Masuk- ๗ -
ฝันร้าย
พ.ศ. ๒๕๖๘
ประตูลิฟต์ของโรงแรมหรูย่านใจกลางกรุงเทพมหานครเลื่อนเปิดออก ร่างของหญิงสาวในชุดสีดำสนิทก้าวเท้าออกมาช้า ๆ ใบหน้าของหล่อนเรียบนิ่งสนิท ผิดกับสภาพภายในจิตใจที่กำลังร้อนรุ่มดั่งเปลวไฟแผดเผา
รัตติได้กระแสข่าวฉาวนี้มาโดยบังเอิญ มีคนตาดีเห็น ‘ปกรณ์’ สามีของเธอ และ ‘เชอลิน’ เพื่อนสนิท พากันมาที่โรงแรมแห่งนี้หลายครั้งหลายครา ตอนแรกเธอพยายามคิดบวกว่ามันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ทว่าเมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไป เธอเริ่มระแคะระคายและได้รับหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้แน่ใจแล้วว่าเรื่องทุเรศนี้เป็นเรื่องจริง เธอจึงต้องเดินทางมาพิสูจน์เรื่องนี้ให้เห็นประจักษ์กับตาตัวเอง
รู้ตัวอีกที... เธอก็มายืนหยุดอยู่หน้าประตูหมายเลขห้อง 67 เสียแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก้อนเนื้อในอกเต้นรัวระทึก
“รูมเซอร์วิสค่ะ” รัตติตั้งใจกดเสียงให้ต่ำลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้จับสังเกตได้
ประมาณหนึ่งนาทีผ่านไป คนข้างในก็เลื่อนเปิดประตูออกมา สาวผมยาวใบหน้าคุ้นตาอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาด เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนของหล่อนเพิ่งหมาดน้ำ กลิ่นยาสระผมหอมฟุ้งยังคงคละคลุ้งอยู่ในห้อง
ถัดออกไปสายตาของรัตติมองเห็นผู้ชายตัวสูงใบหน้าคุ้นเคยอีกนั่นแหละ นั่งเปลือยท่อนบนอยู่ที่ปลายเตียงคิงไซส์ ในมือกำลังถือแก้วบรั่นดีสีทองนั่งทอดอารมณ์มองไปยังจอโทรทัศน์ที่มีข่าวรายงานราคาทองคำอย่างสนใจ
“รัต!!!” เชอลินหลุดปากอุทานเรียกชื่อเพื่อนรัก เสียงหลงพลันใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ
ผู้ชายที่นั่งอยู่ที่เตียงเงยหน้าขึ้นมาเจอเธอ ใบหน้าของเขาเหวอไปทันที เขารีบวางแก้วเหล้าลงหน้าร้านก่อนจะลุกขึ้นพรวดฉับไวเหมือนกับโดนกระแสไฟช็อต
รัตติกำหมัดแน่น จิกเล็บลงไปที่ฝ่ามือเพื่อเตือนสติระงับอารมณ์ตัวเองไม่ให้โมโหจนสติหลุดคลั่ง ทั้งที่ตั้งใจเดินทางมาแล้วว่าจะมาอาละวาดฟาดงวงฟาดงาให้สาสมใจ ทว่าเมื่อได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์จริงเบื้องหน้า เธอเลือกจะหมุนตัวเดินหันหลังกลับไปที่ลิฟต์โดยไม่ได้คิดเหลียวหลังฟังเสียงเรียกอ้อนวอนของเพื่อนทรยศและสามีชั่วเลยแม้แต่น้อย
อย่างน้อย... สิ่งที่เธออยากรับรู้ เธอก็ได้รู้ได้เห็นกระจ่างแจ้งกับตาตัวเองแล้ว มันคือความจริงที่ไม่อาจจะหาข้ออ้างใด ๆ มาลบล้างได้อีกต่อไป
ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดรวดร้าวเหมือนหัวใจกำลังโดนมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นอย่างรุนแรงขนาดนี้กันนะ
ปกรณ์วิ่งหน้าตั้งเข้ามาดักหน้ารัตติ ก่อนจะเอื้อมมือรวบกอดรั้งร่างของเธอจากด้านหลังไว้แน่นหนา
“ฟังผมอธิบายก่อนนะรัต มันไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจเลยสักนิด!”
เพี๊ยะ!!!!!!
แรงตบฉาดใหญ่ฝากไว้ที่ใบหน้าอันหล่อเหลาและเลวทรามของสามี คนที่หักหลังทรยศเธอครั้งแล้วครั้งเล่า และในครั้งนี้... เขาไม่เว้นแม้แต่เพื่อนรัก
“อย่า... ได้บังอาจมาเรียก...ชื่อของฉันอีก แกมันก็แค่ไอ้คนทรยศสกปรก” หญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตาคลอหน่วย
“โถ่... รัต ผมก็แค่เล่น ๆ สนุก ๆ แก้ขัดไปชั่วครั้งชั่วคราว ผมไม่ได้คิดอะไรเลยสักนิด คุณก็รู้... ผมไม่มีทางจริงจังกับผู้หญิงแบบนั้นอยู่แล้ว คุณคือที่หนึ่งคนเดียวในใจของผมนะครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำบวกกับใบหน้าที่หล่อเหลาชวนมอง ช่างไม่เข้ากันเลยกับถ้อยคำที่พ่นออกมาได้น่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้
“ปกรณ์... คุณรู้ไหมว่าที่ผ่านมา ฉันยอมปล่อยให้คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันมามากพอแล้ว ที่ผ่านมาคุณไม่เคยคิดจะทำตัวทำอะไรให้มันดีขึ้นเลย สร้างแต่ความชั่วความเลวทรามต่ำช้า ฉันพยายามแกล้งมองข้ามทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งตอนนี้ฉันเหลืออะไร... เหลือแต่เขาบนหัว เป็นควายให้คุณหลอกสวมเขาได้ไม่เว้นแต่ละวัน ความไว้เนื้อเชื่อใจของฉันไม่มีค่าสำหรับคุณเลยแม้แต่นิด ต่อไปนี้ขอให้เราทั้งสองคนอย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า”
หญิงสาวพยายามกัดริมฝีปากแน่น ข่มความเจ็บปวดรวดร้าวเอาไว้ข้างใน ดวงตากลมโตเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำตา ปกรณ์มองหญิงสาวตรงหน้า หล่อนเป็นผู้หญิงที่เขาเปิดใจรักก็จริง แต่เรื่องมักมากแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของผู้ชาย ทำไมหล่อนจะต้องทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตระเบิดขนาดนี้ด้วย และเขาก็ไม่สามารถปิดบังกระแสความรู้สึกอัดอั้นของตัวเองได้อีกต่อไป
“เอาเลย!!!!! ถ้าเรื่องขี้ผงแค่นี้คุณจะเอามาตัดสินผมล่ะก็ เชิญคุณไปนอนเสวยสุขอยู่กับศักดิ์ศรีอะไรของคุณเถอะ! ผมจะบอกอะไรให้รู้นะ... ผู้ชายมันก็แค่ต้องการผู้หญิงที่คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติ ไม่ใช่เอาแต่มุ่งมั่นทำงาน ไขว่คว้าหาแต่ความสำเร็จระดับร้อยล้าน ต่อให้คุณเลิกรากับผมแล้วไปแต่งงานใหม่ ผู้ชายที่ไหนมันก็ไม่ชอบให้ผู้หญิงทำตัวเก่งกาจกว่าตัวเองหรอก!” เขาแผดตะโกนระบายทุกอย่างที่อัดอั้นตันใจออกมาจนหมดเปลือก รัตติได้แต่ขบเม้มริมฝีปากแน่นอยู่ข้างใน เพื่อสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองต้องร้องไห้โฮออกมาต่อหน้าคนใจทราม
เมื่อประตูลิฟต์เลื่อนปิดลง... นั่นคือกาลครั้งสุดท้ายที่เธอได้จากลากับเขา หญิงสาวทรุดกายลงร้องไห้อย่างบ้าคลั่งระคนสิ้นสติ... ความรักมันไม่มีจริงหรอกบนโลกใบนี้ มันไม่มีอยู่จริง...
พ.ศ. ๒๕๐๓
รัตติในร่างของหญิงสาวในอดีตสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมากลางดึก หยาดน้ำตาอุ่น ไหลอาบแก้มเนียน หล่อนหอบหายใจรัวระทึก ราวกับว่าเหตุการณ์ฉาวโฉ่ในชาติก่อนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง
เงาร่างสูงตระหง่านที่เพิ่งก้าวเดินเข้ามาในห้องเห็นอาการหน้าเสียของภรรยา ชายหนุ่มรีบสับเท้าเข้ามานั่งลงข้างกายหญิงสาวทันที พลางเอื้อมมือเข้าประคองใบหน้าของเธอไว้มั่น
“คุณแค่ฝันร้าย...” คุณสิงห์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลึกล้ำ ส่งผลให้คนที่กำลังหายใจถี่รัวด้วยความตื่นตระหนก ค่อยๆ คลายความวิตกกังวลลงไปทีละน้อย
ชายหนุ่มมีดวงตาที่อบอุ่นละมุน... เหมือนกับแสงอาทิตย์สาดส่องในยามเช้าตรู่ หล่อนไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าทำไมตนเองถึงรู้สึกวางใจคนแปลกหน้าที่เพิ่งพานพบเจอหน้ากันได้รวดเร็วขนาดนี้
“ฉันไม่อยากจะฝันร้ายชแบบนี้อีกแล้วค่ะ มันเป็นความฝันที่ฉันอยากจะลบมันออกไปจากสมอง แต่ทำยังไง... มันก็ไม่หายไปสักที” หญิงสาวพูดน้ำตาคลอเบ้า พลางกำหมัดแน่น
ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยความตกใจ อยากจะเอื้อมมือเข้าไปกอดปลอบประโลมหล่อน เหมือนยามที่เจ้าแก้วเสียขวัญร้องไห้ แต่มันก็ดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เค้าคิดทบทวนอยู่ชั่วครู่ หล่อนคงมีเรื่องหนักอกที่ไม่สบายใจ ซ้ำร้ายอาการพิษไข้แทรกซ้อนจากข้อเท้าอักเสบอาจทำให้เธอละเมอไปไกล
“ราตรี... ไม่ว่าคุณจะเคยพบเจอเรื่องร้ายแรงอะไรมาจากที่ไหน ตอนนี้คุณเป็นคนของผมแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีหน้าไหนมาทำอันตรายอะไรคุณได้อีกเด็ดขาด ผมจะปกป้องดูแลคุณให้เหมือนกับเป็นคนในครอบครัว นอนหลับพักผ่อนให้สบายกายสบายใจอยู่ในบ้านของเราเถอะนะ”
รัตติในร่างของราตรีรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด... ในโลกอนาคตอันศิวิไลซ์ของเธอ หล่อนไม่มีวันได้พานพบคนแสนดีแบบเขาเลย ทว่าในโลก พ.ศ. 2503 บัดนี้เธอได้มาก้าวเดินและได้มาสัมผัสอานุภาพความอบอุ่นอันแสนพิเศษ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็ตามแต่ที่ดลบันดาลให้หล่อนได้มายืนอยู่ที่ตรงนี้
“ตอนนี้กี่โมงแล้วคะ” เธอเอ่ยปากถามเพื่อเปลี่ยนประเด็น ก่อนที่เขาจะทันสังเกตได้ว่า ใบหน้าหวานของเธอเริ่มแดงก่ำร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน
“เจ็ดโมงเช้าแล้ว... วันนี้จะมีแขกผู้ใหญ่เดินทางมาบ้านเรา ถ้าหากร่างกายไม่ไหว คุณก็นอนพักอยู่บนนี้ ไม่ต้องลงไปข้างล่างหรอก” เขาบอกน้ำเสียงเรียบ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าไม้สัก จัดแจงเลือกชุดที่เป็นทางการในตู้ แขกที่จะเดินทางมาเยือนในวันนี้คงมีความสำคัญทางธุรกิจมากเลยทีเดียว ถึงขนาดระดับคุณสิงห์ต้องลงมือมาเลือกสรรเสื้อผ้าด้วยตนเอง
ว่าแล้ว... สายตาของหล่อนก็เหลือบไปเห็นผ้าห่มบนโซฟาตัวยาวที่ถูกพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ขนาดนั้น ทว่ากลับยอมเสียสละลงมานอนขดบนโซฟามาหลายวัน คงจะปวดหลังปวดเอวน่าดู หล่อนแอบนึกสงสารเขาเหมือนกันที่ตนเองก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านแล้วมายึดพื้นที่เตียงนอนของเขาไปแบบนี้
แถมเขายังต้องคอยมาทำหน้าที่บุรุษพยาบาลพยาบาลคนข้อเท้าบวมอย่างหล่อนอีก ผู้ชายสมัยโบราณนี่ช่างแสนดีแท้ ไม่คิดจะฉวยโอกาสเอาเปรียบหล่อนเลยแม้แต่นิด ทั้งที่หล่อนก็แต่งงานแต่งการเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านนี้เต็มตัวแล้ว... ผิดกับผู้ชายสารเลวที่เธอเคยเจอมาในยุคสมัยของเธอราวฟ้ากับดิน
“ฉันจะ... ลงไปด้านล่างด้วยค่ะ อยากจะไปช่วยคุณทำหน้าที่ต้อนรับแขก” ราตรีบอกกับชายหนุ่ม
คุณสิงห์หันมามองหล่อนแวบหนึ่ง ราตรีคงอยากลงไปเดินสูดอากาศจริง ๆ นั่นแหละ ตั้งแต่ที่ข้อเท้าเธอพลิกอักเสบ หล่อนก็นอนแกร่วเบื่อหน่ายอยู่บนเรือนเสียหลายวัน คงอึดอัดแย่
“คุณลงบันไดไหวหรือ”
“ฉันเดินไปอาบน้ำเข้าห้องน้ำเองได้ตั้งแต่วันแรกแล้ว เรื่องแค่นี้สบายมากค่ะคุณสิงห์ ให้ฉันได้ลงไปช่วยงานเถอะนะคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนิดๆ ชายหนุ่มยังคงวางหน้านิ่งขรึม ทว่ากลับพยักหน้ารับคำเป็นการอนุญาต
“คนที่จะเดินทางมาเยือนชื่อคุณ ‘ปรเมศ’ ท่านเป็นลูกชายของเจ้าสัวชัย ตอนนี้กำลังทำมาค้าขายทำธุรกิจกับบ้านเรา คุณปรเมศเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศนอก เขาคงหิ้วของฝากมาให้ผมแทนเจ้าสัว และคงเข้ามาเจรจาคุยธุระงานกับผมด้วย”
หญิงสาวพพยักหน้ารับทราบ... เจ้าสัวชัยที่คุณสิงห์ว่า ถ้าเรียกตามศัพท์แสงยุคอนาคตก็คงเป็นลูกค้ารายใหญ่ ของฟาร์มไก่แห่งนี้ มิน่า…คนขายไก่ของเธอถึงได้ต้องจัดเตรียมตัวต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี แบบนี้เธอคงต้องจัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัวสวย ๆ เพื่อไม่ให้สามี ของเธอต้องอับอายขายขี้หน้าคนอื่นเขา
เมื่อคุณสิงห์ก้าวเดินออกไปนอกห้องเพื่อปล่อยให้หล่อนทำธุระส่วนตัวให้เสร็จสรรพ ราตรีก็จัดแจงเลือกชุดสวยในตู้เสื้อผ้ามาสวมใส่
หล่อนเลือกเป็นชุดเดรสกระโปรงคลุมเข่าสีชมพูหวานลายตารางสีขาว มีดีเทลปกคอเชิ้ตและติดกระดุมสีมุกเม็ดงาม ยามลองมองดูเงาสะท้อนตัวเองในกระจกแล้ว เหมือนหลุดออกมาจากพวกสาวงามในหน้านิตยสารวินเทจของต่างประเทศไม่มีผิด นึกชื่นชมเทสต์รสนิยมของคนเลือกซื้อเสื้อผ้ามาใส่ไว้ในตู้ เหมาะเจาะเข้ากับหุ่นของเธอเกือบทุกชุด
เครื่องประดับบนโต๊ะเครื่องแป้งโบราณมีหลายกล่อง มือน้อยค่อย ๆ เปิดออกสำรวจอย่างระมัดระวัง มีทั้งต่างหูมุกและต่างหูทองคำลวดลายวิจิตร ซึ่งถ้าพิจารณาให้เข้าชุดเดรสหวาน ต้องเป็นต่างหูมุก
สร้อยคอ รวมถึงกำไลเงินและกำไลทอง ราตรีหยิบออกมาลองและเลือกสวมใส่เฉพาะชิ้นที่เข้าชุดกันเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีที่คาดผมผ้าสีชมพูอ่อนโทนขาวชมพู หญิงสาวหยิบมาประดับใส่หลังจากใช้หวีรวบเรือนผมยาวเป็นลอนจัดทรงเป็นทรงหางม้าเรียบร้อยแล้ว หล่อนหมุนตัวหน้ากระจกไปหนึ่งทีด้วยความเบิกบาน
ยังมีกล่องเครื่องสำอางค์วางอยู่รายรอบ มีทั้งแป้งเนื้อละเอียดที่ถูกบรรจุในตลับบรรจุภัณฑ์แบบสมัยโบราณ มองดูคล้ายกับพวกแป้งฝุ่นมากกว่าแป้งพัฟฟ์ มีอายไลเนอร์ดินสอสีดำสนิท กับบลัชออนที่ข้างกล่องเขียนอักษรภาษาอังกฤษว่า ‘ชีค รูจ’ และลิปสติกสีชมพูหลากโทนที่บรรจุอยู่ในแท่งพลาสติก มองเผิน ๆ แล้วเหมือนของเล่นเด็กมากกว่าจะเป็นของที่จะนำมาใช้งานได้จริง ทว่ามันกลับใช้แต่งแต้มได้ดีทีเดียว
“ต่อไปนี้ฉันคือราตรี... ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ฉันได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่อีกครั้ง ความเสียใจรันทดทั้งหมด ฉันขอโยนทิ้งเอาไว้ให้เป็นเพียงฝันร้ายในคืนวาน มันจะไม่มีทางตามมาหลอกหลอนฉันได้อีกต่อไปแล้ว...”
เธอมองดูเงาตัวเองในกระจก พลางฉีกยิ้มแฉ่งอย่างสดใส หล่อนเปิดประตูห้องนอน ค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินพยุงตัวลงบันไดมาด้านล่าง พยายามทรงตัวไม่ลงน้ำหนักลงที่ขาข้างที่อักเสบเจ็บ จนก้าวมาหยุดยืนด้านล่างบันไดขั้นสุดท้าย ดูท่าทุกคนคงมัวแต่วุ่นวายจัดเตรียมต้อนรับแขกที่จะเดินทางมาถึง จนหายหน้าหายตาไปกันหมดบ้าน
หญิงสาวก้าวเดินตามกลิ่นหอมไปยังห้องครัวประจำบ้าน ที่นั่นมีป้าสร้อยคอยยืนคุมเชิงเป็นหัวหน้าเชฟใหญ่ และมีสองสาวรับใช้อย่างจันทร์เจ้าและสไบคอยกุลีกุจอหยิบโน่นใส่นี่กันวุ่นวายโกลาหล
“ต๊าย...! นึกว่าแม่ดารานางเอกที่ไหนมาเยี่ยมเยียนบ้านสวนเรานะคะเนี่ย” สไบทำท่าเอามือทาบอกตาโต ยามมองเห็นคุณผู้หญิงคนใหม่ยืนเด่นอยู่ในเครื่องแต่งกายทันสมัย แต่งหน้าบาง ๆ ดูสวยสดใสมีราศีจับอย่างที่ไม่เคยพานพบเห็นจากที่ไหนมาก่อน
“อาการบาดเจ็บดีขึ้นมากแล้วเหรอคะคุณราตรี” ป้าสร้อยเอ่ยปากถามไถ่ พลางจับจ้องมองใบหน้าแฉล้มผุดผาดนั้นด้วยความชื่นชมระคนเอ็นดูในใจลึก ๆ
“ฉันดีขึ้นมากแล้วค่ะป้าสร้อย อยากจะลงมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง นอนอุดอู้อยู่แต่ข้างบนบ้านตั้งสองสามวันแล้วค่ะ” เธอเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มหวานจับใจ
ป้าสร้อยและสองสาวรับใช้ จ้องมองนายหญิงคนใหม่ของบ้านสวนแล้วปลื้มอกปลื้มใจสุด ๆ ดูเหมือนว่า คุณราตรีจะแต่งเนื้อแต่งตัว จัดแต่งทรงผม และแต่งหน้าเก่งแบบที่พวกดาราดังเขาแต่งกันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งสามคนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหล่อนเติบโตและชุบเลี้ยงมาจากบ้านนอกแร้นแค้นแบบบ้านของลุงแดง
“คุณราตรีแต่งกายสวยงามแบบนี้ทุกวันเลยนะคะ รับรองคุณสิงห์ต้องรีบเคลียร์งานกลับบ้านสวนไวทุกวันแน่ค่ะ” จันทร์เจ้าเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่ ก่อนจะโดนฝ่ามือป้าสร้อยแอบตีแขนเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวแกมปราม
รัตติในร่างราตรีลอบมองชุดแต่งกายตัวเองพลางทำตัวไม่ถูก เมื่อโดนชมซึ่งหน้าแบบนี้
“ขอบใจมากนะจ๊ะ... ฉันไม่เคยแต่งตัวหวานแหววอะไรแบบนี้เลยจริง ๆ แต่ว่า... วันนี้คุณสิงห์บอกกำชับไว้ว่าจะมีแขกสำคัญเดินทางมาที่บ้านด้วย ฉันเลยต้องแต่งตัวให้ดูเป็นทางการสักหน่อยน่ะจ้ะ” เธอพูดความจริง เรื่องที่ไม่เคยสวมใส่อะไรแบบนี้เลย เพราะว่ารัตติในโลกปี 2568 เป็นสาวเวิร์กกิ้งวูแมน วัยทำงานเต็มตัว ไม่เน้นการสวมกระโปรงหวานเยิ้ม เธอต้องใช้ความปราดเปรียว ว่องไว และทะมัดทะแมงในการเดินทางติดต่อธุรกิจ ดังนั้นเรื่องการสวมกระโปรงจึงเป็นรสนิยมที่เธอมองข้ามไปโดยปริยาย
“วันพรุ่งนี้คุณสิงห์ท่านจะเดินทางเข้าพระนคร ติดต่อธุระ ถ้าหากว่าคุณราตรีอยากเดินทางไปเลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ ชุดใหม่ที่อยากได้ ก็เอ่ยปากบอกคุณสิงห์ท่านได้เลยนะคะ” ป้าสร้อยแนะนำเสนอแนะด้วยความหวังดี
“ชุดที่จัดวางอยู่ในตู้เสื้อผ้าเยอะแยะมากแล้วค่ะป้าสร้อย ฉันคงสวมใส่ได้เป็นเดือนโดยไม่ซ้ำแบบกันเลยล่ะค่ะ แต่... ฉันอยากเดินทางไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาในพระนครมากกว่าค่ะ อยากจะไปดูว่า กรุงเทพในสมัยอดีตจะเหมือนกับภาพที่เคยเห็นในพวกสารคดีรึเปล่า” ทุกคนที่ได้ฟังคำบอกเล่าต่างชะงักกึกไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจความหมายศัพท์แปลกๆที่ราตรีเพิ่งพ่นออกมา ก่อนหญิงสาวจะตาโต เพราะเพิ่งรู้ตัวว่า ได้พูดเรื่องที่คนในยุคนี้คงไม่ค่อยเข้าใจเข้าให้แล้ว…
“ว่าแต่... ป้าสร้อยจัดทำสำรับอะไรเลี้ยงต้อนรับแขกเหรอคะ กลิ่นหอมโชยฟุ้งออกไปถึงข้างนอกเชียวค่ะ” หญิงสาวแสร้งยิ้มแห้ง พลางเอ่ยปากถามเปลี่ยนประเด็นขึ้นมาทันควัน
“ป้าเห็นว่าคุณปรเมศ ลูกชายของเจ้าสัวชัย ท่านเพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองนอกเมืองนา คงอยากจะลิ้มรสอาหารไทยโบราณ แต่ช่วงเช้าตรู่แบบนี้ ป้าคิดทบทวนดูแล้วว่า ถ้าจัดแจงทำเป็นอาหารไทยสำรับหนัก ๆ พวกแกงเผ็ดคงจะทานไม่ลงเท่าไหร่นัก ป้าเลยเลือกทำเป็น ‘ข้าวต้มหมูสับทรงเครื่อง’ กับพวกเครื่องเคียง น่าจะเหมาะเจาะและทานง่ายกว่าค่ะ”
ราตรีดวงตาเบิกโต ใช่แล้ว... หล่อนได้กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปข้าวต้มแบบฉบับสูตรโบราณจริง ๆ
“ดีเลยค่ะ! ข้าวต้มหมูสับแบบนี้คุณยายของรัต... เอ่อ คุณยายของฉันเคยทำได้อร่อยมากเลยค่ะ รสชาติอร่อยรองลงมาจากเมนูไก่ทอดเลยล่ะค่ะ” เธอหลุดปากพ่นชื่อเก่าตัวเองออกมา จนคนฟังถึงกับเบิกตางงงวย
“เอ... ป้าได้ยินมาว่าคุณราตรีอาศัยอยู่ร่วมชายคากับคุณลุงคุณป้ามาตั้งแต่จำความได้ไม่ใช่เหรอคะ” ป้าสร้อยเอ่ยปากถามด้วยความแปลกใจ แกไม่ได้มีเจตนาจับผิดทว่าแค่สงสัยในคำพูด
“เอ่อ... คือฉันหมายถึงคุณยายข้างบ้านน่ะค่ะป้าสร้อย แกเอ็นดูฉัน เลยมักจะทำแบ่งให้กินบ่อย ๆ” ด้วยทักษะความสามารถการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าอันดีเลิศ ส่งผลให้หล่อนตอบคำถามไปได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อระคายหู
ป้าสร้อยพยักหน้ารับคำเข้าใจกระจ่าง
“ท่าทางแขกผู้ใหญ่จะเดินทางมาถึงแล้วล่ะค่ะคุณราตรี ออกไปยืนต้อนรับพร้อมกับคุณสิงห์ข้างนอกเถอะค่ะ ข้างในห้องครัวนี้ปล่อยให้จันทร์เจ้ากับสไบจัดแจงจัดการเรื่องอาหารการกินเอง ไม่ต้องกังวลนะคะ” จันทร์เจ้าเอ่ยบอก ยามได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถยนต์แล่นมาจอดเทียบที่หน้าบ้านสวน
หญิงสาวสับเท้าก้าวเดินออกมาจากห้องครัวเรือนไม้ จนกระทั่งสืบเท้ามาถึงบริเวณหน้าลานบ้าน พอดีกับที่บุตรชายของเจ้าสัวชัยก้าวเท้าก้าวลงมาจากรถยนต์คันหรู
ทว่า... ยามเมื่อแขกผู้มาเยือนเงยใบหน้าขึ้นสบสายตาประสานเข้ากับราตรี ดวงตาของเธอขอบตาเบิกกว้างโพล่ง ตกใจตื่นตระหนกขีดสุด!
เมื่อพบว่า…คุณ ‘ปรเมศ’ ลูกชายเจ้าสัวชัย แขกวีไอพีที่มาเยี่ยมเยียนบ้านสามีของเธอในวันนี้... มีดวงหน้าเหมือนกับ ‘ปกรณ์’ สามีชั่วช้าสารเลวในโลกปี 2568 ราวกับเป็นพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน
“สวัสดีครับ... คุณสิงห์ สวัสดีครับคุณผู้หญิง ผม…ปรเมศครับ"หนุ่มหล่อกล่าวทักทายก่อนจะยื่นมือจับคุณสิงห์แช็คแฮนด์
"แล้ว…คุณผู้หญิงคนสวยคนนี้คือใครกันครับคุณสิงห์” ชายหนุ่มผู้มาใหม่หันไปเอ่ยปากถามไถ่คุณสิงห์ พลางหมวกสีขาวออก เผยให้เห็นใบหน้าและรอยยิ้มหล่อๆแบบที่สาวๆทั้งพระนครต้องหลงใหลเมื่อได้เจอ...
ตอนพิเศษ 2ภายในสำนักงานใหญ่ของร้านไก่ทอดแม่ราตรี...ยามใกล้ค่ำ ‘คุณหนูดาราราย’ ที่กำลังนั่งขยับปลายนิ้วกดเครื่องคิดเลขและตรวจเช็กบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์อย่างคล่องแคล่วว่องไว ภาพของเด็กสาวเอาแต่ใจในอดีตมลายหายไปจนสิ้น บัดนี้ดารารายในวัยใกล้ ๒๘ ปี ได้เติบโตกลายสภาพเป็นนักธุรกิจสาวรุ่นใหม่ไฟแรงผู้ทรงเสน่ห์และเปี่ยมด้วยความสามารถรอบด้านหล่อนประสบความสำเร็จล้นหลามจากการสร้างแบรนด์ห้องเสื้อผ้าของตนเองจนเริ่มชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วพระนคร อีกทั้งยังรับหน้าที่สำคัญเป็น ‘ผู้จัดการใหญ่’ คอยควบคุมงานดูแลรายละเอียดของร้านไก่ทอดแม่ราตรีในทุก ๆ สาขา มาดคุณหนูไฮโซตระกูลใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งขรึม เป็นผู้ใหญ่ และมีวิสัยทัศน์เฉียบแหลมจนคุณสิงห์และราตรีเอ่ยปากชมไม่ขาดสายด้วยรูปโฉมที่งดงามบวกกับดีกรีความเก่งกาจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิดที่จะมีบรรดาชายหนุ่มโปรไฟล์ดี ทั้งลูกท่านหลานเธอ ข้าราชการหนุ่มอนาคตไกล และนักธุรกิจใหญ่พากันแวะเวียนมาขายขนมจีบหยอดคำหวานเพื่อขอขายความรักดึงหล่อนไปครอบครองกันจนหัวบันไดไม่แห้งทว่า... ดารารายกลับไม่ได้มีท่าทีสนใจหรือปันใจให้ชายหน้าไหนเลยแม้แต่นิ
ตอนพิเศษ สายลมโชยพัดผ่าน หอบเอากลิ่นหอมกรุ่นของแป้งและสมุนไพรสูตรลับโชยฟุ้งไปทั่วทั้งสายถนน... เวลาผันผ่านล่วงเลยไปถึง ๖ ปีเต็ม บัดนี้ชื่อเสียงของ ‘ร้านไก่ทอดแม่ราตรี’ ได้ยกระดับแปรเปลี่ยนกลายเป็นตำนานความอร่อยคู่พระนคร กิจการเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ขยายอาณาจักรและกระจายสาขาออกไปทั่วทั้งเขตกรุงเทพมหานครรวมถึงจังหวัดใกล้เคียง แม้เงินทองและชื่อเสียงจะไหลมาเทมาปานสายน้ำ ทว่าสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของราตรีและคุณสิงห์ กลับไม่ใช่ทรัพย์สินนอกกายเหล่านั้นหากแต่เป็น ‘โซ่ทองคล้องใจ’ ตัวน้อยๆ เพิ่มขึ้นมาถึง ๒ คน ที่เข้ามาเติมเต็มให้บ้านแห่งนี้ชื่นมื่นในทุกรุ่งอรุณลูกคนโตเป็นเด็กชายวัย ๖ ขวบ นามว่า ‘แดนสิงห์’ ชายหนุ่มตัวน้อยผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมกริบและมาดนิ่ง ถอดแบบความนิ่งขรึมของคุณพ่อสิงห์มาทุกตารางนิ้ว ส่วนลูกคนเล็กเป็นเด็กหญิงวัยกำลังน่ารักน่าเอ็นดูนามว่า ‘ดวงใจ’ เด็กหญิงตัวน้อยช่างพูดช่างเจรจา ถอดรหัสความฉลาดหลักแหลมมาจากคุณแม่ราตรีไม่มีผิดเพี้ยนภาพความน่ารักน่าเอ็นดูที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันจนกลายเป็นที่ชินตาของคนงานในร้าน คือภาพของอดีตเจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต บัดนี้สลัดคราบเสื
-๖o-จบบริบูรณ์ร่างสูงใหญ่ของคุณสิงห์บัดนี้สะบักสะบอมจนแทบดูไม่ได้ หยาดโลหิตสีแดงฉานไหลซึมชโลมท่วมเนื้อตัว หลังจากนายพลตำรวจใหญ่ผู้บัญชาการยอมเปิดทางปล่อยให้คุณสมบูรณ์และสมุน ระดมหมัดและเท้าซ้อมทรมานคนที่ฆ่าลูกชายจนหนำใจ นายสมบูรณ์เอื้อมมือไปชัก ‘มีดพกสั้นเล่มคม’ ออกมาจากกระเป๋าผ้าเสื้อ'มันคือมีดพกสั้นด้ามเดียวกับที่คุณสิงห์ใช้ปาดคอหอยของวสันต์ตายคากองเลือดนั่นเอง'คุณสมบูรณ์สาวเท้าฉับ ๆ ตรงดิ่งเข้ามาหาคุณสิงห์ที่นอนฟุบอยู่บนพื้นปูน ยื่นมือหนาไปจิกผมของอดีตเจ้าพ่อมาเฟียให้เงยใบหน้าอาบเลือดขึ้นมาเผชิญหน้ากัน แต่แม้คมมีดมรณะจะจ่ออยู่ชิดติดลูกกระเดือก นัยน์ตาคู่คมปลาบของคุณสิงห์กลับไม่ได้ฉายร่องรอยแห่งความหวาดกลัวหรือขวัญหนีดีฝ่อฉายชัดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว“เก่งมาก... ไอ้สิงห์ มึงนี่มันเก่งกาจสมคำร่ำลือ สมกับที่เป็นอดีตเจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ ... แต่กูจะบอกอะไรให้เอาบุญนะ มึงริอ่านมาเล่นงานผิดคนแล้วโว้ย! คืนนี้มึงจงตายตกต่ำลงนรกไปชดใช้กรรมตามลูกชายกูเดี๋ยวนี้เลย”คุณสมบูรณ์เค้นเสียงลอดไรฟันเตรียมลงทัณฑ์คุณสิงห์กัดกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน... ในวินาทีวิกฤตที่ความตายก้าวเท
-๕๙-ได้โปรด กลับมาหาผมบานประตูไม้พลันเปิดออกพร้อมร่างของผู้บัญชาการตำรวจใหญ่ที่เดินหน้าถอดสี เสียอาการ ก้าวเท้าฉับ ๆ หลบฉากออกมาด้านนอก ชายชราจัดแจงสีหน้าก่อนจะตรงดิ่งเข้ามาหา ‘ราตรี’ ที่นั่งรออยู่ พลางแสร้งกระแอมไอกลบเกลื่อนความชั่วร้าย ยื่นหน้าเข้ามาเปิดฉากตั้งโต๊ะสอบสวนป้ายสีเหยื่อสาวทันที“เอาล่ะคุณราตรี... ผมจะพูดตรง ๆ นะ คดีนี้ถ้าจะให้เรื่องมันจบง่าย ๆ คุณก็ต้องเซ็นอนุมัติยอมรับข้อกล่าวหาว่า... คุณน่ะ ‘สมยอม’ ก้าวขาขึ้นรถตามผู้การวสันต์ไปที่คฤหาสน์ลับด้วยความเต็มใจเอง ทว่าเพราะไอ้สิงห์สามีของคุณมันเกิดความหึงหวงหน้ามืดตามัว มันเลยแอบลอบเร้นตามไปบุกฆาตกรรมปาดคอหอยผู้การวสันต์ถึงในห้องนอน! เรื่องมันเป็นแบบนี้ใช่ไหม!”คำป้ายสีตอแหลชั่วช้าทำเอาไฟโทสะของราตรีพุ่งแล่นพรวดพราดขึ้นสมอง หล่อนโมโหจัด ตวัดสายตาจ้องหน้าหัวหน้าตำรวจเฒ่า พลางตอกกลับเสียงดังลั่นโรงพักอย่างไม่เกรงกลัวเกรง“นี่คุณตำรวจถึงกับลดตัวลงมาปรักปรำหน้าตาเฉย หาว่าฉันสมยอมหนีตามไอ้วสันต์ไป ทั้งที่ฉันมีสามีแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการใส่ความที่สกปรกชั่วช้าที่สุด เท่าที่มนุษย์จะคิดอ่านขึ้นมาได้เลยค่ะ!”ราตรีสูดลมหายใจ
-๕๘-เครื่องคุ้มภัยในเวลาเดียวกันทางฝั่งคฤหาสน์ลับ... ความโล่งอกของราตรีมลายหายไปในชั่วพริบตา ในขณะที่คุณสิงห์กำลังช่วยประคองประคองร่างบอบบางของภรรยาก้าวเดินขึ้นรถยนต์เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ จู่ ๆ แสงไฟหน้ารถนับสิบคันก็สาดส่องเข้ามาจนตาพร่า พร้อมกับเสียงสัญญาณไซเรนของรถตำรวจสังกัด ‘ผู้บัญชาการ’ เจ้านายของวสันต์ ที่แล่นเข้ามาจอดปิดล้อมทางเข้าออกไว้ทุกทิศทุกทาง!นายตำรวจเลวนับสิบชีวิตพร้อมอาวุธปืนครบมือกรูกันลงมาจากรถ พุ่งเข้าล็อกตัวคุมเชิง และจับกุมคุณสิงห์รวมถึงทีมงานนักฆ่าสองสามคนไว้ทันทีที่แท้... ไอ้ผู้บัญชาการเพิ่งจะได้รับสายตรงสั่งการด่วนมาจาก ‘คุณสมบูรณ์’ ขั้วอำนาจใหญ่บารมีล้นฟ้าผู้เป็นพ่อของวสันต์ ให้ส่งกำลังมาช่วยอารักขาลูกชายและถล่มฝั่งคุณสิงห์ ทันทีที่คนใช้ในบ้านลนลานวิ่งออกมารายงานด้วยใบหน้าซีดเผือดว่า พันตำรวจเอกวสันต์โดนคุณสิงห์ปาดคอหอยตายสนิทคากองเลือดไปเรียบร้อยแล้ว คุณสมบูรณ์ที่รับฟังสถานการณ์ผ่านสายโทรศัพท์ก็ถึงกับคลั่งจัดจนฟิวส์ขาด ระเบิดคำสั่งผ่านปลายสายทันที!“จับเป็นไอ้สิงห์และพรรคพวกอย่าให้พวกมันรอดชีวิตออกไปเห็นแสงตะวันเด็ดขาด”“คุณตำรวจคะ! พวกคุณกำลังเข้าใ
-๕๗- จบสิ้นความแค้นที่ยาวนานในขณะที่ภายในห้องนอนด้านบนอบอวลไปด้วยคราบเลือดระยำของวสันต์... ทางด้าน ‘สาวิตตรี’ ที่กบดานอยู่ฝั่งปีกซ้ายของคฤหาสน์ลับ บัดนี้หล่อนกำลังยืนรับฟังรายงานด่วนจากคนใช้ส่วนตัวด้วยใจระทึก ทันทีที่ทราบข่าวว่าไอ้ผู้การโรคจิตวสันต์โดนคุณสิงห์บุกเข้ามาปาดคอหอยเรียบร้อยคามือ แทนที่หล่อนจะตื่นตระหนกตกใจ หญิงสาวกลับขยับรอยยิ้มหยันสะใจพลางแค่นหัวเราะร่าออกมาอย่างไม่ใยดี“สมน้ำหน้ามัน! ไอ้หน้าโง่วสันต์... นึกว่ามีเส้นสายหนาเป็นตำรวจใหญ่แล้วจะเก่งกาจคับฟ้าเมืองไทย ที่ไหนได้... โง่เง่าตัณหากลับจนโดนบุกมาเชือดคอคาเตียงนอน สะใจจริงๆ”สาวิตตรีสบถสะใจทว่ามือบางกลับไม่นิ่งเฉย หล่อนรีบกุลีกุจอจัดแจงโกยเอาแก้วแหวนเงินทองและทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดลงกระเป๋าเดินทางใบย่อมอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อม ‘หนีตาย’ มุ่งหน้าไปยังท่าเรือเจ้าพระยาตามแผนการลับที่หล่อนแอบติดต่อวางหมากสำรองไว้ตั้งแต่เริ่มแรก หญิงสาวจัดแจงหยิบผ้าคลุมผืนหนาขึ้นมาคลุมหน้าคลุมตาและอำพรางเนื้อตัวอย่างมิดชิด ก่อนจะรีบแอบเร้นตัวย่องลงบันไดก้าวขึ้นรถยนต์ค







