LOGINเก็บไฟล์ภาพไว้ในคลาวด์ส่วนตัวที่ตั้งรหัสหลายชั้น และส่งสำเนาอีกชุดไปยังอีเมลลับที่ไม่มีใครรู้ เธอทำงานด้านความเสี่ยงมานานจนเข้าใจดีว่าหลักฐานที่อยู่กับตัวเพียงชุดเดียวอาจหายไปได้ง่ายที่สุด คนที่คิดฆ่าเธอเพื่อเงิน ย่อมไม่ปล่อยให้เอกสารสำคัญหลุดมือ หากเธอพลาดแม้เพียงก้าวเดียว เธออาจไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก
ตลอดทั้งวันหลินเวยทำงานตามปกติ แต่สายตาของเธอไม่ได้จดจ่ออยู่แค่รายงานตรงหน้า เธอเปิดข้อมูลธุรกรรมเก่าของตนเอง ตรวจสอบรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับภาคินอย่างละเอียด บ้านที่จองร่วมกัน เงินดาวน์ที่เธอออกมากกว่าเขา
รถยนต์ที่ซื้อโดยใช้ชื่อเขาแต่ผ่อนจากบัญชีเธอ เครื่องประดับหมั้นหมายที่เขาบอกว่ายืมเงินเพื่อนมาซื้อ ทั้งหมดค่อย ๆ เผยความจริงอันน่าขมขื่น ภาคินไม่ได้เริ่มหลอกเธอเมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาอาจหลอกเธอมาตั้งแต่แรก ใช้ความรักเป็นเสื้อคลุมความโลภ ใช้คำสัญญาเป็นเชือกมัดเธอไว้ แล้วค่อย ๆ ดูดทุกอย่างจากชีวิตเธออย่างแนบเนียน
เย็นนั้นภาคินส่งข้อความมาว่าเขาต้องไปพบลูกค้า อาจกลับดึก หลินเวยตอบกลับอย่างอ่อนหวานว่าให้เขาดูแลตัวเอง ก่อนจะเปิดแอปติดตามตำแหน่งรถอีกครั้ง จุดสีฟ้าไม่ได้มุ่งหน้าไปย่านธุรกิจ แต่เลี้ยวเข้าสู่คอนโดหรูแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้างดัง
เธอขับรถตามไปอย่างเงียบ ๆ จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารและรอด้วยความอดทน ไม่นานนัก หลินรั่วก็เดินออกมาจากล็อบบี้ในชุดเดรสราคาแพง ภาคินลงจากรถไปเปิดประตูให้เธอ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
หลินรั่วหัวเราะแล้วตีแขนเขาเบา ๆ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าจูบแก้มเขาต่อหน้าผู้คน หลินเวยยกโทรศัพท์ขึ้นบันทึกภาพอีกครั้ง มือของเธอนิ่งมาก นิ่งจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ
จากนั้นเธอไม่ได้ตามต่อ แต่กลับไปยังคอนโดและจัดการติดตั้งกล้องขนาดเล็กไว้ในห้องนั่งเล่น เธอไม่ได้หวังแอบดูชีวิตของภาคิน เธอเพียงต้องการรู้ว่าเมื่อเธอไม่อยู่
เขาจะทำอะไรกับพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านของทั้งคู่ คืนเดียวกันนั้นเอง เธอแกล้งบอกภาคินว่าพรุ่งนี้ต้องไปต่างจังหวัดสองวันเพื่อประชุมกับสาขา ภาคินทำสีหน้าเสียดายอย่างแนบเนียน
“ไปกะทันหันแบบนี้ผมคิดถึงแย่”
หลินเวยยิ้มและช่วยจัดเนกไทให้เขา “แค่สองวันเองค่ะ เดี๋ยวก็กลับ”
เขาก้มลงจูบหน้าผากเธอ “เดินทางปลอดภัยนะ”
หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงอบอุ่นกับคำพูดนี้ แต่ตอนนี้มันกลับเหมือนคำอำลาที่แฝงความหมายชวนขนลุก
วันรุ่งขึ้นหลินเวยไม่ได้ไปต่างจังหวัดจริง เธอเช็กอินโรงแรมใกล้บริษัทเพื่อสร้างหลักฐานว่าออกจากบ้าน จากนั้นนั่งดูภาพจากกล้องที่ส่งเข้ามือถืออย่างเงียบ ๆ เวลาประมาณสองทุ่ม
ภาคินพาหลินรั่วเข้ามาในคอนโดของเธอ หลินรั่วเดินสำรวจห้องราวกับเจ้าของคนใหม่ เธอหยิบแก้วน้ำของหลินเวยขึ้นมามองแล้ววางลงอย่างรังเกียจ
“พี่สาวฉันนี่น่าสงสารจริง ๆ เก่งแทบตาย แต่โง่เรื่องผู้ชายจนดูไม่ออกว่าคนข้างตัวไม่เคยรัก”
ภาคินหัวเราะเบา ๆ “อย่าพูดเสียงดัง เดี๋ยวกล้องในโถงทางเดินบันทึกเสียงได้”
หลินรั่วกอดอก “นายกลัวอะไร หล่อนคิดว่านายไปพบลูกค้าอยู่ดี”
ภาคินถอนหายใจ “ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าเวยเวยเริ่มแปลก ๆ เธอมองฉันเหมือนจับผิด”
ตอนที่ 3
หลินรั่วชะงัก ก่อนถามเสียงต่ำ “หรือหล่อนรู้เรื่องประกันแล้ว”
ภาคินส่ายหน้า “ไม่น่าจะรู้ ถ้ารู้คงโวยวายไปแล้ว”
หลินรั่วหัวเราะเย็น
“คนอย่างหลินเวยต่อให้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ทั้งชีวิตหล่อนมีแต่ภาพลักษณ์คนเก่ง คนดี คนมีเหตุผล หล่อนจะกล้าเชื่อเหรอว่าคนรักกับน้องสาวแท้ ๆ จะอยากให้หล่อนตาย”
คำว่า “ตาย” ทำให้หลินเวยที่นั่งอยู่หน้าแล็ปท็อปนิ่งไปชั่วขณะ แม้จะเดาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินจากปากคนทั้งคู่ ความรู้สึกเจ็บก็ยังแล่นลึกเหมือนคมมีด หลินรั่วเดินไปนั่งบนโซฟาของเธออย่างถือสิทธิ์ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงอิจฉาที่ปิดไม่มิด
“ตั้งแต่เด็ก ทุกคนเอาแต่ชมหล่อน ฉลาดกว่า เรียนดีกว่า ทำงานดีกว่า พ่อก็เอาแต่บอกให้ฉันดูพี่เป็นตัวอย่าง ฉันเกลียดคำนี้ที่สุด หล่อนเป็นแค่ลูกติดของแม่ที่ตายไปแล้ว ทำไมถึงได้ทุกอย่างดีกว่าฉัน”
ภาคินเดินไปนั่งข้างเธอแล้วโอบไหล่ปลอบ
“อีกไม่นานทุกอย่างก็เป็นของเรา เงินประกัน เงินเก็บของเวยเวย แล้วก็ห้องนี้”
หลินรั่วยิ้มอย่างพอใจ “ต้องทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ ห้ามมีพิรุธเด็ดขาด ฉันไม่อยากรอนานแล้ว”
ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง “คืนนี้ฉันจะนัดเธอมาคุย ถ้าเธอเริ่มสงสัยจริง เราต้องลงมือก่อนที่เธอจะมีหลักฐาน”
หลินเวยหันมายิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรเพคะ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง “หลายวันมานี้ เจ้าเอาแต่ฝืนยิ้ม แต่แววตาของเจ้า...”พระองค์เอื้อมพระหัตถ์แตะหลังมือของนางเบา ๆ “กลับเหมือนยังแบกเรื่องบางอย่างไว้”หลินเวยก้มมองมือของตนเอง“บางครั้ง...ต่อให้ชนะทุกอย่าง ก็ใช่ว่าจะปล่อยวางอดีตได้”เยี่ยนจิ่งเฉินมิได้ซักถามต่อ พระองค์เพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ“คืนนี้พักผ่อนเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”หลินเวยพยักหน้าแต่ลึกลงไปในหัวใจ...นางรู้ดีว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยผ่านไปกลางดึก หลินเวยสะดุ้งเข้าสู่ห้วงความฝัน ภาพตรงหน้ามืดมัว ก่อนค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น นางเห็นอาคารสูงระฟ้า ถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ แสงไฟนีออนส่องสว่างไปทั่วเมือง โลกยุคปัจจุบัน...โลกที่นางจากมาหลินเวยยืนอยู่ริมถนน มองผู้คนเดินสวนกันไปมา ไม่มีผู้ใดมองเห็นนาง ราวกับนางเป็นเพียงวิญญาณ ทันใดนั้น...รถสปอร์ตสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรมหรู ประตูรถเปิดออกชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงก้าวลงมา แม้เวลาจะผ่านไปนานเพีย
พระองค์หยุดเล็กน้อย ก่อนมีพระราชโองการ“ถอดถอนจากตำแหน่งราชครู ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง ยึดจวนและที่ดินทุกแห่ง สอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”“รับพระบัญชา!”เสียงองครักษ์หลวงรับพร้อมกันกึกก้อง ราชครูเกาถึงกับหมดเรี่ยวแรง ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ฮ่า ๆ ๆ...ข้า... แพ้แล้ว”องครักษ์หลวงเข้าควบคุมตัวเขา ก่อนพาตัวออกจากท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางทุกคน เมื่อประตูใหญ่ปิดลง เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรขุนนางทั้งราชสำนัก พระสุรเสียงกังวานและหนักแน่น“ตั้งแต่วันนี้ ผู้ใดคิดใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ ผู้ใดคิดขายอำนาจของแผ่นดิน จงมองราชครูเกาเป็นตัวอย่าง”ขุนนางทุกคนคุกเข่าพร้อมกัน “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ!”หลินเวยมองภาพนั้นอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด...เสาหลักอีกต้นของเครือข่ายไทเฮาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.สนมที่เหลือเลือกทางรอดสามวันหลังราชครูเกาถูกปลดและริบทรัพย์สิน พระราชวังต้าเยี่ยนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตำห
ไทเฮาแค่นหัวเราะ “เพราะเรายังเป็นมารดาของเจ้า”“ใช่” เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระองค์จะไม่มีอำนาจเหนือราชสำนักอีก”พระองค์หันไปสั่งองครักษ์ “มีพระราชโองการ ถอดอำนาจทั้งหมดของไทเฮา ห้ามผู้ใดรับคำสั่งจากตำหนักฉือหนิง กักบริเวณไทเฮาในตำหนักฉือหนิง ห้ามออกนอกตำหนัก ห้ามพบขุนนาง หากไม่มีพระราชานุญาตจากเรา ผู้ใดฝ่าฝืน...”พระสุรเสียงเย็นเฉียบ “ประหาร”“รับพระบัญชา!”องครักษ์หลวงคุกเข่าพร้อมกัน ไทเฮายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระนางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ขอความเมตตา เพียงทอดพระเนตรพระโอรสด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนตรัสเบา ๆ“เจ้าคิดว่ากักเราไว้...ทุกอย่างจะจบหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินตอบอย่างหนักแน่น“อย่างน้อย...แผ่นดินจะไม่ถูกควบคุมด้วยความโลภอีก”ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนปล่อยให้องครักษ์เชิญเสด็จออกจากท้องพระโรงโดยไม่ขัดขืน เมื่อประตูปิดลงทุกคนต่างรู้ดีว่า...ยุคแห่งอำนาจของไทเฮา ได้สิ้น
หลินเวยตอบเสียงหนักแน่น “ใช่...และผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด”นางหันไปสบพระเนตรไทเฮา “คือผู้ที่จะขึ้นสำเร็จราชการ”ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน หลินเวยพยักหน้าให้เฉินอวี้อีกครั้ง“เปิดหีบใบสุดท้าย”ฝาหีบถูกยกขึ้น ภายในเต็มไปด้วยคำสารภาพที่ประทับลายนิ้วมือและตราประจำตัว หลินเวยหยิบฉบับแรกขึ้นมา“คำสารภาพของเจาอี๋ ยอมรับว่าใส่ร้ายฮองเฮาตามคำสั่งคนของไทเฮา”ฉบับที่สอง “คำสารภาพของเต๋อเฟย ยอมรับว่าวัดหลวงถูกใช้รับส่งข่าวและซื้อเสียงขุนนาง”ฉบับที่สาม “คำสารภาพของเหม่ยเหริน ยอมรับว่าแสร้งป่วย กินยาทำให้ชีพจรแปรปรวน เพื่อสร้างข่าวว่าฮองเฮากลั่นแกล้ง”นางหยุดเพียงครู่ก่อนหยิบคำสารภาพฉบับสุดท้าย“และคำสารภาพของหมอหลวงสวี่ ยืนยันว่าโอสถที่ถวายฝ่าบาทถูกเติมสารชิงเยี่ยนตามคำสั่งของแม่นมหลี่ คนสนิทของไทเฮา”ทันทีที่สิ้นคำ แม่นมหลี่ถึงกับทรุดเข่าลง ไทเฮารีบหันไปมองนาง“หลี่กู!”แม่นมหลี่ตัวสั่นไปทั้งร่าง ราชครูเก
ราชครูเการีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาท! กระหม่อมเพียงเป็นห่วงบ้านเมือง”“จริงหรือ” ฮ่องเต้ย้อนถาม “เป็นห่วงบ้านเมือง... หรือเป็นห่วงว่าแผนจะไม่ทันสำเร็จ”ราชครูเกาถึงกับพูดไม่ออก เยี่ยนจิ่งเฉินหมุนพระวรกายไปมองขุนนางทุกคน“พวกเจ้าทุกคนเห็นกับตา ทันทีที่เราทรุดลง ราชครูเกาเสนอผู้สำเร็จราชการ ขุนนางฝ่ายเดียวกันคุกเข่าพร้อมกัน และ...”พระองค์หยุดมองไทเฮา “ไทเฮารับคำเสนอโดยไม่แม้แต่รอให้หมอหลวงวินิจฉัยพระอาการของเรา”รองเสนาบดีกรมยุติธรรมก้มหน้าลงช้า ๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมด...เป็นกับดัก หลังจากนั้นฮ่องเต้ตรัสต่อ“เราตั้งใจให้ข่าวพระอาการแพร่กระจาย ตั้งใจให้ทุกคนคิดว่าเรากำลังหมดเรี่ยวแรง ตั้งใจ...”พระองค์เน้นเสียงหนัก “ล่อผู้ที่คิดแย่งอำนาจให้ออกมาจากเงามืด”ไทเฮาตรัสขึ้นทันที “ฮ่องเต้! เจ้ากำลังสงสัยมารดาของตนเองหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรเพียงครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“ลูกไม่อยากสงสัย แต่พระองค์...ทำให้ลูกไ
หลินเวยซึ่งยืนอยู่หลังม่านก้าวออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง นางถวายบังคมต่อหน้าฮ่องเต้และไทเฮา แม้ทุกสายตาจะจับจ้องมาที่ตน แต่นางกลับไม่มีอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ไทเฮามองหลินเวยด้วยสายตาเย็นชา"ฮองเฮา...เจ้าดูแลพระกระยาหารและโอสถของฝ่าบาทอยู่ใช่หรือไม่"หลินเวยตอบอย่างสุขุม "เพคะ...หม่อมฉันตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาท"ไทเฮาพยักพระพักตร์ช้า ๆ"เช่นนั้น..." พระสุรเสียงเริ่มแข็งขึ้น "ผู้ที่มีโอกาสแตะต้องโอสถของฮ่องเต้มากที่สุด..."พระนางชี้พระหัตถ์มายังหลินเวย "ก็คือเจ้า"ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ ชิงหลัวถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เฉินอวี้กำมือแน่น ราชครูเการีบก้าวออกมาทันที"กราบทูลไทเฮา กระหม่อมเองก็สงสัยเรื่องนี้เช่นกัน ตั้งแต่ฮองเฮาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับโอสถของฝ่าบาท พระอาการกลับทรุดหนักลง"เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ขุนนางบางคนเริ่มกระซิบกัน"จริงสิ...ก่อนหน้านี้ยังเสด็จว่าราชการได้ แต่หลังฮองเฮาเข้ามาตรวจยา...ฝ่าบาทกลับล้มลง"ไทเฮาไม่ปล่อยให้จังหวะนั้นผ่านไป พระนางรับสั่งเสียงเย็น"นำตัวหมอหลวงเข้ามา"ไม่นาน หมอหล







