LOGINเช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเพนต์เฮาส์กลับมาเงียบเชียบอีกครั้งหลังจากพายุเสน่หาที่แสนดุดันผ่านพ้นไป เตโชออกไปตั้งแต่เช้ามืด ทิ้งให้นลินนอนจมอยู่บนเตียงกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเอาแต่ใจ เธอขยับตัวลุกขึ้นด้วยความอ่อนเพลีย เสื้อเชิ้ตสีดำของเตโชที่สวมทับกายไว้ดูจะตัวใหญ่กว่าเดิมเมื่อเทียบกับความบอบช้ำที่เธอแบกรับ
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงสั่นสะเทือน นลินขมวดคิ้วเมื่อเห็นเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ หัวใจของเธอหล่นวูบไปที่ตาตุ่มทันที
“พ่อ...” มือบางสั่นเทาระหว่างที่กดรับสาย
(ลิน... ลินลูก ช่วยพ่อด้วย) เสียงปลายสายสั่นเครือและเต็มไปด้วยความลนลาน (พ่อขอโทษ พ่อรู้ว่าพ่อทำผิดกับลูกไว้มาก แต่ครั้งนี้พ่อจนปัญญาจริงๆ พวกมันจะตัดนิ้วพ่อแล้วลิน ถ้าพ่อไม่มีเงินไปคืนพวกมันภายในวันนี้)
“พ่อไปเล่นมันอีกทำไมคะ!” นลินอุทานออกมาด้วยความปวดใจ น้ำตาคลอเบ้าทันที “พี่เตจ่ายเงินมหาศาลนั่นช่วยลินกับพ่อไว้แล้วนะ พ่อสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าจะเลิก!”
(พ่อกะจะเอาทุนคืนไงลูก แต่ดวงมันไม่ดี... ลิน พ่อขอแค่สามแสน พ่อรู้ว่าคุณเตโชเขาเงินหนา แค่สามแสนเขาขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก ลูกลองขอเขาดูนะลินนะ เห็นแก่ชีวิตพ่อเถอะลูก)
“ลินขอไม่ได้ค่ะพ่อ ลินไม่มีหน้าไปขออะไรเขาอีกแล้ว ลินเป็นแค่...” นลินหยุดคำว่า ‘สินค้า’ ไว้แค่ในใจ “ลินเป็นหนี้เขามากพอแล้วค่ะพ่อ”
(ถ้าลูกไม่ช่วย พ่อตายแน่ๆ ลิน... พ่อคงไม่ได้เห็นหน้าลูกอีกแล้ว) เสียงสะอื้นจากปลายสายตัดสลับกับเสียงข่มขู่ของชายฉกรรจ์ที่แว่วเข้ามา ทำให้นลินตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวและกตัญญูที่ค้ำคอ
“ลิน... ลินจะลองหาทางดูค่ะ”
เธอกดวางสายด้วยความสิ้นหวัง นลินซบหน้าลงกับฝ่ามือ ร้องไห้ออกมาอย่างไร้ทางออก เธอจะไปหาเงินสามแสนมาจากไหนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง? นอกจากต้องขอจาก ‘เจ้าชีวิต’ ของเธอเพียงคนเดียว
[POV: นลิน – ระหว่างความกตัญญูกับความอัปยศ]
นลินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงในโคลนดูด ยิ่งดิ้นยิ่งจมลึก ความจริงที่ว่าพ่อเห็นเธอเป็น ‘บ่อเงินบ่อทอง’ ที่ขุดได้จากเตโชมันทำให้เธอสมเพชตัวเองจนอยากจะหายไปจากโลกนี้ เธอขอบคุณเตโชที่ฉุดเธอขึ้นมาจากนรก แต่ตอนนี้เธอกำลังจะลากเขากลับลงไปในวงจรเดิมอีกครั้ง‘ลินขอโทษนะคะพี่เต... ลินมันไม่มีค่าพอที่จะให้พี่ช่วยจริงๆ’
ประตูเพนต์เฮาส์ถูกเปิดออกอย่างแรง เตโชเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาตั้งใจจะกลับมาดูอาการของ ‘เด็กในปกครอง’ ที่เขารังแกไปเมื่อคืน แต่ภาพที่เขาเห็นคือร่างบางที่นั่งคุดคู้ร้องไห้อยู่บนโซฟา ในมือยังกำโทรศัพท์ไว้แน่น
“เป็นอะไร?” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้น นลินสะดุ้งสุดตัวพยายามเช็ดน้ำตาและซ่อนโทรศัพท์
“เปล่าค่ะ... ลินแค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย”
เตโชหรี่ตาลงอย่างไม่เชื่อ เขาเดินเข้าประชิดตัวแล้วกระชากโทรศัพท์จากมือเธอมาดูทันที นลินพยายามจะแย่งคืนแต่กลับถูกเขาผลักให้นั่งลงตามเดิม เตโชกดดูประวัติการโทรและข้อความล่าสุดที่พ่อของเธอส่งมาขอเลขบัญชีด้วยความรวดเร็ว
แววตาของเขาเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นโทสะที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ เขาเหวี่ยงโทรศัพท์ลงบนพื้นจนแตกกระจาย!
“สามแสน!” เขาตะคอกเสียงดังจนนลินตัวหด “มันกล้าดียังไงมาขอเงินเธอเพิ่ม หลังจากที่ฉันจ่ายไปเจ็ดหลักเพื่อล้างหนี้เน่า ๆ ของมัน! และเธอก็โง่พอที่จะคิดจะช่วยมันอีกงั้นเหรอ!”
นลินตัวสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด เธอทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าเขา กอดขาเขาไว้แน่น “พ่อเขาจะโดนทำร้ายนะคะพี่เต… ลินทนดูพ่อเป็นอะไรไปไม่ได้จริง ๆ”
เตโชมองลงมาด้วยสายตาที่เย็นชา แต่ในส่วนลึกมีความเจ็บปวดปนเป “เธอมันเป็นแค่หลักประกันที่พ่อเธอกองทิ้งไว้เพื่อเอาตัวรอด จำไม่ได้หรือไง!”
“ลินขอร้องนะคะ…” นลินเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ “ครั้งนี้ครั้งเดียว ลินจะยอมเป็นทาสพี่ จะให้ลินทำอะไรลินยอมหมดทุกอย่าง ลินจะชดใช้ให้พี่ด้วยทั้งชีวิตของลินเลยค่ะ”
เตโชแค่นยิ้มหยัน แววตาจอมบงการวาวโรจน์ด้วยความสมเพชผสมคลั่งไคล้ที่บิดเบี้ยว เขาโน้มตัวลงต่ำ บีบคางมนของเธอให้เงยขึ้นสบตาแรง ๆ
“ทั้งชีวิตงั้นเหรอ?” เสียงเขาต่ำลงจนน่ากลัว “ได้… ในเมื่อเธออยากขายตัวเองเพื่อพ่อเฮงซวยนั่นอีกรอบ ฉันก็จะซื้อ”
เขาปล่อยคางเธอ แล้วก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว มองลงมาด้วยสายตาที่เหมือนมองเหยื่อ
“แต่ครั้งนี้ ราคาที่เธอต้องจ่าย มันไม่ใช่แค่ร่างกายอีกต่อไป” เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอ “เธอต้องคลานเข้ามาหาฉันเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ ต้องทำทุกอย่างที่ฉันสั่ง โดยไม่มีสิทธิ์พูดว่า ‘ไม่’ แม้แต่คำเดียว… และถ้าเธอทำไม่ได้ ฉันจะปล่อยให้พ่อเธอตายต่อหน้าต่อตาเธอเอง”
นลินตัวสั่นสะท้าน น้ำตาไหลพราก แต่เธอก็พยักหน้าช้า ๆ
“ค่ะ… ลินยอม”
เตโชยิ้มเย็น มือใหญ่ลูบหัวเธอเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยการครอบครอง
“ดี… งั้นเริ่มเลย คลานเข้ามาเดี๋ยวนี้ แล้วบอกพี่ว่า เธอจะยอมเป็นของพี่ทั้งกายและใจ เพื่อแลกกับเงินสามแสนใบนั้น”
นลินหลับตาลง น้ำตาไหลไม่หยุด เธอค่อย ๆ ก้มตัวลงต่ำ มือและเข่าแตะพื้นเย็นเฉียบ แล้วค่อย ๆ คลานเข้าไปหาเขา ทุกย่างก้าวคือการตายทั้งเป็นอีกครั้ง
เมื่อถึงแทบเท้าเขา เธอเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยดวงตาที่ทั้งรักทั้งเกลียด
“พี่เต… ลินยอมแล้วค่ะ ลินจะเป็นของพี่… ทั้งหมด”
เตโชก้มลง ดึงเธอขึ้นมากอดแน่น แต่ไม่ใช่กอดแห่งความรัก—มันคือกอดของการครอบครองที่ไม่อาจหลุดพ้น
“จำไว้ให้ดีนะนลิน” เขากระซิบเสียงแหบ “บ่วงกรรมนี้… เธอไม่มีวันหลุดพ้นจากฉันได้อีกแล้ว”
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ตระกูลของเตโชราวกับพายุบ้า บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่เคยรุ่งเรืองกลับสั่นคลอนจนถึงรากฐานเมื่อถูกอำนาจของตระกูล วรโชติโภคิน สั่งระงับธุรกรรมทุกอย่าง ภายในห้องทำงานของพ่อเตโช บัดนี้เหลือเพียงควันบุหรี่จางๆ และความเงียบงันที่น่าอึดอัด แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยการปรากฏตัวของหญิงสาวที่ดูเพียบพร้อมไปทุกระเบียดนิ้วพิมมาดา หรือ พิม ทายาทเพียงคนเดียวของ เจ้าสัวชูชัย เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับนางพญา เธอคือไพ่ใบสุดท้ายที่พ่อของเตโชดึงมาเพื่อกอบกู้สถานะที่กำลังจะล่มสลาย โดยมีข้อตกลงลับๆ คือ "การเกี่ยวดองของสองตระกูล"[POV: นลิน – ความนิ่งเฉยที่ซ่อนความบ้าคลั่ง]บ่ายวันนั้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ แสงแดดรำไรส่องกระทบโถงทางเดินกว้าง นลินในชุดนักศึกษาที่เนี้ยบกริบเดินเคียงข้างมากับมีนา ทั้งคู่กำลังคุยเรื่องโปรเจกต์ที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า แต่แล้วฝีเท้าของนลินก็ต้องชะงักลงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพที่อยู่เบื้องหน้าที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นจามจุรีใหญ่ เตโช กำลังยืนอยู่กับผู้หญิงสาวสวยแปลกหน้าคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นดู "แพง" ตั้งแต่หัวจดเท้า ชุดเดรสแบรนด
บรรยากาศภายในโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงพักเที่ยงเต็มไปด้วยเสียงจอแจ แต่ทว่าโต๊ะหินอ่อนที่นลินและมีนานั่งอยู่กลับดูเป็นจุดสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะความสวยระดับดาวคณะของทั้งคู่ แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของ "เอก" รุ่นพี่ปี 4 ภาคเครื่องกลที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้และโปรไฟล์ที่เพอร์เฟกต์จนน่าสงสัยเอกเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ในมือถือถุงขนมราคาแพงและเอกสารสรุปบทเรียนที่ดูเป็นระเบียบ เขาจงใจวางมันลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสองคนด้วยท่าทางที่ดูเป็นสุภาพบุรุษที่สุด"พี่เห็นว่าช่วงนี้ทั้งนลินและมีนาเรียนหนัก เลยเอาของอร่อยมาบำรุงครับ" เอกเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาจดจ้องที่ใบหน้าสวยของนลินอย่างสื่อความหมาย "โดยเฉพาะนลิน... ถ้าติดขัดเรื่องโครงสร้างเครื่องกลส่วนไหน ปรึกษาพี่ได้ตลอดนะ พี่เต็มใจช่วยเสมอ""ขอบคุณค่ะพี่เอก แต่ลินมีคนช่วยดูให้แล้วค่ะ" นลินตอบสั้นๆ ตัดบทอย่างเย็นชาตามสไตล์คุณหนูวรโชติโภคินที่เริ่มวางตัวสูงส่งเอกไม่ได้ดูสลด เขายังคงยิ้มรับก่อนจะหันไปทางมีนาที่นั่งอยู่ข้างๆ "ส่วนน้องมีนา... เรื่องโปรเจกต์โยธาที่ติดขัดอยู่ พี่มีตัวอย่างงานวิจัยที่หาอ่านยากมากอยู่ที่ห้อง... เอ้ย อยู่ที่โน
เย็นวันศุกร์ที่ห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมือง บรรยากาศอบอวลไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ผู้คนพลุกพล่านตามประสาเลิกงาน แต่สำหรับ ภีม วันนี้คือวันที่สำคัญกว่าการปิดโปรเจกต์ใดๆ เขาเดินวนเวียนอยู่หน้าร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดังในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ กางเกงสแล็คสีดำเนี้ยบกริบ แววตาคมคายคอยชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือราคาแพงทุกๆ สองนาทีภีมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนพรีเซนต์งานหน้าคณบดีเขายังนิ่งได้มากกว่านี้ มือหนาแอบลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ เพราะความรู้สึก "มวนท้อง" ที่แปลกประหลาด"แค่เดทกับมีนา... ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้วะภีม" เขาตำหนิตัวเองในใจ แต่ภาพใบหน้าหวานของรุ่นน้องที่เริ่มวางตัวห่างเหินจากเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับทำให้เขาอยากจะทำทุกอย่างให้เธอกลับมาส่งยิ้มกว้างๆ ให้เขาเหมือนเดิม"พี่ภีมคะ... รอนานไหม?" เสียงใสๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังภีมหันกลับไปมองและแทบจะหยุดหายใจ มีนาในชุดมินิเดรสสีพาสเทลน่ารัก ผมม้าที่เคยปรกหน้าถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะเผยใบหน้าจิ้มลิ้มที่แต่งแต้มเครื่องสำอางบางๆ ดูสะอาดตาและมีเสน่ห์จนเขาไม่อาจละสายตาได้"ไม่
บรรยากาศยามเย็นหลังเลิกเรียนที่ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์เงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ มีนานั่งจดสรุปวิชาการคำนวณโครงสร้างอยู่ที่โต๊ะมุมอับสายตา เธอพยายามจดจ่อกับเนื้อหาตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งซ่านลอยไปหา "ใครบางคน" ที่เธอเพิ่งประกาศตัดใจไปเมื่อวาน[POV: มีนา – ท้องฟ้าที่เริ่มสดใสด้วยตัวเอง]มีนาวางปากกาลงแล้วบิดขี้เกียจเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่เคยแบกไว้ตลอดสี่ปีเริ่มเบาบางลงอย่างน่าประหลาด เมื่อเธอไม่ต้องคอยชะเง้อคอมองว่าพี่ภีมจะเดินผ่านไปทางไหน หรือไม่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มเพื่อให้เขาหันมามอง"มันก็ไม่ได้แย่นี่นา... การอยู่แบบไม่มีพี่น่ะ" เธอคิดพลางอมยิ้มบางๆแต่แล้วกลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่แสนคุ้นเคยก็ลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ถูกเลื่อนออกช้าๆ มีนาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคนมาใหม่ภีม ในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลามกใจ จ้องมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก บนโต๊ะของเขามีแก้วชานมไข่มุกเจ้าดังที่เธอเคยบ่นว่าอยากกินแต่ไม่เคยได้กินเพราะเขาไม่เคยพาไปภีมพยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในใจสั่นรัวอย่างกั
บรรยากาศที่ลานเกียร์ในบ่ายวันอังคารดูจะระอุไปด้วยไอร้อนของแดดเมืองไทย ทว่าความร้อนนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่รอบโต๊ะหินอ่อนประจำกลุ่มวิศวะโยธา นลินในลุคคุณหนูที่ดูสะอาดสะอ้านนั่งทบทวนบทเรียนอยู่ข้างๆ มีนา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ พอประมาณเพื่อไม่ให้รบกวนความเป็นส่วนตัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ใครบางคนไม่สามารถบุกจู่โจมเข้ามาได้ง่ายๆมีนาก้มหน้าจดเลคเชอร์ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ เธอไม่ได้เหลือบมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาที่ ภีม จะเดินผ่านเหมือนที่เคยทำมาตลอดมา ความเจ็บปวดจากการถูกปัดมือทิ้งในวันนั้น และความละอายใจที่เกือบจะทำลายเพื่อนรักเพราะความหลงผิด มันกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ซึมลึกเข้าสู่กระดูกดำ'ถ้าการรักพี่มันทำให้ฉันกลายเป็นคนเลว... ฉันก็ควรเลิกรัก' มีนาคิดพลางเม้มปากแน่น เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาจากทางเดินตึก แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เงยหน้าขึ้นไปมอง เพราะรู้ดีว่าถ้าสบตาเพียงนิด กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นอาจพังทลายลง[POV: ภีม – ช่องว่างที่ตะโกนก้อง]ภีมยืนกำสายกระเป๋าเป้อยู่ตรงหัวมุมตึก สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่างเล็กของมีนาที่
แสงแดดจัดจ้าในยามเช้าสาดส่องลงบนพื้นถนนยางมะตอยหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศที่เคยดูธรรมดาในทุกวันจันทร์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อขบวนรถยุโรปคันหรูสีดำขลับประทับตราโลโก้สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล วรโชติโภคิน เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทหน้าอาคารเรียน นิสิตหลายร้อยคนที่กำลังเดินเข้าตึกต่างหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายฉกรรจ์ในชุดสูทสากลสีดำสี่คนที่ก้าวลงมาประจำตำแหน่งรอบตัวรถอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก ร่างระหงของ นลิน ก้าวลงมาพร้อมกับ ภีม พี่ชายที่แต่งกายด้วยชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบทว่าแผ่ซ่านไปด้วยรังสีความดุดันและปกป้อง นลินในวันนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวบัดนี้ดูผุดผ่องไร้ที่ติภายใต้การดูแลอย่างดี เธอสวมชุดนักศึกษาที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นดี เครื่องประดับเพชรเม็ดเล็กบนใบหูส่งประกายวับวาวล้อแสงแดด และที่สำคัญที่สุดคือ "แววตา" ของเธอที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเศร้าสร้อยหลงเหลืออยู่เลย[POV: เตโช]ห่างออกไปหลังเสาต้นใหญ่หน้าคณะ เตโช ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สภาพของอดีตเฮดว้ากปี 4 ผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ดูทรุดโทรมลงอย่างเ







