"ไม่ต้องค่ะ ไม่ใช่เจ้าของอะไรทั้งนั้นแหละ อย่าลืมสิคะว่าเราไม่เคยเป็นอะไรหรืออยู่ในความสัมพันธ์ไหน ๆ ทั้งนั้น" หญิงสาวเอ่ยพลางจ้องเข้าไปที่นัยน์ตาคมกริบอย่างไม่ยำเกรง
"..."
ผู้บริหารหนุ่มกัดฟันกรอดเมื่อได้ยินประโยคตอกย้ำความสัมพันธ์ของคนน้องก็ทำเอาไท่หมิงรู้สึกฉุนในใจขึ้นมา
"งั้นเธอก็คงลืมเหมือนกันว่าตอนนี้อยู่ในสถานะอะไรและควรทำตัวแบบไหน ปากดีแบบนี้คงไม่สะดวกใจที่จะทำงานด้วยเท่าไหร่"
"หมายความว่ายังไงคะ"
"หมายความว่าถ้ารับในตัวเจ้านายไม่ได้ ก็เชิญออกไปครับ มีเลขาที่ทำงานเก่ง ๆ อยากมาทำงานอีกเยอะแยะ" คนตัวสูงยักไหล่อย่างไม่แคร์ ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดแล้วยืนหันหลังสูบไปทางหน้าต่างกระจก
พอเอวาลินได้เห็นท่าทีที่ดูไม่แยแสของคนตัวสูงหญิงสาวก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ถึงจะไม่พอใจที่เขาวางอำนาจใส่ แต่ถ้าเขาไล่เธอออกจริง ๆ ก็เท่ากับว่าเธอจะทำภารกิจที่พ่อมอบหมายมาให้ไม่สำเร็จ
และเอวาลินค่อนข้างมั่นใจว่าพ่อของเธอตั้งใจจะดัดนิสัยเธอจริง ๆ ด้วย ต่อให้ไปอ้อนเท่าไหร่ท่านก็คงไม่ใจอ่อนยกให้เธอบริหารได้ง่าย ๆ
"เอวาขอโทษค่ะ..." คนตัวเล็กตัดสินใจลดอีโก้เอ่ยขอโทษไท่หมิงและเดินไปใกล้ ๆ พลางวางฝ่ามือเล็กลงที่แผ่นหลังแกร่งอย่างออดอ้อนเพราะรู้ว่าพี่ใหญ่แห่งตระกูลจางคนนี้ไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำอะไร
"คุณไท่หมิงอยากให้เอวาเป็นเลขาแบบไหน ต้องการให้เอวาปฏิบัติตัวยังไง คุณบอกเอวามาได้เลยค่ะ เอวายินดีทำทุกอย่าง..." ร่างสูงหยุดสูบบุหรี่และหันมาสบตาหงอย ๆ ราวกับลูกหมาน้อยของเลขาคนสวย
"..." เขาจับมือน้อยของเอวาลินมาแนบไว้ตรงแผงอก และจ้องมองเข้าไปที่นัยน์ตากลมโตอย่างยากจะหาความหมาย อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากจะดุเธอเลยสักนิด...ในทางกลับกันเขานั้นอยากจะถนอมหัวใจดวงน้อยให้ไม่ต้องมีแผลพุพองใด ๆ เลยด้วยซ้ำ
แต่ในพื้นที่ของการทำงานมันก็ต้องมีตำหนิติเตียนกันบ้าง และเขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างบ้างานและเป๊ะกับทุกเรื่อง รวมถึงเหตุการณ์วันนี้ด้วยเช่นกัน เพราะเขาเพิ่งจะได้รับข้อมูลการตรวจเช็กความเรียบร้อยในแต่ละจุดมา เขาเลยต้องการให้เธอจัดการสรุปแต่ละหัวข้อให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมความพร้อมให้ถึงที่สุด...
"เธอยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ คุณหนูเอวา"
"ถ้าอย่างนั้นเฮียก็สอนเอวาสิคะ"
"ทำอย่างกับเธอจะฟัง"
"ฟังสิคะ ทำไมคิดว่าเอวาจะไม่ฟัง"
"เพราะเธอดื้อ ดื้อมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน"
"เฮียก็สอนดี ๆ อย่าดุเอวาสิ" คนตัวเล็กทำน้ำเสียงกระเง้ากระงอดราวกับกำลังงอนคนพี่อย่างหนัก แถมยังเผลอเรียกสรรพนามเดิมที่เคยใช้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว
"ถ้านี่เรียกดุ เลขาคนอื่น ๆ ที่โดนไล่ตะเพิดให้กลับบ้านคงแช่งเฮียไปลงนรกกันหมดแล้วครับ" ไท่หมิงเอ่ยตามความจริง เพราะเขาลดเลเวลความดุในการทำงานให้เอวาลินลงมามากแล้ว มากจนบางทีคิดว่าตัวเองแอบใจดีเกินไปหรือเปล่า
แต่จะทำยังไงได้...จะดุก็ดุไม่ลง
"..." เอวาลินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ก็เมื่อกี้เขาทำน้ำเสียงดุแถมไล่เธอออกแบบสุภาพแต่เจ็บจี๊ดไปถึงทรวงมันทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบจริง ๆ นี่นา
"อะไร ดุแค่นี้งอนเหรอ"
"เปล่าค่ะ"
"ไหนว่าสู้มือไงครับ แค่นี้ก็เบะเหมือนเด็กจะร้องไห้แล้วแบบนี้จะทำงานต่อไหวได้ยังไง" เขายังคงไม่ปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ แต่กลับบีบกระชับแน่นขึ้นพร้อมทั้งใช้ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ที่หลังมือบางเบา ๆ ราวกับจะปลอบใจเด็กดื้อที่กำลังงอน
"ถ้าอยากอยู่ต่อก็ศึกษางานให้ดี ถ้าว่างเฮียจะสอนเพิ่มให้...แล้วต่อไปถ้าเรียกคุณไท่หมิงแล้วไม่ชินก็กลับมาเรียกเฮียเหมือนเดิมก็ได้ เฮียไม่ถือ"
"..."
"ทีนี้โอเคหรือยัง?" น้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยนของเขาทำให้หัวใจดวงน้อยของเอวาลินร้อนวูบวาบขึ้นมา เธอเลือกที่จะไม่ตอบอะไรกลับไปแต่เพียงจ้องมองเข้าไปที่นัยน์ตาสีเข้มที่แสดงความอบอุ่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองสบตากันอยู่เนิ่นนานโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเคลื่อนใบหน้าเข้าหากันด้วยแรงดึงดูดมหาศาลของตนเอง
ไท่หมิงมองสำรวจใบหน้าใส ๆ ไร้เครื่องสำอางของเอวาลินที่น่ารักราวกับตุ๊กตาเคลื่อนที่จนเขาอยากครอบครองริมฝีปากสีชมพูธรรมชาตินั้นอีกครั้ง
"อะแฮ่ม..." จนกระทั่งเอวาลินเป็นผู้กระแอมขึ้นมาเรียกสติก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เขาจึงปล่อยมือที่เกาะกุมเธอออกและลงไปนั่งบนเก้าอี้ทำงาน
"ครับ ถ้าอย่างนั้นก็สรุปรายละเอียดที่เราจะต้องลงพื้นที่ในวันพรุ่งนี้ให้เรียบร้อย"
"ได้ค่ะ..." เอวาลินรับคำอย่างว่าง่าย เธอหยิบเอาเอกสารทั้งหมดมาวางไว้ที่โต๊ะตนเองและเปิดโน้ตบุ๊กที่หอบมาจากบ้านแล้วลุยงานทันที มันคงต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งก็ผิดที่เธอด้วยที่ไม่ยอมถามอะไรพนักงานก่อนว่าที่นี่เขามีวิถีการดำเนินงานกันอย่างไร โดยเฉพาะกับผู้บริหารที่บ้างานสุด ๆ แบบไท่หมิงยิ่งต้องศึกษากฎของเขาเป็นพิเศษ เพราะเขาย่อมมีเวลาไม่ตายตัวอยู่แล้ว
มันทำให้เธอนึกย้อนไปสมัยที่เป็น FWB กัน...ขนาดว่าในตอนนั้นเขายังไม่ได้ขึ้นมาบริหารบริษัทใหญ่เต็มตัวก็ยังมีตารางงานที่ยุ่งตลอด และเขาเป็นคนประเภทที่ว่าถึงไหนถึงกัน...เขาแข็งแกร่งมากจนคุมธุรกิจทั้งหมดได้อยู่หมัด แต่เห็นอย่างนั้นก็มักปวดหัวอยู่บ่อย ๆ เพราะเขาจะชอบเอางานเก็บมาคิดเวลาพักผ่อนด้วยตลอด
จาง ไท่หมิง ก็สมกับเป็นลูกชายคนโตที่มีความเป็นผู้ใหญ่ และมีความรับผิดชอบสูงมาก ซึ่งไม่แปลกที่ราชสีห์แห่งวงการกาสิโนอย่าง 'จาง หลี่หมิง' ผู้เป็นบิดาของเขาจะมั่นใจในตัวไท่หมิงขนาดนี้ และเธอก็เข้าใจที่เลขาแต่ละคนจะไม่ทนและลาออกกันไปบ่อย ๆ เพราะนิสัยส่วนตัวสุดเนี้ยบของท่านประธานหน้าหล่อ
แต่เธอจะต้องทนจนกว่าเขาจะยอมเซ็นผ่านฝึกงานให้ได้ เพราะส่วนหนึ่งก็อยากพิสูจน์ตัวเองด้วย...
21.00
ระหว่างที่เอวาลินกำลังขมักขเม้นตรวจตราเอกสารที่ได้รับ ไท่หมิงก็ลอบมองเธออยู่เป็นระยะ ใบหน้าใส ๆ ที่ดูตั้งใจทำงานนั้นดูยั่วใจเขาเป็นบ้า...ยิ่งตอนที่ริมฝีปากแดง ๆ ขยับขมุบขมิบตอนอ่านเอกสารอยู่คนเดียวยิ่งทำให้เขาอยากเข้าไปดึงเธอมาจูบให้มันรู้แล้วรู้รอด
ไม่รู้ว่าทำไม...ตอนเวลาเกือบปีที่ผ่านมาเขาถึงเริ่มต้นใหม่กับใครไม่ได้เลย หัวใจมันคอยแต่จะนึกถึงใบหน้าสวยที่แสนดื้อรั้นคนนั้น ในช่วงปีที่ผ่านมาเขาอาจควงดารานางแบบไปออกเดตอยู่บ้าง แต่เขากลับไม่เคยทำ 'เรื่องอย่างว่า' กับใครเลย แม้แต่แตะตัวก็ทำไม่ได้ อย่างมากก็แค่ไปรับประทานอาหารหรือชอปปิงแค่นั้น
ครั้นพอผู้หญิงที่เขาพาไปออกเดตพยายามจะแตะเนื้อต้องตัวใบหน้าของคนตัวขาวก็ลอยเข้ามาในความคิดตลอดไม่เคยลืมเลือน และมันก็จบที่เขาเอาตัวออกห่างและไม่ใกล้ชิดพวกเธอแม้แต่ปลายเล็บ
อันที่จริงเขาก็มีชีวิตอยู่มาจนอายุสามสิบเจ็ดแล้ว ผ่านความสัมพันธ์ทางกายมาก็มากมาย แต่ไม่เคยมีใครทำให้เขาติดใจได้เท่าเด็กบ้าที่กำลังนั่งทำงานอยู่เลย...
แต่ถึงจะว่าอย่างนั้น...การจะให้กลับไปง้อขอกลับไปอยู่ในความสัมพันธ์บนเตียงกับเธออีก ก็คงจะไม่ใช่สไตล์เขาเท่าไหร่ แค่เธอเป็นฝ่ายทิ้งเขาก่อนก็หักมุมสุด ๆ แล้ว ถ้าจะให้คลานกลับไปเพราะความต้องการของตัวเองคงยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้แน่นอน
"เฮียคะ..." เสียงหวานใสเอ่ยเรียกผู้เป็นเจ้านายที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดให้เงยหน้าขึ้นมา
"ครับ"
"เสร็จแล้วค่ะ เฮียลองตรวจรายละเอียดดูอีกทีนะคะ" เอวาลินวางเอกสารลงบนโต๊ะทำงานพร้อมทั้งส่งยิ้มหวานให้กับเขา พอได้ยินเสียงเรียกเฮียคะเฮียขา กับรอยยิ้มบนหน้าตาสวยเซ็กซี่มันทำเอาหัวใจคนแก่กว่าเต้นตึก ๆ ...นี่เขาเป็นอะไรกัน?
"..." ไท่หมิงกระแอมและเก๊กขรึมเล็กน้อยก่อนจะตรวจเอกสารที่เอวาลินสรุปมาให้ ลายมือเรียวสวยของเธออ่านง่ายยิ่งกว่าเลขาคนไหน ๆ ที่เขาเคยร่วมงานด้วย
หลายคนก็แปลกใจที่เขายังชอบการเขียนบันทึกอยู่ มันเพราะเขามีความเชื่อว่าการเขียนมันช่วยให้สมองจดจำรายละเอียดได้มากกว่า ซึ่งเลขาที่อายุน้อย ๆ ก็มักจะไม่ชอบที่จะต้องมานั่งจดบันทึกอะไร แต่น่าแปลกที่เอวาลินไม่บ่นสักคำ...แถมยังตั้งใจเขียนอย่างบรรจงไม่ทำเพียงลวก ๆ อีก
"น่าจะเรียบร้อยหมดแล้วนะ กลับเลยก็ได้ครับ"
"ค่ะ งั้นเอวาขอตัวนะคะ...หืม?" ระหว่างที่เอวาลินกำลังจะหมุนตัวออกจากโต๊ะทำงานของไท่หมิงก็ถูกฉุดข้อมือน้อยเอาไว้ก่อน
"จอดรถไว้ที่นี่แหละ เดี๋ยวเฮียไปส่งกลับคนเดียวมันอันตราย"