แชร์

บทที่ 5 แบ่งหน้าที่ชัดเจน

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-01 20:45:16

หลงฉีเข้าครัวไปก็เห็นผัดหน่อไม้กับไข่สีเหลืองทองเหมือนได้กินของดีเป็นมงคล เขาสังเกตไข่จากไก่ที่พี่ไป๋หลานเลี้ยงมีไข่แดงที่สดกว่า ทำให้ทำอาหารออกมาสวยงาม ยิ่งกลิ่นหอมของคนที่ทำอาหารแล้วไม่ขี้เหนียวเครื่องปรุง ยิ่งส่งให้ท้องกลม ๆ ของเขาร้อง

         “พี่ไป๋หลานข้ามาแล้ว” หลงฉีรีบเข้าไปกุลีกุจอหยิบถ้วยมาตักข้าวขาวที่หุงจนหอมน่ากิน สามถ้วยกับตะเกียบและถ้วยตักต้มกระดูกสุดอร่อย

         เขาเหลือบมองเจ้าคนที่บอกให้ล้างจานนั่งนิ่งไม่ยอมช่วยก็ค้อนใส่ แต่นึกได้ว่าสั่งให้เจ้านั่นล้างจาน จึงไม่เอ่ยปากเรียก และเป็นเขาที่เข้ามาตักทุกอย่างวางรอพี่ไป๋หลานล้างมือมากินข้าว

         “กินข้าวเสร็จก็ไปอาบน้ำในห้องน้ำ สาย ๆ ข้าจะดูแผลให้” ไป๋หลานไม่คิดอะไร พูดไปด้วยความเป็นห่วง แต่กลับเห็นอีกคนใบหน้าแดงก่ำ

         “เป็นอะไร เป็นไข้หรือไง” ทันทีที่เห็นอาการผิดปกติบนใบหน้าฝ่ายตรงข้ามที่จะมาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านของนางอีกคน จึงถามด้วยความเป็นห่วง

         “ปะ...เปล่า...แผลนั่นให้เจ้าอ้วนดูก็พอ” เสียงตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มปากของหลัวอวิ๋นทำเอาไป๋หลานขมวดคิ้ว

         ไม่ใช่ปกติเจ้าหลงฉีน้อยกับเขาตีกันอยู่เป็นประจำหรือ แล้วนี่เกิดสามัคคีอะไรกันขึ้นมา ถึงได้ให้เจ้านั่นดูบาดแผล

         “พี่ไป๋หลานดูก็ดีแล้ว ข้าดูจะไปรู้อะไร” หลงฉี กระแทกถ้วยข้าวเขาตรงหน้า แล้วก็พูดด้วยความไม่พอใจเพราะเรียกเขาว่า ‘เจ้าอ้วน’

         “นางเป็นสตรี!”

         เมื่อหลงฉีและไป๋หลานฟังถึงตรงนี้ก็เข้าใจ จากที่มีเสียงพูดคุยกลับเงียบลงฉับพลันจนทำให้คนพูดเกิดอาการหายใจติดขัด จากนั้น...

         ฮ่า ฮ่า ฮ่า...!

         “เจ้าอายรึ” หลงฉีกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว พลันนึกขึ้นได้ว่าแผลของเจ้าคนใจเสาะหลัวอวิ๋นคือตรงก้น หรือว่าเขาก้นลายกัน

         คนอะไรเอาก้นรับลูกธนู หลงฉีเมื่อคิดถึงตอนเจ้านั่นกระดกก้นขึ้นรับธนูก็พลันเก็บอาการไม่อยู่

         “นี่ข้าไม่ขำนะ” หลัวอวิ๋นโกรธแล้ว เจ้าสองจิ๋วนี่มันอะไรกัน ไม่รู้จักรักษากิริยาเลยสักนิด ทั้งยังหัวเราะเยาะเขาเต็มปากเต็มคำ

         “เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก ก้นขาว ๆ ของเจ้าน่ะ ถูกข้าเห็นไปหมดแล้ว กินข้าวเถอะจะได้รีบทำอย่างอื่น” ไป๋หลานไม่สนใจคำพูดของเขา ยิ่งเขาหายเร็วเท่าไหร่นางก็มีคนช่วยงานมากขึ้นเท่านั้น อย่างน้อย ๆ เขาก็ควรทำงานแลกข้าว

         บ้านนางไม่มียศตำแหน่งอะไรทั้งนั้น ใครจะอยู่ก็ต้องช่วยกันทำงาน

         “วันนี้ข้าจะให้หมูเจ้าสามชิ้น กับหน่อไม้ ส่วนของข้ากับพี่ไป๋หลานคนละหกชิ้น” หลงฉีจัดการตักแบ่งอาหารอย่างเท่าเทียม และเขาย่อมให้เจ้าหลัวอวิ๋นแค่ครึ่งเดียวจากของพวกเขา ข้อหาที่ปากเสียเรียกเขาว่าเจ้าอ้วน

         “ทำไมข้าได้น้อยกว่า” หลัวอวิ๋นรู้สึกไม่เป็นธรรมสักนิด เจ้าอ้วนขี้เหนียวนี่มันยังไงกัน

         “เจ้าโตแล้วพวกเรายังต้องบำรุงให้เติบโต” หลงฉีพูดเป็นงานเป็นการ แต่ทว่าที่จริงเขาไม่อยากให้เจ้าคนปากไม่ดีกินของอร่อยมากเกินไป ยังดีที่มีผัดหน่อไม้กับไข่อีกจาน ไม่เช่นนั้นเจ้านั่นจะได้กินแต่หน่อไม้

         “เจ้าขี้งก” หลัวอวิ๋นเดิมเขากินข้าวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่บิดาและมารดาจากไป ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าแย่งของกินของเขา ทั้งยังแบ่งให้เขาเล็กน้อยอีกด้วย แต่ไม่รู้ทำไม การกินข้าวมื้อนี้ถึงอร่อยเป็นพิเศษ

         โดยที่มื้ออาหารนั้นมีเจ้าหลงฉีตัวอ้วนกินไปก็ประจบพี่สาวอย่างไป๋หลานไปพร้อม ๆ กับหันมาแขวะเขาเป็นระยะ แต่กลับทำให้เขารู้สึกไม่เหงาและลอบยิ้มเป็นระยะ กับท่าทีของเจ้าอ้วนนั่น

         หลังกินข้าวเช้าเสร็จสิ้น ไป๋หลานให้หลงฉีกลับบ้านไปหาชุดบุรุษของบิดาหลงฉีมาสักสองสามชุด ให้หลัวอวิ๋นได้เปลี่ยนเป็นชุดที่กลมกลืนกับชาวบ้านจะได้ไม่เด่นเกินไป เพราะชุดของเขาทำจากผ้าไหมเนื้อดีที่มีแต่เหล่าชนชั้นสูงสวมใส่กัน หากมีคนซักถามจะได้ตอบได้ว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดา

         เพราะฐานะของท่านแม่ตอนที่อยู่ชายแดนในเขต ม่อยวนแห่งนี้ ใช้ชีวิตที่แสนธรรมดา กับการรับรู้ของชาวบ้านว่านางมารอสามีที่ไปรบ แล้วจากนั้นมารดาของนางได้หายสาบสูญไป ทิ้งให้บุตรสาวใช้ชีวิตลำพัง

         หลงฉีกินข้าวเสร็จก็รีบวิ่งกลับบ้าน ก่อนกลับเขากำชับเป็นมั่นเป็นเหมาะให้เจ้าบุรุษใจเสาะล้างจาน

         “กลับมาข้าต้องเห็นว่าเจ้าล้างจานเสร็จแล้ว ไม่อย่างนั้นล่ะก็...” หลงฉียกนิ้วเชือดคอเลียนแบบพี่สาวที่มักข่มขู่คนที่มากลั่นแกล้งเขา

         ไป๋หลานไม่ได้สนใจว่าสองคนนี้จะพูดอะไรกัน นางเดินไปตรวจตรารอบบ้านว่ามีกลไกอันไหนที่มันชำรุดหรือไม่ หากมีคนปองร้ายหลัวอวิ๋น ก็เท่ากับนางต้องวางแผนรับมือ

         แต่ขณะที่เดินไปเรื่อย ก็เห็นหลัวอวิ๋นเดินออกจากครัวแล้ว น่าจะล้างจานแล้วกระมัง นางจึงเดินเข้าไปในสวนสมุนไพรเล็ก ๆ ที่มีสมุนไพรที่จำเป็นปลูกไว้ คล้ายกล่องยาสามัญประจำบ้านในโลกที่นางจากมา

         “เสร็จแล้วก็ไปนอนคว่ำที่แคร่ ข้าจะเอายาใส่แผลให้”

         หลัวอวิ๋นเห็นนางถือใบไม้เขียว ๆ เดาว่าน่าจะเป็นยาที่นางเก็บมา แต่ทว่าเขาเริ่มเดินได้เช่นนี้กลับรู้สึกเขินอายในการที่ต้องนอนคว่ำให้สตรีตรงหน้าดูก้นของเขา

         “ชักช้าทำไมข้ายังต้องทำงานอื่น” ไป๋หลานเร่งเขา นางยังต้องไปรดน้ำผักที่ปลูกไว้ กับเข้าป่าไปเก็บของป่าที่เชิงเขาอีก หากเจ้านี่มัวอ้ำอึ้งก็ไม่ต้องทำอันใดกันพอดี

         “คะ...คือ...ข้า”

         “ไม่ต้องอายไปหรอก ข้าแค่แปดหนาวยังไม่ถึงวัยออกเรือน” เพราะในสมัยนี้ สตรีที่สิบหนาวขึ้นไปมักจะให้อยู่ห่างจากบุรุษแล้ว หากต่ำกว่านั้นใกล้ชิดกันก็ไม่แปลกอันใด

         “ก็ได้...ห้ามเจ้าเอาข้าไปล้อทีหลัง” เมื่อนางดึงดันจนได้ เขาก็คงทำได้เพียงให้นางใส่ยาให้ แต่ทว่า...

         “ก้นเจ้าเนียนเด้งเหมือนก้นเด็ก” ไป๋หลานบีบก้นเขาแล้วก็หยอกล้อ

         “ทำแผลเร็ว ๆ เข้าเถอะ” คนโดนล้อเร่งเร้า เพราะไม่อยากนอนให้นางดูก้นของเขานาน เดี๋ยวเจ้าตัวแสบหลงฉีกลับมาได้โดนล้ออีกคน

         “เอาล่ะ เสร็จแล้ว” ไป๋หลานบดใบสมุนไพรสด ๆ แล้วทาไปที่แผลให้ยามันสมานแผลจะได้หายเร็ว ๆ

         บุรุษยุคนี้คงไม่คิดมากเรื่องแผลเป็นกระมัง หากเป็นสตรีค่อนข้างจะวิตกกังวล เพราะหากเป็นสตรีในห้องหอ แม่สื่อแม่ชักมักจะเลือกสตรีที่ไร้ตำหนิบนเรือนกายแก่บุรุษที่คู่ควร

         “ข้าจะไปทำงานต่อ เจ้าก็รอหลงฉีอยู่ตรงนี้แล้วกัน” ไป๋หลานบอกเขาแล้วก็เดินไปหลังบ้านที่มีช่องทางเดินไปยังลำธาร นางเอาถังน้ำเล็ก ๆ เดินไปตักน้ำมารดแปลงผัก แล้วก็น้ำใช้อาบในห้องน้ำ แต่เมื่อทำไปได้สักครู่ก็ได้ยินเสียงโวยวายจากหน้าบ้าน

         “เหม็นสาบ เหม็นสาบมาก นี่เจ้าเอาผ้าขี้ริ้วให้ข้าใส่รึ” หลัวอวิ๋นลำบากเพียงใด เขาก็เคยชินกับการแต่งกายใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ไม่สกปรกเหมือนกับเสื้อผ้าที่เจ้าหลงฉีหยิบมาให้ เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่ตั้งใจกลั่นแกล้ง

         “เรื่องมาก นี่ชุดเก่าของบิดาข้าสมัยยังเป็นหนุ่มเชียวนะ ข้าเก็บพับอย่างดีหลังซัก มันก็ต้องเหม็นอับมีฝุ่นกันบ้าง” หลงฉีแก้ตัว หลังจากมารดาถูกหย่าร้าง เขาก็เป็นคนช่วยบิดาทำงานบ้าน จึงไม่ได้ทำเครื่องหอมเป็นและทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอย่างที่เห็น

         “แต่มันเหม็นสาบ” หลัวอวิ๋นเอามาดมแล้วก็ต้องเอาหน้าหนี มันเหม็นจริง ๆ

         ไป๋หลานเดินออกมาจากด้านหลัง จากนั้นก็พอจะรู้คร่าว ๆ ว่าสองคนนี้เถียงอะไรกัน นางจึงกลับเข้าไปหยิบถังซักผ้ากับสบู่ที่นางทำเองโยนให้เขา

         ปัง!

         “ไม่ต้องทะเลาะกัน นี่เป็นสบู่ซักผ้าที่ข้าคิดขึ้นเอง เจ้าก็เอาไปซักมันจะได้หอม ๆ สะอาด ๆ ท่านลุงหลงซ่งเป็นบุรุษ ทุกวันออกทำงานหนักเพื่อเลี้ยงบุตรชายเพียงลำพัง งานบ้านงานเรือนนอกจากเจ้าเปี๊ยกนี่ก็ไม่มีคนทำ เจ้าไม่ต้องพูดมาก”

         สองบุรุษเถียงกันอยู่ตั้งนาน เมื่อไป๋หลานออกมาเท้าเอวพูดประโยคเดียว ต่างก็เงียบปากแยกกันคนละทางทันที เพราะรู้ตัวว่าทำให้พี่สาวโกรธเสียแล้ว

         “นั่นเจ้าไปทางหลังบ้าน ออกหน้าบ้านคนจะเห็น”

         เมื่อไป๋หลานพูดจบก็เดินตามเขาออกไป จากนั้นก็เห็นว่าหลัวอวิ๋นเอาแต่ดมกลิ่นสบู่ที่นางทำขึ้น ไม่ยอมซักเสียที

         “นั่นกลิ่นจ้าวเจี่ยว ผสมกับไขมันสัตว์ใส่กลิ่นหอมดอกไม้ป่า เจ้านี่ใช้ได้ทั้งซักผ้า สระผม หรืออาบน้ำ”

         ไป๋หลานทำให้มันง่ายที่จะใช้ได้หลายอย่างเพียงก้อนเดียว ด้วยไม่มีทางให้เลือกนักในสมัยโบราณ อีกอย่างจ้าวเจี่ยวฝักของมันเมื่อขยำกับน้ำแล้วจะเกิดฟอง ทั้งยังรู้ว่าชาวบ้านเอามาขัดเนื้อขัดตัว แต่นางใช้วิธีสกัดง่าย ๆ เอามาทำสบู่ใช้ โดยใช้ฝักจ้าวเจี่ยว น้ำขี้เถ้า ไขมันสัตว์เคี่ยวรวมกัน จากนั้นนำใส่ในกระบอกไม้ไผ่ใส่กลิ่นดอกไม้ที่เก็บจากในป่า แล้วเอาไปแช่ในน้ำก็เกิดเป็นสบู่ขึ้นมา

         “ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มันหอมมาก” แม้เขาจะเคยอาบน้ำที่โรยด้วยกลีบกุหลาบมานักต่อนัก แต่ทว่าสบู่ที่มีกลิ่นหอมราวกับอยู่ในกลางหมู่มวลผกาเช่นนี้ ทำให้อยากสูดดมให้มากขึ้น รวมทั้งร่างกายนางก็ด้วย

         ‘มิน่า เจ้าเด็กหลงฉี กับไป๋หลานถึงได้มีกลิ่นหอมติดกายนัก ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป’

         “เจ้าไม่ทำขายรึ” หลัวอวิ๋นชวนนางคุยขณะที่ตนเองขยี้ผ้าในน้ำแล้วเอามาถูกับสบู่ให้เกิดฟองแล้วก็ขยี้กับน้ำให้ชำระสิ่งสกปรกออกไป

         “ไม่ทำหรอก แค่ใช้ยังไม่ค่อยพอ” ของพวกนี้ลำพังเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างนางหรือจะมีปัญญาหามาทีละมาก ๆ นี่แค่ใช้ในครัวเรือนเท่านั้น แต่หากอนาคตนางมีต้นทุนก็อาจจะทำ แต่คงในปริมาณที่ไม่เยอะมากนัก เพื่อดึงราคา และวิธีทำของนางค่อนข้างพิเศษ คนนอกไม่มีทางรู้เด็ดขาด

         “นั่นสิเนอะ”

         หลัวอวิ๋นคิดว่าอยู่แบบนางก็สบายใจดี ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกตามฆ่า ไม่ต้องคิดอะไรเพียงแค่อยู่ไปวัน ๆ

         “เจ้าดูมีความสุขดีเนอะ ขอถามได้หรือไม่บิดากับมารดาเจ้าอยู่ที่ใด” เมื่อเห็นใบหน้าของนางเปื้อนยิ้ม เขาก็นึกอยากรู้จักมากขึ้น แต่คำถามของเขาดันทำให้รอยยิ้มของนางหุบลง จนเขาเริ่มรู้สึกผิด

         “บิดาข้ารู้แต่ไปรบก็หายสาบสูญ มารดาข้า...” ไป๋หลานหยุดไว้แค่นั้น ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี และไม่รู้ว่าตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง คนที่เป็นสามีใหม่จะดีกับนางหรือไม่ นางจะคิดถึงไป๋หลานที่เป็นลูกสาวของนางหรือเปล่า

         “เอ่อ...ไม่สะดวกตอบไม่เป็นไร ข้าไม่อยากรู้ก็ได้”

         “ก็ดี มารดาข้าก็ไม่รู้เป็นหรือตาย ไม่ต่างจากบิดา” ไป๋หลานกล่าวออกไปแล้วก็เดินหนีหาย ทิ้งความคลางแคลงใจให้กับหลัวอวิ๋น

         @ กระโจมของจิ้งอันโหว

         ภายใต้สีหน้าอ้ำอึ้งของภรรยาที่ถูกสามีเค้นสอบ ทำให้จิ้งอันโหวเดือดดาลใจที่นางไม่ยอมปริปากพูด เขาจึงให้คนไปสืบเองจะดีกว่า

         “ส่งคนไปหาข่าว ก่อนนางจะแต่งงานกับเรา มีที่มาอย่างไร ตระกูลอวี๋ปิดบังอะไรอยู่กันแน่”

         “ขอรับ!” คนของจิ้งอันโหวรับคำสั่งแล้วจากไป ดวงตามองไปยังคนด้านในที่เอาแต่ส่ายหน้าไม่พูดไม่จาอันใดทั้งสิ้น

         เฉาหนานผิงหรือจิ้งอันโหว เป็นขุนนางกรมโยธา ที่มีบิดาของภรรยาสนับสนุนทำให้ตนต้องแต่งงานตอบแทนบุญคุณเพราะสกุลอวี๋ตกต่ำ แต่ทว่าคุณหนูรองสกุลอวี๋มีความลับกับเขามากเกินไป จนทำให้เขาต้องหาคำตอบด้วยตนเอง และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเขาถึงต้องแต่งกับนางทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า นางไม่เคยออกงาน ผิดกับน้องสาวอีกคนของนาง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 10 สองพี่น้องแสดงฝีมือ

    ในตำหนักรับรองราชทูตต่างแคว้น แม้ว่าองค์ชายใหญ่ของแคว้นไห่หยางที่มีตำแหน่งเป็นถึงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทคนต่อไป แต่ทว่ายังไม่ได้อภิเษกกับผู้ใดจึงสนอกสนใจเป่ยหนิงเป็นพิเศษ แต่เท่าที่รู้ข่าวคือเขารับรู้ว่าองค์หญิงของแคว้นเป่ยหนิงแทบสิ้นไปเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไปแล้ว จึงได้แต่เศร้าใจที่ไม่อาจคิดเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานได้ จึงยกเรื่องการค้าขึ้นมาถก ส่วนองค์หญิงสามน้องสาวของเขานั้นชื่นชอบขนมและได้ยินขนมร้านหลานฉีมาช้านานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงขอร้องผ่านจดหมายว่าอยากให้เถ้าแก่ของร้านเป็นผู้ทำให้จึงรีบเข้าไปในวังโดยไม่แวะเที่ยวเล่นในเมืองหลวงเลยสักนิดเดียว และทำให้องค์ชายใหญ่ระอาใจกับอาการเห็นแก่กินของน้องสาวผู้นี้นัก “เฝิงผิง เจ้าสำรวมกิริยาหน่อยรู้หรือไม่ อับอายขายหน้าแคว้นไห่หยางหมดแล้ว” เฝิงเหล่ยองค์ชายใหญ่แห่งไห่หยางปรามน้องสาว “ข้ามองหาองค์ชายรองจี้เฟิงแห่งเป่ยเหลียงต่างหากพี่ใหญ่ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ เขาให้พวกเราเข้ามาก่อน แต่ทว่าขบวนขององค์ชายรองเงียบเชียบราวกับไม่มีคน” เฝิงผิงเดิมก็ไม่อยากรออยู่หน้าประตูเมือง เมื่อรับรู้ว่าอ

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 9 ดังไกลถึงสามแคว้น

    หลังจากเดาได้ราง ๆ ว่าพี่ไป๋หลานยืมมือเขาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าขุนนางที่มีอันจะกินออกมาบริจาคทานบ้าง แจกของบ้าง แจกอาหารบ้างเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนยากไร้ที่กำลังจะถูกจัดระเบียบในอีกไม่ช้า และด้วยการดำเนินการที่ต้องมีหลายขั้นตอนทำให้ไม่อาจรีรอได้ เพราะท้องของคนเหล่านี้ยังคงหิวอยู่ทุกวัน และไม่แปลกที่ระยะนี้จะมีป้ายชื่นชมเหล่าขุนนางแต่ละจวนไปติดประกาศ และนั่นก็ยิ่งทำให้เหล่าขุนนางทำดีแข่งกัน เพื่อหวังให้อยู่ในสายพระเนตรฝ่าบาท และนำมาซึ่งความขุ่นเคืองใจ เพราะทำให้หลงฉีเดือดร้อนหิวข้าวเป็นวัน จนหลงฉีงอนทั้งพี่สาวและพี่เขยไม่ยอมเข้าวังไปเล่นด้วย และเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นว่าเล่น เพราะต้องไปเสาะหาวัตถุดิบใหม่ ๆ มาทำขนม และหาของขึ้นชื่อแต่ละท้องถิ่นทั่วหนิงโจวมาทำเป็นขนมในร้านของหลงฉี แต่เขานั้นไม่รู้เลยว่าร้านขนมของเขาที่มีจุดเริ่มต้นจากการชอบกินขนมที่ชายแดน จะนำพามาซึ่งความมีชื่อเสียงจนราชทูตต่างแคว้นที่มาเยี่ยมเยือนล้วนอยากลิ้มลอง และคนเหล่านั้นก็เป็นถึงเหล่าองค์หญิงองค์ชายอีกด้วย ระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงของหลงฉีกับกู่เจิ้งฮวาที่ออกไปรับลูกท้อจักรพรรดิของเมืองข้าง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 8 เถ้าแก่ใหญ่ใจดีมาก

    ร้านเปิดได้สองวันก็เป็นที่นิยม ไม่แม้แต่คนชนชั้นสูง กระทั่งชาวบ้านทั่วไปก็มาต่อแถวซื้อขนมของร้านหลานฉี ขนมที่กระทั่งฝ่าบาทและฮองเฮายังโปรดเสวย แน่นอนว่ามันย่อมมีรสชาติดีทั้งหอมและหวานเป็นอย่างยิ่ง และข่าวลือนั้นก็มาพร้อมกับอีกข่าวลือของเถ้าแก่ใหญ่ร้านขนมหลานฉี “เถ้าแก่ใหญ่มีน้ำใจจริง ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ อยากกินขนมก็ไม่คิดสักอีแปะ ขนมนี่ใช้น้ำตาลน้อยเมื่อไหร่ และของดีราคาแพงทั้งนั้น แต่ขายให้พวกเราราคาถูกเหลือเกิน เช่นนั้นต้องอุดหนุนเถ้าแก่ใหญ่กันให้มาก ๆ” เสียงเล่าลือของชาวบ้านจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่และทบทวีไปเรื่อย ๆ จนทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว โดยที่เถ้าแก่ใหญ่ตัวน้อยไม่รู้เลยสักนิดว่าตนเองมีชื่อเสียงแล้ว “กู่เจิ้งฮวานั่นเจ้าทำอะไร” “ช่วยยกน้ำชาเจ้าค่ะ” กู่เจิ้งฮวาหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบ แต่ทว่าสีหน้าของคุณชายน้อยฉีกลับทำให้นางแปลกใจ “มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดคุณชายสีหน้าเช่นนั้น” “ไม่มีอะไรข้าแค่อยากปรึกษาเจ้า จะเอาขนมไปให้ขอทานในอารามหย่งเล่อ” หลงฉีเมื่อได้ให้ขนมแก่เด็กวันก่อนภายในใจเขามีความสุขมาก ทำให้เขาอยากแจกขนมอีกครั้ง และครั้ง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 7 ฟื้นฟูร้านกับเมนูขนมใหม่

    ผ่านไปเจ็ดวันร้านขนมของเถ้าแก่ใหญ่หลงฉีก็กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมกับสาขาเซิ่งตูที่กำลังจะเปิดอีกไม่นานสำหรับนั่งรับประทานด้านในร้านอีกด้วย แน่นอนว่าต้องมีน้ำชาตำรับในวังหลวงด้วย แต่ทว่าสูตรลับนี้มาจากพี่ไป๋หลานนั่นเอง “ชาพุทธาแดงบำรุงโลหิต, ชาลำไยแห้งบำรุงกำลังและหัวใจ , ชากุหลาบบำรุงลมปราณช่วยใจสงบ” หลงฉีจดตามที่พี่ไป๋หลานบอกแล้วก็จะจ้างคนที่ลายมืองดงามเขียนพร้อมกับวาดรูปชาตกแต่งไว้ในร้าน คนที่มาจะได้อ่านข้อความจนเกิดการอยากสั่งชามาชิม “นั่นเจ้าเขียนถึงไหนล่ะ” ไป๋หลานที่วันนี้หนีออกจากวังมาร้านหลานฉี เพื่อจะตรวจดูด้วยตนเองว่าเพิ่มเติมในส่วนไหนได้บ้าง “ก็เขียนถึงชากุหลาบขอรับ” หลงฉีกล่าว “เจ้าคิดว่าเพิ่มชาอื่นอีกดีหรือไม่” หลงฉีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามี ‘ชาโม่ลี่ฮวา’ กลิ่นหอมเด่นชัดช่วยในร่างกายสดชื่นอีกหนึ่งอย่าง เขาเคยดื่มที่ร้านในโรงเตี๊ยมเส้นทางมาเมืองหลวง “ชาโม่ลี่ฮวาขอรับ” ไป๋หลานเห็นด้วยทันที ชานี้ขึ้นชื่อเรื่องหอมยิ่งนักคู่กับชาหอมหมื่นลี้ทีเดียว ตอนนี้ขนมก็พร้อมแล้วชาก็พร้อมแล้วเช่นกันเหล

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 6 ร้านถูกวางเพลิง

    ฝีเท้าที่เร่งตึกตักพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่สั่นระรัวส่งผลให้เท้าของเขาก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงต้นตอของเหตุเพลิงไหม้ และเมื่อถึงด้านหน้ามองอาคารที่หลงฉีเคยยืนมองอย่างภาคภูมิใจโหมด้วยเพลิงไฟเข่าแทบทรุด “คุณชาย...คุณชายน้อย” กู่เจิ้งฮวาซอยเท้าเล็ก ๆ ตามมาจนถึงตัวคุณชาย เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้นางตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องกับร้านขนมหลานฉีของคุณชายน้อย “ระร้าน...ร้านขนมของข้า!!” หลงฉีแทบใจสลาย นี่เป็นร้านแรกในเมืองหลวงที่เขาปั้นมาเองกับมือ และเป็นร้านที่ขายดีที่สุดไม่นึกว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นได้ เขารีบลุกขึ้นแล้วไปคว้าถังน้ำไปช่วยชาวบ้านดับไฟ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างขะมักเขม้นเร่งดับไฟ จนเมื่อคนของทางการมาถึงแล้วกำลังทหารที่แข็งแรงกว่าดับไฟกันอย่างรวดเร็วทำให้เพลิงสงบลง แต่ใจของหลงฉีร้อนยิ่งกว่าไฟที่มอดไหม้ร้านของเขาในตอนนี้นัก “ใต้เท้า...ใต้เท้า...เป็นการวางเพลิงขอรับ ถังน้ำมันนี่คือหลักฐาน” หลงฉีคิดว่าไม่มีผู้ใดทำได้นอกเสียจากโกวเต๋อจื้ออีกแล้ว การที่เขาไปจัดการมันจนอยู่หมัดในวันนี้ไม่นึกว่ามันจะตลบหลังเขาอย่างเจ็บแสบแม้อย

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 5 เถ้าแก่เท้าพิฆาต

    เสียงนั้นทำให้เหล่าทหารเข้ามาเพื่อปกป้องฝ่าบาท เพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้มาก่อกวนหวังปองร้ายฝ่าบาทหรือไม่จึงเข้ามาขวางเอาไว้ “นี่พวกเจ้า!” หลงฉีเปิดหน้าต่างมองไปยังคนเหล่านั้น และมักเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นชาวบ้านริมชายแดน แต่ไม่ใช่หมู่บ้านของพวกเขาแต่เขาจำหน้าได้เพราะเคยไปวิ่งเล่นหมู่บ้านข้าง ๆ บ้างตอนที่ยังไม่โดนรังแก “หลงฉีรู้จักพวกเขารึ” ไป๋หลานไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้คือใคร ปกตินางอยู่ชายแดนก็ไม่ค่อยสมาคมกับผู้ใดนัก กระทั่งสหายสักคนยังไม่มี ไม่แปลกที่จะไม่รู้จัก “พี่ไป๋หลานคนในหมู่บ้านข้าง ๆ ที่เราไปขึ้นเกวียนวัวไปตลาดม่อยวนอย่างไรขอรับ” หลงฉีพูดแล้วก็เจ็บใจ เหตุใดคนเหล่านี้ถึงมาด่าว่าพี่เขยของเขาเป็นทรราช ทั้ง ๆ ที่พี่เขยของเขาออกจะใจดีมีเมตตาไม่พอ ยังเห็นแก่ประชาเป็นหลัก ฮ่องเต้มากคุณธรรมเช่นนี้จะหาจากที่ใดได้อีก “ข้าว่าแปลกประหลาด ฝ่าบาทจับชาวบ้านเหล่านี้ไปสอบสวนเถิด แต่ข้าจะสอบสวนเอง” ไป๋หลานไม่ไว้ใจคนของทางการ ไม่รู้ว่าปิดหูปิดตาพวกนางบ้างหรือไม่ และเขาก็ราชกิจมากมาย อาจดูแลไม่ทั่วถึงดังนั้นนางจะจัดการเอง หลงฉีเห็นด้วย คนชาย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status