มิหน่ำซ้ำยังให้ค่าแรงและค่าอาหารกับพวกเราอีก พวกเราเลยทำงานให้ด้วยความเต็มใจ” ชาวบ้านพูดเสริมขึ้นมา “มาสร้างทำไมที่นี่ ไม่ไปสร้างในเขตต่างของพวกมันกันล่ะ ศาสนาของต่างชาติก็อยู่กับคนต่างชาติไปสิ ที่นี่สวรรค์บัญชาแล้วว่าจะ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status