Masukร่างอวบเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับมาถึงโรงเรือนคัดแยกผัก ใบหน้ากลมมนยังคงงองุ้มด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด เธอโยนตะกร้าพลาสติกเปล่าลงบนพื้นดินข้างคันดิน ก้มหน้าก้มตาหยิบต้นคะน้ามามัดรวมกันโดยไม่พูดไม่จา
"อ้าว ทำไมหลบมามือเปล่าล่ะลูกเห้อ แล้วผักบุ้งไปไหนเสียแล้ว" ยายเงยหน้าจากกองผักถามด้วยความสงสัย
หญิงสาวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด
"หนูเดินสะดุดคันดินล้มจ้ะยาย ผักบุ้งช้ำหมดเลย หนูเลยกองทิ้งไว้ตรงนู้น เดี๋ยวค่อยเอาไปทำปุ๋ยก็แล้วกัน"
"เอ้า เป็นพันพรือมั่ง เจ็บตรงไหนหม้ายลูก" ตาที่กำลังยกเข่งผักรีบวางมือแล้วเดินเข้ามาดูหลานสาวด้วยความตื่นตระหนก
"หนูไม่เป็นไรจ้ะตา แค่เจ็บใจนิดหน่อย" ประโยคหลังเธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาที่มีหนวดเคราของตาโรคจิตคนนั้น คอยดูเถอะ ถ้าเจอตัวอีกแม่จะเอาเปลือกทุเรียนฟาดหน้าให้เข็ด โทษฐานมาฉวยโอกาสจับหน้าอกคนอื่นแล้วยังทำหน้ามึนใส่อีก
ระหว่างที่สองตายายกำลังสาละวนกับการตรวจดูรอยถลอกบนแขนหลานสาว เสียงทักทายของชาวบ้านในโครงการก็ดังแว่วมาเป็นระยะ
"สวัสดีครับกำนัน"
"กำนันมาตรวจแปลงแต่เช้าเลยนะครับ วันนี้ลมเย็นเชียว"
คนเพิ่งอารมณ์เสียไม่ได้สนใจเสียงรอบข้าง เธอยังคงก้มหน้าก้มตาคัดผักต่อ ในใจก็ยังคงว้าวุ่นกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ทว่าจู่ๆ เสียงพูดคุยของชาวบ้านก็เงียบลง พร้อมกับจังหวะฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโรงเรือนของครอบครัวเธอ
"อ้าว กำนันยอด มาพอดีเลย วันนี้แปลงผักบุ้งงามเลยนะครับ" ตาเอ่ยทักทายผู้มาใหม่ด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและเป็นกันเอง
หญิงสาวที่กำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้นคันดินค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของผู้เป็นตา แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดออกกำลังกายสีเข้มยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมเข้มประดับด้วยหนวดเคราตัดแต่งอย่างดีมีหยาดเหงื่อเกาะพราว แต่สิ่งที่ทำให้เธอช็อกจนพูดไม่ออก ไม่ใช่ความหล่อเหลาหรือรูปร่างที่ดูดีเกินกว่าจะเป็นชาวสวน ทว่าเป็นเศษใบผักบุ้งสีเขียวช้ำๆ ที่ยังคงแปะติดอยู่บนอกเสื้อของเขาต่างหาก
นี่น่ะหรือ กำนันยอด ผู้ชายที่ใครต่อใครต่างซุบซิบว่าเจ้าชู้หนักหนา
มะปรางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด อวสานภาพจำตาลุงวัยกลางคน พุงพลุ้ย หัวล้านมันแผล็บ ที่เธอเคยมโนไว้จนหมดสิ้น
เดี๋ยวๆ ไหนยายบอกว่ากำนันมีข่าวกับผู้หญิงไม่เว้นแต่ละวันไง คนเจ้าชู้ในหัวมันต้องเป็นตาลุงแก่ๆ ใช้เงินเปย์สาวไม่ใช่เหรอ แล้วตาลุงพุงพลุ้ยกี่โมงวะเนี่ย หุ่นแน่นเปรี๊ยะขนาดนี้ กล้ามแขนแทบจะทะลุเสื้อกีฬาออกมาอยู่แล้ว แถมหน้าตายัง...เอ้อ หน้าดุอย่างกับโจรป่า ใครมันจะไปกล้าเข้าหาลง
คนตัวโตปรายตามองคนที่นั่งอ้าปากค้างอยู่บนพื้น เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีทีท่าโกรธเคืองหรือจะฟ้องร้องเรื่องที่เพิ่งถูกเธอเอาผักบุ้งฟาดหน้ามาหมาดๆ
"ครับตา ผลผลิตช่วงนี้ดีมากเลย แล้วนี่ หลานสาวที่เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ ใช่ไหมครับ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างราบเรียบ
"ใช่ครับกำนัน นี่มะปราง หลานสาวผมเอง เพิ่งหลบมาอยู่บ้านได้สองวัน กำลังว่างๆ เลยมาช่วยงานในสวน" ตาตอบรับพร้อมกับหันมาพยักพยางเพยิดให้หลานสาวยกมือไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่
หญิงสาวจำใจต้องลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่กางเกงลวกๆ แล้วยกมือขึ้นประนมไหว้อย่างแกนๆ
"สวัสดีค่ะ"
ยศกรรับไหว้ เขากวาดสายตามองร่างอวบตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ดวงตากลมโตซึ่งกำลังฉายแววตื่นตระหนกผสมกับความดื้อดึง
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ เดินแถวคันดินก็ระวังหน่อยนะครับ พื้นมันลื่น เดี๋ยวหน้ามืดสะดุดล้มไปทับของคนอื่นเขาพังหมด มันจะแย่เอา"
ประโยคนั้นฟังเผินๆ เหมือนความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในชุมชนที่มีต่อลูกบ้าน แต่สำหรับคนที่เพิ่งล้มทับอกเขามาหมาดๆ รู้ดีว่าคำว่า 'ของ' ในประโยคนั้นมันหมายถึงอะไร
มะปรางหน้าชาดิก ความรู้สึกผิดที่เผลอไปทำร้ายร่างกายเขามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหมั่นไส้ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาแทนที่ เธอถลึงตาใส่ร่างสูงอย่างลืมตัว ขยับริมฝีปากด่าเขาแบบไม่มีเสียงว่า 'ไอ้คนฉวยโอกาส'
ชายหนุ่มมองเห็นอาการพยศนั้นชัดเจน มุมปากที่ถูกซ่อนอยู่ใต้หนวดเคราแอบกระตุกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น เขาละสายตาจากคนดื้อรั้นหันกลับไปคุยกับชายชราต่อด้วยท่าทีสุภาพ
"ตาครับ พอดีช่วงนี้ที่เรือนเพาะชำใหญ่ผลผลิตออกเยอะมาก คนงานจดสต็อกกับทำบิลส่งของไม่ค่อยทัน ผมเห็นว่าหลานสาวตาเพิ่งมาจากเมืองหลวง น่าจะพอช่วยงานเอกสารตรงนี้ได้ ผมอยากจะจ้างให้ไปช่วยงานที่เรือนใหญ่สักระยะ สนใจไหมครับ"
"งานเอกสารเหรอครับ" ตาถามย้ำด้วยความแปลกใจ
"ครับ แค่นับจำนวนสต็อกผักผลไม้แล้วก็จัดบิลส่งพ่อค้าคนกลาง งานไม่ต้องตากแดด ผมให้ค่าแรงวันละสี่ร้อยบาท"
คำว่าวันละสี่ร้อยบาททำเอาตาและยายหูผึ่งทันที สองตายายหันมามองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น เพราะลำพังค่าแรงทำงานในแปลงผักก็แค่สามร้อยห้าสิบบาท แถมยังต้องตากแดดตากลมจนปวดหลัง การได้เงินเพิ่มแถมงานสบายขึ้นถือเป็นโอกาสทองของหลานสาวชัดๆ
"ดีจังเลยลูกเห้อ ไปทำต๊ะหลาน ได้เบี้ยตั้งสี่ร้อย งานในร่มด้วย ไม่ต้องมานั่งตากแดดหลังขดหลังแข็งเหมือนตายาย กำนันแกใจดีอุตส่าห์ให้โอกาส" ยายรีบหันมาคะยั้นคะยอทันที
คนถูกทาบทามเบิกตากว้าง รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
"ไม่ได้หรอกจ้ะยาย หนูทำไม่เป็น งานแบบนั้นหนูไม่ถนัดเลย อีกอย่างหนูอยากอยู่ช่วยตากับยายตรงนี้มากกว่า"
"ไม่ยากหรอกครับ" เสียงทุ้มแทรกขึ้นมาทันควัน "แค่นับเลข บวกลบง่ายๆ เดี๋ยวผมจะเป็นคนสอนงานให้เองโดยตรง ไม่เข้าใจตรงไหนถามผมได้ตลอด"
คนตัวโตพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าเชื่อถือ แต่สายตาที่มองมากลับมีประกายความท้าทายและจงใจเอาชนะอย่างปิดไม่มิด
"แต่หนู..."
"ตกลงครับกำนัน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมให้หลานไปหาที่เรือนเพาะชำใหญ่เลยนะครับ ขอบคุณกำนันมากที่เมตตาเด็กมัน" ตายกมือไหว้ขอบคุณเสร็จสรรพ เป็นการมัดมือชกหลานสาวอย่างสมบูรณ์แบบ
มะปรางอ้าปากค้าง จะเถียงตากับยายก็ไม่ได้เพราะกลัวผู้ใหญ่จะเสียหน้า จะปฏิเสธคนตรงหน้าก็หาข้ออ้างไม่ทัน สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงยืนกำหมัดแน่น มองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงจากไปอย่างอารมณ์ดี
ร่างอวบพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งตกลงไปในหลุมพรางขนาดใหญ่ที่ผู้ชายหน้าหนวดคนนั้นขุดล่อเอาไว้ สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่า ชีวิตการทำงานแค่ช่วยตายายรับค่าแรงวันละสามร้อยห้าสิบบาทที่ควรจะเรียบง่ายและสงบสุขของเธอ กำลังจะจบลงตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป...
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในเรือนเพาะชำใหญ่ยังคงวุ่นวายเหมือนเช่นทุกวัน ร่างอวบในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ทะมัดทะแมงเดินเข้ามารายงานตัวทำงานด้วยใบหน้าที่สดใสกว่าปกติ เธอไม่ได้กระตือรือร้นที่จะมานั่งจดตัวเลขหรือทำบิลส่งของหรอกนะ แต่สายตากลมโตกำลังสอดส่ายมองหาบางสิ่งบางอย่างที่มุมห้องต่างหาก'เจ้าเขียวไปไหนนะ หรือว่าตาหนวดนั่นจะเอาไปทิ้งแล้ว' หญิงสาวบ่นในใจพลางชะเง้อคอ มองหาจนคอแทบจะเคล็ด"มองหาบิลของเมื่อวาน หรือมองหาแมว" เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ สะดุ้งสุดตัวเธอมองร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามายืนซ้อนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนขึ้นมาถึงศอก ดูลุยๆ แต่ก็แฝงความเนี้ยบเอาไว้ในที ใบหน้าคมเข้มที่มีหนวดเครายังคงเรียบตึงเหมือนคนไม่เคยยิ้มบนโลกใบนี้"ฉันก็ต้องมองหางานสิ ใครจะไปมองหาแมวกันล่ะ ไม่ได้ว่างขนาดนั้นซะหน่อย" คนถูกจับได้รีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แล้วแสร้งทำเป็นหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะมาเปิดดูอย่างขะมักเขม้น ทั้งที่ถือแฟ้มกลับหัวอยู่แท้ๆกำนันหนุ่มปรายตามองแฟ้มในมือของเธอแล้วอดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่ได้ทักท้วงเรื่องแ
"โธ่ ใครเอาหนูมาทิ้งไว้ตรงนี้เนี่ย"สัญชาตญาณความอ่อนโยนทำงานโดยอัตโนมัติ คราบสาวปากเก่งที่ชอบเถียงเจ้านายฉอดๆ หรือคราบขาเมาท์เมื่อครู่ถูกสลัดทิ้งไปในพริบตา หญิงสาวย่อตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นดิน หยิบขวดน้ำเปล่าในถุงพลาสติกออกมาเทล้างน้ำจิ้มออกจากลูกชิ้นจนสะอาดเอี่ยม แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ วางลงบนใบไม้แห้งตรงหน้าเจ้าเหมียว"หิวใช่ไหมลูก ค่อยๆ กินนะตัวเล็ก กินเยอะๆ จะได้อ้วนๆ เหมือนแม่ เอ้ย เหมือนพี่" เสียงที่เปล่งออกมาเปลี่ยนเป็นระดับความหวานเจี๊ยบขั้นสุด เรียกว่าเป็นเสียงสองที่คนฟังต้องขนลุกซู่ด้วยความหมั่นเขี้ยวลูกแมวน้อยดมกลิ่นอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินลูกชิ้นอย่างตะกละตะกลามด้วยความหิวโหย มือเรียวเอื้อมไปลูบหัวทุยๆ ของมันอย่างเบามือ สายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เจ้าของสวนกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยของรั้วลวดหนามอยู่กับลุงชัย คนงานเก่าแก่ ร่างสูงชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงหวานเจี๊ยบที่ไม่คุ้นหูลอยแว่วมา เขาขยับตัวเข้าไปยืนหลบมุมอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อมองดูเหตุการณ์ภาพที่เห็นคือคู่กัดที่ชอบเถียงเขาทุกคำกำลังนั่งยองๆ คุยกับแมวจรจัดด้
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่หญิงสาวเข้ามารับหน้าที่จัดการเอกสารในเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตร ชีวิตการทำงานของเธอวนเวียนอยู่กับการนับสต็อกผลผลิต เขียนบิลส่งของ และปะทะคารมกับเจ้านายชั่วคราวหน้านิ่งแทบทุกวันเช้าวันนี้ก็เช่นกัน กองเอกสารปึกใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าร่างอวบตั้งแต่เธอยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้ด้วยซ้ำ คนตัวโตในชุดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตพับแขนถึงศอกยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เขาชะโงกหน้ามาตรวจดูตัวเลขในสมุดบันทึกของเมื่อวาน กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมากระทบจมูกอีกครั้งจนคนถูกจ้องจับผิดต้องแอบขยับตัวหนี"บิลของร้านเจ๊หงส์เมื่อวานทำไมยอดไม่ตรงกับในสต็อก ลองเช็กดูใหม่ซิ" เสียงทุ้มดุๆ เอ่ยสั่งงานตั้งแต่ไก่โห่"ก็เมื่อวานคุณสั่งให้ลูกน้องยกมะละกอไปเพิ่มให้เจ๊หงส์อีกสองลังไม่ใช่หรือไง ฉันก็เลยบวกยอดเพิ่มเข้าไปในบิลแล้ว ส่วนในสต็อกฉันกำลังจะแก้ให้เช้านี้ไงล่ะ" หญิงสาวหันไปเถียงฉอดๆ ไม่ยอมแพ้"ทำงานต้องทำทีเดียวให้จบ ปล่อยข้ามวันเดี๋ยวก็ลืมจนตัวเลขคลาดเคลื่อนหรอก รีบแก้ซะ สายๆ จะมีรถกระบะมารับของอีกรอบ" เขาบ่นทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกไปตรวจแปลง
เช้าวันต่อมามะปรางเดินมาถึงหน้าเรือนเพาะชำใหญ่ของโครงการเกษตรด้วยความรู้สึกระแวงขั้นสุด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามประสาทที่อาจจะเกิดขึ้น หากผู้ชายหน้าหนวดคนนั้นคิดจะแกล้งเอาคืนเรื่องผักบุ้งฟาดหน้าเมื่อวาน เธอพร้อมจะเปิดฝีปากเถียงกลับทันทีแบบไม่ยอมแพ้ภายในเรือนเพาะชำเต็มไปด้วยคนงานที่กำลังคัดแยกผลไม้และผักสดเพื่อเตรียมส่งให้พ่อค้าคนกลาง ร่างอวบกวาดสายตามองหาเจ้านายชั่วคราว ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อยืดสีเทาเข้มกำลังยืนตรวจของอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวยาวมุมห้อง"มาพอดีเลย มาดูงานตรงนี้สิ" เสียงทักทายเรียบๆ ดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้โต๊ะอย่างระมัดระวัง บนนั้นมีสมุดจดสต็อกและปึกบิลส่งของวางเรียงรายอยู่เป็นกองสูงชายหนุ่มขยับตัวมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อชี้แจงรายละเอียดบนหน้ากระดาษ ระยะห่างที่ลดลงอย่างกะทันหันทำเอาคนถูกสอนถึงกับกลั้นหายใจ กลิ่นน้ำหอมแนวสปอร์ตผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมาเตะจมูก มันไม่ได้เหม็น แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้ชายลุยงานอย่างประหลาด"ตรง
ร่างอวบเดินกระแทกเท้าปึงปังกลับมาถึงโรงเรือนคัดแยกผัก ใบหน้ากลมมนยังคงงองุ้มด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด เธอโยนตะกร้าพลาสติกเปล่าลงบนพื้นดินข้างคันดิน ก้มหน้าก้มตาหยิบต้นคะน้ามามัดรวมกันโดยไม่พูดไม่จา"อ้าว ทำไมหลบมามือเปล่าล่ะลูกเห้อ แล้วผักบุ้งไปไหนเสียแล้ว" ยายเงยหน้าจากกองผักถามด้วยความสงสัยหญิงสาวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด"หนูเดินสะดุดคันดินล้มจ้ะยาย ผักบุ้งช้ำหมดเลย หนูเลยกองทิ้งไว้ตรงนู้น เดี๋ยวค่อยเอาไปทำปุ๋ยก็แล้วกัน""เอ้า เป็นพันพรือมั่ง เจ็บตรงไหนหม้ายลูก" ตาที่กำลังยกเข่งผักรีบวางมือแล้วเดินเข้ามาดูหลานสาวด้วยความตื่นตระหนก"หนูไม่เป็นไรจ้ะตา แค่เจ็บใจนิดหน่อย" ประโยคหลังเธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาที่มีหนวดเคราของตาโรคจิตคนนั้น คอยดูเถอะ ถ้าเจอตัวอีกแม่จะเอาเปลือกทุเรียนฟาดหน้าให้เข็ด โทษฐานมาฉวยโอกาสจับหน้าอกคนอื่นแล้วยังทำหน้ามึนใส่อีกระหว่างที่สองตายายกำลังสาละวนกับการตรวจดูรอยถลอกบนแขนหลานสาว เสียงทักทายของชาวบ้านในโครงการก็ดังแว่วมาเป็นระยะ"สวัสดีครับกำนัน""กำนันมาตรวจแปลงแต่เช้าเลยนะครับ วันนี้ลมเย็นเชียว"คนเพิ่งอาร
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลงมาทบหลังคาบ้านไม้ครึ่งปูนสองชั้นในจังหวัดชุมพร บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นต่างจากเมืองหลวงที่เพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง ปรางค์นารา หรือ มะปราง หญิงสาวรูปร่างอวบอัดกำลังก้มๆ เงยๆ จัดของออกจากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เธอเพิ่งถูกเลิกจ้างจากบริษัทในกรุงเทพฯ จึงตัดสินใจหอบเงินชดเชยก้อนสุดท้ายกลับมาตายรังที่บ้านเกิด"หลบมาอยู่บ้านเราก็ดีแล้วลูกเห้อ กรุงเทพมันวุ่นวาย" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างผอมบางที่เดินถือแก้วกาแฟโบราณเข้ามาในบ้าน"นั่นสิตา หนูเบื่อรถติดจะแย่ กลับมาสูดอากาศชุมพรดีกว่าเยอะเลย" หญิงสาวหันไปยิ้มกว้างให้ผู้เป็นตา"แล้วอิไปช่วยยายทำไหร่ในแปลงผัก แดดมันร้อน นั่งทับหนมกินอยู่บ้านต๊ะหลาน" ยายที่เพิ่งเดินกลับมาจากหลังบ้านเอ่ยสมทบด้วยความเป็นห่วง"หนูตกงานอยู่นะคะยาย ขืนนั่งกินนอนกินอยู่บ้านเฉยๆ เงินเก็บก้อนสุดท้ายได้หมดกันพอดี" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะหญิงสาวรู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆ ที่ปล่อยให้ตายายซึ่งอายุมากแล้วต้องไปรับจ้างดูแลแปลงผักในโครงการเกษตรของหมู่บ้าน แลกกับค่าแรงเพียงวันละ 350 บาท ทั้งที่งานเกษตรต้องใช้แรงงานเยอะและเหนื่อยมาก เธ







