แชร์

บทที่ 6 ญาติจากตระกูลมารดา

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-01 20:45:46

ราวเที่ยงวัน ผ้าที่หลัวอวิ๋นซักก็แห้งแล้ว เพราะนางให้เขาบิดให้หมาดที่สุดจะได้แห้งเร็ว ๆ ประจวบเหมาะกับคนในหมู่บ้านวิ่งมาทางบ้านของนางที่อยู่หลังสุดท้ายของหมู่บ้านชายเขา ทำให้นางต้องเตรียมตั้งรับ

         “อาฉี อาหลาน เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่” หลงซ่ง กลับจากขายเนื้อหมูป่าในตลาดม่อยวน ได้ฟังชาวบ้านที่วันนี้ไม่ได้ออกไปทำงาน ต่างมารุมล้อมเหล่าคนร้ายชุดดำที่ศาลบรรพชนของหมู่บ้านชายเขา และเมื่อคนเหล่านั้นยังไม่ได้สติดี พูดว่ายืนถามบ้านหลังริมชายเขา แต่กลับตื่นมาอีกทีก็โดนมัดอยู่ตรงนี้ เขาที่ไม่ได้ฟังนางซุ่นหว่านบ้านข้างเคียงก็รีบวิ่งไปหาเด็ก ๆ ทั้งสอง

         “ท่านพ่อ ท่านกลับมาแล้วมีน้ำตาลปั้นของข้าหรือไม่” หลงฉีไม่ได้สนใจท่าทีแตกตื่นของบิดาสักนิด แต่กลับทวงถามขนมของโปรดของเขา

         “เจ้าอยู่นี่แล้วอาหลานเล่า” ไป๋หลานเด็กหญิงคนนี้ก็เหมือนลูกหลานของชาวบ้านชายเขา แม้นางอาภัพมารดาสาบสูญ แต่กลับเข้มแข็งและอยู่ที่บ้านหลังนี้ลำพังจนอดชื่นชมไม่ได้ และแต่ละคนแวะเวียนกันมาสอบถามทุกวัน

         “ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะท่านลุงซ่ง” ไป๋หลานเรียกให้หลัวอวิ๋นเปลี่ยนชุด แล้วออกมาเจอชาวบ้านได้แล้ว และท่านลุงหลงซ่งจะเป็นกระบอกเสียงให้นางเกี่ยวกับตัวตนของเขา

         “นะ...นั่น...คือผู้ใดกัน” หลงซ่งมองท่าทีเด็กหนุ่มผู้นี้อายุไม่น่าจะถึงสิบห้าหนาว สวมเสื้อผ้าอย่างชาวบ้าน แต่กลับมีผิวพรรณผุดผ่องดั่งคนเมืองหลวงที่เคยแวะเวียนมาเที่ยวในตลาดม่อยวน

         เขาเป็นพรานป่านำของป่าหายากบ้าง ง่ายบ้างไปขาย ทำให้เจอผู้คนมากมาย และแยกแยะได้ถึงผิวพรรณ รูปร่างหน้าตาว่าเป็นคนแถบใด อย่างเด็กหนุ่มผู้นี้ผิวพรรณผุดผ่อง แม้อยู่ในชุดชาวบ้านก็ไม่อาจกลบรัศมีผู้ดีมีเงินเลยสักนิด

         “นี่คือญาติห่าง ๆ ของท่านแม่ข้าเอง เขามาตามหาท่านแม่ตามจดหมายที่ท่านแม่ทิ้งไว้ สุดท้ายก็มาพบกับข้าเมื่อวานเจ้าค่ะ” ไป๋หลานแต่งเรื่องลื่นไหลไร้พิรุธ ทำให้หลัวอวิ๋นต้องมองนางอีกครั้ง ความสามารถนี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ทั้งฉลาดและไหวพริบดีอีกด้วย

         “ญาติเจ้ารึ มาคนเดียวไม่มีคนติดตามมารึ ข้าก็เป็นห่วงเจ้าอยู่บ้านชายเขาคนเดียว มีญาติมาหาบ้างก็สบายใจ” หลงซ่งยังคิดพาเด็กหญิงผู้นี้ไปอยู่บ้านด้วยกัน แต่เมื่อคิดถึงความเหมาะสมแล้วก็ไม่อาจทำใจได้ เพราะนางก็เติบโตขึ้นทุกวัน ชาวบ้านจะติฉินนินทาเอาได้ แล้วอีกอย่างไม่ได้เป็นญาติสนิทกับนางอีกด้วย

         “ไม่มีเจ้าค่ะ เขาเพียงแต่ห่วงมารดาของข้าเลยออกเดินทางเพียงลำพัง และจะอยู่กับข้าสักพัก”

         หลัวอวิ๋นพยักหน้ารับกับคำพูดของนาง เพราะไม่มีข้ออ้างใดดีไปกว่าเรื่องที่นางแต่งอีกแล้ว

         “เช่นนั้นก็ดี เจ้าจะได้มีเพื่อน เป็นเด็กผู้หญิงอยู่คนเดียวก็ลำบาก” หลงซ่งพูดต่อไปโดยมีนางซุ่นหว่านฟังอยู่เงียบ ๆ เพื่อเก็บรายละเอียด ทั้งผิวพรรณรูปร่างนับว่าใช้ได้ จึงอยากทำความรู้จักกับเด็กหนุ่มผู้นี้

         “เจ้านามว่าอันใดรึ ผิวพรรณช่างเนียนละเอียดนัก”

         หลัวอวิ๋นได้ฟังคำพูดที่ชื่นชมตัวเอง แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับดูคุกคามชอบกลจนต้องหันไปยักคิ้วส่งสัญญาณให้นางเป็นคนแนะนำตัวเขาดีกว่า

         “เขาแซ่หลัวชื่ออวิ๋นคำเดียว เป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องท่านน้าสามบ้านรอง ตอนเขาเด็กมารดาข้าเคยเลี้ยงเขามาก่อน”

         ซุ่นหว่านฟังแล้วก็งงนิดหน่อย เป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องน้าสามบ้านรอง สรุปว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือญาติห่าง ๆ กันแน่นับญาติไม่ถูกทีเดียว

         “อ้อ เป็นเช่นนั้น”

         “พวกเจ้าไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว ข้าได้ยินว่าโจรมาทางบ้านพวกเจ้าจึงเป็นห่วงแทบแย่” หลงซ่งเปรยออกมาในที่สุด เขาเป็นห่วงลูกชายคนนี้มาก ตอนเขาสามหนาวเกือบโดนสตรีชั่วขาย ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ตั้งใจเลี้ยงดูบุตรชายคนนี้อย่างดี วันหน้าหวังได้พึ่งพายามชรา

         “เอ๋...เมื่อคืนข้าไม่ได้ยินเสียงอันใดเลยนะเจ้าคะ คนเหล่านั้นโดนผีป่า ผีบรรพบุรุษหรือไม่ หากมีเรื่องเช่นนั้นคงไม่เล็ดลอดหูพวกเราสามคนเป็นแน่” ไป๋หลานกล่าวเสริมเรื่องที่หลงฉีพูดเกริ่นกับป้าซ่งหว่านไว้ก่อนหน้านี้

         “นั่นน่ะสิ ข้าก็บอกผู้นำไปแล้วว่าต้องเป็นเรื่องลี้ลับแน่ ๆ วิญญาณบรรพบุรุษปกป้องคนในหมู่บ้านของเราเอาไว้แล้ว ไหว้บรรพบุรุษปีนี้ข้าจะทำอาหารให้เยอะทีเดียว ขอบคุณที่ช่วยปกปักรักษาพวกเราทุกคน” ป้าซ่งหว่านเชื่อสนิทใจ แต่คนในหมู่บ้านกลับยังคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่เช่นนั้นคนร้ายเหล่านั้นจะถูกมัดแล้วนำไปไว้ที่ศาลบรรพชนได้อย่างไร

         “เอาเถอะ ข้าจะไปดูสักหน่อยเผื่อท่านผู้นำหมู่บ้านต้องการให้ข้าช่วย” หลงซ่งจึงฝากบุตรชายเอาไว้กับไป๋หลานแล้วก็หยิบลูกกวาดที่ซื้อมาจากในตลาดให้กับพวกเขา คนที่ดีใจที่สุดเห็นจะเป็นหลงฉี ทั้งบอกกับบิดาว่าจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังพี่ไป๋หลานไม่ซุกซนเด็ดขาด

         หลังจากท่านลุงหลงซ่งกับป้าซุ่นหว่านจากไปแล้ว ไป๋หลานก็เดินสำรวจร่างกายของชายผู้นี้อีกที นับว่าใบหน้าของเขาสะอาดหมดจรดนักเมื่ออาบน้ำแล้ว เห็นได้ว่าเป็นคุณชายคิ้วหนา หน้าหยก ตาคม จมูกชันลาด น่าหลงใหลยิ่ง ศีรษะจรดปลายเท้าขาวสะอาดประหนึ่งอาบน้ำวันละสามหน ขัดกันก็แต่เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ และรัดเกล้าบนหัวที่ทำจากทองคำประดับด้วยพลอยสีแดงเม็ดใหญ่ มันโดดเด่นสะดุดตาเกินไป

         “รัดเกล้าบนหัวเจ้านั้นต้องเอาออก ต้องผูกผมด้วยผ้าแทน ข้าว่างปักไว้ขายอยู่หนึ่งชิ้น เจ้าก็เอาไปใช้เถอะ ส่วนอันนั้นเอาไปขายนำเงินมากินใช้ตอนอยู่ที่นี่เถอะ” ไป๋หลานคิดว่าตัวตนของเขาตอนนี้ไม่จำเป็นต้องแต่งกายหรูหรา แค่เป็นชาวบ้านธรรมดาก็พอ

         หลัวอวิ๋นไม่ได้คิดอะไร และนี่เป็นของมีค่าเดียวที่ติดกาย ยามปกติเขาไม่ได้ไปไหนจึงไม่เคยพกเงินมาก่อน และอยู่ข้างนอกก็ต้องใช้เงิน นี่เป็นของราชสำนัก หากขายย่อมต้องมีราคาแพง จึงถอดแล้วยกให้นาง

         “เจ้าก็เอาไปขายเถอะ ข้าหลบอยู่ที่นี่ก่อน แต่ราคาของมันไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึง อย่าโดนหลอกเสียเล่า” หลัวอวิ๋นกำชับนาง จากนั้นเขาก็ไปนอนพักสักหน่อย ร่างกายของเขายังไม่ได้แข็งแรงดีนัก เพราะหนีมาตลอดหลายวันแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน เจอผลไม้ก็เด็ดกินตามทาง ตามแต่ชะตากรรมจะกำหนด

         “ได้” ไป๋หลานรับมาแล้วก็เดินไปหยิบผ้าปักลายลายกิเลนน่าจะเหมาะกับเขาสักหน่อยมาให้เขาผูกผม แต่เจ้าหลงฉีกลับยืนตกตะลึงอยู่นิ่งไม่ยอมขยับ จนต้องแปลกใจอดถามไม่ได้

         “เป็นอะไรไปหลงฉี”

         “พี่ไป๋หลาน เงินห้าร้อยตำลึงมันจะมากแค่ไหนกันขอรับ”

         ไป๋หลานได้ฟังคำตอบของเจ้าอ้วนก็เข้าใจทันที ชาวบ้านได้เห็นเงินสองสามตำลึงต่อครั้งก็นับเป็นเรื่องดีมากแล้ว เพราะแต่ละครัวเรือนไม่ได้ร่ำรวย ฤดูร้อนเพาะปลูกเก็บเสบียงและเงินไว้ฤดูหนาว ยามมีพายุหิมะบ้านเรือนพังจะได้มีเงินซ่อมแซม ดังนั้นเหมือนทำเงินหนึ่งปีเพื่อใช้หนึ่งปีเป็นแบบนี้วนเวียนกันไปเรื่อย ๆ

         “ก็มากอยู่ พอให้พวกเรากินใช้สักสิบยี่สิบปีได้สบาย” ส่วนมากนางจะใช้เงินประมาณหนึ่งถึงสองตำลึงเงินต่อเดือน และจากขายพวกลูกดอก หน้าไม้ที่นางฝากท่านลุงหลงซ่งไปขาย หนึ่งเดือนนางจะทำสักสองครั้ง และต่อไปนางคิดจะทำเปลด้วยเชือกถักผ้า แต่ยังเลือกผ้าที่มีความเหนียวและคงทนยังไม่ได้ จึงยังไม่ได้ทำ ส่วนความฝันอยากมีร้านขนมคงต้องรอไปก่อน เขาและหลงฉีก็มีความอยากมีร้านเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่มีทุน

         เปลเป็นของที่คนหาของป่าชอบเชียวหล่ะ เพราะแค่หาต้นไม้ที่มีระยะห่างพอให้เปลผูกติดกับต้นไม้ จากนั้นก็ลงนอนอย่างสบาย ป้องกันสัตว์มีพิษที่หากินกลางคืนด้วย หากผูกสูงหน่อยก็พ้นจากภัยอันตรายอีกด้วย

         “โอ้โห...ข้าไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนั้น ให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่” หลงฉีอยากไปขายของกับพี่สาวด้วย ตนไม่คิดว่าแค่ของที่รัดบนผมของเจ้าคนใจเสาะนั่นจะมีราคาแพงเพียงนี้ นับว่าเจ้านี่นำโชคมาให้พวกเขาแล้ว

         “ได้สิ พวกเรานั่งเกวียนจากหมู่บ้านข้าง ๆ ไปเถอะ เกวียนของหมู่บ้านพวกเราน่าจะขนคนร้ายถึงสองเที่ยว อีกอย่างข้าก็ไม่อยากให้ใครรู้ด้วย” ไป๋หลานหารือกับน้องชายของตน ที่ล่วงรู้ความลับของนางมากที่สุด

         หลงฉีพยักหน้าเห็นด้วยทันที และร่วมลงเรือลำเดียวกันแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเขาย่อมปิดปากเงียบไม่แพร่งพรายแน่นอน และหันหลังไปบอกหลัวอวิ๋นญาติปลอม ๆ ของพี่ไป๋หลาน

         “เจ้าอยู่บ้านดี ๆ เล่า ใครมาเรียกก็ห้ามเปิด แล้วข้าจะซื้อขนมมาฝาก”

         หลัวอวิ๋นอยากจะเขกกะโหลกเจ้าเปี๊ยกอวดดีนี่สักที หากไม่ใช่ว่าช่วยเหลือเขาไว้ล่ะก็ โดนเตะก้นโด่งไปด้านนอกแล้ว

         “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง รีบไปเถอะอย่ามัวโอ้เอ้เลือกร้านเครื่องประดับที่ไม่ค่อยดูถูกลูกค้าและให้เงินดีหน่อย” หลัวอวิ๋นแม้เป็นห่วงเจ้าเด็กสองคนนี้ แต่ทว่าท่าทางของไป๋หลานดูเหมือนไม่ใช่เป็นคนหลอกง่ายเท่าไหร่ นางน่าจะรับมือได้

         “ไม่ต้องห่วงข้าจัดการได้” ไป๋หลานมีร้านหยกขาวที่เคยรู้จักกับคนงาน เพราะเคยช่วยเหลือเขาเมื่อปีก่อน เรื่องอันธพาลรังแก จึงคิดว่าเขาน่าจะพึ่งพาได้

         สองพี่น้องต่างแซ่เดินออกจากบ้านด้วยสีหน้าแช่มชื่น ภายในใจหลงฉีสดใสมาก เขาไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้ และมันทำให้เขารู้สึกร่ำรวยทันที เขาเดินอย่างไม่รู้จักเหนื่อยไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีระยะทางสองลี้ได้อย่างสบายนัก จากนั้นก็ขึ้นเกวียนวัวเข้าตลาดม่อยวนที่มีด้วยกันสามเที่ยว คือเช้ามืด เที่ยงวัน และตอนเย็น

         ทั้งสองคนนั่งใกล้กันแล้วก็เงียบไม่ได้พูดสิ่งใด นอกจากจ่ายเงินคนละสามอีแปะเป็นค่าโดยสาร ไม่นานนักก็เห็นกำแพงเมืองเขตม่อยวนสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า จนคนที่นาน ๆ จะมาตลาดสักครั้งอย่างหลงฉีอดตื่นเต้นไม่ได้

         “พี่ไป๋หลานขอรับ นั่นคนเยอะมาก” แม้เป็นช่วงเที่ยงวันที่แสงแดดเจิดจ้า แต่ก็ไม่ทำให้คนที่เดินทางมาในตลาดม่อยวนดูลดลงเลยสักนิด เว้นเสียแต่ตอนเย็นที่ตลาดสดปิดแล้ว เหลือแต่ร้านเหลาอาหาร และร้านริมทาง

         “อื้มรู้แล้วลงเถอะเกวียนจอดแล้ว” หลงฉีมัวแต่ตื่นเต้นจนไม่ลงจากเกวียนเสียทีจนนางต้องเรียกเขา

         “เจ้าหนูถ้าจะกลับก็มาตรงนี้เล่า เที่ยวสุดท้ายมีช่วงเย็น อย่าเถลไถลเดี๋ยวจะได้เดินกลับเอง” คนขับเกวียนเห็นเจ้าหนูน้อยที่ตลาดอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งจะมีพรานหนุ่มใหญ่มาด้วย แต่วันนี้มากันลำพังคาดว่าทางหมู่บ้านชายเขาคงกำลังยุ่งกัน

         “ขอรับ/เจ้าค่ะ” สองเสียงประสานรับคำท่านลุงคนขับเกวียนแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปในตลาด เป้าหมายของเขาคือร้านหยกขาวที่รู้จักกับคนงานในร้าน

         เมื่อถึงร้านหยกขาวแล้ว ไป๋หลานจึงเรียกพี่เสี่ยวซ่านออกมาคุยกันด้านนอก พร้อมกับส่งรัดเกล้าให้เขาดู

         “อาหลานเจ้ามาหาข้าถึงร้านเช่นนี้ มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่” สีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยช่วยเขาไว้ไม่ค่อยสู้ดีนัก

         “พี่เสี่ยวซ่าน ข้ามาขายสมบัติบิดาของดูต่างหน้าของท่านแม่ที่ทิ้งไว้ นี่เป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว ข้ายังเด็กหาเลี้ยงตัวเองก็ลำบากนัก ยังต้องเลี้ยงน้องชายคนนี้ให้ดีอีก ท่านช่วยให้เถ้าแก่ร้านท่านตีราคาหน่อยได้หรือไม่ หากได้ราคาดีหน่อยข้าจะตัดใจขายมัน”

         น้ำเสียงเศร้ากับแววตาที่คลอหน่วยในดวงตา ทำให้เสี่ยวซ่านสะอื้นไห้กับชะตาชีวิตของเด็กตัวน้อยเสียจริง เขารับมันมาถือเอาไว้ จากนั้นก็เดินเข้าไปในร้านหยกขาวหารือกับเถ้าแก่

         แต่ทว่าท่าทางของเด็กสองคนที่ยืนอยู่หน้าร้านอย่างนอบน้อม สะดุดตาใครคนหนึ่งที่เดินทางมายังม่อยวนเป็นครั้งแรก ทั้งเห็นของชิ้นนั้นแล้วเอะใจเล็กน้อย รวมทั้งแอบฟังเรื่องราวของเด็กน้อยคนนี้พลันในใจนึกสงสาร หากเขาซื้อจากนางน่าจะซื้อได้ในราคาเจ็ดร้อยตำลึง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 10 สองพี่น้องแสดงฝีมือ

    ในตำหนักรับรองราชทูตต่างแคว้น แม้ว่าองค์ชายใหญ่ของแคว้นไห่หยางที่มีตำแหน่งเป็นถึงไท่จื่อหรือองค์รัชทายาทคนต่อไป แต่ทว่ายังไม่ได้อภิเษกกับผู้ใดจึงสนอกสนใจเป่ยหนิงเป็นพิเศษ แต่เท่าที่รู้ข่าวคือเขารับรู้ว่าองค์หญิงของแคว้นเป่ยหนิงแทบสิ้นไปเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไปแล้ว จึงได้แต่เศร้าใจที่ไม่อาจคิดเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานได้ จึงยกเรื่องการค้าขึ้นมาถก ส่วนองค์หญิงสามน้องสาวของเขานั้นชื่นชอบขนมและได้ยินขนมร้านหลานฉีมาช้านานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงขอร้องผ่านจดหมายว่าอยากให้เถ้าแก่ของร้านเป็นผู้ทำให้จึงรีบเข้าไปในวังโดยไม่แวะเที่ยวเล่นในเมืองหลวงเลยสักนิดเดียว และทำให้องค์ชายใหญ่ระอาใจกับอาการเห็นแก่กินของน้องสาวผู้นี้นัก “เฝิงผิง เจ้าสำรวมกิริยาหน่อยรู้หรือไม่ อับอายขายหน้าแคว้นไห่หยางหมดแล้ว” เฝิงเหล่ยองค์ชายใหญ่แห่งไห่หยางปรามน้องสาว “ข้ามองหาองค์ชายรองจี้เฟิงแห่งเป่ยเหลียงต่างหากพี่ใหญ่ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ เขาให้พวกเราเข้ามาก่อน แต่ทว่าขบวนขององค์ชายรองเงียบเชียบราวกับไม่มีคน” เฝิงผิงเดิมก็ไม่อยากรออยู่หน้าประตูเมือง เมื่อรับรู้ว่าอ

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 9 ดังไกลถึงสามแคว้น

    หลังจากเดาได้ราง ๆ ว่าพี่ไป๋หลานยืมมือเขาเพื่อกระตุ้นให้เหล่าขุนนางที่มีอันจะกินออกมาบริจาคทานบ้าง แจกของบ้าง แจกอาหารบ้างเพื่อช่วยเหลือเหล่าคนยากไร้ที่กำลังจะถูกจัดระเบียบในอีกไม่ช้า และด้วยการดำเนินการที่ต้องมีหลายขั้นตอนทำให้ไม่อาจรีรอได้ เพราะท้องของคนเหล่านี้ยังคงหิวอยู่ทุกวัน และไม่แปลกที่ระยะนี้จะมีป้ายชื่นชมเหล่าขุนนางแต่ละจวนไปติดประกาศ และนั่นก็ยิ่งทำให้เหล่าขุนนางทำดีแข่งกัน เพื่อหวังให้อยู่ในสายพระเนตรฝ่าบาท และนำมาซึ่งความขุ่นเคืองใจ เพราะทำให้หลงฉีเดือดร้อนหิวข้าวเป็นวัน จนหลงฉีงอนทั้งพี่สาวและพี่เขยไม่ยอมเข้าวังไปเล่นด้วย และเขาก็เดินทางออกนอกเมืองหลวงเป็นว่าเล่น เพราะต้องไปเสาะหาวัตถุดิบใหม่ ๆ มาทำขนม และหาของขึ้นชื่อแต่ละท้องถิ่นทั่วหนิงโจวมาทำเป็นขนมในร้านของหลงฉี แต่เขานั้นไม่รู้เลยว่าร้านขนมของเขาที่มีจุดเริ่มต้นจากการชอบกินขนมที่ชายแดน จะนำพามาซึ่งความมีชื่อเสียงจนราชทูตต่างแคว้นที่มาเยี่ยมเยือนล้วนอยากลิ้มลอง และคนเหล่านั้นก็เป็นถึงเหล่าองค์หญิงองค์ชายอีกด้วย ระหว่างทางที่กลับเมืองหลวงของหลงฉีกับกู่เจิ้งฮวาที่ออกไปรับลูกท้อจักรพรรดิของเมืองข้าง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 8 เถ้าแก่ใหญ่ใจดีมาก

    ร้านเปิดได้สองวันก็เป็นที่นิยม ไม่แม้แต่คนชนชั้นสูง กระทั่งชาวบ้านทั่วไปก็มาต่อแถวซื้อขนมของร้านหลานฉี ขนมที่กระทั่งฝ่าบาทและฮองเฮายังโปรดเสวย แน่นอนว่ามันย่อมมีรสชาติดีทั้งหอมและหวานเป็นอย่างยิ่ง และข่าวลือนั้นก็มาพร้อมกับอีกข่าวลือของเถ้าแก่ใหญ่ร้านขนมหลานฉี “เถ้าแก่ใหญ่มีน้ำใจจริง ๆ เด็กตัวเล็ก ๆ อยากกินขนมก็ไม่คิดสักอีแปะ ขนมนี่ใช้น้ำตาลน้อยเมื่อไหร่ และของดีราคาแพงทั้งนั้น แต่ขายให้พวกเราราคาถูกเหลือเกิน เช่นนั้นต้องอุดหนุนเถ้าแก่ใหญ่กันให้มาก ๆ” เสียงเล่าลือของชาวบ้านจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่และทบทวีไปเรื่อย ๆ จนทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว โดยที่เถ้าแก่ใหญ่ตัวน้อยไม่รู้เลยสักนิดว่าตนเองมีชื่อเสียงแล้ว “กู่เจิ้งฮวานั่นเจ้าทำอะไร” “ช่วยยกน้ำชาเจ้าค่ะ” กู่เจิ้งฮวาหันมาตอบด้วยสีหน้าเรียบ แต่ทว่าสีหน้าของคุณชายน้อยฉีกลับทำให้นางแปลกใจ “มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดคุณชายสีหน้าเช่นนั้น” “ไม่มีอะไรข้าแค่อยากปรึกษาเจ้า จะเอาขนมไปให้ขอทานในอารามหย่งเล่อ” หลงฉีเมื่อได้ให้ขนมแก่เด็กวันก่อนภายในใจเขามีความสุขมาก ทำให้เขาอยากแจกขนมอีกครั้ง และครั้ง

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 7 ฟื้นฟูร้านกับเมนูขนมใหม่

    ผ่านไปเจ็ดวันร้านขนมของเถ้าแก่ใหญ่หลงฉีก็กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมกับสาขาเซิ่งตูที่กำลังจะเปิดอีกไม่นานสำหรับนั่งรับประทานด้านในร้านอีกด้วย แน่นอนว่าต้องมีน้ำชาตำรับในวังหลวงด้วย แต่ทว่าสูตรลับนี้มาจากพี่ไป๋หลานนั่นเอง “ชาพุทธาแดงบำรุงโลหิต, ชาลำไยแห้งบำรุงกำลังและหัวใจ , ชากุหลาบบำรุงลมปราณช่วยใจสงบ” หลงฉีจดตามที่พี่ไป๋หลานบอกแล้วก็จะจ้างคนที่ลายมืองดงามเขียนพร้อมกับวาดรูปชาตกแต่งไว้ในร้าน คนที่มาจะได้อ่านข้อความจนเกิดการอยากสั่งชามาชิม “นั่นเจ้าเขียนถึงไหนล่ะ” ไป๋หลานที่วันนี้หนีออกจากวังมาร้านหลานฉี เพื่อจะตรวจดูด้วยตนเองว่าเพิ่มเติมในส่วนไหนได้บ้าง “ก็เขียนถึงชากุหลาบขอรับ” หลงฉีกล่าว “เจ้าคิดว่าเพิ่มชาอื่นอีกดีหรือไม่” หลงฉีครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามี ‘ชาโม่ลี่ฮวา’ กลิ่นหอมเด่นชัดช่วยในร่างกายสดชื่นอีกหนึ่งอย่าง เขาเคยดื่มที่ร้านในโรงเตี๊ยมเส้นทางมาเมืองหลวง “ชาโม่ลี่ฮวาขอรับ” ไป๋หลานเห็นด้วยทันที ชานี้ขึ้นชื่อเรื่องหอมยิ่งนักคู่กับชาหอมหมื่นลี้ทีเดียว ตอนนี้ขนมก็พร้อมแล้วชาก็พร้อมแล้วเช่นกันเหล

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 6 ร้านถูกวางเพลิง

    ฝีเท้าที่เร่งตึกตักพร้อมกับหัวใจดวงน้อยที่สั่นระรัวส่งผลให้เท้าของเขาก้าวอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ถึงต้นตอของเหตุเพลิงไหม้ และเมื่อถึงด้านหน้ามองอาคารที่หลงฉีเคยยืนมองอย่างภาคภูมิใจโหมด้วยเพลิงไฟเข่าแทบทรุด “คุณชาย...คุณชายน้อย” กู่เจิ้งฮวาซอยเท้าเล็ก ๆ ตามมาจนถึงตัวคุณชาย เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าทำให้นางตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องกับร้านขนมหลานฉีของคุณชายน้อย “ระร้าน...ร้านขนมของข้า!!” หลงฉีแทบใจสลาย นี่เป็นร้านแรกในเมืองหลวงที่เขาปั้นมาเองกับมือ และเป็นร้านที่ขายดีที่สุดไม่นึกว่าวันนี้จะเกิดเรื่องขึ้นได้ เขารีบลุกขึ้นแล้วไปคว้าถังน้ำไปช่วยชาวบ้านดับไฟ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างขะมักเขม้นเร่งดับไฟ จนเมื่อคนของทางการมาถึงแล้วกำลังทหารที่แข็งแรงกว่าดับไฟกันอย่างรวดเร็วทำให้เพลิงสงบลง แต่ใจของหลงฉีร้อนยิ่งกว่าไฟที่มอดไหม้ร้านของเขาในตอนนี้นัก “ใต้เท้า...ใต้เท้า...เป็นการวางเพลิงขอรับ ถังน้ำมันนี่คือหลักฐาน” หลงฉีคิดว่าไม่มีผู้ใดทำได้นอกเสียจากโกวเต๋อจื้ออีกแล้ว การที่เขาไปจัดการมันจนอยู่หมัดในวันนี้ไม่นึกว่ามันจะตลบหลังเขาอย่างเจ็บแสบแม้อย

  • อ๋องน้อยผู้นี้ข้าเก็บได้ที่ชายป่า   บทที่ 5 เถ้าแก่เท้าพิฆาต

    เสียงนั้นทำให้เหล่าทหารเข้ามาเพื่อปกป้องฝ่าบาท เพราะไม่รู้ว่าชาวบ้านเหล่านี้มาก่อกวนหวังปองร้ายฝ่าบาทหรือไม่จึงเข้ามาขวางเอาไว้ “นี่พวกเจ้า!” หลงฉีเปิดหน้าต่างมองไปยังคนเหล่านั้น และมักเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นชาวบ้านริมชายแดน แต่ไม่ใช่หมู่บ้านของพวกเขาแต่เขาจำหน้าได้เพราะเคยไปวิ่งเล่นหมู่บ้านข้าง ๆ บ้างตอนที่ยังไม่โดนรังแก “หลงฉีรู้จักพวกเขารึ” ไป๋หลานไม่แน่ใจว่าคนพวกนี้คือใคร ปกตินางอยู่ชายแดนก็ไม่ค่อยสมาคมกับผู้ใดนัก กระทั่งสหายสักคนยังไม่มี ไม่แปลกที่จะไม่รู้จัก “พี่ไป๋หลานคนในหมู่บ้านข้าง ๆ ที่เราไปขึ้นเกวียนวัวไปตลาดม่อยวนอย่างไรขอรับ” หลงฉีพูดแล้วก็เจ็บใจ เหตุใดคนเหล่านี้ถึงมาด่าว่าพี่เขยของเขาเป็นทรราช ทั้ง ๆ ที่พี่เขยของเขาออกจะใจดีมีเมตตาไม่พอ ยังเห็นแก่ประชาเป็นหลัก ฮ่องเต้มากคุณธรรมเช่นนี้จะหาจากที่ใดได้อีก “ข้าว่าแปลกประหลาด ฝ่าบาทจับชาวบ้านเหล่านี้ไปสอบสวนเถิด แต่ข้าจะสอบสวนเอง” ไป๋หลานไม่ไว้ใจคนของทางการ ไม่รู้ว่าปิดหูปิดตาพวกนางบ้างหรือไม่ และเขาก็ราชกิจมากมาย อาจดูแลไม่ทั่วถึงดังนั้นนางจะจัดการเอง หลงฉีเห็นด้วย คนชาย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status