LOGINหนึ่งเดือนแห่งการสูญเสีย
บนพื้นดินชื้นแฉะที่ยังคงเก็บกลิ่นฝนเมื่อคืนมีมือซีดเซียวคู่หนึ่งค่อย ๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากผืนดินราวกับปีศาจคลานออกจากหลุมศพ ดินร่วนไหลร่วงทีละชิ้นเผยให้เห็นปลายนิ้วที่สั่นระริกก่อนที่ใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่งจะโผล่พ้นขึ้นมา เส้นผมดำขลับพันกันยุ่งเหยิงแปดเปื้อนดินโคลนจนไม่เหลือความเงางาม ใบหน้างดงามที่ครั้งหนึ่งเคยสะคราญตาบัดนี้กลับเปรอะเปื้อนคราบดินสกปรก
จ้าวหว่านชิงพาตนเองออกมาจากหลุมพลันหอบหายใจแรงเหมือนคนขาดอากาศ ยกมือขึ้นปัดเศษหินดินที่เปรอะเปื้อนบนแก้มอย่างลวก ๆ ดวงตาคู่สวยสอดส่ายไปรอบกายพบว่าที่นี่คือสวนหลังบ้านสกุลฉู่
“เหตุใด…ข้าถึงถูกฝังอยู่ที่นี่?”
ความทรงจำสุดท้ายแล่นเข้ามาในหัว มือที่ดึงแย่งซูเหยา เสียงกรีดร้องแสนเจ็บปวด การถูกผลักอย่างแรงและเลือดอุ่นที่ไหลรินจากศีรษะ...
ติ้ง!
[ยินดีต้อนรับผู้ใช้งานที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง]
[ระบบได้สิ้นสุดการใช้งาน การจำศีล]
“การจำศีล? มันคืออะไร?”
ติ้ง!
[การจำศีล]
เมื่อร่างกายของผู้ใช้บาดเจ็บสาหัสมีลมหายใจรวยรินระบบจะเปิด การจำศีล เพื่อช่วยชีวิต
ร่างกายของผู้ใช้จะถูกจำลองให้เหมือนศพ ทว่าภายในจะฟื้นฟูบาดแผลช้า ๆ จนถึงระดับที่ปลอดภัย
ร่างกายของผู้ใช้งานจะไม่เน่าเปื่อยแต่ก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้...
“เดี๋ยวสิข้าแค่หัวแตกไม่ใช่เหรอ?”
ติ้ง!
[ผลตรวจสอบร่างกายผู้ใช้ก่อนเข้าสภาวะจำศีล]
ผู้ใช้ศีรษะกระแทกหินอย่างรุนแรงมีภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ
หากไม่เข้ารับการจำศีล เลือดจะกดทับสมองทำให้หมดสติและหยุดหายใจ
ข้าเกือบตายไปจริง ๆ สินะ...
ดะ...เดี๋ยวสิเช่นนั้นที่ข้าโดนฝังก็…
ความคิดหลั่งไหลเข้ามาในหัวจ้าวหว่านชิงคาดเดาได้ทันทีว่าคนสกุลฉู่คงคิดว่านางสิ้นใจไปแล้ว เพราะกลัวความผิดที่ฆ่าคนตายเลยรีบฝังกลบไว้ลับ ๆ เพื่อปกปิดความผิด
“สารเลวจริง ๆ ”
เดี๋ยวสิ...แล้วซูเหยาเล่า!
ทันใดนั้นภาพของซูเหยาที่ดิ้นร้องไห้ถูกพรากจากอกก็แทรกเข้ามาในใจ จ้าวหว่านชิงกัดฟันยันกายลุกขึ้นทันที ร่างกายยังอ่อนแรงแต่หัวใจกลับพุ่งทะยานตัดสินใจวิ่งออกจากสวนหลังบ้านหมายจะติดตามไปเอาตัวซูเหยาคืนมา นางคิดว่าเวลาตอนนี้ยังเป็นช่วงสายของวันคนสกุลฉู่คงใช้เวลาพอสมควรกับการขุดหลุมฝังนางจากเวลาพวกเขาคงเดินทางไปได้ไม่ไกลนัก
แต่ทว่าเพียงไม่กี่ก้าวชาวบ้านที่เห็นจ้าวหว่านชิงก็ต่างแตกตื่น ก่อนหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งจะรีบวิ่งมาขวางทางหญิงสาว
“หว่านชิง…นี่มันอะไรกัน! เจ้ามิใช่ไปเมืองหลวงกับสกุลฉู่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้วหรือ? ทำไมสภาพเจ้าถึงได้เหมือนคนเพิ่งปีนออกจากหลุมศพเช่นนี้!”
คำพูดนั้นทำให้จ้าวหว่านชิงชะงักงัน ดวงตาคู่สวยสั่นระริกก่อนจะเอื้อมไปจับไหล่หญิงผู้นั้นด้วยแรงสั่นเครือ
“ท่านว่า…พวกเขาออกเดินทางไปเมืองหลวง…ตั้งแต่เมื่อใดนะ?”
“ก็หนึ่งเดือนแล้วสิ เจ้าก็ไปด้วยกันมิใช่หรือ?!” หญิงผู้นั้นเอ่ยตอบน้ำเสียงเต็มไปด้วยความงุนงงพลางสะบัดมือของจ้าวหว่านชิงออกแล้วรีบถอยห่างไป
จ้าวหว่านชิงยืนนิ่งราวถูกสายฟ้าฟาด ริมฝีปากซีดขาวกระซิบกับอากาศเพราะต้องการยืนยันให้แน่ใจกับในสิ่งที่ตนเองได้ยินเมื่อครู่
“ระบบ…การจำศีลใช้เวลานานเท่าไหร่..”
ติ้ง!
[ ภาวะจำศีลสิ้นสุดลงหลังครบ 1 เดือน]
เมื่อเห็นอักษรคำว่าหนึ่งเดือนจ้าวหว่านชิงก็หัวเราะเย็นชาออกมาอย่างสิ้นหวัง น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงใบหน้าของเด็กหญิงที่ตนสัญญาว่าจะปกป้อง
“เช่นนั้น…ข้าทอดทิ้งซูเหยาไปแล้วตลอดหนึ่งเดือนเต็มสินะ...”
เวลาล่วงเลยผ่านไปจ้าวหว่านชิงพาสภาพร่างกายเปื้อนดินโคลนเดินโซเซราวกับผีเร่ร่อนตรงไปยังบ้านของตนเองท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่ซุบซิบว่านางกลายเป็นคนบ้าไปแล้ว
กระทั่งฝ่าเท้าเหยียบย่างเข้าสู่ลานบ้านที่คุ้นเคย จ้าวหว่านชิงกวาดสายตามองไปรอบกายพบว่าบ้านซึ่งครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นกลับดูเงียบเหงารกร้างเพราะไร้ผู้ดูแลตลอดเดือนที่ผ่านมา
ดวงตาคู่สวยสะดุดหยุดที่เก้าอี้ไม้เก่า ๆ ใต้ชายคา เก้าอี้ที่ครั้งหนึ่งมักมีร่างเล็กของซูเหยาเอนกายรอคอยอยู่เสมอในขณะที่นางตั้งใจทำอาหารอยู่ในครัว
‘หว่านชิง...ข้าอยากกินเกี๊ยวน้ำอีก’
เสียงใสที่คุ้นเคยยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทันทีที่ความทรงจำไหลทะลักเข้ามาความเจ็บปวดก็บีบรัดอกอย่างรุนแรงจนจ้าวหว่านชิงเกินจะรับไหว ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางลานบ้าน เสียงร่ำไห้ของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยการสำนึกผิดและความคิดถึงอันเจียนขาดใจ
“เหยาเอ๋อร์…แม่ขอโทษ…แม่ผิดสัญญา…แม่ขอโทษที่ไม่อาจปกป้องเจ้าได้…”
หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงบนพื้นดินจนเปียกชื้น ทว่าขณะที่นางกำลังจะปล่อยให้ความสิ้นหวังกลืนกิน จู่ ๆ เสียงของบานประตูรั้วด้านหลังก็ดังขึ้นในความเงียบงัน หัวใจของจ้าวหว่านชิงเต้นกระหน่ำพลันเกิดประกายความหวังวาบขึ้นในอก
“หรือว่า…เหยาเอ๋อร์!?”
จ้าวหว่านชิงรีบหันขวับไปยังต้นเสียงแต่สิ่งที่ปรากฏในสายตากลับไม่ใช่ร่างเล็กที่เฝ้าฝันหา ทว่ากลับเป็นเงาดำของบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาในลานบ้านแทน
แววตาของหญิงสาวมืดหม่นความหวังที่เพิ่งก่อก็พังทลายลงราวกับเศษแก้วแตกกระจาย จ้าวหว่านชิงปาดน้ำตาและคราบดินโคลนบนใบหน้าอย่างลวก ๆ พยายามกลั้นเสียงสะอื้นก่อนเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นถ้อยคำ
“ท่าน…เป็นใคร?”
ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีม่วงก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว แสงอาทิตย์ยามสายสาดกระทบโครงหน้างดงามคมสันจนผู้คนไม่อาจละสายตา หากทว่าดวงตาคมกริบกลับเย็นเยียบราวคมมีดที่สามารถเชือดเฉือนหัวใจผู้คนได้ในพริบตา ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเพียงเล็กน้อยคล้ายรอยยิ้มหากแต่กลับทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกตัวชาไปทั้งแถบ
“เจ้าคือ…จ้าวหว่านชิงหรือไม่”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่ามีแรงกดดันแฝงอยู่ทำให้หญิงสาวเผลอกำชายเสื้อของตนแน่น ก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ สายตายังคงกวาดมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง หากมีสิ่งใดผิดพลาดนางก็พร้อมหาทางหนีทันที
เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังของหญิงสาวดวงตาคมนิ่งสงบราวผืนน้ำแข็งหากแฝงไว้ด้วยความสุภาพก็ไม่อาจมองข้าม เขาล้วงมือออกจากอกเสื้อก่อนหยิบจดหมายออกมายื่นไปตรงหน้าจ้าวหว่านชิงด้วยท่าทีมั่นคง
“ข้ามีนามว่ากู้ฮ่าวเทียนหากแม่นางอ่านจดหมายนี่…ก็จะเข้าใจจุดประสงค์การมาของข้า”
จ้าวหว่านชิงยื่นมือไปรับช้า ๆ พลางเพ่งมองแววตาของอีกฝ่ายด้วยความไม่ไว้วางใจ จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสกระดาษนุ่มแล้วค่อย ๆ คลี่ออกอ่าน
จดหมายนี้เป็นของซูเจินอวี๋ ส่วนเนื้อหาในจดหมายเขียนเล่าอาการป่วยที่ดีขึ้นหลังได้ดื่มยาตามตำรับของจ้าวหว่านชิงและอีกฝ่ายปรารถนาจะรักษาอาการป่วยจนหายขาดแต่ทว่าเพราะแม่สามีล้มป่วยจึงไม่อาจมาหาได้ด้วยตนเอง ซูเจินอวี๋จึงอยากขอร้องให้จ้าวหว่านชิงเดินทางไปยังเมืองหลวงแทนและทิ้งท้ายว่านางส่งกู้ฮ่าวเทียนหลานชายของสหายสนิทมาคอยดูแลจ้าวหว่านชิงในระหว่างเดินทาง อีกฝ่ายแม้จะดูแข็งกร้าวไม่เป็นมิตรแต่ก็มีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งการสามารถคุ้มครองความปลอดภัยระหว่างเดินทางได้
เมื่ออ่านจบจ้าวหว่านชิงค่อย ๆ เก็บจดหมายกลับลงซองนางตั้งใจว่าจะเอ่ยปฏิเสธคำขอร้องของซูเจินอวี๋เพราะตัวของนางตอนนี้ไม่ได้อยู่ในสภาวะจิตใจที่จะอยากช่วยเหลือใคร
“ต้องขออภัยคุณชายกู้ขะ....”
เสียงของจ้าวหว่านชิงที่กำลังเอ่ยถ้อยคำปฏิเสธกลับหยุดชะงักลงแทนที่ด้วยความเงียบงัน ในหัวของนางมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
เหตุใดข้าจึงไม่ใช้โอกาสนี้เล่า?
หากการเดินทางไปเมืองหลวง...ข้าก็อาจจะสามารถพาซูเหยากลับอยู่ด้วยกันได้…
ในที่สุดแววตาที่สับสนก็คลายลงจ้าวหว่านชิงค่อย ๆ เงยหน้าสบตากับกู้ฮ่าวเทียนที่ยืนตรงหน้าแล้วเอ่ยตอบรับคำขอในจดหมายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกเราจะออกเดินทางเมื่อใด”
“หากแม่นางหว่านชิงพร้อม ข้าก็สามารถออกเดินทางได้เดี๋ยวนี้” กู้ฮ่าวเทียนตอบกลับเสียงเรียบใบหน้ายังคงนิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด
หญิงสาวได้ฟังคำตอบก็แหงนมองท้องฟ้าความคิดพลันผุดขึ้น หากฝืนเดินทางตอนนี้อาจจะไปถึงหุบเขากลางดึกนั่นคงเสี่ยงต่อการเจอโจรภูเขาเกินไป หญิงสาวจึงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนกล่าว
“พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางเถอะ วันนี้ก็ท่านพักที่นี่ไปก่อนส่วนห้องพัก…อยู่ด้านนั้น” ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังห้องเก่าของซูเหยา เสียงที่เอ่ยออกมาแผ่วลงอย่างไม่รู้ตัว
กู้ฮ่าวเทียนพยักหน้ารับแม้จะสังเกตเห็นท่าทีแปลกไปของหญิงสาวตรงหน้าแต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไปเพราะคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องของตนเอง หน้าที่ของเขามีเพียงแค่พาสตรีผู้นี้ไปให้ถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยเท่านั้น...
สายลมเย็นพัดผ่านพาเอากลิ่นดินโคลนจากสตรีร่างเล็กโชยเข้ามากระทบจมูกของกู้ฮ่าวเทียน นัยน์ตาคมจับจ้องแผ่นหลังบอบบางที่เดินจากไปทอดทิ้งเขาไว้กลางลานบ้านเงียบสงัดเพียงลำพัง แม้จะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตนแต่ทว่ากู้ฮ่าวเทียนก็อดสงสัยไม่ได้
สตรีร่างกายเปื้อนโคลนผู้มีใบหน้ามอมแมมนั่น…คือหมอที่รักษาชีวิตผู้คนจริง ๆ หรือ?
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







