LOGINจะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...
บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย
“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”
“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”
“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”
“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”
“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”
“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”
กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาว
ใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?
“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมาช่วยเรื่องทุกอย่างคงไม่จบง่ายดายเช่นนี้”
จ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม เพราะเมื่อครู่มีเหตุการณ์วุ่นวายจนนางไม่ได้สังเกตว่าเขาสวมชุดเกราะอยู่ จริงสินางยังไม่รู้เลยว่าฐานะแท้จริงของเขาเป็นใครกันแน่...
“เมื่อครู่ข้าเห็นฉู่จิ่นหานมีท่าทีตกใจเมื่อเห็นท่าน ใต้เท้ากู้ท่านเป็นขุนนางระดับสูงหรือเจ้าคะ”
“เจ้ารู้จักหน่วยองครักษ์เกราะทองหรือไม่”
หากพูดถึงองครักษ์เกราะทองจำได้ว่าในนิยายเคยบรรยายว่า องครักษ์ทุกคนล้วนเป็นผู้มีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจทั้งยังมีนิสัยเหี้ยมโหดไร้ความปรานี พวกเขาคือกำแพงด่านแรกและด่านสุดท้ายที่คุ้มครองราชบัลลังก์ ขอเพียงพบผู้กระทำผิดพวกเขาก็สามารถสังหารได้ทันทีโดยไม่ต้องไตร่สวนเรื่องราว
“ข้าคือคนในหน่วยองครักษ์เกราะทอง”
“เดี๋ยวสิข้าได้ยินมาว่าทุกคนในหน่วยต้องสวมเกราะทองไม่ใช่หรือ….แล้วทำไมชุดเกราะที่เจ้าสวมถึงเป็นสีดำ….”
“เพราะข้าไม่ใช่องครักษ์ธรรมดา...แต่เป็นผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เกราะทอง”
คำตอบนั้นหนักหน่วงดั่งหินผา จ้าวหว่านชิงถึงกับนิ่งอึ้งดวงตากลมเบิกกว้างความเงียบแผ่วคลี่คลุมไปทั่วรอบด้าน นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษผู้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอดการเดินทางกลับเป็นคนใหญ่คนโตถึงเพียงนี้
กู้ฮ่าวเทียนเห็นหญิงสาวตรงหน้าเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็พลันเข้าใจผิด ใบหน้าคมที่ปกติไม่หวั่นไหวกลับแฝงความร้อนรนเขาขบกรามแน่นก่อนรีบเอ่ยเสียงแข็งแต่สั่นเล็กน้อย
“อย่าได้เข้าใจข้าผิด…คนที่ข้าลงมือสังหารล้วนเป็นแต่พวกสารเลว ข้าไม่เคยสังหารผู้ใดโดยไร้เหตุผล…”
จ้าวหว่านชิงมองภาพชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดและเย็นชายามนี้กลับรีบแก้ตัวราวกลัวว่านางจะหันหลังหนี ใจหญิงสาวสั่นสะท้านคลี่ยิ้มบางออกมาสายตานุ่มนวลเปี่ยมความเข้าใจ
“ท่านไม่ต้องกังวล...ข้าไม่เคยคิดเข้าใจท่านผิดเลย ข้ารู้…ว่าพวกเขาเป็นคนเลวที่สมควรถูกลงโทษ”
คำพูดอ่อนโยนแผ่วเบาทว่ากลับแทรกซึมเข้าสู่หัวใจแข็งกร้าวของกู้ฮ่าวเทียนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดซับเลือดคาวสงคราม ใบหน้าที่เคร่งเครียดค่อย ๆ คลายลงสายตาคมเข้มสะท้อนประกายที่ไม่เคยมีมาก่อนความอ่อนโยนและความชื่นชม เพียงประโยคสั้น ๆ ของนางกลับทำให้เขาแน่วแน่ในใจทันที
หญิงสาวตรงหน้า…เขาจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปอีกแล้ว
จะต้องทำทุกวิถีทางให้นางกลายเป็นภรรยาของเขาให้ได้
ภายในห้องนอนเงียบสงบแสงแดดยามเช้าส่องลอดหน้าต่างกระทบผ้าม่านบางที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมอ่อน กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยคลุ้งไปทั่วจนแทบกลืนไปกับบรรยากาศ ความเงียบยืดยาวที่ดำเนินมาหลายวันถูกทำลายลง เมื่อเปลือกตาของเด็กหญิงที่นอนนิ่งไม่รู้สึกตัวเริ่มกระตุกเล็กน้อย
ซูเหยาค่อย ๆ ขยับเปลือกตา ดวงตากลมโตเผยให้เห็นแววพร่ามัวก่อนค่อย ๆ ปรับโฟกัสชัดขึ้น นางขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้กลิ่นสมุนไพรอันไม่คุ้นชิน ลำคอแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก ร่างเล็กพยายามยันกายขึ้นนั่งมือเล็กสั่นเทาจับขอบเตียงเป็นที่พยุงพลางกวาดสายตามองรอบห้องด้วยความงุนงง
“ข้า…อยู่ที่ใดกัน…”
เสียงพึมพำเบาราวกับลมรั่วลอดริมฝีปาก นางก้าวเท้าลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล ความรู้สึกทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัวตีตื้นในอกก่อนที่นางจะทันได้สำรวจห้องให้ถ้วนถี่ เสียงของบานประตูไม้ก็ดังขึ้น
ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามา แสงจากด้านนอกสาดเข้ามาโอบรอบใบหน้าของนางให้ดูงดงามจนแทบไม่จริง เมื่อเห็นว่าเด็กหญิงที่นอนหมดสติไปตลอดห้าวันฟื้นขึ้นมาแล้วริมฝีปากบางก็คลี่ยิ้มออกมา…
“เหยาเอ๋อร์…ฟื้นแล้วหรือ”
ซูเหยาชะงักงันกลางห้องดวงตากลมเบิกกว้างหัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก ภาพตรงหน้าราวกับความฝันที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงน้ำตาเอ่อคลอจนพร่ามัวไปทั้งสองข้าง
ดวงตาที่คุ้นเคย รอยยิ้มอันอบอุ่นและเสียงเรียกที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำนาง...
“ท่าน…ท่านแม่!”
เสียงสั่นเครือเปล่งออกมาเพียงเท่านั้น ร่างเล็กก็วิ่งโผเข้ากอดสตรีตรงหน้าเต็มแรง น้ำตาไหลพรากเปียกชุ่มไหล่ผู้อบอุ่นที่โอบรับตนไว้
“ท่านแม่…ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษที่ช่วยท่านแม่ไม่ได้” เสียงสะอื้นขาดห้วงดังสลับกับถ้อยคำสำนึกผิด ความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในใจมานานพวยพุ่งออกมาไม่อาจห้าม
จ้าวหว่านชิงอ้าแขนกอดร่างบุตรสาวแนบอก มือบางลูบแผ่นหลังเล็กเบา ๆ ดุจปลอบโยนเด็กทารก ดวงตาสั่นระริกด้วยความปวดร้าวแต่เสียงที่เปล่งออกมากลับอบอุ่นและอ่อนโยน
“เด็กดี…อย่าโทษตนเองเลย มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า”
“ไม่…เป็นเพราะข้า…หากไม่ใช่เพราะข้า พวกเขาคงไม่สังหารท่านแม่…” ซูเหยาเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงสั่นสะท้านดวงตาแดงก่ำ
คำพูดนั้นทำให้จ้าวหว่านชิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดเลือดในกายแทบหยุดไหล นางมองใบหน้าลูกน้อยที่ยังเปื้อนน้ำตาอย่างเจ็บปวด ทั้งโกรธ ทั้งสงสาร ทั้งเจ็บแค้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือน้ำตาที่กลืนกินหัวใจของมารดาผู้ไม่อาจปัดเป่าความทุกข์ในใจลูกน้อยได้ในทันที
เหตุการณ์ในวันนั้น…นางรู้แล้วว่ามันได้ฝากรอยแผลลึกในใจบุตรสาวของนาง
“เพราะข้า…พวกเขาจึงทำร้ายท่านแม่ หากวันนั้นข้าเข้มแข็งกว่านี้ หากข้า…”
ซูเหยายังคงส่ายหน้าน้ำตายังคงพรั่งพรูไม่หยุด ทว่าถ้อยคำยังไม่ทันเอ่ยจบประโยคก็ถูกปลายนิ้วเรียวของมารดาวางลงบนริมฝีปาก เด็กหญิงชะงักดวงตาเอ่อคลอช้อนมองขึ้นไป
“เหยาเอ๋อร์…ฟังแม่นะ” จ้าวหว่านชิงเอ่ยเสียงหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “ความผิดที่แท้จริงอยู่ที่พวกคนใจร้ายเหล่านั้น เจ้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ จะไปมีโทษอันใดกันเล่า อย่ากล่าวโทษตัวเองอีกเลย”
คำพูดนั้นดังแทรกซึมเข้าไปในใจของเด็กหญิง ร่างเล็กที่สั่นเทาด้วยความรู้สึกผิดค่อย ๆ คลายลง ซูเหยากอดแน่นอีกครั้งน้ำตาไหลเงียบ ๆ แต่เสียงสะอื้นเบาลงทีละน้อย
“ท่านแม่...ที่นี่คือโลกวิญญาณหรือเจ้าคะ.....ข้าอยู่ที่นี่กับท่านแม่ได้หรือไม่...”
เสียงสั่นเครือของซูเหยาดังขึ้น ดวงตากลมใสมีน้ำตาคลอเพราะยังจำได้ว่าตนจมลงสู่สายน้ำ และคิดว่าการได้เจอมารดาที่ล่วงลับไปแล้วอาจเป็นเพราะที่นี่คือโลกวิญญาณ
“เด็กดีที่นี่ไม่ใช่โลกวิญญาณ แม่ยังไม่ตาย”
เพื่อยืนยันคำพูด นางเอื้อมมือไปจับมือเล็กของลูกสาวมาวางแนบแก้มตนอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นของเลือดเนื้อทำให้ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มละมุน แววตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อบุตรสาว
“แม่ขอโทษนะที่มารับช้า....ต่อไปแม่จะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวอีกแล้ว”
ซูเหยาที่เพิ่งตระหนักว่ามารดายังมีชีวิตอยู่จริงน้ำตาก็เอ่อล้นจนพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง ร่างเล็กโผเข้ากอดร่างอันแสนคิดถึงนั้นแน่นความดีใจเอ่อท้นจนหัวใจแทบล้นออกมา
“ท่านแม่...ได้โปรดอยู่กับข้าตลอดไปเถิดนะเจ้าคะ”
“ได้สิ...แม่สัญญาว่าจะอยู่กับเหยาเอ๋อร์ตลอดไป”
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







