Masuk
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลงมาทบหลังคาบ้านไม้ครึ่งปูนสองชั้นในจังหวัดชุมพร บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นต่างจากเมืองหลวงที่เพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง ปรางค์นารา หรือ มะปราง หญิงสาวรูปร่างอวบอัดกำลังก้มๆ เงยๆ จัดของออกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เธอเพิ่งถูกเลิกจ้างจากบริษัทในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจหอบเงินชดเชยก้อนสุดท้ายกลับมาตายรังที่บ้านเกิด
"หลบมาอยู่บ้านเราก็ดีแล้วลูกเห้อ กรุงเทพมันวุ่นวาย" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างผอมบางที่เดินถือแก้วกาแฟโบราณเข้ามาในบ้าน
"นั่นสิตา หนูเบื่อรถติดจะแย่ กลับมาสูดอากาศชุมพรดีกว่าเยอะเลย" หญิงสาวหันไปยิ้มกว้างให้ผู้เป็นตา
"แล้วอิไปช่วยยายทำไหร่ในแปลงผัก แดดมันร้อน นั่งทับหนมกินอยู่บ้านต๊ะหลาน" ยายที่เพิ่งเดินกลับมาจากหลังบ้านเอ่ยสมทบด้วยความเป็นห่วง
"หนูตกงานอยู่นะคะยาย ขืนนั่งกินนอนกินอยู่บ้านเฉยๆ เงินเก็บก้อนสุดท้ายได้หมดกันพอดี" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
หญิงสาวรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆ ที่ปล่อยให้ตายายซึ่งอายุมากแล้วต้องไปรับจ้างดูแลแปลงผักในโครงการเกษตรของหมู่บ้าน แลกกับค่าแรงเพียงวันละ 350 บาท ทั้งที่งานเกษตรต้องใช้แรงงานเยอะและเหนื่อยมาก เธอจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเข้าไปช่วยงานทั้งคู่ระหว่างที่กำลังหางานใหม่
"ว่าแต่โครงการผักที่ตายายไปทำนี่ ใครเป็นคนดูแลเหรอคะ"
"กำนันเป็นคนดูแลเองเลยลูก แกจัดสรรเรื่องน้ำเรื่องปุ๋ยดีมากเลยนะ ชาวบ้านก็มีรายได้กัน" ตาตอบพลางจิบกาแฟ
"กำนันเหรอคะ ฟังดูน่าจะดุนะเนี่ย"
"ดุไม่ดุยันไม่รู้หรอกหลานเอ้อ รู้แต่ว่าสาวๆ รุมกันตรึม มีข่าวกับโบ้หญิงไม่เว้นแต่ละวัน" ยายพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับทำหน้านึกคิดตามประสาคนชอบฟังเรื่องชาวบ้าน
ฟังแบบนั้นคนเป็นหลานก็ถึงกับกลอกตาบน ก่อนหน้านี้ตอนนั่งรถสองแถวเข้ามาในหมู่บ้าน เธอก็พอจะได้ยินชาวบ้านซุบซิบนินทาเรื่องกำนันจอมเจ้าชู้คนนี้มาบ้าง ภาพในหัวของเธอตอนนี้จินตนาการไปไกลว่าผู้ชายที่มีข่าวกับผู้หญิงแทบทั้งตำบล คงหนีไม่พ้นตาลุงวัยกลางคน พุงพลุ้ย หรือไม่ก็หัวล้านมันแผล็บ อาศัยตำแหน่งหน้าที่การงานมาล่อลวงสาวๆ แน่นอน
"ตาแก่พุงพลุ้ยแบบนั้น ยังมีแรงไปเจ้าชู้อีกเหรอคะยาย"
"เอ๊ะ นังหลานคนนี้นี่ ไปว่าแกพุงพลุ้ยได้ไง..." ยายยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงรถกับข้าวหน้าปากซอยก็ดังแทรกขึ้นมา หญิงชราจึงรีบคว้ากระเป๋าตังค์แล้ววิ่งออกไปซื้อหมูสามชั้น ปล่อยให้หลานสาวนั่งจัดของต่อไปโดยที่ยังไม่ทันได้อธิบายรูปร่างหน้าตาที่แท้จริงของกำนันให้ฟัง
เช้าวันรุ่งขึ้น
อากาศยามเช้าเย็นสบายและมีหมอกจางๆ ลอยอยู่เหนือยอดหญ้า ปรางค์นาราสวมเสื้อแขนยาวและหมวกปีกกว้าง เดินตามตากับยายเข้ามาในเขตโครงการเกษตรขนาดใหญ่ของตำบล ที่นี่มีทั้งแปลงผักปลอดสารพิษและสวนผลไม้ที่ปลูกเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
"ยายไปดูแปลงคะน้าทางนู้นนะลูก เอ็งช่วยหอบตะกร้าผักบุ้งตรงคันดินไปไว้ที่โรงเรือนหน่อย"
"ได้เลยจ้ะยาย"
ร่างอวบรับคำอย่างแข็งขัน เธอรวบตะกร้าพลาสติกที่บรรจุผักบุ้งสดๆ เต็มตะกร้าขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก ก่อนจะก้าวเดินไปตามคันดินแคบๆ อย่างระมัดระวัง สองเท้าก้าวสลับกันไปมาพร้อมกับฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี
ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำลังวิ่งจ็อกกิงไปตามเส้นทางรอบโครงการเกษตร ยศกร หรือ กำนันยอด มักจะตื่นมาออกกำลังกายตรวจตราความเรียบร้อยของสวนในยามเช้าเป็นประจำทุกวัน ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยหนวดเคราตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบชื้นไปด้วยเหงื่อ เขาใส่หูฟังเปิดเพลงคลอเบาๆ ทำให้ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครอีกคนที่กำลังเดินสวนมาตรงหัวมุมคันดิน
ตุ้บ!
ร่างสองร่างปะทะกันอย่างจังตรงทางเลี้ยวแคบๆ แรงกระแทกทำเอาหญิงสาวที่ถือตะกร้าผักใบใหญ่เสียการทรงตัว ร่างอวบหงายหลังล้มกลิ้งลงไปบนพื้นดินคลุกฝุ่น
"โอ๊ย" เธอร้องเสียงหลงเมื่อก้นกระแทกพื้นอย่างแรง ตะกร้าพลาสติกหลุดมือ ผักบุ้งสีเขียวสดกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
ส่วนฝ่ายชายที่ตัวใหญ่กว่ามากก็เสียหลักล้มลงมาทับร่างของเธอด้วยความตระหนก แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าการล้มทับ คือฝ่ามือหนาของเขาที่พยายามจะยันพื้นเพื่อพยุงตัว ดันพลาดไปวางแหมะอยู่บนหน้าอกอวบอิ่มของคนใต้ร่างเข้าอย่างจัง
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบงำชั่วขณะ
ยศกรเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นที่อยู่ใต้ฝ่ามือ ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่ววินาทีราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง สมองประมวลผลไม่ทันว่าควรจะขยับมือออกหรือพูดขอโทษก่อนดี
ส่วนคนที่ถูกจับหน้าอกเต็มๆ อย่างปรางค์นารา ตอนนี้ใบหน้ากลมมนแดงก่ำลามไปถึงใบหู ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนถึงขีดสุด
"ไอ้โรคจิต"
หญิงสาวตวาดลั่น เธอผลักอกแกร่งของคนตัวโตออกอย่างแรงจนเขากระเด็นไปนั่งอยู่ด้านข้าง ก่อนจะคว้ากำผักบุ้งและคะน้าที่ตกอยู่ใกล้มือ ฟาดป้าบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายเต็มแรง
เพียะ!
เศษใบผักบุ้งสีเขียวปลิวว่อนติดอยู่บนหนวดเคราและโหนกแก้มของชายหนุ่ม เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความมึนงง ปากที่เตรียมจะเอ่ยคำขอโทษถูกกลืนหายลงไปในลำคอทันที
"เดี๋ยว คุณ..." ร่างสูงพยายามจะอธิบายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
"ไม่ต้องมาเดี๋ยว หน้าตาก็ดี ไม่น่าโรคจิตมาฉวยโอกาสคนอื่นแบบนี้เลย ไอ้บ้าเอ๊ย"
คนปากเก่งรัวคำด่าใส่เป็นชุดโดยไม่เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายได้อธิบาย เธอรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากกางเกงลวกๆ แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด ทิ้งให้ชายหนุ่มหน้าดุต้องนั่งถอนหายใจยาวอยู่กลางคันดินพร้อมกับใบผักบุ้งที่ยังแปะอยู่บนแก้ม
ปรางค์นารากระแทกเท้าเดินฟึดฟัดกลับไปหาตายายที่โรงเรือนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เธอสบถด่าผู้ชายหน้าหนวดคนนั้นในใจตลอดทาง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ผู้ชายที่เธอเพิ่งเอาผักฟาดหน้าไปเมื่อกี้...คือ กำนันยอด เจ้าของโครงการเกษตรแห่งนี้ตัวจริง
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเรือนเพาะชำใหญ่ยังคงวุ่นวายเหมือนเช่นทุกวัน ร่างอวบในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงเดินเข้ามารายงานตัวทำงานด้วยใบหน้าที่สดใสกว่าปกติ เธอไม่ได้กระตือรือร้นที่จะมานั่งจดตัวเลขหรือทำบิลส่งของหรอกนะ แต่สายตากลมโตกำลังสอดส่ายมองหาบางสิ่งบางอย่างที่มุมห้องต่างหาก'เจ้าเขียวไปไหนนะ หรือว่าตาหนวดนั่นจะเอาไปทิ้งแล้ว' หญิงสาวบ่นในใจพลางชะเง้อคอ มองหาจนคอแทบจะเคล็ด"มองหาบิลของเมื่อวาน หรือมองหาแมว" เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ สะดุ้งสุดตัวเธอมองร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามายืนซ้อนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นมาถึงศอก ดูลุยๆ แต่ก็แฝงความเนี้ยบเอาไว้ในที ใบหน้าคมเข้มที่มีหนวดเครายังคงเรียบตึงเหมือนคนไม่เคยยิ้มบนโลกใบนี้"ฉันก็ต้องมองหางานสิ ใครจะไปมองหาแมวกันล่ะ ไม่ได้ว่างขนาดนั้นซะหน่อย" คนถูกจับได้รีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แล้วแสร้งทำเป็นหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะมาเปิดดูอย่างขะมักเขม้น ทั้งที่ถือแฟ้มกลับหัวอยู่แท้ๆกำนันหนุ่มปรายตามองแฟ้มในมือของเธอแล้วอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่ได้ทักท้วงเรื่องแ
"โธ่ ใครเอาหนูมาทิ้งไว้ตรงนี้เนี่ย"สัญชาตญาณความอ่อนโยนทำงานโดยอัตโนมัติ คราบสาวปากเก่งที่ชอบเถียงเจ้านายฉอดๆ หรือคราบขาเมาท์เมื่อครู่ถูกสลัดทิ้งไปในพริบตา หญิงสาวย่อตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นดิน หยิบขวดน้ำเปล่าในถุงพลาสติกออกมาเทล้างน้ำจิ้มออกจากลูกชิ้นจนสะอาดเอี่ยม แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ วางลงบนใบไม้แห้งตรงหน้าเจ้าเหมียว"หิวใช่ไหมลูก ค่อยๆ กินนะตัวเล็ก กินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ เหมือนแม่ เอ้ย เหมือนพี่" เสียงที่เปล่งออกมาเปลี่ยนเป็นระดับความหวานเจี๊ยบขั้นสุด เรียกว่าเป็นเสียงสองที่คนฟังต้องขนลุกซู่ด้วยความหมั่นเขี้ยวลูกแมวน้อยดมกลิ่นอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินลูกชิ้นอย่างตะกละตะกลามด้วยความหิวโหย มือเรียวเอื้อมไปลูบหัวทุยๆ ของมันอย่างเบามือ สายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เจ้าของสวนกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยของรั้วลวดหนามอยู่กับลุงชัย คนงานเก่าแก่ ร่างสูงชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงหวานเจี๊ยบที่ไม่คุ้นหูลอยแว่วมา เขาขยับตัวเข้าไปยืนหลบมุมอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อมองดูเหตุการณ์ภาพที่เห็นคือคู่กัดที่ชอบเถียงเขาทุกคำกำลังนั่งยองๆ คุยกับแมวจรจัดด้
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่หญิงสาวเข้ามารับหน้าที่จัดการเอกสารในเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตร ชีวิตการทำงานของเธอวนเวียนอยู่กับการนับสต็อกผลผลิต เขียนบิลส่งของ และปะทะคารมกับเจ้านายชั่วคราวหน้านิ่งแทบทุกวันเช้าวันนี้ก็เช่นกัน กองเอกสารปึกใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าร่างอวบตั้งแต่เธอยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้ด้วยซ้ำ คนตัวโตในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตพับแขนถึงศอกยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เขาชะโงกหน้ามาตรวจดูตัวเลขในสมุดบันทึกของเมื่อวาน กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมากระทบจมูกอีกครั้งจนคนถูกจ้องจับผิดต้องแอบขยับตัวหนี"บิลของร้านเจ๊หงส์เมื่อวานทำไมยอดไม่ตรงกับในสต็อก ลองเช็กดูใหม่ซิ" เสียงทุ้มดุๆ เอ่ยสั่งงานตั้งแต่ไก่โห่"ก็เมื่อวานคุณสั่งให้ลูกน้องยกมะละกอไปเพิ่มให้เจ๊หงส์อีกสองลังไม่ใช่หรือไง ฉันก็เลยบวกยอดเพิ่มเข้าไปในบิลแล้ว ส่วนในสต็อกฉันกำลังจะแก้ให้เช้านี้ไงล่ะ" หญิงสาวหันไปเถียงฉอดๆ ไม่ยอมแพ้"ทำงานต้องทำทีเดียวให้จบ ปล่อยข้ามวันเดี๋ยวก็ลืมจนตัวเลขคลาดเคลื่อนหรอก รีบแก้ซะ สายๆ จะมีรถกระบะมารับของอีกรอบ" เขาบ่นทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกไปตรวจแปลง
เช้าวันต่อมามะปรางเดินมาถึงหน้าเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตรด้วยความรู้สึกระแวงขั้นสุด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามประสาทที่อาจจะเกิดขึ้น หากผู้ชายหน้าหนวดคนนั้นคิดจะแกล้งเอาคืนเรื่องผักบุ้งฟาดหน้าเมื่อวาน เธอพร้อมจะเปิดฝีปากเถียงกลับทันทีแบบไม่ยอมแพ้ภายในเรือนเพาะชำเต็มไปด้วยคนงานที่กำลังคัดแยกผลไม้และผักสดเพื่อเตรียมส่งให้พ่อค้าคนกลาง ร่างอวบกวาดสายตามองหาเจ้านายชั่วคราว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อยืดสีเทาเข้มกำลังยืนตรวจของอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวยาวมุมห้อง"มาพอดีเลย มาดูงานตรงนี้สิ" เสียงทักทายเรียบๆ ดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอย่างระมัดระวัง บนนั้นมีสมุดจดสต็อกและปึกบิลส่งของวางเรียงรายอยู่เป็นกองสูงชายหนุ่มขยับตัวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อชี้แจงรายละเอียดบนหน้ากระดาษ ระยะห่างที่ลดลงอย่างกะทันหันทำเอาคนถูกสอนถึงกับกลั้นหายใจ กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมาเตะจมูก มันไม่ได้เหม็น แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ชายลุยงานอย่างประหลาด"ตรง
ร่างอวบเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับมาถึงโรงเรือนคัดแยกผัก ใบหน้ากลมมนยังคงงองุ้มด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด เธอโยนตะกร้าพลาสติกเปล่าลงบนพื้นดินข้างคันดิน ก้มหน้าก้มตาหยิบต้นคะน้ามามัดรวมกันโดยไม่พูดไม่จา"อ้าว ทำไมหลบมามือเปล่าล่ะลูกเห้อ แล้วผักบุ้งไปไหนเสียแล้ว" ยายเงยหน้าจากกองผักถามด้วยความสงสัยหญิงสาวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด"หนูเดินสะดุดคันดินล้มจ้ะยาย ผักบุ้งช้ำหมดเลย หนูเลยกองทิ้งไว้ตรงนู้น เดี๋ยวค่อยเอาไปทำปุ๋ยก็แล้วกัน""เอ้า เป็นพันพรือมั่ง เจ็บตรงไหนหม้ายลูก" ตาที่กำลังยกเข่งผักรีบวางมือแล้วเดินเข้ามาดูหลานสาวด้วยความตื่นตระหนก"หนูไม่เป็นไรจ้ะตา แค่เจ็บใจนิดหน่อย" ประโยคหลังเธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาที่มีหนวดเคราของตาโรคจิตคนนั้น คอยดูเถอะ ถ้าเจอตัวอีกแม่จะเอาเปลือกทุเรียนฟาดหน้าให้เข็ด โทษฐานมาฉวยโอกาสจับหน้าอกคนอื่นแล้วยังทำหน้ามึนใส่อีกระหว่างที่สองตายายกำลังสาละวนกับการตรวจดูรอยถลอกบนแขนหลานสาว เสียงทักทายของชาวบ้านในโครงการก็ดังแว่วมาเป็นระยะ"สวัสดีครับกำนัน""กำนันมาตรวจแปลงแต่เช้าเลยนะครับ วันนี้ลมเย็นเชียว"คนเพิ่งอาร
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลงมาทบหลังคาบ้านไม้ครึ่งปูนสองชั้นในจังหวัดชุมพร บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นต่างจากเมืองหลวงที่เพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง ปรางค์นารา หรือ มะปราง หญิงสาวรูปร่างอวบอัดกำลังก้มๆ เงยๆ จัดของออกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เธอเพิ่งถูกเลิกจ้างจากบริษัทในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจหอบเงินชดเชยก้อนสุดท้ายกลับมาตายรังที่บ้านเกิด"หลบมาอยู่บ้านเราก็ดีแล้วลูกเห้อ กรุงเทพมันวุ่นวาย" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างผอมบางที่เดินถือแก้วกาแฟโบราณเข้ามาในบ้าน"นั่นสิตา หนูเบื่อรถติดจะแย่ กลับมาสูดอากาศชุมพรดีกว่าเยอะเลย" หญิงสาวหันไปยิ้มกว้างให้ผู้เป็นตา"แล้วอิไปช่วยยายทำไหร่ในแปลงผัก แดดมันร้อน นั่งทับหนมกินอยู่บ้านต๊ะหลาน" ยายที่เพิ่งเดินกลับมาจากหลังบ้านเอ่ยสมทบด้วยความเป็นห่วง"หนูตกงานอยู่นะคะยาย ขืนนั่งกินนอนกินอยู่บ้านเฉยๆ เงินเก็บก้อนสุดท้ายได้หมดกันพอดี" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะหญิงสาวรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆ ที่ปล่อยให้ตายายซึ่งอายุมากแล้วต้องไปรับจ้างดูแลแปลงผักในโครงการเกษตรของหมู่บ้าน แลกกับค่าแรงเพียงวันละ 350 บาท ทั้งที่งานเกษตรต้องใช้แรงงานเยอะและเหนื่อยมาก เธ







