LOGIN“เจ้าถามข้า ข้าก็ตอบ…แต่ไม่ได้รับปากว่าจะมอบเนื้อเพลงที่ข้าแต่งขึ้นมาเองให้กับเจ้า ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อน”
สตรีทั้งสองจูงมือกันเดินออกไปนอกสำนักศึกษา ที่มีรถม้าจอดรออยู่ และในเวลานั้นเอง...สำนักศึกษาชายที่อยู่ข้างกันก็ได้เปิดประตูพอดี ทำให้มีชายหนุ่มมากมายก้าวออกมาด้านนอก รวมถึงพี่ชายของหลินเสวี่ยถง นามหลินจื่ออี้ ที่ยามนี้ เดินมาพร้อมสหายอีกสองคน “พี่รอง!...” หญิงสาวเอ่ยเรียกพี่ชายเสียงแผ่ว ดวงตาแดงก่ำราวกระต่ายน้อย และท่าทางน้อยใจของนาง ทำผู้เป็นพี่ชายปวดใจ เพราะคิดว่านางกำลังถูกผู้อื่นรังแก “น้องเล็ก เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า” “พี่รอง! ข้า…เปล่า” ชายหนุ่มตวัดสายตาไปยังสองสตรีที่กำลังยืนทำหน้างงอยู่ตรงนั้น พร้อมกับชี้นิ้วมายังพวกนางด้วยท่าทีเดือดดาล “พวกนางรังแกเจ้าหรือ!!” “เจ้าพูดอะไร ปากหรือนั้น ถ้ามีแล้วพูดแต่เรื่องไร้สาระ เช่นนั้นก็เอามาใช้แทนกระโถนฉี่เถอะ” ว่านหนิงอวิ๋นเองก็ไม่คิดยอมแพ้ พวกตนอยู่เฉยๆ กลับตกเป็นจำเลยเสียอย่างนั้น “เจ้า! ว่านหนิงอวิ๋น!” “อะไร! ทำไม! หรือพวกเจ้าต้องการทำร้ายสตรี หลินเสวี่ยถง เจ้ามีพี่ชายคนเดียวหรือ รอข้าไปตามพี่ชายของเราสองคนมาก่อน ดูว่าใครจะแน่กว่ากัน” หญิงสาวเอ่ยข่มขู่ เมื่อเอ่ยถึงพี่ชายของพวกนาง ใครๆ ต่างก็ต้องย่อมนึกถึง เซี่ยชิงสือและว่านอวิ๋นเซียว สองบุรุษที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง และยังเป็นอันดับหนึ่งตีคู่กันมาในสำนักศึกษาชาย อีกทั้งพวกเขายังเก่งทั้งบุ๋นแลบู๊ “พี่รองปล่อยไปเถอะ ข้าไม่เป็นอะไร” หลินเสวี่ยถงเห็นว่าเรื่องราวกำลังจะบานปลาย จึงเอ่ยทัดทานพี่ชายของตน และหากให้เหล่าพี่ชายของพวกนางรู้ว่า...พี่รองของตนกำลังหาเรื่องน้องสาวพวกเขา วันนี้ได้เกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่ ทว่า...ในระหว่างที่สองฝ่ายกำลังดึงดันไม่ยอมให้อีกฝ่ายจากไป ใครคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้น “เกิดอะไรขึ้น! ถงเอ๋อเจ้าเป็นอะไรไป ไยถึงร้องไห้” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีเงินปักดิ้นลายนกกระเรียน ก้าวเข้าหาคนกลุ่มนั้นด้วยท่าทีสุขุม ทว่าเมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำราวกับกระต่ายน้อยของหญิงงาม ความสุขุมพลันแปรเปลี่ยนเป็นโทสะ “ตวนอ๋อง!!!” หญิงสาวอุทานเสียงเบา บัดนั้นเองน้ำตาที่ถูกข่มกลั้น พลันพังทลายราวกับทำนบแตก นางโผเข้าหาชายหนุ่มด้วยท่าทางน้อยใจ ราวกับตนเองได้รับความอยุติธรรมเสียหนักหนา ทั้งที่อีกฝ่ายก็เป็นสตรีเพียงสองนางเท่านั้น “ฮึก! ฮึก! หม่อมฉันมิได้เป็นอะไรเพคะ เพียงแต่...” ดวงตาแดงก่ำเหลือบมองไปยัง เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น “เป็นเจ้าอีกแล้ว!...ถงเอ๋อ นางรังแกเจ้าอีกแล้วใช่หรือไม่” ไม่สืบหาเรื่องราว แต่กลับผลักความผิดไปยังคนที่ตนไม่ชอบ นี่เขา...ช่างลำเอียงโดยแท้ ข้าเคยชอบคนเช่นนี้ได้อย่างไร ช่างโง่เขลานัก เซี่ยหรงเหยาหลับตาลงด้วยความสมเพชตนเอง แม้จะรู้สึกชาหนึบในหัวใจที่ถูกหมางเมินทั้งสองชาติ ทว่านางได้ตัดสินใจแล้วว่า จากนี้ไป...จะหลีกเลี่ยงคนทั้งสองคน ไม่ขอเกี่ยวพันและต้องรีบตัดใจเสียโดยเร็ว เสียงลมหายใจหนักๆ ถูกพ่นออกมา นางเบื่อหน่ายจะมองการแสดงที่เสแสร้งของพวกเขา จึงดึงมือว่านหนิงอวิ๋นเพื่อจากไป ทว่ากลับถูกเสียงจากด้านหลังตวาดเข้าใส่ “หยุดนะ! เซี่ยหรงเหยา! ข้าอนุญาตให้เจ้าไปตั้งแต่เมื่อใด” หญิงสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาช้าๆ ดวงตางามเย็นชาไม่เหลือแม้เยื่อใย หรือความอบอุ่นต่ออีกฝ่าย ทำชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆ ในอก “ทำไมหรือตวนอ๋อง...ถนนหน้าสำนักศึกษาเป็นของท่าน หรือท่านเป็นเจ้าของเป่ยหมิง จึงสามารถออกคำสั่งให้ใครไปไหนมาไหนก็ได้” คำพูดนั้นทำทุกคนต่างชะงักงัน และมองใบหน้างามด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “เจ้า! ข้าเอ่ยเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด” คำกล่าวหานี้ใหญ่หลวงนัก หากเขายอมรับ นั่นก็หมายความว่า...มีจิตคิดกบฏ หากไม่ยอมรับก็เป็นเขาที่ไร้เหตุผล ไม่ว่าตอบคำใดเขาก็ตกเป็นฝ่ายผิดทั้งสิ้น ตั้งแต่เมื่อใดที่หญิงโง่ผู้นี้ พูดจา..มีเหตุมีผลได้เช่นนี้ ชายหนุ่มมองมาด้วยสายตาครุ่นคิด “เช่นนั้นก็ไม่ใช่...แล้วท่านเอาความกล้าที่ใดมากักขังหน่วงเหนี่ยวเราสองคน เห็นที...เข้าเฝ้าพรุ่งนี้ ข้าคงต้องขอให้ท่านปู่และท่านแม่ทัพว่าน ถวายฎีกาต่อฝ่าบาท ตกลงแผ่นดินนี้เป็นของผู้ใดกันแน่ ถึงได้ทำให้ตวนอ๋องทำตัวกร่าง ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้” คำพูดของนางเฉียบคมนัก ทำเอาคนเหล่านั้นอึ้งไปตามๆ กัน ไม่คิดว่าคนโง่ที่เอาแต่วิ่งตามบุรุษทั้งวันอย่างนาง จะสามารถเอ่ยคำเหล่านี้ออกมาได้ “แปะ! แปะ! แปะ! ดูท่าทางน้องสาวของข้าคงหูตาสว่างแล้ว” ชายหนุ่มหน้าหยกรูปร่างสูงโปร่ง มีใบหน้าละม้ายเซี่ยหรงเหยาหลายส่วน ก้าวเข้ามาขวางคนทั้งสอง พร้อมเผชิญหน้ากับมู่หรงจ้านอย่างไม่เกรงกลัว ด้านหลังตามมาด้วยชายหนุ่มอีกสองคนคือ ว่านอวิ๋นเซียว พี่ชายคนรองของว่านหนิงอวิ๋น และชายหนุ่มที่สวมหน้ากากที่ให้ความรู้สึกลึกลับอย่างบอกไม่ถูก “พี่ห้า! นางแกล้งเราสองคน” เมื่อมีกองหนุน ท่าทีขู่ฟ่อของว่านหนิงอวิ๋นก็พลันเปลี่ยนไป นางรีบวิ่งไปเกาะแขนพี่ชาย พร้อมกับชี้ไปยังกลุ่มของหลินเสวี่ยถง ว่านหนิงอวิ๋นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพว่าน นางเป็นดั่งไข่มุกที่ถูกคนทั้งจวนประคองเอาไว้ในมือ แม้จะดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทำตัวเป็นอันธพาลคู่กับเซี่ยหรงเหยา แต่พวกนางสองคนก็ไม่เคยรังแกชาวบ้านผู้อ่อนแอ “เจ้า! พูดดีดีนะ! ใครรังแกเจ้ากัน...เราแค่บังเอิญพบกันที่หน้าสำนักศึกษาเท่านั้น อย่าได้กล่าวหาคนดี” หลินจื่ออี้รีบเอ่ยแก้ตัวอย่างลนลาน หลินเสวี่ยถงโมโหในความขี้ขลาดของพี่ชาย ทั้งที่พวกเขาอายุเท่ากัน เหตุใดพี่ชายของเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นถึงได้เหนือกว่า “คุณชายเซี่ย คุณชายว่าน เป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น เรามิได้ขวางนางสองคน” หลินเสวี่ยถงเอ่ยเสียงเบา ท่าทางน้อยอกน้อยใจทำมู่หรงจ้านเจ็บปวดในอก ราวกับคนรักของตนถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก “ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรอก เรากำลังขวางนางจริงๆ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น ส่วนตัวก็ไม่ชอบคนเหล่านี้อยู่แล้ว อาศัยอำนาจจากตระกูลทำตัวสูงส่ง ไม่เห็นหัวเชื้อพระวงศ์อย่างพวกเขา “ตวนอ๋องเพคะ...” หลินเสวี่ยถงดึงชายแขนเสื้อของชายหนุ่มเพื่อห้ามปราม “อ้อ...เช่นนั้นก็หมายความว่า ตวนอ๋องกำลังใช้อำนาจเพื่อบีบบังคับน้องสาวของกระหม่อมอย่างนั้นหรือ” เซี่ยชิงสือเอ่ยถามเสียงต่ำ “ถ้าใช่แล้วจะทำไม” มู่หรงจ้านที่อายุมากกว่า ไม่กลัวต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้ ทว่า...เสียงหนึ่งกลับดังขัดขึ้น “ไม่คิดว่าน้องสี่จะกล้าหาญเช่นนี้ กลางถนนใช้อำนาจของราชวงศ์ข่มเหงผู้อื่น ทำเปิ่นไท่จื่อเปิดหูเปิดตาแล้ว”“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง







