LOGIN“จือจือของที่บ้านก็ไม่ได้ขาดเหลือ เงินมีก็เก็บเอาไว้ใช้แต่ในยามจำเป็นไม่ดีกว่าหรือ อีกไม่กี่เดือนก็เก็บเกี่ยวแล้ว ข้าว่า...” หวังต้าดูเป็นกังวล
“ข้าตกลงกับพี่รองเอาไว้แล้ว อีกอย่างข้าจำเป็นต้องซื้อจริงๆ” นางพูดจบก็ลุกขึ้น “ข้าล้างส่วนของข้าเอง ล้างเสร็จจะรีบเข้านอนเพราะต้องตื่นแต่เช้า ข้าสัญญากับพี่รองว่าจะให้เขามากินมื้อเช้าที่นี่” หลินจือสามดอกนั่นนางซ่อนเอาไว้อย่างดีจะให้ใครรู้ไม่ได้...
ในหมู่บ้านจะมีเกวียนวัวของท่านลุงซูคอยรับส่งเข้าไปในตัวอำเภอ เสิ่นจือจ่ายเงินหกอีแปะเป็นค่าเดินทางของนางกับพี่ชาย จากนั้นสังเกตและจดจำเส้นทางเอาไว้
สายตาของชาวบ้านบนเกวียนวัวทำให้นางรู้สึกรำคาญอยู่บ้าง ทว่าก็เข้าใจคนเหล่านี้ได้เนื่องจากเมื่อก่อนเสิ่นจือเห็นคนด่าคนเห็นวัวด่าวัว ตอนนี้นางกลับไม่แม้แต่จะสนใจสายตาตกตะลึงของผู้อื่น จ่ายเงินเสร็จก็เรียกพี่ชายให้ขึ้นเกวียนวัว เมื่อก่อนหากเข้าไปในตัวอำเภอและบังคับพี่ชายมาช่วยถือของ นางจะไม่ยอมควักสักอีแปะแต่ปล่อยให้พี่ชายเดินขณะตัวเองนั่งเกวียนวัวสบายใจเฉิบ
“ท่านลุงซูตอนกลับข้าจะนั่งเกวียนวัวของท่านกลับนะเจ้าคะ ท่านลุงอย่าลืมรอข้ากับพี่รองด้วย”
“ดะ...ได้”
นางพูดสุภาพเกินไปหรือไม่ เห็นสีหน้าท่านลุงซูแล้วนางจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ทว่าพูดก็พูดไปแล้วจะด่าคนหรือหยาบคายตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เช่นนี้เสิ่นจือจึงลูบจมูกแล้วแบกตะกร้าขึ้นหลังออกเดินนำหวังเอ้อร์เข้าไปในตลาด
เดินมองซ้ายมองขวาเข้าออกร้านนั้นร้านนี้สองสามร้าน กระทั่งในที่สุดก็เจอร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในตัวอำเภอ “พี่รอง”
“จือจือเจ้าเจอร้านที่มองหาแล้ว?”
“อืม ท่านไปซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้ข้าที ซื้อสี่ลูกนะท่านสองลูกข้าสองลูก ท่านไปนั่งกินรอข้าตรงนั้นข้าเข้าไปครู่เดียว ข้าต้องซื้อยาให้พี่ใหญ่สักหน่อย”
“อ้อ เอ่อ ข้าไม่หิว”
“ข้าไม่ได้บอกให้ท่านกินตอนหิวนี่ ข้าให้ท่านกินท่านก็กิน หากไม่กินข้าจะไม่ซื้อกลับไปฝากหลานๆ”
“ซื้อฝาก....ได้ ข้ากิน กินแล้ว!” เขารับเงินไปในที่สุด
“ซื้อสี่ลูกก่อนนะ ก่อนข้ากลับมาท่านต้องกินสองลูกนั่นให้หมดก่อน หากท่านไม่ยอมกินข้าจะไม่ซื้อกลับไป”
“ได้ ข้ากิน กินจริงๆ นะ” หวังเอ้อร์รับปากอย่างมั่นเหมาะ
เสิ่นจือกำชับแล้วก็เดินเข้าไปในร้าน นางมองไปรอบๆ สังเกตท่าทีของเด็กรับใช้หน้าร้าน มีคนกล่าวว่าจะมองว่านิสัยใจคอของเจ้าของร้านให้กระจ่าง ต้องเริ่มมองจากการอบรมคนในร้าน วันนี้นางสวมชุดเก่าๆ มองอย่างไรก็เป็นชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านชาวนา หากโดนดูถูกนางยอมเดินออกไปหาร้านเล็กๆ ขายในราคาที่นางพอใจยังดีกว่า
“แม่นางท่านนี้มาซื้อยาหรือขอรับ”
ค่อยฟังเข้าหูหน่อย...ดูเหมือนนางหวาดระแวงมากเกินไป เด็กรับใช้ที่ดูแลหน้าร้านไม่ได้มีท่าทางดูแคลนนางสักนิด “ข้ามาเพื่อขายยาต่างหากไม่รู้ว่าเถ้าแก่เจ้าของร้านอยู่หรือไม่”
“รอสักครู่นะขอรับท่านหมออยู่หลังร้าน”
เจ้าของเป็นหมอ? เช่นนั้นก็เหมาะเลย! นางเดินดูของในร้านไม่นานเด็กรับใช้ก็พาท่านหมอออกมา “แม่นางท่านนี้เด็กรับใช้บอกว่าท่านมาขายยา ข้าแซ่ฟางเรียกข้าว่าหมอฟางก็ได้ ข้าขอถาม...เจ้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร?”
“ท่านหมอฟาง ข้าแซ่เสิ่นมาจากหมู่บ้านตระกูลเสิ่นตะวันตก พอจะมีสถานที่ให้นั่งสนทนาหรือไม่”
เห็นเห็ดหลินจือของนางท่านหมอฟางถึงขั้นอ้าปากค้าง “หลินจือชั้นดีอายุอย่างน้อยห้าร้อยปี! แม่นางเสิ่นเจ้าไปได้มาจากที่ใด!”
“ข้าโชคดีแม้หลงป่าจนเกือบตกเขาแต่ดันไปเจอเข้า ท่านเสนอราคามาเถิดข้ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงิน หาไม่คงอยากจะเก็บเอาไว้เพราะผู้อาวุโสที่บ้านเองก็ต้องการการบำรุง เพียงแต่ข้าคิดว่าของดีชั้นนี้ ให้ท่านหมอเป็นคนนำไปใช้ประโยชน์น่าจะดีกว่า ข้านำมาใช้เองโดยไม่มีความรู้”
ท่านหมอฟางครุ่นคิดอยู่นานมาก เขามองเห็ดหลินจือหลายรอบ จับด้วยความระมัดระวัง “ข้าให้ได้มากสุดแปดสิบตำลึง มากกว่านี้คงไม่ได้แล้วจริงๆ ร้านข้าแม้เป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอทว่าคนที่จะซื้อหลินจือดอกนี้มีน้อยคนนัก”
เสิ่นจือถอนหายใจออกมาเสียงเบา “หนึ่งร้อยตำลึง หากน้อยกว่านี้ข้าก็ไม่ขายแล้ว”
ท่านหมอฟางเลิกคิ้ว “แม่นางเสิ่นราคานี้... ข้าเกรงว่าร้านของข้าคงยากจะขายออก”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าให้ท่านนำไปวางขายให้คนทั่วไป ท่านเป็นหมอและมีร้านยาที่ใหญ่ที่สุดย่อมรู้จักคนมาก คนที่ท่านรู้จักเองก็คงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญเช่นข้า หากคนเหล่านั้นมองหาของขวัญนี่ย่อมเหมาะยิ่ง หนึ่งร้อยตำลึงนับว่าเป็นราคาที่เหมาะสม หากตกลงวันหน้าหากข้าขึ้นเขาอีกครั้งแล้วโชคดี แน่นอนข้าย่อมนึกถึงร้านของท่านเป็นร้านแรก”
ท่านหมอฟางลูบเคราครุ่นคิดอยู่นานมาก “ตกลง! แต่เจ้าต้องไม่ลืมหากเจ้ามีโชคเช่นนี้อีกครั้งต้องนึกถึงข้าเป็นคนแรก”
“ได้ ข้ายังต้องรบกวนท่านหมอฟาง ข้าต้องการยาสมานแผลชั้นดีกับยาห้ามเลือด คิดจากเงินหนึ่งร้อยตำลึงเลย แล้วก็เงินที่เหลือแบ่งเป็นสองส่วน แลกเป็นพวงให้ข้าสักสามพวง”
“ได้ แม่นางเสิ่นรอสักครู่”
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







