Masukยามอู่ (ประมาณ 12.00 น.) ณ เมืองชายแดนทางเหนือ
ณ เมืองชายแดนทุรกันดารอันห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้...
ตามพระราชโองการลดตำแหน่งเนรเทศ ‘ซูเฉิง’ อดีตขุนนางตกอับกรมคลัง ควรจะต้องตกระกำลำบาก อาศัยอยู่ในจวนนายอำเภอโกโรโกโสะหลังคารั่ว เสื้อผ้าเก่าขาด และกินข้าวต้มก้นหม้อแห้งๆ ไปวันๆ
ทว่า... ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!
เบื้องหน้าใจกลางเมืองชายแดน คฤหาสน์ไม้เนื้อดีขนาดมหึมาทรงหรูหราตั้งตระหง่านอย่างอลังการ ล้อมรอบด้วยกำแพงหินขัดเงาและสวนดอกไม้อบอวล ภายในห้องโถงใหญ่ประดับประดาด้วยแจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงและเครื่องเรือนลงรักปิดทองคำแท้!
‘ซูเฉิง’ นั่งเอนกายบนเก้าอี้หนานุ่ม พลางใช้นิ้วมือคีบตั๋วเงินก้อนโตขึ้นมานับอย่างมีความสุข โดยมี ‘ซูเหลียน’ ลูกสาวคนโตแต่งกายด้วยชุดฮั่นฝูผ้าไหมแพรเนื้อดีสีฉูดฉาด นั่งจิบชาดอกเหมยอย่างสบายอารมณ์
“ฮ่าๆๆ! สวรรค์มีตาจริงๆ!” ซูเฉิงหัวเราะร่าตบหน้าขาตัวเองดัง ปัง! “การยอมยกลูกเมียน้อยอย่างนังซูเหมยไปเป็นหมากในวังอ๋อง... ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน! ฝงฮองเฮาและองค์ชายใหญ่พระราชทานตั๋วเงินและทองคำก้อนโตมาให้พวกเราเสวยสุขที่ชายแดนโดยไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย!”
ซูเหลียนยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก แสร้งส่งเสียงหัวเราะคิกคัก “นั่นสิเจ้าคะท่านพ่อ... นังซูเหมยหัวอ่อนขวัญอ่อนปานนั้น แค่ขู่หน่อยมันก็ต้องยอมทำตามแล้ว! ป่านนี้มันคงถูกชินอ๋องจับตัวไป แล้วถูกสั่งทรมานในห้องใต้ดิน หรือโดนตัดหัวโยนทิ้งนอกเมืองไปแล้วมั้งเจ้าคะ!”
“ถูกต้อง!” ซูเฉิงพยักหน้าเหยียดยิ้ม “ป่านนี้วังอ๋องคงปั่นป่วน ข่าวการตายของนังซูเหมยคงลอยมาถึงพวกเราในเร็วๆ นี้แน่นอน!”
ปัง!
ทันใดนั้นเอง! บานประตูห้องโถงคฤหาสน์ก็ถูกเปิดออกอย่างแรงจนชนผนังดังลั่น!
‘พ่อบ้านประจำตระกูล’ พุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นงันงกราวกับผีเข้า ล้มลุกคลุกคลานเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าซูเฉิง!
“ทา... นายท่าน! คุณหนูใหญ่! ข่าวลับ... ข่าวลับด่วนจากเมืองหลวงมาถึงแล้วขอรับ!” พ่อบ้านปาดเหงื่อละล่ำละลักรายงาน
ซูเหลียนยิ้มสะใจ ยันกายลุกขึ้นยืน “ฮะๆ! ว่าอย่างไรล่ะ! นังซูเหมยมันโดนชินอ๋องสั่งประหารตัดหัวไปแล้วใช่หรือไม่! หรือว่ามันโดนถลกหนังทรมานจนตาย!”
พ่อบ้านสั่นหัวพัลวัน น้ำตาเล็ดด้วยความผวา “เปล่าเลยเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่! คุณหนูรองยังไม่ตายขอรับ! แถม... แถมยังสุขสบายดีเกินไปแล้วด้วยขอรับ!”
“ว่าอย่างไรนะ?!” ซูเฉิงและซูเหลียนตาโตเท่าไข่ห่าน อุทานพร้อมกันเสียงหลง
พ่อบ้านส่งม้วนกระดาษข่าวลับให้ซูเฉิงด้วยมือที่สั่นระริก “รายงานด่วนจากสายสืบในเมืองหลวงแจ้งว่า... เมื่อสองวันก่อน อนุเฉินที่พวกเราส่งเงินไปร่วมมือ โดนชินอ๋องสั่งบุกค้นเรือนและกักบริเวณคุมเข้ม! แต่ในทางกลับกัน... ท่านอ๋องกลับส่งเทียบเชิญขอบทองคำ เชิญอนุซูไปเสวยพระกระยาหารค่ำสองต่อสองที่เรือนใหญ่ขอรับ!”
“อะไรนะ! สองต่อสองรึ?!” ซูเหลียนกรีดร้องเสียงแหลมสูง ตาถลนหลุดจากเบ้า
พ่อบ้านรายงานต่อด้วยน้ำเสียงสยอง “ยิ่งไปกว่านั้น... มีข่าวลือซุบซิบไปทั่ววังอ๋องว่า อนุซูกระทำการเหิมเกริมในมื้ออาหาร กวาดเป็ดปักกิ่งและขนมยัดใส่แขนเสื้อกลับไปกินที่เรือนท้ายสวนอย่างสบายใจ! แต่ท่านอ๋องกลับไม่ลงโทษแม้แต่น้อย แถมยังดูเกรงใจและโปรดปรานนางสุดขีดขอรับ!”
พรวดดดดด!
ซูเหลียนที่เพิ่งยกชาขึ้นจิบ ถึงกับสำลักชาพุ่งพรวดใส่หน้าพ่อบ้านอย่างแรง! หน้าซีดสลับแดงด้วยความโมโหและอิจฉาริษยาถึงขีดสุด!
“เป็นไปได้อย่างไร! เป็นไปได้อย่างไรกัน!” ซูเหลียนกรีดร้องสติแตก กวาดถ้วยชาบนโต๊ะลงพื้นแตกกระจายดัง เคร้ง!
“นังซูเหมยคนซุ่มซ่าม ไร้สติปัญญาอย่างมันเนี่ยนะ จะกลายเป็นอนุคนโปรดของชินอ๋อง?! มันใช้วิชาคุณไสยมนตร์ดำอะไรสะกดจิตท่านอ๋องกันแน่!”
ซูเฉิงหน้าซีดเหงื่อทะลัก “ไม่ได้การ... หากนังซูเหมยทรยศพวกเรา แล้วแปรพักตร์ไปรับใช้ชินอ๋องอย่างจริงจังขึ้นมา... ฝงฮองเฮารู้เข้า มีหวังพวกเราโดนลากตัวไปประหารยกตระกูลแน่!”
ซูเหลียนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ดวงตาฉายแววริษยาและดุดัน
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ!” ซูเหลียนเค้นเสียงต่ำเหี้ยมโหด “ข้าจะเขียน ‘จดหมายขู่’ สั่งการมันเดี๋ยวนี้! ข้าจะเตือนสติมันว่า ครอบครัวมันยังอยู่ในมือพวกเรา! หากมันไม่รีบลงมือวางยาชินอ๋องตามแผนขั้นที่สองภายในสามวัน ข้าจะส่งคนไปฆ่าอาชูสาวใช้คนสนิทของมันให้ดู!”
พูดจบ ซูเหลียนก็รีบคว้าพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายขู่ด้วยตัวอักษรดุดัน ม้วนกระดาษเล็กๆ ผูกติดไว้กับขานกพิราบสื่อสารสีขาวผ่อง
ซูเหลียนเดินไปที่หน้าต่าง สะบัดแขนปล่อยนกพิราบขึ้นสู่ฟ้า “บินไปให้ถึงวังอ๋อง! สั่งให้นังซูเหมยทำตามแผนเดี๋ยวนี้!”
.
ยามไฮ่ (ประมาณ 22.00 น.) ณ เรือนท้ายสวน วังชินอ๋อง
บรรยากาศยามดึกรอบเรือนท้ายสวนสงบเงียบ ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยเอากลิ่นหอมของใบไม้และผืนดินอบอวลไปทั่วบริเวณ...
ณ บนกิ่งไม้ใหญ่หนาแน่นนอกหน้าต่างห้องพัก...
‘โม่เฟิง’ องครักษ์เงามือหนึ่ง ซุ่มซ่อนกายอยู่ในเงามืดดุจภูตผี สายตาคมกริบจ้องมองบานหน้าต่างห้องพักของซูเหมยโดยไม่กระพริบตา
พรึ่บ... พรึ่บ...
ทันใดนั้นเอง! นกพิราบสื่อสารสีขาวผ่องตัวอ้วนพี บินเหินลงมาจากท้องฟ้ามืดมิด มาเกาะลงบนขอบหน้าต่างห้องพักเรือนท้ายสวนอย่างเงียบเชียบ!
ดวงตาของโม่เฟิงขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ! ลมหายใจชะงักกึก!
‘สวรรค์!’ โม่เฟิงคิดในใจด้วยความตื่นเต้นสงคราม ‘นกพิราบสื่อสารข้ามแคว้น! ที่ขานกมีม้วนกระดาษลับผูกอยู่จริงๆ ด้วย! สมกับที่ท่านอ๋องวิเคราะห์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยนว่า เบื้องหลังของอนุซูมีขั้วอำนาจตระกูลซูและวังหลวงคอยส่งสัญญาณลับบงการอยู่!’
โม่เฟิงเตรียมจะใช้วิชาตัวเบาพุ่งลงไปยึดม้วนกระดาษลับขานกพิราบ เพื่อนำไปถอดรหัสเสนอต่อนายท่าน...
ทว่า! เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นตรงหน้า!
แกร๊ก...
บานหน้าต่างห้องพักถูกเปิดออกอย่างเบามือ!
มะลิในชุดนอนฮั่นฝูสีชมพูตัวหลวม เดินบิดกายกอดอกออกมาที่หน้าต่างเพราะหิวยามดึก (เนื่องจากเป็ดปักกิ่งและขนมเปี๊ยะมื้อค่ำย่อยหมดท้องแล้ว)
ทันทีที่สายตาของมะลิปะทะเข้ากับ ‘นกพิราบสื่อสารตัวอ้วนพี’ ที่กำลังยืนเอียงคอทำตาปริบๆ อยู่ตรงขอบหน้าต่าง...
ดวงตาของมะลิก็เบิ่งกว้าง ขยายโตเท่าไข่เป็ด! เปล่งประกายวาววับเป็นประกายเงินดอลลาร์ทันที! มุมปากยกยิ้มแป้นจนแก้มแทบปริ!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยยย!!’ มะลิตะโกนกรีดร้องในใจอย่างเบิกบานสุดขีด!
‘นกพิราบตัวเบ้อเร่อ! อ้วนท้วนสมบูรณ์ อกแน่น ปีกหนา... นี่มันวัตถุดิบอาหารยามดึกเกรดพรีเมียมชัดๆ! สวรรค์เมตตาส่งไรเดอร์นรกมาเสิร์ฟเนื้อนกสดๆ ถึงหน้าต่างห้องพัก!’
ไร้ซึ่งความลังเล! ไร้ซึ่งกิริยาเขินอาย!
หมับ!
มือเรียวสวยของมะลิพุ่งวูบออกไปคว้าหมับเข้าที่คอนกพิราบสื่อสารอย่างรวดเร็วและแม่นยำดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ!
“กุ๊กๆๆ!” นกพิราบสื่อสารส่งเสียงร้องอุทานตกใจดิ้นพั่บๆๆ!
มะลิหิ้วนกพิราบเข้าห้องพัก ดันบานหน้าต่างปิดปัง!
โม่เฟิงที่ซุ่มอยู่บนกิ่งไม้: “...!!” (ตาค้าง สมองช็อตไปเรียบร้อย!)
‘นะ... นางจับนกพิราบสื่อสารของฝั่งศัตรูได้ในวินาทีเดียว?! วิชาดักจับรวดเร็วดุจพญาอินทรี!’ โม่เฟิงเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง รีบชะโงกหน้าแอบดูผ่านช่องรอยแยกบานหน้าต่างอย่างผวา!
.
ภายในห้องพักเรือนท้ายสวน...
มะลิหิ้วนกพิราบอ้วนพีมาวางบนโต๊ะไม้ สังเกตเห็นม้วนกระดาษเล็กๆ ผูกติดอยู่ตรงขานกพิราบ
“หืม? อะไรวะเนี่ย?” มะลิแกะม้วนกระดาษออกมากางดู พบตัวอักษรจีนโบราณขยุกขยิกยึดเยื้อเขียนไว้ฉบับยาว
มะลิขมวดคิ้วสแกนสายตาดูผ่านๆ สองวิ (เอ๊ะ... ความจำร่างเดิมแปลให้ว่า 'จดหมายขู่ให้วางยาพิษชินอ๋อง ไม่งั้นจะสังหารอาชู' ...เหอะ! มุกขู่ตัดเสบียงขู่ทำร้ายบ่าว ยุค 2026 เขาส่งไลน์แจ้งความตำรวจจับเข้าคุกหมดแล้วว้อย! ไร้สาระ!)
มะลิมองม้วนกระดาษลับในมือ แล้วส่งเสียงเหยียดในลำคอ “เหอะ... เศษกระดาษยันต์กันผีขยะชัดๆ!”
พูดจบ มะลิก็โยนม้วนกระดาษลับฉบับด่วนของซูเหลียน ทิ้งพรวดลงไปใน ‘เตาถ่านไฟก้นห้อง’ อย่างไม่แยแส!
ซู่... ฟึ่บ!
กระดาษลับม้วนนั้นไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านดำสนิทภายในสามวินาที!
มะลิไม่สนใจกระดาษขยะอีกต่อไป เธอจ้องมองนกพิราบอ้วนพีตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่
“ไอ้คุณพี่ยมทูตหมายเลข 7!! ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!” มะลิตะโกนเรียก
วิ้ววววว...
ควันสีดำมืดครึ้มพุ่งพรวดออกมาจากหลังตู้เสื้อผ้า! ยมทูตหมายเลข 7 วาร์ปโผล่พรวดออกมา หน้าซีดเผือด ทำสีหน้าเลิ่กลั่กเหงื่อตกผวา
“ชู่ๆๆ! แม่หนูมะลิ! เรียกข้ายามดึกทำไมเดี๋ยวนี้! เจ้าคงยังไม่ตายใช่ไหม!”
มะลิชี้ไปที่นกพิราบอ้วนพี ยิ้มแป้นเจ้าเล่ห์ “คุณพี่ยมทูตขา~ เสก ‘ผงพริกหม่าล่าชาลิ้น’ กับ ‘น้ำผึ้งหวานฉ่ำ’ จากครัวนรกมาให้ฉันหน่อยสิคะ! ยามดึกแบบนี้ ได้กินนกย่างหม่าล่าร้อนๆ มันต้องฟินสุดยอดแน่ๆ!”
“เสกผงหม่าล่ากับน้ำผึ้งรึ?!” ยมทูตหมายเลข 7 ปาดเหงื่อ “วิธีนี้... ไม่ผิดกฎสร้างวัตถุใหญ่โตนี่หว่า! ได้ๆ! ข้าจัดให้เดี๋ยวนี้เลย!”
ยมทูตหมายเลข 7 สะบัดพัดเวทมนตร์ ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ถ้วยผงพริกหม่าล่าสีแดงสดฉ่ำและกาน้ำผึ้งหวานหอม ปรากฏขึ้นบนโต๊ะทันที!
มะลิไม่รอช้า ลงมือหักคอ ถอนขน ล้างเครื่องในอย่างเชี่ยวชาญ คลุกผงพริกหม่าล่า ทาน้ำผึ้งฉ่ำๆ แล้วจับนกพิราบเสียบไม้ไผ่ นำไปย่างบนเตาถ่านก้นห้องทันที!
กลิ่นหอมของเนื้อนกย่างผสมพริกหม่าล่าและน้ำผึ้ง หอมฉุยตลบอบอวลไปทั่วห้องพัก!
มะลิคว้านกย่างหม่าล่าขึ้นมาฉีกขากินดัง กรวบ! เคี้ยวจั๊บๆ ด้วยสีหน้าเอ็นจอยมีความสุขสุดขีด!
“อื้มมมม! นกย่างหม่าล่าฉ่ำๆ! หวาน เผ็ด ชาลิ้น อร่อยโคตรๆ ว้อยยย!” มะลิหัวเราะร่ามีความสุข
ทว่า... ณ บนกิ่งไม้ใหญ่นอกหน้าต่าง!
โม่เฟิงที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรอยแยกหน้าต่าง... ดวงตาขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ! ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายเกร็งสั่นงกๆ ด้วยความตกตะลึงและผวาถึงขีดสุด!
สิ่งที่โม่เฟิงเพิ่งเห็นผ่านสายตาตนเองคือ...
ซูเหมย แกะม้วนกระดาษลับจากตระกูลซูออก... ทว่า นางไม่ได้แม้แต่จะอ่านมันจนจบ! นางโยนจดหมายลับทิ้งลงเตาไฟเผาทำลายหลักฐานจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา!
และที่สยองที่สุดคือ... นางจับนกพิราบสื่อสารตัวนั้น หักคอ ถอนขน ล้างเครื่องใน แล้วนำไปเสียบไม้ย่างกินยามดึกอย่างเหี้ยมโหดและเย็นชา!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ โม่เฟิงเหงื่อทะลักเปียกแผ่นหลัง สมองหวาดผวาถึงขีดสุด
‘เผาทำลายคำสั่งลับทันทีที่ได้รับ... และฆ่าปิดปากนกพิราบสื่อสารอย่างเหี้ยมโหด! อนุซูผู้นี้... ช่างเด็ดเดี่ยว ดุดัน และไร้ความปรานี ยิ่งนัก!’
โม่เฟิงไม่รอช้า รีบใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานออกจากกิ่งไม้ บินข้ามหลังคาเรือนด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งตรงไปยังห้องทำงานของชินอ๋องทันที!
.
ยามจื่อ (ประมาณ 23.30 น.) ณ ห้องทำงานชินอ๋อง
บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงัดและตึงเครียด...
เวินเชียนฟานยืนกอดอกอยู่หลังโต๊ะทำงาน โดยมีชางสิงยืนรายงานอยู่ข้างกาย
ตึง!
โม่เฟิงพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น หายใจหอบฮักๆ หน้าซีดเผือดรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขวัญผวา!
“เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ! ข้าน้อยเห็นกับตา... นกพิราบสื่อสารจากตระกูลซูบินมาถึงเรือนท้ายสวนพะยะค่ะ!”
ชางสิงฟังแล้วตาโต “นกพิราบสื่อสารรึ?! แล้วอนุซูทำอย่างไร! นางแอบเปิดอ่านจดหมายลับแล้วส่งสัญญาณกลับไปใช่หรือไม่!”
“เปล่าเลยพะยะค่ะ!” โม่เฟิงกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ใบหน้าซีดเผือด “นางจับนกพิราบได้... แล้วแกะจดหมายลับโยนทิ้งลงเตาถ่านเผาทำลายหลักฐานทันที! จากนั้น... นางก็หักคอ ถอนขน สังหารนกพิราบสื่อสารตัวนั้น แล้วจับนำไปเสียบไม้ย่างกินยามดึกพะยะค่ะ!”
ชางสิง: “...!!” (สมองช็อตไปเรียบร้อย!)
“สังหารนกพิราบ... แล้วจับย่างกินรึ?!” ชางสิงส่งเสียงสั่น
เวินเชียนฟานยืนนิ่งค้างไปห้าวิเต็มๆ!
ดวงตาคมกริบของชินอ๋องขยายกว้าง สมองระดับอัจฉริยะกำลังประมวลผลการกระทำอันเหี้ยมโหดและเด็ดขาดของซูเหมยอย่างบ้าคลั่ง สลับซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘เผาทำลายหลักฐานคำสั่งลับทันที... และสั่งสังหารนกพิราบสื่อสารเพื่อทำลายสายการสื่อสารลับ!’
เวินเชียนฟานเหงื่อซึมฝ่ามือ กำหมัดแน่นจนข้อหักดัง ก๊อก! หัวใจเต้นระทึกด้วยความผวาปนเลื่อมใสเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงสุด!
‘ช่างเป็นการส่งสัญญาณที่เด็ดเดี่ยว เหี้ยมโหด และทรงอำนาจยิ่งนัก!’ เวินเชียนฟานคิดในใจด้วยความสยอง
‘นางกำลังส่งสัญญาณเตือนไปยังตระกูลซูที่ชายแดนและฝงฮองเฮาว่า... นางจะไม่ยอมตกเป็นหมากให้ใครบงการอีกต่อไป! นางเผาจดหมายคำสั่งทิ้งเพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ และสังหารนกพิราบเพื่อประกาศอิสรภาพ!’
ชางสิงฟังบทวิเคราะห์ของชินอ๋องแล้วขนลุกซู่ทั่วแผ่นหลัง “สวรรค์... อนุซูผู้นี้ หักหลังตระกูลซูและขั้วอำนาจวังหลวง เพื่อตั้งตนเป็นเอกเทศรึพะยะค่ะ!”
“ถูกต้อง!” เวินเชียนฟานพยักหน้าด้วยแววตาคมกริบระแวง “นางไม่ยอมรับคำสั่งจากใครทั้งสิ้น! นางคือจอมมารซ่อนลายที่ต้องการควบคุมเกมการเมืองนี้ด้วยตัวของนางเอง!”
เวินเชียนฟานสะบัดชายเสื้อ ถอนหายใจยาวด้วยความเครียดเกร็ง
“จับตาดูเรือนท้ายสวนไว้ให้ดี...” ชินอ๋องสั่งการเสียงต่ำ “ในเมื่อนางกล้าตัดการสื่อสารฝั่งศัตรูอย่างเด็ดขาด... งานเลี้ยงบุปผาในวังหลวงที่กำลังจะมาถึง นางต้องเตรียมแผนการใหญ่อันน่ากลัวไว้อย่างแน่นอน!”
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องกลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนค







