LOGINตัดกลับมาในห้องนอน...
ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก
“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”
พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิม
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋อง
สายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...
แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!
กึก... กึก...
ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้องนอนของมะลิ
ชินอ๋องชะงักฝีเท้ากึก! สันกรามคมสันขบแน่นจนนูนโปน
กลิ่นอายประหลาดที่หลงเหลืออยู่บนกิ่งไม้นั้น... แม้จะเจือจางด้วยกลิ่นพริกหม่าล่าไหม้เกรียมและกลิ่นไอเวทมนตร์อันน่าขนลุก ทว่ามันกลับแฝงคลื่นพลังปราณระดับแปดชั้นฟ้าอันคุ้นเคย!
ฟึ่บ!
เงาร่างสีดำมะเมื่อมของ ‘โม่เฟิง’ ทะยานลงมาจากแนวกำแพง คุกเข่าลงแทบเท้าชินอ๋องอย่างรวดเร็ว
“เรียนท่านอ๋อง! หน่วยเงาตรวจพบร่องรอยปราณ... เป็น ‘เยี่ยหาน’ หัวหน้าองครักษ์เงามือหนึ่งแห่งมหาจักรวรรดิตะวันออกจริงๆ พะยะค่ะ! มันลอบแฝงกายเข้ามาถึงกิ่งไม้หน้าต่างห้องนอนของอนุซู ก่อนจะดีดตัวเตลิดหนีข้ามกำแพงวังหลวงไปเมื่อครู่นี้!”
กร๊อบบบบ!
เสียงฝ่ามือหนาของเวินเชียนฟานกำด้ามกระบี่ข้างเอวแน่นจนกระดูกข้อนิ้วลั่นสะท้านราตรี!
ดวงตาคมกริบที่เคยเยือกเย็น บัดนี้ลุกโชนไปด้วยประกายเพลิงโทสะและความหวงแหนระดับมหาทวีป รังสีสังหารแผ่พุ่งออกมาจนต้นหญ้ารอบข้างจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง!
“พวกสุนัขรับใช้บูรพา... บังอาจนัก!” เวินเชียนฟานเค้นเสียงต่ำลอดไรฟัน แววตาอำมหิตดุจพญามัจจุราชตื่นจากหลับใหล
“มันกล้าลอบเข้ามาส่องถึงหน้าต่างห้องนอนเชียวรึ... มหาจักรวรรดิตะวันออกคิดจะใช้กำลังมาชิงตัวยอดดวงใจไปจากอ้อมอกข้าอย่างนั้นรึ?! โม่เฟิง... สั่งการกองทัพเกราะทองคำลงไปเดี๋ยวนี้! หากพวกมันกล้าส่งเทียบเชิญหรือยกทัพมาข้ามพรมแดน... ข้า เวินเชียนฟาน จะเป็นผู้นำทัพไปบั่นคอพวกมันให้เหี้ยนทั้งแผ่นดิน!”
“น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ!” โม่เฟิงรับคำเสียงสั่น ก่อนจะเร้นกายหายวับไปในความมืด
ทว่า...
ตัดภาพข้ามผนังไม้เข้ามาในห้องนอนอันแสนอบอุ่น!
ตุบ!!
“โอ๊ยยยยยย!”
เสียงร่างกลมพองในชุดนอนกลิ้งตกจากเตียงลงมากระแทกพื้นดังลั่น!
มะลิสะลืมสะลือลืมตาขึ้นมาข้างเดียว ใบหน้างัวเงีย ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นรังนก นางนอนแผ่สองสลึงอยู่บนพื้นพรม ขยับมือขวาขึ้นมาเกาต้นคอหลังกกหูด้านซ้ายที่ยังคงเปื้อนคราบซอสหม่าล่าดัง แกรกๆๆ!
“อื้อหือ... ยุงในวังอ๋องนี่มันพันธุ์กินเนื้อคนหรือไงวะ คันคอชะมัด...” มะลิบ่นพึมพำเสียงอู้อี้ในลำคอ ปากเคี้ยวลมแจ๊บๆ
“พรุ่งนี้... ง่ำๆ... ต้องบอกพี่ชายเกราะทอง... ให้เบิ้ลหมูสะเต๊ะอีกห้าสิบไม้... เอาแบบฉ่ำๆ...”
พึมพำจบ มะลิก็เอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มที่ร่วงลงมา ดึงขึ้นมาคลุมโปงถึงหัว นอนหลับปุ๋ย กรนคร่อกฟี้สบายใจเฉิบ ปล่อยให้ชินอ๋องยืนแบกรังสีอำมหิตปกป้องโลกอยู่คนเดียวนอกหน้าต่างอย่างเดียวดาย!
ยามเฉิน (ประมาณ 08.30 น.) ณ ท้องพระโรงใหญ่ พระราชวังหลวงต้าซิง
ครืนนนนนนนน... ตึง! ตึง!
เสียงกู่ร้องของม้าศึกพันธุ์มังกรเหิน และเสียงล้อเหล็กบดขยี้แผ่นหินศิลาหน้าประตูวังหลวง ดังกึกก้องกัมปนาทจนแผ่นดินไหวสะเทือน!
ขบวนราชรถทองคำแท้ขนาดยักษ์ ประดับธงผ้าไหมสีแดงชาดปักลวดลาย ‘มังกรทองห้าเล็บขดหงส์เพลิง’ พุ่งทะยานผ่านประตูวังหลวงต้าซิงเข้ามาอย่างอหังการ ไร้ซึ่งการขออนุญาตหรือเกรงกลัวราชสำนักเจ้าบ้านแม้แต่น้อย!
ทหารมหาจักรวรรดิตะวันออกในชุดเกราะเงินวาววับนับร้อยนาย ยืนแผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นสะกดข่มเหล่าขุนนางต้าซิงจนหน้าซีดเผือด แข้งขาสั่นพั่บๆ ล้มระเนนระนาด
ตึง!
ประตูท้องพระโรงเปิดอ้าออก... ร่างสูงใหญ่ของ ‘ราชทูตชั้นสูงแห่งมหาจักรวรรดิบูรพา’ ก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดยืนกลางโถง สายตาหยิ่งผยองกวาดมองฮ่องเต้ต้าซิงบนบัลลังก์มังกร และชินอ๋องเวินเชียนฟานที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่เบื้องล่าง
“ราชทูตมหาจักรวรรดิตะวันออก...” ฮ่องเต้ต้าซิงทรงปรับสุรเสียงให้ราบเรียบ ทว่าแฝงความตึงเครียด “พวกท่านเดินทางข้ามทวีปมายังต้าซิงอย่างกะทันหันเช่นนี้ มีพระประสงค์อันใดจากองค์มหาจักรพรรดิ?”
ราชทูตกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย่อหยิ่ง คลี่ม้วน ‘เทียบเชิญทองคำแท้ประดับหยกมังกร’ ออกกลางอากาศ!
คลื่นพลังปราณมหาศาลพลันระเบิดสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง!
“เรียนองค์ฮ่องเต้แห่งต้าซิง!” น้ำเสียงของราชทูตดังกังวานโอหัง “มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงมีพระราชโองการ... บัดนี้ถึงวาระจัด ‘งานชุมนุมยอดคนร้อยแคว้น’ ณ มหานครศูนย์กลางมหาทวีป! จึงมีพระบัญชาเทียบเชิญให้ฮ่องเต้ต้าซิง และชินอ๋องเวินเชียนฟาน นำคณะยอดคนเข้าร่วมงานชุมนุม!”
ขุนนางทั่วทั้งโถงส่งเสียงฮือฮาด้วยความหวาดผวา... งานชุมนุมยอดคนร้อยแคว้นคือสมรภูมิตัดสินอำนาจที่มหาจักรวรรดิใช้กลืนกินแคว้นเล็กแคว้นน้อยมานับร้อยปี!
ทว่า ราชทูตกลับยังอ่านข้อความไม่จบ... เขากวาดสายตาคมกริบมาหยุดที่เวินเชียนฟาน ก่อนจะเอ่ยเน้นเสียงหนักแน่นทีละคำ!
“และในเทียบเชิญทองคำฉบับนี้... องค์มหาจักรพรรดิทรงระบุชื่อเป็นกรณีพิเศษ! แคว้นต้าซิง จักต้องนำตัว ‘อนุซูเหมย’ ยอดหญิงผู้มีชื่อเสียงกอบกู้แคว้น ไปร่วมงานชุมนุมร้อยแคว้นนี้ด้วย... ห้ามขาดเป็นอันขาด!”
กริบ...
ท้องพระโรงเงียบสงัดลงจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ!
ฮ่องเต้ต้าซิงพระพักตร์ซีดเผือด... ‘พวกมันรู้เรื่องของซูเหมยแล้ว! มหาจักรวรรดิตั้งใจจะใช้งานชุมนุมนี้เป็นฉากบังหน้า เพื่อบีบบังคับชิงตัวนางกลับไป!’
ยามสาย ณ ศาลาริมน้ำ วังชินอ๋อง
เพล้งงงงงงงง!
จอกชาหยกในมือของเวินเชียนฟาน ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นผุยผงร่วงกราวลงสู่พื้นศาลา!
ใบหน้าคมสันของชินอ๋องมืดครึ้มดุจท้องฟ้าก่อนพายุใหญ่ จิตสังหารอันบ้าคลั่งหมุนวนรอบกายจนผิวน้ำในสระกระเพื่อมเป็นคลื่นรุนแรง
“พวกมันกล้าเอ่ยชื่อนางออกมาตรงๆ...” เวินเชียนฟานเอ่ยเสียงต่ำลึก แววตาลุกโชนด้วยเพลิงอำมหิต “คิดจะใช้ ‘งานชุมนุมยอดคนร้อยแคว้น’ มาบีบให้ข้าส่งมอบยอดดวงใจให้พวกมันอย่างนั้นรึ? ฝันไปเถิด!”
“ท่านอ๋องพะยะค่ะ...” ชางสิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เหงื่อกาฬไหลพราก “ฮ่องเต้ทรงกังวลพระทัยยิ่งนัก หากพวกเราปฏิเสธเทียบเชิญ มหาจักรวรรดิตะวันออกย่อมใช้เป็นข้ออ้างนำกองทัพมังกรข้ามทวีปมาบดขยี้ต้าซิงแน่พะยะค่ะ!”
“ใครบอกว่าข้าจะปฏิเสธ?”
เวินเชียนฟานตวัดสายตาคมกริบขึ้น แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมดุจจอมมารผู้ไม่ยำเกรงต่อสวรรค์
“ข้าจะตอบรับเทียบเชิญ... และข้าจะเป็นผู้นำขบวนพาซูเหมยเดินทางไปยังแดนศูนย์กลางด้วยตนเอง!”
ชินอ๋องคว้ากระบี่ประจำกายขึ้นมาถือไว้ สายตาแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
“ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาว่าพวกมันมีแผนการชั่วร้ายอันใด... แต่หากพวกมันคิดจะใช้กลอุบายพรากนางไปจากข้า ต่อให้ต้องล้างผลาญร้อยแคว้นให้กลายเป็นทะเลเลือด ข้าก็จะไม่มีวันปล่อยมือจากนางเด็ดขาด! ชางสิง... เตรียม ‘เทียบเชิญทองคำ’ ข้าจะไปพบนางที่เรือนท้ายสวนเดี๋ยวนี้!”
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋อง
แสงแดดอุ่นสาดส่องลงบนโต๊ะไม้หินอ่อน...
บรรยากาศที่เรือนท้ายสวนช่างแตกต่างจากท้องพระโรงราวฟ้ากับเหว!
มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งไขว่ห้างเอกเขนก สองมือกำลังแทะเนื้อแกะย่างเสียบไม้อย่างสบายอารมณ์ โดยมีอาชูคอยนั่งพัดวีให้ข้างๆ
ตึง... ตึง...
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงดังขึ้น... เวินเชียนฟานก้าวเข้ามาในลานเรือนพักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สง่างาม และเปี่ยมไปด้วยแววตาเจ็บปวดระคนหวงแหนสุดหัวใจ
ในมือของอ๋องหนุ่มถือ ‘ม้วนเทียบเชิญทองคำแท้ของมหาจักรพรรดิ’ ที่แผ่ไอพลังยุทธ์เรืองรอง
“ท่านอ๋อง!” มะลิเงยหน้าขึ้น ยิ้มแป้นฟันขาว โบกไม้เนื้อแกะทักทาย “มาสายจังเลยค่ะ วันนี้ฉันสั่งให้พี่ๆ เกราะทองย่างเนื้อแกะไว้รอท่านอ๋องตั้งสิบไม้แน่ะ กินด้วยกันไหมคะ?”
เวินเชียนฟานมองรอยยิ้มบริสุทธิ์สดใสของนางแล้วหัวใจกระตุกวูบ... ‘นางช่างไร้เดียงสา ไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าหมายของมหาศึกระดับโลก!’
ชินอ๋องก้าวเข้าไปทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม วางม้วนเทียบเชิญทองคำลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่น แววตาคมกริบทอดมองนางด้วยความเว้าวอนลึกซึ้ง
“ซูเหมย... ยอดดวงใจของข้า” น้ำเสียงของชินอ๋องทุ้มต่ำและหนักแน่นดุจขุนเขา “ฟังข้าให้ดีนะ... บัดนี้ มรสุมลูกใหญ่กำลังจะพัดถล่มเข้ามาในชีวิตของพวกเรา มหาจักรวรรดิตะวันออกส่งเทียบเชิญทองคำนี้มา เพื่อล่อลวงให้เจ้าเดินทางไปยัง ‘งานชุมนุมยอดคนร้อยแคว้น’ ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตราย มียอดฝีมือและขุมกำลังชั่วร้ายที่จ้องจะแย่งชิงตัวเจ้าไปจากข้า...”
เวินเชียนฟานสบตานาง สูดลมหายใจสั่นเครือ
“แต่เจ้าไม่ต้องหวาดกลัวไป... ข้าขอเอาชีวิตและเกียรติยศของพญามัจจุราชเป็นเดิมพัน ข้าจะปกป้องเจ้าด้วยเลือดเนื้อของข้า ต่อให้ต้องทำสงครามข้ามมหาทวีป ข้าก็จะไม่มีวันยอมให้ใครแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ!”
บรรยากาศพลันซาบซึ้ง ตึงเครียด และโรแมนติกดั่งฉากสงครามกอบกู้แผ่นดิน! ชินอ๋องเตรียมใจรอรับหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของนาง...
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องกลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนค







