Masuk“เจ้าถามข้า ข้าก็ตอบ…แต่ไม่ได้รับปากว่าจะมอบเนื้อเพลงที่ข้าแต่งขึ้นมาเองให้กับเจ้า ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อน”
สตรีทั้งสองจูงมือกันเดินออกไปนอกสำนักศึกษา ที่มีรถม้าจอดรออยู่ และในเวลานั้นเอง...สำนักศึกษาชายที่อยู่ข้างกันก็ได้เปิดประตูพอดี ทำให้มีชายหนุ่มมากมายก้าวออกมาด้านนอก รวมถึงพี่ชายของหลินเสวี่ยถง นามหลินจื่ออี้ ที่ยามนี้ เดินมาพร้อมสหายอีกสองคน “พี่รอง!...” หญิงสาวเอ่ยเรียกพี่ชายเสียงแผ่ว ดวงตาแดงก่ำราวกระต่ายน้อย และท่าทางน้อยใจของนาง ทำผู้เป็นพี่ชายปวดใจ เพราะคิดว่านางกำลังถูกผู้อื่นรังแก “น้องเล็ก เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า” “พี่รอง! ข้า…เปล่า” ชายหนุ่มตวัดสายตาไปยังสองสตรีที่กำลังยืนทำหน้างงอยู่ตรงนั้น พร้อมกับชี้นิ้วมายังพวกนางด้วยท่าทีเดือดดาล “พวกนางรังแกเจ้าหรือ!!” “เจ้าพูดอะไร ปากหรือนั้น ถ้ามีแล้วพูดแต่เรื่องไร้สาระ เช่นนั้นก็เอามาใช้แทนกระโถนฉี่เถอะ” ว่านหนิงอวิ๋นเองก็ไม่คิดยอมแพ้ พวกตนอยู่เฉยๆ กลับตกเป็นจำเลยเสียอย่างนั้น “เจ้า! ว่านหนิงอวิ๋น!” “อะไร! ทำไม! หรือพวกเจ้าต้องการทำร้ายสตรี หลินเสวี่ยถง เจ้ามีพี่ชายคนเดียวหรือ รอข้าไปตามพี่ชายของเราสองคนมาก่อน ดูว่าใครจะแน่กว่ากัน” หญิงสาวเอ่ยข่มขู่ เมื่อเอ่ยถึงพี่ชายของพวกนาง ใครๆ ต่างก็ต้องย่อมนึกถึง เซี่ยชิงสือและว่านอวิ๋นเซียว สองบุรุษที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง และยังเป็นอันดับหนึ่งตีคู่กันมาในสำนักศึกษาชาย อีกทั้งพวกเขายังเก่งทั้งบุ๋นแลบู๊ “พี่รองปล่อยไปเถอะ ข้าไม่เป็นอะไร” หลินเสวี่ยถงเห็นว่าเรื่องราวกำลังจะบานปลาย จึงเอ่ยทัดทานพี่ชายของตน และหากให้เหล่าพี่ชายของพวกนางรู้ว่า...พี่รองของตนกำลังหาเรื่องน้องสาวพวกเขา วันนี้ได้เกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่ ทว่า...ในระหว่างที่สองฝ่ายกำลังดึงดันไม่ยอมให้อีกฝ่ายจากไป ใครคนหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้น “เกิดอะไรขึ้น! ถงเอ๋อเจ้าเป็นอะไรไป ไยถึงร้องไห้” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีเงินปักดิ้นลายนกกระเรียน ก้าวเข้าหาคนกลุ่มนั้นด้วยท่าทีสุขุม ทว่าเมื่อเห็นดวงตาที่แดงก่ำราวกับกระต่ายน้อยของหญิงงาม ความสุขุมพลันแปรเปลี่ยนเป็นโทสะ “ตวนอ๋อง!!!” หญิงสาวอุทานเสียงเบา บัดนั้นเองน้ำตาที่ถูกข่มกลั้น พลันพังทลายราวกับทำนบแตก นางโผเข้าหาชายหนุ่มด้วยท่าทางน้อยใจ ราวกับตนเองได้รับความอยุติธรรมเสียหนักหนา ทั้งที่อีกฝ่ายก็เป็นสตรีเพียงสองนางเท่านั้น “ฮึก! ฮึก! หม่อมฉันมิได้เป็นอะไรเพคะ เพียงแต่...” ดวงตาแดงก่ำเหลือบมองไปยัง เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋น “เป็นเจ้าอีกแล้ว!...ถงเอ๋อ นางรังแกเจ้าอีกแล้วใช่หรือไม่” ไม่สืบหาเรื่องราว แต่กลับผลักความผิดไปยังคนที่ตนไม่ชอบ นี่เขา...ช่างลำเอียงโดยแท้ ข้าเคยชอบคนเช่นนี้ได้อย่างไร ช่างโง่เขลานัก เซี่ยหรงเหยาหลับตาลงด้วยความสมเพชตนเอง แม้จะรู้สึกชาหนึบในหัวใจที่ถูกหมางเมินทั้งสองชาติ ทว่านางได้ตัดสินใจแล้วว่า จากนี้ไป...จะหลีกเลี่ยงคนทั้งสองคน ไม่ขอเกี่ยวพันและต้องรีบตัดใจเสียโดยเร็ว เสียงลมหายใจหนักๆ ถูกพ่นออกมา นางเบื่อหน่ายจะมองการแสดงที่เสแสร้งของพวกเขา จึงดึงมือว่านหนิงอวิ๋นเพื่อจากไป ทว่ากลับถูกเสียงจากด้านหลังตวาดเข้าใส่ “หยุดนะ! เซี่ยหรงเหยา! ข้าอนุญาตให้เจ้าไปตั้งแต่เมื่อใด” หญิงสาวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาช้าๆ ดวงตางามเย็นชาไม่เหลือแม้เยื่อใย หรือความอบอุ่นต่ออีกฝ่าย ทำชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆ ในอก “ทำไมหรือตวนอ๋อง...ถนนหน้าสำนักศึกษาเป็นของท่าน หรือท่านเป็นเจ้าของเป่ยหมิง จึงสามารถออกคำสั่งให้ใครไปไหนมาไหนก็ได้” คำพูดนั้นทำทุกคนต่างชะงักงัน และมองใบหน้างามด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “เจ้า! ข้าเอ่ยเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด” คำกล่าวหานี้ใหญ่หลวงนัก หากเขายอมรับ นั่นก็หมายความว่า...มีจิตคิดกบฏ หากไม่ยอมรับก็เป็นเขาที่ไร้เหตุผล ไม่ว่าตอบคำใดเขาก็ตกเป็นฝ่ายผิดทั้งสิ้น ตั้งแต่เมื่อใดที่หญิงโง่ผู้นี้ พูดจา..มีเหตุมีผลได้เช่นนี้ ชายหนุ่มมองมาด้วยสายตาครุ่นคิด “เช่นนั้นก็ไม่ใช่...แล้วท่านเอาความกล้าที่ใดมากักขังหน่วงเหนี่ยวเราสองคน เห็นที...เข้าเฝ้าพรุ่งนี้ ข้าคงต้องขอให้ท่านปู่และท่านแม่ทัพว่าน ถวายฎีกาต่อฝ่าบาท ตกลงแผ่นดินนี้เป็นของผู้ใดกันแน่ ถึงได้ทำให้ตวนอ๋องทำตัวกร่าง ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้” คำพูดของนางเฉียบคมนัก ทำเอาคนเหล่านั้นอึ้งไปตามๆ กัน ไม่คิดว่าคนโง่ที่เอาแต่วิ่งตามบุรุษทั้งวันอย่างนาง จะสามารถเอ่ยคำเหล่านี้ออกมาได้ “แปะ! แปะ! แปะ! ดูท่าทางน้องสาวของข้าคงหูตาสว่างแล้ว” ชายหนุ่มหน้าหยกรูปร่างสูงโปร่ง มีใบหน้าละม้ายเซี่ยหรงเหยาหลายส่วน ก้าวเข้ามาขวางคนทั้งสอง พร้อมเผชิญหน้ากับมู่หรงจ้านอย่างไม่เกรงกลัว ด้านหลังตามมาด้วยชายหนุ่มอีกสองคนคือ ว่านอวิ๋นเซียว พี่ชายคนรองของว่านหนิงอวิ๋น และชายหนุ่มที่สวมหน้ากากที่ให้ความรู้สึกลึกลับอย่างบอกไม่ถูก “พี่ห้า! นางแกล้งเราสองคน” เมื่อมีกองหนุน ท่าทีขู่ฟ่อของว่านหนิงอวิ๋นก็พลันเปลี่ยนไป นางรีบวิ่งไปเกาะแขนพี่ชาย พร้อมกับชี้ไปยังกลุ่มของหลินเสวี่ยถง ว่านหนิงอวิ๋นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพว่าน นางเป็นดั่งไข่มุกที่ถูกคนทั้งจวนประคองเอาไว้ในมือ แม้จะดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทำตัวเป็นอันธพาลคู่กับเซี่ยหรงเหยา แต่พวกนางสองคนก็ไม่เคยรังแกชาวบ้านผู้อ่อนแอ “เจ้า! พูดดีดีนะ! ใครรังแกเจ้ากัน...เราแค่บังเอิญพบกันที่หน้าสำนักศึกษาเท่านั้น อย่าได้กล่าวหาคนดี” หลินจื่ออี้รีบเอ่ยแก้ตัวอย่างลนลาน หลินเสวี่ยถงโมโหในความขี้ขลาดของพี่ชาย ทั้งที่พวกเขาอายุเท่ากัน เหตุใดพี่ชายของเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นถึงได้เหนือกว่า “คุณชายเซี่ย คุณชายว่าน เป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น เรามิได้ขวางนางสองคน” หลินเสวี่ยถงเอ่ยเสียงเบา ท่าทางน้อยอกน้อยใจทำมู่หรงจ้านเจ็บปวดในอก ราวกับคนรักของตนถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งรังแก “ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรอก เรากำลังขวางนางจริงๆ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น ส่วนตัวก็ไม่ชอบคนเหล่านี้อยู่แล้ว อาศัยอำนาจจากตระกูลทำตัวสูงส่ง ไม่เห็นหัวเชื้อพระวงศ์อย่างพวกเขา “ตวนอ๋องเพคะ...” หลินเสวี่ยถงดึงชายแขนเสื้อของชายหนุ่มเพื่อห้ามปราม “อ้อ...เช่นนั้นก็หมายความว่า ตวนอ๋องกำลังใช้อำนาจเพื่อบีบบังคับน้องสาวของกระหม่อมอย่างนั้นหรือ” เซี่ยชิงสือเอ่ยถามเสียงต่ำ “ถ้าใช่แล้วจะทำไม” มู่หรงจ้านที่อายุมากกว่า ไม่กลัวต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้ ทว่า...เสียงหนึ่งกลับดังขัดขึ้น “ไม่คิดว่าน้องสี่จะกล้าหาญเช่นนี้ กลางถนนใช้อำนาจของราชวงศ์ข่มเหงผู้อื่น ทำเปิ่นไท่จื่อเปิดหูเปิดตาแล้ว”“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







