Masukตอนที่ 3 ย้ายที่อยู่
อีกฝั่งของจวน
หลังจากที่ให้ท่านหมอมาตรวจดูใบหน้าเขากล่าวว่าใบหน้าถูกน้ำร้อนไม่มากทำให้เกิดรอยแดงไม่ได้ร้ายแรงอะไร พิธีการก็ทำต่อไปแม้ว่าจะถูกสายตาและเสียงซุบซิบนินทาของผู้คนมากมายที่มาร่วมงาน จื้อเหยาข่มใจเอาไว้ตลอดเวลาจนถึงยามที่ส่งตัวนางกับแม่ทัพเข้าห้อง นางเริ่มออดอ้อนทำตัวอ่อนแอต่อหน้าท่านแม่ทัพทันที
“ท่านแม่ทัพข้าเจ็บแสบใบหน้าเหลือเกินเจ้าค่ะ ไม่คิดว่าฮูหยินจะใจร้ายกับข้าถึงเพียงนี้แต่ว่าเรื่องนี้ยังไม่เจ็บปวดเท่าที่ข้าทำให้ท่านแม่ทัพต้องเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายในวันนี้”
“จื้อเหยาเจ้าไม่ต้องคิดมากเรื่องเท่านี้ไม่มีทางทำให้ข้าเสียหน้าได้หรอกนะ เพียงแค่เจ้าไม่เป็นอะไรมากเพียงเท่านี้ข้าก็พึงพอใจแล้ว ไหนข้าขอดูใบหน้าของเจ้าหน่อยสิ” เสวี่ยฟงนั่งลงข้าง ๆ ใช่มือทั้งสองข้างจับใบหน้าของจื้อเหยาให้เงยขึ้นมา เขาเป่า ๆ ที่แก้มนวลของนางและเอ่ยปลอบประโลม
“ฟู่ …ข้าเป่าให้แล้วอีกไม่นานคงหายดี หากเกิดรอยแผลบนใบหน้าของเจ้าข้าไม่มีทางให้อภัยฮูหยินเด็ดขาด” จื้อเหยายิ้มบาง ๆ โน้มตัวซบอกแกร่งของเขาพร้อมโอบกอดเขาแน่น
“ขอบคุณนะเจ้าคะที่ท่านแม่ทัพเอ็นดูข้ามากขนาดนี้ ฮูหยินคงไม่พึงพอใจที่ข้าเป็นสาวใช้ที่ดูแลนางมาตลอดขึ้นมาเป็นอนุของท่านแม่ทัพ ข้าไม่คิดจะหวังตีตนเสมอนายอยู่แล้วเจ้าค่ะข้าเพียงได้เฝ้ามองท่านแม่ทัพทุกคืนวันเพียงเท่านี้ข้าก็พึงพอใจแล้ว”
“เจ้าไม่ต้องกลัวไปนะ ข้าจะไปจัดการกับฮูหยินเองต่อจากนี้นางจะไม่กล้าลงมือทำร้ายเจ้าแน่นอน เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแช่น้ำให้สบายใจรอข้าอยู่ที่นี่เสียก่อน ข้าจะไปจัดการสั่งสอนฮูหยินให้รู้สำนึกเอง” เสวี่ยฟงเอ่ยจบก้มลงจูบลงที่หน้าผากของจื้อเหยาอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา ก่อนจะผละออกจากอ้อมแขนของนางเดินตรงไปหาฮูหยินที่เรือนเล็กหลังจวน จื้อเหยานั่งมองตามแผ่นหลังรอยยิ้มบนใบหน้าได้ปรากฏขึ้น
"ดูสิว่ายามนี้ท่านแม่ทัพจะหลงข้าเพียงใด อีกหน่อยข้าจะทำให้นางหย่ากับแม่ทัพให้ได้ เมื่อนั้นไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อข้า หรืออำนาจทุกอย่างจะตกอยู่ที่ตระกูลของข้า " จื้อเหยากอดอกหัวเราะออกมาก่อนจะเรียกให้สาวใช้เข้ามาเตรียมน้ำให้นางได้ล้างเนื้อล้างตัวเตรียมปรนนิบัติท่านแม่ทัพในค่ำคืนที่นางรอคอบมาแสนนาน
เรือนฝั่งซ้าย
สาวใช้กับบ่าวรับใช้นำของของฮูหยินมาจัดเข้าที่เข้าทาง เปลี่ยนแปลงเตียงนอนและห้องตามที่นางสั่งกำลังวุ่นวาย จวนตะวันใกล้ตกดิน ท้องของอวี๋ซูซินส่งเสียงประท้วงออกมา นางลูบท้องเบา ๆ พลางคิดในใจ
'จริงสิตั้งแต่ก่อนตายฉันไม่ได้กินอะไรลงท้องเลย แถมยังมาอยู่ในร่างนี้ครึ่งค่อนวันแล้ว อาหารยังไม่ตกถึงท้องสักคำ ต้องรีบสั่งการให้สาวใช้ไปเตรียมมาให้เสียหน่อยแล้ว ชีวิตครั้งนี้ฉันจะไม่อดอาหารอีก ฐานะร่ำรวยมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องใช้ร่างกายหาเงิน ความสุขของฉันต่อจากนี้คือการกินอิ่มนอนหลับ และแก้แค้นให้เจ้าของร่างเดิมเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ดีนะที่ฉันได้รับบทบาทนางร้ายมาสารพัดเรื่องไม่ว่าจะเป็นยุคปัจจุบันหรือยุคโบราณ ทำให้การพูดการจาของฉันไม่แตกต่างจนทุกคนสงสัย '
"จิ่นอี๋ข้าอยากกินอาหารที่ดีที่สุดและผลไม้ เจ้าช่วยไปแจ้งพ่อครัวจัดเตรียมอาหารมาให้ข้าที"
"ได้เจ้าค่ะฮูหยิน" จิ่นอี๋ดีใจเหลือเกินปกติฮูหยินแทบไม่แตะอาหารด้วยซ้ำ เบื่ออาหารเพียงแค่นำมาวางมองแวบเดียวก็ส่ายหน้าไม่อยากกิน แต่ครั้งนี้นางเป็นคนเอ่ยปากขอจะกินจิ่นอี๋รีบร้อนไปสั่งการพ่อครัวจัดทำอาหารมาให้อย่างดีที่สุด
ยามนี้ในห้องจึงมีเพียงฮูหยินที่อยู่เพียงลำพัง เดินสำรวจห้องอย่างตื่นเต้น
"ที่นี่สิถึงเหมาะกับฐานะของข้า ห้องกว้างขวาง เตียงนอนใหญ่ ๆ ฟูกนุ่ม ๆ ดีกว่าห้องเดิมที่อับชื้นกลิ่นอบอวลไปด้วยฝุ่น เฮ้อ!! คืนนี้ข้าต้องหลับสนิทแน่ ๆ พรุ่งนี้เช้าต้องจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าในตู้ใหม่หมด ไม่มีอะไรถูกใจสักอย่าง " อวี๋ซูซินเดินสำรวจจนมาถึงตู้เสื้อผ้าตนเอง เจอเสื้อผ้าสีขาว สีฟ้าและสีไข่ เป็นสีที่จืดชืดเหมาะกับบทนางเอกที่สุด นางร้ายอย่างนางนะต้องสีฉูดฉาด นางกำลังคิดในใจว่ารุ่งเช้าจะเดินทางไปที่ตลาดร้านผ้าไหมสั่งตัดผ้าใหม่ทั้งหมด ยามนั้นเองเสียงฝีเท้าได้ดังใกล้เข้ามา นางคิดว่าเป็นจิ่นอี๋ที่กลับมาแล้วจึงเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมอง
"จิ่นอี๋เจ้ากลับมาแล้วหรือ ดีเลยยามนี้ในห้องเริ่มมืดสลัวแล้ว เจ้าจุดเทียนเพิ่มแสงสว่างให้ข้าที "
"เจ้าทำอันใดของเจ้าฮูหยิน" น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น เพียงแค่ได้ยินก็รับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโมโหเพียงใด ซูซินสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะหันมายิ้มกว้างให้แม่ทัพเสวี่ยฟง
"ปกติยามนี้แม่ทัพเสวี่ยฟงต้องอยู่ที่ห้องหอกับอนุภรรยามิใช่หรือเจ้าคะ มาที่นี่ด้วยเหตุใดอันใด จริงสิร้อยวันพันปีท่านไม่แม้จะเหยียบย่ำมาหาข้าด้วยตนเองแท้ ๆ แม้กระทั่งข้าขอพบท่านยังไม่อยากพบ ช่างน่าสงสัยเสียจริง" ดวงตาของเสวี่ยฟงจ้องเขม็งเบิกโพลงตกใจในสิ่งที่ฮูหยินเอ่ยออกมา มิใช่แค่แววตาของนางที่เปลี่ยนไป ทั้งน้ำเสียงนิสัยและการเอ่ยวาจาของนางราวกับว่าเป็นคนละคน เมื่อก่อนแม้แต่ใบหน้าของเขา นางยังไม่เคยกล้ามองด้วยซ้ำ ยามนี้กลับจ้องมองตาไม่กระพริบไร้ซึ้งความเกรงกลัวใด ๆ
"เจ้าไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง ที่เจ้ากำลังทำอยู่คืออะไรกันแน่ เจ้าไปทำลายงานให้ข้ากับจื้อเหยาเสียหน้า แถมยังทำอะไรตามอำเภอใจตนเอง ห้องนี้ไม่ใช่ห้องของเจ้า กลับไปห้องเดิมของเจ้าเดี๋ยวนี้ หากไม่มีคำสั่งของข้าเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรตามใจตนเอง " เสวี่ยฟงเดินไปที่หลังจวนยังไม่ถึงห้องของฮูหยินได้ยินเสียงสาวใช้พูดคุยกันเรื่องฮูหยินที่เปลี่ยนไปสั่งบ่าว กับสาวใช้ทำงานให้ตนเองทั้งวัน ทำให้เขาได้รู้ว่าตอนนี้ฮูหยินไม่ได้อยู่ที่เรือนเล็กหลังจวนอีกแล้ว แต่ย้ายมาอยู่ห้องใกล้ ๆ กับตนเอง
"ท่านแม่ทัพ ข้านะเป็นผู้ใดท่านลืมไปแล้วหรือ ตลอดชั่วชีวิตข้ามีแต่สุขสบายไม่เคยทุกข์ยาก ห้องนั่นไม่เหมาะกับข้าสักนิด แม้แต่สาวใช้ยังได้อาศัยอยู่ดีกว่าข้า ข้านะเป็นฮูหยินของท่านนะอีกอย่างเป็นถึงบุตรสาวของอัครเสนาบดี ท่านทำเกินไปแล้ว ทั้งไม่ไว้หน้าท่านพ่อ ทั้งกดขี่ข้าตัดอำนาจฮูหยินในจวนจนสาวใช้ดูแคล้น จิ จิ เป็นแม่ทัพที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ต่อจากนี้ข้าจะอยู่ที่นี่ หากท่านจะมาหาเรื่องจงกลับไปซ่ะ ข้าไม่อยากจะเห็นหน้าให้อารมณ์เสีย" นางได้ยินถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขบขันและเอ่ยขึ้นมา พูดจบยกมือปัดไล่เขาออกไป ตอนนี้ใบหน้าของเสวี่ยฟงแดงก่ำด้วยความโมโห แต่สิ่งที่นางเอ่ยมาก็คือความจริง คราวก่อนนางเก็บปากเงียบไม่กล้าแม้จะโต้ตอบ แต่ยามนี้นางกลับเอาท่านพ่อของนางมาข่มขู่เขา เขาจึงจะปล่อยนางไปก่อน
"ครั้งนี้ข้าจะยอมเจ้าไปก่อน และจะแจ้งเจ้าอีกเรื่อง ห้ามไปยุ่งวุ่นวายทำร้ายจื้อเหยาเด็ดขาด นางมิใช่สตรีเหี้ยมโหดเช่นเจ้า หากเจ้าแตะต้องนางแม้เพียงนิดอย่าหาว่าข้าไม่เตือน " สิ้นเสียงร่างใหญ่ก็เดินจากไปทันที
"หลงนางมากสินะ วันหนึ่งท่านจะเห็นว่านางนั่นนะร้ายยิ่งกว่างูพิษเสียอีก แต่ก็ดีแล้วข้าไม่คิดเปิดโปงนิสัยของนางหรอกเพราะนางน่าจะเหมาะกับแม่ทัพแสนโง่เขลาเช่นท่านเมื่อไหร่ที่ข้าจัดการแก้แค้นเสร็จ เมื่อนั้นข้าจะเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากจวนแห่งนี้เอง "
ตอนที่ 36 การแก้แค้นของข้าหลังจากที่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง ซูซินมาหาจื้อเหยาที่คุกตามที่นางเอ่ยเอาไว้ และใช้ให้บ่าวที่เฝ้าหน้าคุกไปนำตัวของซูซินออกมา คราแรกที่นางเห็นสภาพของจื้อเหยาใบหน้าของนางสลดเล็กน้อย แต่ก็เหมาะสมแล้วกับความผิดที่นางกระทำเอาไว้“ไม่นะ ไม่ ..! อย่าเข้ามาใกล้ข้า ออกไปข้าบอกให้ออกไป” ร่างกายซูบผอมใบหน้าซูบโทรม สายตาแข็งกระด้างล่อกแล่กจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนละแวกทุกอย่างและมีท่าทางตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่นางได้เห็นใบหน้าของซูซินนางรีบวิ่งกรู่เข้ามากอดขาอ้อนวอนให้ซูซินบั่นคอนางทิ้งเสียที“ฮูหยินท่านเป็นคนดี เป็นคนจิตใจเมตตาเพราะข้าเอง เพราะความโลภของข้าเองช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ช่วยปลิดชีพของข้าทีเถอะเจ้าค่ะ” จื้อเหยาเอ่ยออกมาท่าทีตื่นตระหนกหวาดกลัวในสิ่งที่ซูซินมองไม่เห็น ซูซินแกะมือของนางออกก่อนจะเดินถอยหลังสองก้าว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“การฆ่าเจ้าภายในครั้งเดียวเป็นเรื่องง่ายสำหรับข้า แต่ทว่ามันไม่สาสมกับสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ จงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานทุกคืนวันของเจ้าต้องเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเดียวดาย ความตาย..คือความเมตตา แ
ตอนที่ 35 ขอโอกาสซูซินเดินกลับห้องของตนเอง ตอนนี้เองเสวี่ยฟงเดินมาดักหน้านางเอาไว้ คว้าร่างของนางมาโอบกอดแนบแน่น“ฮูหยินของข้าช่างน่ากลัวจริง ๆ ไม่คิดเลยว่านิสัยที่แท้จริงเป็นเช่นนี้”“ข้ายังไม่มีอะไรที่ท่านยังไม่รู้อีกเยอะเจ้าค่ะ ปล่อยมือออกจากกายของข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ชอบให้ท่านแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น แล้วเรื่องที่ท่านจะหย่าหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จคงไม่ลืมเรื่องนี้หรอกใช่มั้ย? "“โธ่ ๆ ฮูหยินเจ้ายังไม่เปลี่ยนใจอีกหรือ ข้าบอกเจ้าถึงเรื่องแผนการที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ข้ารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนที่จื้อเหยาเข้ามาที่นี่ ข้าจึงวางแผนตลบหลังนางและคิดว่าการไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเจ้ามีจิตใจเมตตาและรักเอ็นดูจื้อเหยามากกว่าผู้ใด”“ฮึ …มันเป็นเพียงข้ออ้าง แม้ว่านั่นคือแผนที่ท่านจะตลบหลังจื้อเหยาแต่การที่ท่านทำร้ายจิตใจข้าแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคือความจริง ข้าไม่อาจจะลืมเรื่องนี้ได้” ซูซินนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางสงสารอวี๋ซูซินตัวจริงจับใจ แม้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นแผนการของเสวี่ยฟงและท่านพ่อของนางก็รับรู้ทุกอย่าง แต่ถ้าคิดกลับกันหากนางไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ตอนที่ 34 รีบฟื้นมาเถอะนะเสวี่ยฟงเดินเจ้ามาในห้องกลิ่นยาคละคลุ้งเต็มห้อง ท่านหมอทำแผลด้านหลังโดยมีจิ่นอี๋คอยเป็นลูกมือเปลี่ยนอาภรณ์และพันผ้าปิดแผลให้แก่ซูซิน นางถูกส่งตัวมาตั้งแต่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง จิ่นอี๋รู้เรื่องร่างกายแทบทรุดร่ำไห้กลัวฮูหยินจะจาดตนไป ทหารในจวนเดินทางมาส่ง เมื่อนางเห็นสภาพของฮูหยินนางยิ่งร้องไห้ไปมากกว่าเดิม จนท่านเสนาบดีต้องให้นางไปพักอยู่กับฮูหยินอวี๋ให้สงบสติอารมณ์ตนเองและตั้งสติให้ได้ค่อยมาปรนนิบัติซูซิน“ท่านแม่ทัพมาแล้วหรือเจ้าคะ ยามนี่ฮูหยินปลอดภัยแล้วรอเพียงให้นางฟื้นเท่านั้น”“แล้วหยางเหอกับเหม่ยลี่เล่าอยู่ที่ใด”“คุณหนูอยู่กับนายหญิงอวี๋เจ้าค่ะ ร่างกายอ่อนเพลียแถมยังสะเทือนใจกับสิ่งที่ได้พบเจอ นายหญิงจึงให้กินอาหารและนอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ คืนนี้มีแม่นมคอยเฝ้าอยู่ที่เตียงเกรงว่าจะสะดุ้งตื่นกลางดึก”“เช่นนั้นหรือ เจ้าเองก็ไปพักกินอาหารเย็นเถอะ ข้าจะเฝ้าฮูหยินเอง” เสวี่ยฟงเดินมานั่งปลายเตียงจ้องมองร่างบางที่นอนแน่นิ่งใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งแขยะ“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินยามนี้ปลอดภัยแล้ว ข้าทำแผลและเขียนเทียบยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันร่างกายจะฟื้นตัวต
ตอนที่ 33 จุดจบของกบฏเสวี่ยฟงเดินทางมาวังหลวงพร้อมกับใต้เท้าหลายคนที่ร่วมมือกันกำจัดกบฏและกองกำลังที่หลิวไท่หยางแอบซ่อนเอาไว้ หลักฐานมากมายที่เขากำลังคิดจะโค่นบัลลังก์แย่งชิงทุกอย่าง ทูลให้ฮ่องเต้ได้รับรู้ความชั่วร้ายนี้ ยามแรกเขาไม่คิดว่าเลยว่าหลานชายของเขาจะคิดร้ายทรยศจะแย่งชิงอำนาจให้อยู่ในมือของตนเอง ตลอดเวลาฮ่องเต้ไม่เคยคิดและดูถูกหลิวไท่หยางเลยสักครั้งทว่าเขาถูกความโกรธเกลียดทำให้หน้ามืดตาบอด ว่าจะได้ยินสิ่งใดก็คิดมากเกินกว่าเหตุและคิดว่าผู้อื่นดูถูกเหยียบหยามตนเอง อาจจะมีใต้เท้าผู้อื่น ๆ แต่กับฮ่องเต้เขาไม่เคยปฏิบัติต่อหลิวไท่หยางเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อหลักฐานมากมายกองอยู่เบื้องหน้า จิตใจของฮ่องเต้เจ็บลึกไม่อาจจะรักษาคนที่คิดจะแทงข้างหลังตนเองเอาไว้ได้ จึงสั่งประหารนำหัวเสียบประจานหน้าวังหลวงไม่ให้ผู้ใดเอาเป็นเยื่องอย่างใต้เท้าที่ร่วมมือกับหลิวไท่หยางถูกยึดตำแหน่งสมบัติและประหารเจ็ดชั่วโคตรเหมือนกันหมด ศพได้นำไปโยนทิ้งให้แร้งให้กากินอย่างอิ่มหนำสำราญ เสวี่ยฟงได้ยาถอนพิษและพาหมอหลวงเดินทางไปที่เรือนเสนาบดีอวี๋ ท่านหมอช่วยตรวจอาการและรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนเสวี่ยฟงขอกลับจวนไปจัดกา
ตอนที่ 32 ต่อสู้“ไม่มีทางเป็นไปได้ในเมื่อข้ายังมีลมหายใจอยู่ ความชั่วช้าของท่านถูกเปิดโปงแล้ว เข้าโจมตีคุ้มกันความปลอดภัยของฮูหยิน” เสียงของเสวี่ยฟงดังขึ้น ซูซินใช้แรงทั้งหมดที่มาดึงเหม่ยลี่เข้ามาโอบกอดไวแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ยามนี้นางเจ็บปวดไปทั้งตัวสติเริ่มเลือนลางแต่ในใจกลับไม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงเมื่อเห็นเสวี่ยฟงกับบิดาของนางกำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างดุดันหลิวไท่หยางตกใจใบหน้าพลันเปลี่ยนสีก่อนจะตั้งสติให้กองกำลังที่เดินทางมาพร้อมกับตนต่อสู้เพื่อให้เขาได้หลบหนี เพราะกองกำลังที่มีอยู่ไม่ได้เดินทางมาที่นี่ด้วยทว่ามองดูกองกำลังที่เสวี่ยฟงนำมามากกว่าคนของตนเองมากโข ยากนักที่จะหลบหนี เขาจึงหันไปมองเสวี่ยฟงเขาคือจุดหมายสูงสุด หากจัดการกับเสวี่ยฟงได้ทุกคนคงยอมวางมือ และนอบน้อมก้มหัวต่อเขา ในมือของเขามีดาบอาบยาพิษเล่มเดียวกับที่ฟันอวี๋ซูซิน รอยยิ้มของหลิวไท่หยางปรากฏขึ้น คิดกำจัดโดยไม่ยั้งมือให้อยู่มิสู้ตายเสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิต ลงมือครั้งเดียวก็หวังจะถอนรากถอนโคน“ในเมื่อเจ้าเอ่ยมาเช่นนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก ตายซ่ะเถอะ!!” ซูซินที่อยู่ใกล้หลิวไท่หยางมาก
ตอนที่ 31 สิ่งที่ต้องการขณะที่รถม้าเคลื่อนไหวคำพูดของเสวี่ยฟงวาบผ่านเข้ามา เขาเคยเตือนนางไปแล้วแต่เป็นนางเองที่ไม่เชื่อคำของเขา ระหว่างนั่งรถม้ามีเพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจสะอึกสะอื้นของเด็ก ๆ ซูซินครุ่นคิด เคยมีละครเรื่องหนึ่งที่นางเล่นเป็นนางร้ายแม้จะเป็นยุคปัจจุบันแต่คล้าย ๆ กัน หากหลิวไท่หยางเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังต้องมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการอย่างแน่นอน ครั้นนั้นเองนางก็คิดถึงคำพูดที่เคยพูดคุยกับท่านพ่อ ท่านพ่อบอกนางว่าหลิวไท่หยางผู้นี้ไม่สนใจเรื่องราชวัง หรือแท้ที่จริงแล้วเขากำลังทำการก่อกบฏ จึงต้องตีสนิทตนเองทำให้นางกับแม่ทัพหย่ากัน เพื่อให้ทั้งสองตระกูลแตกหัก การคุ้มกันสั่นคลอนเพราะแม่ทัพกับเสนาบดีอวี๋ต่างเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์ ยิ่งคิดความจริงยิ่งปรากฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาวใช้ของจื้อเหยาที่นางเอ่ยให้เขาฟังเช้าวันต่อมาก็มีแพะมารับผิดแทนไหนจะเรื่องที่นางกลับเรือนต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับเขาแน่นอนครานั้นเองดวงตาของซูซินเบิกโพลง ซูจื้อเหยาคือผู้ที่ร่วมมือกับเขาสินะเขาถึงรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของคนในจวนแม่ทัพทุกครั้ง และตราสัญลักษณ์ของทหารก็คงเป็นแผนการขอ







