LOGINยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋อง
กลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!
ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...
บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!
“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”
“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”
เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนคุมเชิงรอบเรือนพักอย่างเข้มงวด
มะลิหันมามองอาชูที่กำลังถือจานดินเผาใบโต ตาโตเป็นประกาย
“อาชู! มาเปิดศึกรอบดึกกันว้อย! ลุยยยย!”
“เจ้าค่ะคุณหนูสาม!” อาชูยิ้มแป้น คว้าหมูสะเต๊ะเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
มะลิไม่รอช้า คว้าไม้หมูสะเต๊ะที่เนื้อหมูติดมันฉ่ำเยิ้ม จ้วงจุ่มลงไปใน ‘ถ้วยน้ำจิ้มสะเต๊ะผสมน้ำมันพริกหม่าล่าสูตรพิเศษ’ จนซอสสีแดงชาดเคลือบหนาเตอะ ก่อนจะยัดเข้าปากแล้วรูดเนื้อหมูออกจากไม้อย่างเมามันดัง จ๊วบ!
“อื้มมมมมมม! อร่อยเหี้ยๆ!” มะลิเคี้ยวเนื้อหมูแก้มตุ่ย โยกหัวไปมาอย่างมีความสุข “หวานมันกะทิ ตัดเลี่ยนด้วยพริกหม่าล่าชาลิ้นเบาๆ เนื้อสะเต๊ะก็นุ่มละมุนลิ้น ฟินระดับห้าดาว!”
ทว่า... ด้วยความที่มะลิเป็นสายกินแบบถอดสมอง และแทะเนื้อย่างอย่างดุเดือดจนไม้สะบัดไปมา...
หยดน้ำมันพริกหม่าล่าสีแดงสดผสมซอสสะเต๊ะข้นคลั่ก จึงหยดแหมะลงไปบน ‘ผิวเนื้อขาวเนียนตรงต้นคอหลังกกหูด้านซ้าย’ ของนางอย่างจัง!
แปะ!
“อุ๊ย... ซอสกระเด็น” มะลิสะดุ้งเล็กน้อย รู้สึกอุ่นวาบที่ต้นคอ
ด้วยความมักง่าย สองมือยังกำไม้สะเต๊ะอยู่ มะลิจึงยก ‘หลังมือขวา’ ขึ้นปาดคราบซอสตรงต้นคอแบบลวกๆ โดยไม่ได้ส่องกระจก!
ทว่า... รอยปาดลวกๆ ด้วยหลังมือของมะลินั้น แทนที่จะเช็ดออกให้สะอาด กลับกลายเป็นการ ‘ปาดเกลี่ยคราบน้ำมันพริกสีแดงชาดแผ่กระจายเป็นห้าแฉก’ พอดิบพอดีเป๊ะ! รูปทรงกลมรีห้ากลีบกระจายรอบจุดศูนย์กลาง มองดูแล้วเหมือน ‘รูปดอกบ๊วยห้ากลีบ’ อันวิจิตรบรรจงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ!
“อื้ม... เช็ดสะอาดละ” มะลิพึมพำกับตัวเองหน้าตาเฉย ทั้งที่คราบซอสหม่าล่าสีแดงยังติดหราอยู่หลังกกหู
หลังจากโซ้ยหมูสะเต๊ะไปเกือบหกสิบไม้ ตามด้วยน้ำเต้าหู้ทรงเครื่องจนพุงกาง หนังท้องของมะลิก็เริ่มตึงเปรี๊ยะ หนังตาก็เริ่มหย่อนยานลงมาทันที
“ง่ำๆ... อาชูเอ๋ย...” มะลิอ้าปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ด “ฉันง่วงจนตาจะปิดแล้วว่ะ เก็บกวาดจานแล้วแกก็ไปนอนเถอะนะ...”
“เจ้าค่ะคุณหนูสาม ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ”
มะลิเดินโซซัดโซเซอุ้ยอ้ายดุจเพนกวินยักษ์ ก้าวข้ามธรณีประตูห้องนอนโซนข้างใน ทิ้งตัวลงนอนแผ่สองสลึงบนเตียงนุ่มๆ ดัง ตุบ!
นางกลิ้งตัวไปมา ดึงผ้าห่มมาคลุมพุง แล้วพลิกตัวนอนตะแคงข้าง หันแผ่นหลังและต้นคอด้านซ้ายไปทางหน้าต่างห้องนอนพอดิบพอดี...
เพียงไม่ถึงสามอึดใจ เสียงกรนแผ่วเบาก็ดังขึ้นสม่ำเสมอ
คร่อกกกก... ฟี้... ง่ำๆ...
มะลินอนหลับปุ๋ย น้ำลายยืดหยดแหมะลงบนหมอนอย่างมีความสุขไร้กังวลใดๆ ในโลกีย์วิสัย!
ยามไฮ่ (ประมาณ 22.00 น.) ณ กิ่งไม้ใหญ่หนาแน่นนอกหน้าต่างห้องนอน
สายลมราตรีพัดผ่านยอดไม้แผ่วเบา... บรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนตกอยู่ในความเงียบสงัดและเย็นยะเยือก
แม้ภายนอกจะดูสงบเงียบ ทว่าบนพื้นดินกลับมีกองทัพทหารเกราะทองคำลาดตระเวนผลัดเปลี่ยนเวรยามกันแน่นหนาถึงสามชั้น ชนิดที่แม้แต่นกกระจอกบินผ่านก็ยังถูกจับจ้อง!
ฟิ้ววววว...
เงาร่างสีเทาหม่นดุจควันไฟ เคลื่อนไหวรวดเร็วปานภูตพราย เหินกายข้ามแนวกำแพง หลบหลีกค่ายกลและสายตาของทหารเกราะทองคำเข้ามาได้อย่างยากลำบาก เลือดตาแทบกระเด็น!
ร่างนั้นทิ้งตัวลงแตะกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้องนอนของมะลิอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งสุ้มเสียง
เขาคือ ‘เยี่ยหาน’ หัวหน้าองครักษ์เงามือหนึ่งแห่งมหาจักรวรรดิตะวันออก!
เยี่ยหานหอบหายใจแผ่วเบา ยื่นมือแตะหน้าอกที่ปวดแปลบจากการใช้วิชาเร้นกายระดับสูงสุด ลอบมองทหารเกราะทองคำเบื้องล่างด้วยแววตาคมกริบ
‘ชินอ๋องเวินเชียนฟาน... รอบคอบและร้ายกาจสมคำร่ำลือ!’ เยี่ยหานคิดในใจด้วยความสะท้าน ‘มันวางกำลังทหารเกราะทองคำและองครักษ์เงาแน่นหนาถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงว่ามันล่วงรู้สถานะที่แท้จริงขององค์หญิงเก้าแล้ว และกำลังพยายามซ่อนองค์หญิงไว้ไม่ให้มหาจักรวรรดิรับตัวกลับไป!’
เยี่ยหานสะบัดความคิดฟุ้งซ่าน แววตาคมดุจพญาเหยี่ยวเพ่งมองไปยังบานหน้าต่างไม้ของห้องนอน
‘คืนนี้... ข้าต้องได้หลักฐานขั้นเด็ดขาด!’
ในบันทึกราชวงศ์แห่งมหาจักรวรรดิบูรพาระบุไว้อย่างชัดแจ้ง:
‘ทารกผู้ถือกำเนิดพร้อมสายเลือดมังกรบรรพกาลศักดิ์สิทธิ์ จะมี “ปานแดงรูปดอกบ๊วยเพลิงเทวะ” ประทับติดกายมาแต่กำเนิด ณ บริเวณต้นคอหลังกกหูด้านซ้าย!’
เยี่ยหานใช้วิชาดัชนีสะกิดรอยต่อของบานหน้าต่างกระดาษเบาๆ บานหน้าต่างแง้มเปิดออกเป็นช่องแคบๆ เพียงหนึ่งนิ้ว...
สายตาของยอดสายลับสแกนผ่านความมืดมิดภายในห้องนอน ตรงดิ่งไปยังร่างของมะลิที่กำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง
และช่างเป็นใจสวรรค์บันดาล! เส้นผมสีดำขลับของนางถูกปัดไปด้านหน้า เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวผ่องตรงต้นคอด้านซ้ายอย่างชัดเจน!
‘ตรงนั้น!’ หัวใจของเยี่ยหานเต้นกระตุกรัวเร็ว
เขาหรี่ตาลง เพ่งมองไปยังจุดหลังกกหู... ทว่า แสงจันทร์ในคืนนี้สลัวเกินไป เมฆหนาบดบังแสงดาว ภายในห้องมืดมิดจนเห็นเพียงรอยเปื้อนสีแดงคล้ำๆ เลือนราง
‘รอยสีแดงนั่น... ใช่ปานแดงศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?’ เยี่ยหานขมวดคิ้วแน่น เหงื่อกาฬเริ่มซึมหน้าผาก ‘ข้าต้องเห็นลวดลายกลีบดอกบ๊วยให้ชัดแจ้ง หากมองผิดพลาด ย่อมส่งผลต่อชะตากรรมของสองมหาทวีป!’
เยี่ยหานเกร็งลมปราณ เตรียมจะใช้วิชาสะกิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นอีกนิด...
ทว่า... ในจังหวะนั้นเอง!
ยามจื่อ (ประมาณ 23.30 น.) – ยมทูตหมายเลข 7 เติมฟิลเตอร์เทวะ
วิ้วววววววววววววว...!!
กระแสลมเย็นเฉียบยะเยือกจากขุมนรกพลันพัดกรรโชกขึ้นภายในห้องนอนอย่างกะทันหัน!
ปัง!
บานประตูตู้เสื้อผ้าเปิดออกอย่างแรง! เงาร่างของ ‘ยมทูตหมายเลข 7’ ในชุดผ้าคลุมสีเทาเข้ม วาร์ปโผล่พรวดออกมาครึ่งตัว ใบหน้าขาวซีดดุจกระดาษไหว้เจ้า เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก!
“สัมผัสได้ถึงคลื่นไอพลังยุทธ์ระดับแปดชั้นฟ้า!” ยมทูตหมายเลข 7 พึมพำละล่ำละลัก สองตากวาดมองไปรอบห้อง
และพริบตาที่สายตาของยมทูตปะทะเข้ากับช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่... ดวงตาสีดำของยมทูตก็สบเข้ากับดวงตาคมกริบของเยี่ยหานที่ซุ่มอยู่บนต้นไม้นอกหน้าต่างพอดีเป๊ะ!
วูบ!
ยมทูตหมายเลข 7 ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ปากอ้าค้างเท่าไข่ห่าน!
‘เชี่ยแล้วววววววววววววววววววววววววว!!’ ยมทูตตะโกนกรีดร้องในหัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง!
‘มีมือสังหารชุดเทาระดับพระกาฬแอบมาส่องแม่หนูมะลิยามดึก! พลังยุทธ์เข้มข้นขนาดนี้ ถ้ามันซัดมีดบินหรือพุ่งเข้ามาปาดคอมะลิตอนหลับ... ยัยหนูมะลิต้องขิตรอบสองคาเตียงนอนแน่ๆ!’
ยมทูตหมายเลข 7 ยกมือทบอก กัดฟันกรอดด้วยความผวาสุดขีด
‘ไม่ได้การเด็ดขาด! ขืนปล่อยให้นางตายในหน้าที่ ข้าโดนท่านพญายมถีบตกกระทะทองแดงแปดแสนปีแน่ๆ! ข้าต้องปกป้องร่างนี้ไว้ด้วยเกียรติของยมทูต!’
ด้วยความลนลานจนขาดสติ ยมทูตหมายเลข 7 จึงยก ‘พัดเวทมนตร์นรก’ ขึ้นสะบัดกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ร่ายเวทมนตร์อารักขาวิญญาณขั้นสูงสุด!
“ม่านเกราะคุ้มกันวิญญาณเพลิงทองแดง... จงสำแดงฤทธิ์!!”
ฟึ่บ! วูบบบบบบบบ!
ลำแสงเวทมนตร์นรกสีทองแดงผสมประกายแสงสีส้มแดง พุ่งวาบออกจากปลายพัด หมายจะพุ่งไปคลุมร่างของมะลิไว้ทั้งตัวเพื่อป้องกันคมดาบ...
ทว่า... จังหวะนรกแตก!
ด้วยความที่ยมทูตตื่นตระหนกจนมือสั่นระริก ลำแสงเวทมนตร์นรกสายนั้น จึงไม่ได้แผ่กว้างเป็นม่านเกราะคลุมทั้งร่าง... แต่มันกลับบีบอัดเป็นลำแสงเส้นเล็กๆ พุ่งตรงดิ่งไปกระทบและเคลือบลงบน ‘คราบซอสหม่าล่ารูปดอกไม้ห้าแฉก’ ตรงต้นคอหลังกกหูของมะลิอย่างแม่นยำระดับไมโครมิลลิเมตร!!
เปรี๊ยะ... ชิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!
อานุภาพของเวทมนตร์นรก ผสานเข้ากับน้ำมันพริกหม่าล่าสีแดงชาดและไขมันสะเต๊ะวาววับ...
ส่งผลให้คราบซอสหม่าล่าบนผิวเนียน พลันเกิดปฏิกิริยาสะท้อนแสงอย่างรุนแรง!
คราบซอสสีแดงชาดนั้น เปล่งประกายแสงสีแดงเพลิงเรืองรองสว่างวาบวาววับ ระยิบระยับดุจกลีบดอกบ๊วยเพลิงสวรรค์! ลวดลายกลีบดอกไม้ห้าแฉกส่องแสงสีทองสลับแดงชาดทะลุผ่านความมืดมิดในห้องนอน สว่างเจิดจ้าดุจอัญมณีมังกรต้องแสงจันทร์!
และภาพอันแสนอัศจรรย์ใจนั้น...
ก็สะท้อนเข้าสู่เบ้าตาของ ‘เยี่ยหาน’ ที่เกาะขอบหน้าต่างอยู่นอกเรือนเต็มๆ สองลูกกะตา!!
กริบ...
ลมหายใจของยอดองครักษ์เงาอันดับหนึ่งแห่งมหาจักรวรรดิตะวันออก สะดุดกึกในทันที!
ร่างกายของเยี่ยหานแข็งทื่อดุจถูกสาปเป็นหินผา ดวงตาคมกริบเบิ่งกว้างจนแทบจะถลนหลุดจากเบ้า! เลือดลมในกายพลันแล่นพล่านตีกลับขึ้นสู่ใบหน้าด้วยความสะพรึงกลัวปนเลื่อมใสถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ!
สมองยอดสายลับเกิดการลัดวงจร ระเบิดตูมตามระดับมหาจักรวาล!
‘ป... ปานแดงรูปดอกบ๊วย... เปล่งแสงเพลิงเทวะเรืองรอง?!’
เยี่ยหานตัวสั่นสะท้านดุจคนจับไข้หัวลม น้ำตาอุ่นๆ พลันเอ่อล้นคลอเบ้า แล้วไหลพรากอาบสองแก้มอย่างไม่อาจหักห้ามได้!
มือทั้งสองข้างที่เคยสังหารคนนับพันโดยไม่สั่นไหว บัดนี้กลับสั่นระริกปานใบไม้ต้องพายุ!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า... บรรพกษัตริย์แห่งมหาจักรวรรดิบูรพาโปรดทรงเป็นพยาน!’ เยี่ยหานทรุดเข่าลงข้างหนึ่งบนกิ่งไม้ใหญ่ ก้มศีรษะลงคำนับไปทางหน้าต่างห้องนอนด้วยความศรัทธาสูงสุดในชีวิต
‘ในบันทึกลับระบุไว้ว่า... หากองค์หญิงเก้าผู้มีสายเลือดมังกรบรรพกาลยังมีชีวิต ยามที่ตกอยู่ในอันตรายหรือมีไอพลังยุทธ์เข้าใกล้ ไอเทวะในสายเลือดจะขับดันให้ปานแดงรูปดอกบ๊วยเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์เพื่อคุ้มครองกาย!’
เยี่ยหานสูดลมหายใจสั่นเครือ น้ำตาแห่งความปีติรินไหลไม่ขาดสาย
‘แสงสีแดงชาดบริสุทธิ์... รูปร่างดอกบ๊วยห้ากลีบไร้ตำหนิ... ชัดแจ้งยิ่งกว่าฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ! นางคือองค์หญิงเก้าแห่งมหาจักรวรรดิตะวันออกอย่างแท้จริง! สายเลือดมังกรบรรพกาลศักดิ์สิทธิ์มิได้สูญสิ้น!’
เยี่ยหานประสานมือคำนับแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
‘ข้าต้องรีบถอนตัวเดี๋ยวนี้! ขืนชักช้า ชินอ๋องอาจจะระดมพลมาปิดล้อม ข้าต้องรีบส่งสาส์นด่วนที่สุดข้ามทวีป กราบทูลมหาจักรพรรดิให้ทรงส่งขบวนเสด็จและคณะราชทูตมารับตัวองค์หญิงกลับคืนสู่บัลลังก์บูรพาอย่างสมพระเกียรติ!’
ฟึ่บ!
เยี่ยหานดีดตัวออกจากกิ่งไม้ ทะยานร่างหายวับไปในม่านราตรีอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ไร้ร่องรอยดุจภูตพราย!
ยามโหย่วค่ำๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้าท่ามกลางความเงียบกริบระดับจักรวาลหยุดหมุน และสายตาตกตะลึงค้างของยอดคนร้อยแคว้นนับหมื่นชีวิต...ฟึ่บ!‘เวินเชียนฟาน’ ยื่นมือหนาอันทรงพลังไปคว้าม้วนพระราชโองการทองคำแท้จากมือราชทูตต้าซิงที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงกมาถือไว้ในมือ ชินอ๋องตวัดสายตาคมกริบดุจพญาอินทรี ก้าวสืบเท้าขึ้นบันไดหยกขาวอย่างสง่างาม ก่อนจะวาดท่อนแขนแกร่งเข้า ‘รวบร่างพองหนาหกเท่าของมะลิ’ เข้ามากอดแนบอกอย่างหวงแหนและแนบแน่นต่อหน้าพระพักตร์มหาจักรพรรดิบูรพา!หมับ!มะลิที่กำลังลูบพุงอิ่มกุ้ง สะดุ้งโหยงเบาๆ ใบหน้าจมหายเข้าไปในแผงอกกว้างอุ่นจัดกลิ่นไม้กฤษณา คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองพระเอกตาปริบๆชินอ๋องเชิดใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นสบสายตากับมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างไม่หวั่นเกรง สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยรายงานหน้าตายด้วยความมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซาน!“ทูลเสด็จพ่อตา...”เปรี๊ยะ!เหมือนมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาลของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพา! พระพักตร์ของมหาจักรพรรดิกึ่งเหวอกึ่งช็อก พระขนง
ยามโหย่วปลายๆ ณ แท่นบูชาศิลาเทวะ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนกริบ... ทั่วทั้งมหาทวีปตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ขอบเขต!กริ๊ง... กริ๊ง... วูบบบบบบบบบบ! ‘ป้ายหยกมังกรทองประจำพระองค์’ ที่มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงพกติดตัวไว้ตลอดสิบแปดปี พลันส่งเสียงกู่ร้องสั่นสะเทือน ตอบรับคลื่นพลังสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง!“ส... สายเลือดมังกรบรรพกาลเก้าเล็บบริสุทธิ์... เก้าชั้นฟ้า?!”มหาจักรพรรดิแห่งบูรพาทรงเบิกพระเนตรกว้างจนแทบหลุดจากเบ้า พระวรกายสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต น้ำพระเนตรเอ่อล้นทะลักไหลพรากอาบสองปราง!พระองค์ก้าวลงจากบัลลังก์ทองคำด้วยพระบาทที่สั่นเทา ก่อนจะทรง ‘ทรุดพระชานุ (คุกเข่า) ลงต่อหน้าธารกำนัลร้อยแคว้น’ ด้วยพระทัยที่แตกสลายระคนตื้นตันใจสุดขีด!ตุบ! ตุบ! ตุบ!พริบตานั้นเอง! เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ ยอดฝีมือจากร้อยแคว้นนับหมื่นคน รวมถึงทหารเกราะเงินทั่วทั้งตำหนัก... ต่างพากันเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบราบไปกับพื้นดิน ตัวสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องพายุต่อหน้าบารมีแห่ง
ยามโหย่วปลายๆ (ประมาณ 18.00 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนความเงียบสงัดระดับป่าช้าโบราณเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงเสวยศิลาหยกขาว...เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อกาฬของบรรดาแม่ทัพร้อยแคว้นหยดลงกระทบพื้นผ้าไหม!สายตานับหมื่นคู่จับจ้องไปยังโต๊ะเสวยของ ‘มหาจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์แดนประจิม’ ที่บัดนี้ทั้งโต๊ะหยก อาหารเลิศรส จานชามทองคำ และร่างของ ‘เซวียนหยวนหลิง’ (องค์หญิงสามแห่งแดนประจิม) ได้กลายสภาพเป็น ‘ก้อนน้ำแข็งยักษ์’ สีฟ้าครามขาวโพลนไปเรียบร้อยแล้ว! องค์หญิงผู้เย่อหยิ่งนั่งแข็งทื่อ ขนคิ้วและเส้นผมจับตัวเป็นเกล็ดหิมะ ปากสั่นงันงกพั่บๆๆๆ ดุจตุ๊กตาหิมะจำแลงคาเก้าอี้เสวย!ทั่วทั้งโถงจัดเลี้ยง... บรรดาเชื้อพระวงศ์และยอดฝีมือระดับแปดและเก้าชั้นฟ้าต่างลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!สมองของยอดคนร้อยแคว้นเริ่มเกิดการลัดวงจร Short-Circuit ระเบิดตูมตามระดับเก้าสิบเก้าชั้นฟ้าทันที!‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ แม่ทัพใหญ่แห่งมหาอาณาจักรแดนใต้เหงื่อกาฬไหลพราก ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า ‘นางถูกล
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงเสวยใหญ่ ตำหนักเก้าชั้นฟ้า มหานครเทียนหยวนตึงงงงงงงงง!เสียงระฆังทองสัมฤทธิ์เก้าใบดังสะท้อนกังวานก้องไปทั่วทั้งตำหนักศิลาหยกขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา ลอยทะลุผ่านม่านเมฆาสีทองยามอาทิตย์อัสดง!โถงเสวยใหญ่แห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าถูกสร้างขึ้นจากศิลาหยกขาวแกะสลักลวดลายเมฆาและมังกรทอง เสาหินปิดทองคำแท้ตระหง่านเสียดฟ้านับร้อยต้น โต๊ะเสวยยาวเหยียดปูลาดด้วยผ้าไหมแพรพรรณสีแดงชาด เครื่องเคลือบปิดทองคำแท้จัดวางอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารหายากพันปีลอยตลบอบอวลประหนึ่งวิมานสวรรค์จุติทว่า... สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ในโถงจัดเลี้ยง คือ ‘ผังที่นั่งแถวหน้าสุด’!ผลพวงจากการระเบิดคลื่นพลังสะท้อนกลับสยบยอดฝีมือหน้าประตูเมืองหยกขาวเมื่อบ่ายแก่ๆ... ส่งผลให้คณะทูตแห่งแคว้นต้าซิง ได้รับเกียรติสูงสุดให้นั่งใน "ตำแหน่งแถวหน้าสุดระดับ Super VIP" ติดกับแท่นเสวยของมหาจักรพรรดิแห่งบูรพาอย่างสง่างาม!เชื้อพระวงศ์ แม่ทัพใหญ่ และตัวแทนจากร้อยแคว้นที่นั่งอยู่แถวหลัง ต่างพากันมองตรงมายังโต๊ะเสวยของต้าซิงด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรงระ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ







