LOGINซือหลินมุดตัวลงใต้ผ้าห่มแพรเนื้อนุ่ม ภาวนาในใจอย่างมีความหวัง ถึงแม้จิตสำนึกกว่าครึ่งจะเชื่อแล้วว่าตัวเองตาย และมาเกิดใหม่ในร่างของน้องพระเอกที่มีอาการเสียสติตั้งแต่เด็ก
ถึงกระนั้นนางก็ยังกล่าวปลอบใจตนเอง ‘นี่คือความฝัน ซือหลิน... พรุ่งนี้เธอจะตื่นขึ้นมาในห้องเช่าที่ปักกิ่ง แล้วไปฉลองรับปริญญากับเพื่อน ๆ นี่คืออาการหลอนจากการขาดออกซิเจนตอนตกน้ำเท่านั้น...’ สติของเธอค่อย ๆ ดับวูบด้วยความอ่อนเพลียของร่างกายที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมา สามชั่วยามต่อมา… เวลาได้ล่วงเลยจนแสงแดดที่เคยส่องจ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนรำไร ร่างอรชรที่หลับไปนานก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่นางทำคือการกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างมีความหวัง แต่แล้วใจดวงน้อยก็ร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อภาพตรงหน้ายังคงเดิมไม่มีสิ่งใดต่างออกไปเลย ม่านมุ้งสีชมพูกลีบบัวเครื่องเรือนไม้สลักลายโบราณ กลิ่นกำยานทุกอย่างล้วนแต่ยังอยู่ครบ รวมถึงร่างของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายเจ้าของร่าง ซึ่งเขากำลังนั่งก้มหน้าสัปหงกอยู่ข้างเตียง เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความฝันจริง ๆ ด้วย ความตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอตายแล้วจริง ๆ และที่นี่คือโลกหลังความตาย โลกใหม่ที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่นับจากนี้ ซือหลินได้แต่นอนนิ่ง ก่อนจะหันมามองคนที่หลับอยู่ข้างเตียงอีกครั้ง ซึ่งบัดนี้นางควรต้องเรียกเขาพี่ชาย “คุณชายรอง คุณหนูสี่ตื่นแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงรีบรายงาน หยวนซีงัวเงียหันมามองน้องสาวในทันที “เหมยเหมยเจ้ารู้สึกตัวแล้ว ดีจังเลย เจ้าหลับไปนานมากเลยรู้หรือไม่” เขายื่นมือออกมา หมายจะประคองนางเหมือนที่เคยทำ ทว่าสายตาของน้องสาวที่จ้องมา กลับทำเขาต้องถดมือกลับพร้อมกับยิ้มบาง “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือไม่ ท่านหมอบอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว แต่พี่รองว่าเจ้าดูเพลีย ๆ อยู่นะ เจ็บตรงไหนบอกพี่รองมาเถิด พี่รองจะได้ตามหมอมารักษาเจ้าอีก” ซือหลินมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า พลางปลื้มปริ่มในใจ นางเกิดมาเป็นลูกคนเดียว ซ้ำพ่อแม่ก็แยกทางกัน ดีที่พวกเขายังส่งเสียให้นางได้เรียนตามที่ต้องการ ไม่งั้นคงไม่จบหมอ แต่เรียนจบแล้วก็ดันมาตายเสียนี่ ช่างน่าอนาถนัก “ข้าสบายดี เอ่อ…เจ้าค่ะ” นางพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับยุคสมัย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ใช่ว่าจะง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ นิยายแนวนี้นางก็เพิ่งจะอ่านไปได้แค่สามเล่มเอง แต่ละเรื่องขนบธรรมเนียมก็ต่างกัน ส่วนเรื่องนี้ก็ยังอ่านไปไม่ถึงไหน ไม่รู้เนื้อหาและการดำเนินเรื่องจะเป็นยังไง แต่ที่นางรู้แน่ ๆ คือ เจ้าของร่างนี้ ไม่ได้ตกน้ำเองอย่างที่ทุกคนคิด เฉินซือเหมย ถูกใครบางคนผลักตกน้ำตามบทที่ต้องตาย ซึ่งมันเป็นฉากสุดท้ายที่นางอ่านค้างไว้ ก่อนไปรับปริญญา แล้วใครกัน? ที่คิดเอาชีวิตคนเสียสติเช่นคุณหนูสี่ผู้นี้ และจากที่อ่านมานั้น เฉินซือเหมย นางเสียสติเพราะเจอเรื่องร้ายแรงในตอนเด็ก เลยทำให้กลายเป็นคนบ้าที่พูดคนเดียว บางคราคิดว่าจะมีคนมาทำร้าย ที่สำคัญคือกลัวเลือดเอามาก ๆ “เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดี หิวแล้วใช่หรือไม่ พี่สั่งคนต้มโจ๊กใส่ถั่วแดงของโปรดเจ้าไว้แล้ว ลุกขึ้นมากินหน่อยนะ” “เจ้าค่ะ” นางตอบรับอย่างว่าง่าย ซึ่งมันแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ในสายตาของทุกคนที่เคยเห็นนางมักเอาแต่ใจ ซ้ำยังขี้โวยวาย และชอบพูดจาไปเรื่อย ไม่เว้นแม้แต่กับเก้าอี้ ต้นไม้หรือสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่ผ่านตามาให้เห็น ทว่ายามนี้ นางกลับดูมีสติและยังเชื่อฟังดี ‘ไยน้องสี่ถึงได้ดูปกติขึ้น หรือเพราะตกน้ำเลยทำให้นางหวาดกลัวจนกลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายไป’ หยวนซีนึกในใจ พลางเดินขนาบข้างพานางมาที่โต๊ะกลางห้อง สายตาก็จับจ้องน้องสาวอย่างคนระมัดระวัง ยิ่งซือเหมยนิ่งยิ่งอันตราย ด้านคนที่เพิ่งเกิดใหม่ ก็กำลังพยายามรักษากิริยาไม่ให้ถูกจับผิด โดยที่นางก็ไม่รู้เลยว่าการกระทำที่ดูปกติของตนเองนั่นแหละ คือจุดเด่นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องในยามนี้ คนเสียสติ กลายเป็นคนสงบนิ่ง ใครเห็นก็ต้องฉงนทั้งนั้น ในขณะที่หยวนซีกำลังจะยอบกายนั่งตามน้องสาว คนสนิทก็ส่งสัญญาณด้วยเสียงผิวปาก ทำให้ร่างสูงต้องชะงักแล้วเหยียดตัวตรง “เจ้ากินไปนะ พี่รองจะออกไปทำธุระประเดี๋ยวจะกลับมา” “เจ้าค่ะ” นางตอบรับเสียงพร่าเบา ก่อนจะหันมาสนใจถ้วยข้าวที่วางอยู่ตรงหน้า ซึ่งมีควันหอมลอยขึ้นมา กระทั่งกินเสร็จพี่ชายที่เดินออกไปก็ยังไม่กลับมา ทว่านางหาได้ใส่ใจเขาไม่ ซือหลินในร่างของหญิงสาวที่มีใบหน้างดงาม กลับสั่งสาวใช้ให้เตรียมน้ำอาบ เพราะนางรู้สึกเหนียวตัวจะแย่ ซึ่งตามปกติแล้ว คุณหนูสี่ผู้นี้ นอกจากจะเสียสติแล้ว นางยังไม่ชอบเข้าใกล้น้ำด้วย เวลาอาบก็จะให้สาวใช้ตักอาบให้เท่านั้น แต่วันนี้นางกลับสั่งให้ตักน้ำใส่อ่างเพราะต้องการลงแช่น้ำ ซึ่งคำสั่งนี้ มันไม่เคยมีเลยนับตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อสิบสามปีก่อน ซือหลินมองร่างอรชรที่ไร้อาภรณ์ปกปิด พลางยิ้มกริ่มอย่างปลื้มปีติ “ถึงเธอจะเป็นคนเสียสติ แต่หน้าตาและรูปร่างเธอถือว่าเลิศเป็นอันดับหนึ่งเลยนะซือเหมย” นางพึมพำกล่าวชมเจ้าของร่าง พลางยกมือขึ้นมาลูบตามเนื้อตัวที่ดูผุดผ่องและเนียนนุ่มมาก “คุณหนู ท่านจะไม่ให้เราอยู่ช่วยจริง ๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ซึ่งทั้งสองยืนอยู่ด้านนอกตามคำสั่ง “ไม่ต้อง แค่อาบน้ำเอง รอข้าใส่เสื้อผ้าแล้วค่อยเข้ามา” เพราะไม่คุ้นชินกับการเปลื้องผ้าต่อหน้าคน ซือหลินจึงรีบปฏิเสธ “ใครจะบ้าแก้ผ้าให้คนอื่นดู ถึงสองคนนี้จะเคยเห็นก็เถอะ” นางพึมพำก่อนจะหันมาสนใจรูปร่างเย้ายวนของตนต่อ ปากก็พร่ำไปเรื่อย “ดีจังที่ได้มาอยู่ในร่างคุณหนูสี่ เสียก็แค่สติไม่ดี แต่เอ๋… แบบนี้ถ้าเราทำอะไรผิดก็ไม่มีใครถือสาไม่ใช่เหรอ เพราะว่าเราบ้าไง” พูดกับตัวเองแล้ว ซือหลินก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับรีบเอ่ยกับสาวใช้ทั้งสองว่า “พวกเจ้าต้องดูแลคุณหนูสี่ให้ดี ข้าว่านางน่าจะอาการหนักกว่าแต่ก่อนมาก คอยระวังให้ดีเข้าใจหรือไม่” “เจ้าค่ะคุณชายรอง” สาวใช้ทั้งสองรีบรับคำทั้งที่หวาดหวั่น ซือหลินที่บัดนี้ต้องสวมบทเป็นซือเหมย ฮัมเพลงจากยุคปัจจุบันอย่างอารมณ์ดี ความเย็นเยียบจากผืนน้ำที่เคยพรากชีวิต บัดนี้กลับเจือจางด้วยไออุ่นหอมกลิ่นกลีบกุหลาบ นางกวักน้ำลูบไล้ผิวพรรณที่นุ่มลื่นราวกับแพรไหมอย่างหลงใหล เพราะในยุคปัจจุบันซือหลินไม่เคยได้ดูแลตัวเองเลย เมื่ออาบน้ำจนพอใจ นางก็คว้าผ้ามาเช็ดตัวจนแล้วเสร็จ ก่อนจะมองไปยังกองอาภรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะริมฝาผนัง “ใส่ยังไงล่ะเนี่ยะ ทำไมหลายชิ้นจัง” นางพึมพำพร้อมกับหยิบขึ้นมาดู เสียงถอนหายใจจึงดังขึ้นมา จากนั้นนางก็รีบเอาผ้ามาห่อตัวแล้วร้องเรียกสาวใช้ “พวกเจ้าเข้ามาแต่งตัวให้ข้าที” สาวใช้ทั้งสองรีบกุลีกุจอเข้ามา ทว่าพวกนางกลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นนายของตนเอาผ้าห่อตัวจนเหลือเพียงไหล่ขาว ใบหน้าพริ้มเพราเผยยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ มือหนึ่งถือหวีไม้ อีกมือพยายามจะเอาดอกกุหลาบเปียกน้ำมาทัดหู “คุณหนู ไยท่านถึงห่อตัวไว้เช่นนี้เจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยพลางเดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าหวาดหวั่นที่เห็นชัดเจน ซือเหมยเอียงคอทำตาใสซื่อ แกล้งกดเสียงให้ดูเล็กแหลมให้เหมือนคนเสียสติ “เสี่ยวจู ข้าปักดอกไม้ไว้เช่นนี้ งามหรือไม่” “งะ…งามเจ้าค่ะ” สาวใช้รีบตอบเอาใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบมาช่วยกันสวมใส่อาภรณ์ให้ผู้เป็นนาย ซึ่งนางไม่ยอมให้ถอดผ้าที่พันตัวไว้ออก ให้รอจนกว่าจะสวมชุดทับเสียก่อน ทั้งคู่จึงต้องทำตามอย่างทุลักทุเล จนเสร็จเรียบร้อย หลังจากแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนทรงแขนกว้าง ซือเหมยก็เดินลิ่ว ๆ ออกจากเรือนพัก ท่าทางการเดินของนางดูแปลกไป จากเดิมที่มักจะเดินก้มหน้าก้มตา วันนี้กลับเดินอกผายไหล่ผึ่ง ทว่าบางจังหวะก็กระโดดขาเดียวพร้อมกับพึมพำบทสวดอาคมที่จำมาจากหนังจีนคอมเมดี้ “โอม... มะลุกกุ๊กกู๋ จงรักจงหลง ใครส่งโจ๊กถั่วแดงมาให้ข้า ขอให้สวยขอให้รวย โอมเพี้ยง! จงมา จงมา”ทว่าในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะสัมผัสลงมา เสียงทุ้มร่าเริงที่คุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางพุ่มไม้ไกล ๆ “เหมยเหมย! พี่รองกลับมาแล้ว เจ้าอยู่แถวนี้ใช่หรือไม่”เสียงของเฉินหยวนซีพี่ชายผู้แสนดีดังแทรกความเงียบ ทำให้หรงอวี้ชะงักงันราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดลงศีรษะทำให้เขาได้สติในทันที เขารีบผละมือออกจากท้ายทอยของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าน้องสาวและคลายอ้อมกอดออกอย่างรวดเร็ว ใช่ว่าเขาจะกลัว ทว่าหากเรื่องที่เขาทำแตกขึ้นมาในยามนี้ ภายหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตัวเล็ก รวมถึงบิดาบุญธรรมและพี่น้องคนอื่น อาจทำให้มองหน้ากันไม่ติดก็เป็นได้ ด้านซือเหมยเมื่อได้โอกาสนางก็รีบก้าวถอยห่างออกมา พลางจัดแจงอาภรณ์ที่ยับย่นด้วยมือที่สั่นเทา นางมองหรงอวี้ด้วยแววตาตัดพ้อและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะรีบหันไปขานรับพี่ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง “พี่รอง! ข้าอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ” นางตะโกนตอบพลางวิ่งถลาออกไปหาหยวนซีที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่หันกลับไปมองบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังอีกเลย หรงอวี้ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงค้างคา นัยน์ตาคมกริบมองตา
ซือเหมยตาเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นตำราแพทย์โบราณ นางรีบรับมาเปิดดูด้วยความกระตือรือร้นลืมสิ้นท่าทีเหนียมอาย “นี่มัน... วิธีการห้ามเลือดด้วยการกดจุดและยังมีการฝังเข็มแบบง่าย ๆ อีก มันยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะคุณชาย” นางเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้เขาจนตาแทบจะปิด ก่อนจะก้มลงเปิดตำราต่อ จากนั้นทั้งคู่ก็ยอบกายตัวลงนั่งบนโขดหินใหญ่ริมน้ำ แลกเปลี่ยนทักษะและการวิเคราะห์ตัวยาอย่างออกรส ซือเหมยเผลออธิบายเรื่องการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของธาตุในร่างกายตามความรู้ของหมอในโลกปัจจุบันที่ตนเคยเรียนมา โดยใช้ภาษาที่ชาวโบราณเข้าใจง่าย ไป่เหยียนก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความทึ่ง สายตาที่เขามองนางนั้นมีแต่ความชื่นชมและลุ่มหลงในสติปัญญาของสตรีที่ควรแต่เรียนรู้เรื่องการครองเรือน ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ใช่เลย “นี่เจ้าเป็นเพียงสาวใช้จริงหรือ...” ไป่เหยียนพึมพำแผ่วเบาพลางจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังตั้งอกตั้งใจอธิบายสรรพคุณยา ทว่าซือเหมยได้ยินที่เขาพูด นางจึงชะงักเมื่อรู้ตัวว่าตนเองแสดงความรู้ที่ล้ำลึกเกินไป ‘หลุดอีกแล้ว พูดเรื่องการรักษาทีไร เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า’ หญิงสาวก่นว่าตนเองในใจ “ข้ารู้สึกว่า เจ้าช่างมีเสน่ห์ดึง
ซือหลินเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาจนนางรู้สึกอึดอัด ในโลกก่อนนางต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่งเรียนจบหมอ และหวังว่าต่อจากนั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคงได้พบรักกับใครสักคน ทว่าจู่ ๆ นางกลับต้องมาติดอยู่ในบ่วงรักในโลกนิยายซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย“หากวันที่เขากลับมา เจ้าไม่เข้าไปกระตุกหนวดเสือ วันนี้เจ้าก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้สินะ เฮ้อ!” นางทอดถอนใจ เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่ทำผิดพลาดครั้งที่พบกับพี่ชายบุญธรรมคราแรกก่อนจะพึมพำก่นว่าเขากับบทบาทที่อีกฝ่ายได้รับ “พระเอกธงแดงงั้นเหรอ ร้ายกับนางเอกแล้วจบด้วยความรัก เหอะ! คนที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งน้องสาวตัวเองอย่างเขาน่ะนะ จะรักใครเป็น”เอ่ยพลางยกมือขึ้นมาถูปากตนไปมา พร้อมกับพยายามบอกตนเองว่าที่คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะเสียดาย ‘จูบแรก’ ที่ถูกขโมยไป ไม่ใช่เพราะนางเผลอใจไปรักแม่ทัพใจร้ายผู้นั้นทว่ายิ่งพยายามปฏิเสธ ภาพที่ถูกสัมผัสด้วยแรงอารมณ์ก็ยิ่งฉายชัดในดวงตา “พอ ๆ คิดอะไรเนี่ย เรื่องระหว่างเรากับเขา มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เจียงหนิงอันทั้งดีและงามถึงเพียงนั้น ไม่แน่เขาพบเจอนางคราแรกก็อาจจะตกหลุมรั
ถ้อยคำบีบบังคับให้ยอมจำนนของใต้เท้าเจียง กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้หรงอวี้มากยิ่งขึ้น เขารู้ว่าตนนั้นผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องสู่ขอมาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่เจียงหนิงอันเข้าสู่วัยปักปิ่นซึ่งอันที่จริงช่วงก่อนหน้านั้น คนสกุลเจียงก็ไม่ได้ใส่ใจในตัวเขานัก คงเห็นว่าเป็นบุตรกำพร้าที่บุพการีเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เคยมีการถามไถ่ข่าวคราวกันเลย กระทั่งเขาได้ตำแหน่งรองแม่ทัพเมื่อสามปีก่อน และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้เป็นมือขวาชินอ๋องอย่างเช่นทุกวันนี้ คนสกุลเจียงก็เริ่มส่งข่าวมาหาอยู่บ่อยครั้งเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงไม่แยแสเรื่องคำสัญญาที่บิดากับใต้เท้าเจียงมีต่อกันเมื่อยี่สิบปีก่อน ช่วงที่เจียงหนิงอันยังอยู่ในครรภ์“ข้าเห็นควรว่าน่าจะรอให้ท่านพ่อบุญธรรมกลับมาก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจวนสกุลเฉินมิใช่จวนมู่” หรงอวี้เอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปนาน นัยน์ตาคมกริบเลื่อนไปมองทางทิศไปเรือนพักของซือเหมยแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับใต้เท้าเจียงใต้เท้าเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างคนขัดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ “การหมั้นหมายเป็นของสองตระกูล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตระกูลเฉินเลยสักนิด ต่อให้เจ
คำพูดที่หลุดจากริมฝีปากอิ่มที่เพิ่งถูกบดขยี้จนบวมช้ำ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าของมู่หรงอวี้ จนสติของเขากลับคืนมา นัยน์ตาคมดุที่เคยเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ค่อย ๆ วูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนวุ่นวายที่ยากเกินจะปิดได้มิดเขามองสบกับดวงตาคู่สวยซึ่งบัดนี้มีแต่ความแน่วแน่ ไร้ซึ่งความเลื่อนลอยของคนเสียสติอย่างที่นางเคยใช้เป็นเกราะกำบัง แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น ตอกย้ำความจริงที่ว่าสตรีตรงหน้า นางไม่ใช่คนที่จะให้เขาหยอกเย้าได้อีกต่อไปบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของทั้งสองชัดเจน แววตาที่ทอดมองกันต่างก็เผยความสับสนในใจหรงอวี้คลายอ้อมกอดที่เคยรัดรึงออกอย่างช้า ๆ สองมือหนาที่เคยตรึงท้ายทอยนางไว้กลับตกลงข้างลำตัวอย่างคนทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกผิดจนต้องกลืนคำพูดที่คิดจะหยอกเย้าต่อลงคอ พลางเบือนหนีสายตาตัดพ้อที่กำลังจ้องมองตนใจแกร่งที่เคยเต้นรัวด้วยความคะนองยามได้กลั่นแกล้งนาง บัดนี้กลับถูกบีบรัดเพราะความรู้สึกผิดที่แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่อกเขารู้ดีว่าสถานะระหว่างเขากับนางนั้นเปราะบางเพียงใด แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกันทางสายเลือด แต่ในสายตาคนนอกและในความรับผิดชอ
หรงอวี้ยกยิ้มมุมปากบางเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ดูสม่ำเสมอของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง เขาจงใจก้าวเดินให้ช้าลงเพื่อซึมซับไออุ่นที่พิงซบลงมา แม้จะรู้ดีว่าคนบนหลังเพียงแค่แสร้งหลับ เพื่อหนีสถานการณ์กระอักกระอ่วน ทว่าเขากลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดเมื่อได้พันธนาการนางไว้เช่นนี้นับจากวันนั้น ชีวิตของซือหลินก็ไม่เคยได้พบกับคำว่าความเป็นส่วนตัวอีกเลย เพราะไม่ว่านางจะแอบย่องไปที่ลำธารหรือจะหลบมุมอยู่หลังเรือนเพื่อไม่ให้เจอเขา ร่างสูงสง่าของพี่ชายบุญธรรมก็ยังมายืนกอดอกส่งยิ้มละไมให้เสมอ รวมถึงวันนี้ แม้นางจะไม่ออกไปข้างนอก เขาก็ยังมาตามถึงเตียงนอน“เหมยเหมย วันนี้อากาศดีนักพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเดินเล่นที่ป่าไผ่ หลังจวนมีนกกระรางหัวขวานมาทำรังด้วยนะ เจ้าไม่อยากไปคุยกับพวกมันหรือ พี่ใหญ่ว่าปลาตัวนั้นมันก็คงจะคิดถึงเจ้าแล้วล่ะ” หรงอวี้เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่ชวนให้คนฟังขนลุกซู่“ไม่เอา เหมยเหมยจะนอน เมื่อคืนอี้ฟานเลื้อยมาพันขา ทำข้านอนไม่หลับเลย” นางแสร้งงัวเงียตอบพลางมุดหน้าลงกับหมอน“ไม่ได้ นอนมากไปประเดี๋ยวจะอ้วนเอานะ ไปคุยกับนกกับปลาสนุกกว่าเยอะ มาเร็ว...” เขาไม่ว่าเปล่าแต่กลับรวบตัวนางขึ้นมา







