LOGINช่วงจังหวะที่กำลังเลี้ยวรถเข้ามาในโรงเรียนแห่งนั้น เขาก็ต้องเหยียบเบรกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อมีเด็กน้อยแต่งชุดนางรำคนหนึ่งวิ่งมาตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน
“ฉิบหายแล้ว” ชายหนุ่มลืมตัวเผลอสบถออกมา
ธนวรรธน์รีบก้าวลงจากรถเพื่อไปดูแม่หนูน้อยที่จู่ ๆ ก็วิ่งพรวดพราดออกมาตัดหน้ารถเขา สีหน้าของเด็กน้อยซีดเผือดคงเพราะกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เป็นอะไรหรือเปล่า” แม้จะไม่มีคำลงท้ายแต่ก็ไม่ได้ห้วนสั้น
เด็กน้อยคนดังกล่าวส่ายหน้าแทนคำตอบ จากนั้นก็ชะเง้อคอมองหาใครบางคน แววตาของนางรำตัวน้อยหม่นเศร้า ปกติธนวรรธน์เป็นคนไม่ชอบเด็กออกจะรู้สึกรำคาญด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมิอาจละสายตาจากแม่หนูน้อยคนนี้ได้ เขาคุกเข่าลงตรงหน้าเพื่อสอบถามทั้งที่ธุระไม่ใช่
“หนูมายืนทำอะไรตรงนี้”
ญาณิศาหันมาสบตาชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก่อนที่จะตอบ “มารอแม่ค่ะ”
“รอแม่!!”
“แม่รับปากว่าจะมาดูการแสดงของหนู แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มาเลย” สีหน้าของเด็กน้อยหมองเศร้า
“แล้วพ่อของหนูล่ะ”
“พ่อชลติดงานเลยมาไม่ได้ค่ะ แต่แม่สัญญาแล้วว่าจะมา คงมาไม่ทันอีกตามเคย” ญาณิศาเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
แม้ธนวรรธน์จะรีบร้อนแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจทิ้งเด็กคนนี้ไว้เพียงลำพังได้ เขาตัดสินใจที่จะไปนั่งดูการแสดงของแม่หนูน้อยแทนแม่ของเด็กที่รับปากลูกไว้แล้วก็ผิดคำพูด ใจก็นึกตำหนิแม่ที่ไม่ใส่ใจและไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับลูก ทำให้ลูกต้องรอคอยด้วยความผิดหวัง สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงปมในใจของตัวเอง
‘ไม่รู้เป็นแม่ประสาอะไรรับปากลูกไว้แล้วก็ทำไม่ได้’
จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่ามาเป็นประธานแจกทุนการศึกษาเสร็จแล้วก็จะกลับ ธนวรรธน์จึงเลือกที่จะอยู่ดูการแสดงของเด็กคนนี้
“ไม่ต้องร้องไห้ เดี๋ยวไม่สวยนะ เอาอย่างนี้ดีไหมลุงจะไปดูการแสดงของหนูเอง”
แววตาของญาณิศาสดใสขึ้นทันตาเห็นเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“คุณลุงจะมาดูหนูรำฉุยฉายจริงเหรอคะ”
“จริงสิ หนูยืนรอลุงอยู่ตรงนี้นะ ลุงขอเอารถไปจอดก่อนแล้วเราจะได้เข้าไปพร้อมกัน”
ขณะที่ธนวรรธน์กำลังจะพาแม่หนูน้อยเดินเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นก็มีหญิงวัยกลางคนเดินตรงมาตรงจุดที่เขาและเด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่
“ญาณินหนูมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ การแสดงใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้วนะคะ หนูต้องไปเตรียมตัวได้แล้วนะ ตามครูมา” อรอนงค์พูดพร้อมกับจูงมือเด็กหญิงญาณิศาให้เดินตามเธอไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะครูอร”
“อะไรอีกจ๊ะ”
“ขอหนูไปหาคุณลุงก่อนได้ไหมคะ หนูมีอะไรบางอย่างอยากจะบอกคุณลุง เดี๋ยวหนูกลับมาค่ะ”
“เร็ว ๆ นะจ๊ะ”
สิ้นเสียงอนุญาตญาณิศาก็วิ่งกลับไปหาธนวรรธน์
“สัญญานะคะว่าคุณลุงจะมาดูการแสดงของหนู”
“แน่นอน”
“งั้นเรามาเกี่ยวก้อยทำสัญญากันก่อน”
ญาณิศายื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าเขา ธนวรรธน์ยอมเกี่ยวก้อยกับแม่หนูน้อยแต่โดยดี
“แสดงให้เต็มที่เลยนะ สู้ ๆ”
แม่หนูน้อยยิ้มออกเมื่อมีคนมาให้กำลังใจตนเอง
“ถ้าคุณจะมาดูการแสดงของญาณินก็เชิญด้านในเลยค่ะ” ครูคนเดิมเอ่ยเชื้อเชิญเขา เพราะเป็นครูใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน จึงไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่ตนเองพูดคุยด้วยนั้น แท้จริงแล้วเขาเป็นเจ้าของทุนการศึกษา สำหรับนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน พูดจบก็รีบพาลูกศิษย์ตัวน้อยไปเตรียมตัวก่อนที่จะขึ้นแสดงบนเวที
ธนวรรธน์เดินเข้าไปนั่งตรงจุดที่จัดไว้สำหรับผู้ปกครองที่มาดูการแสดงของบุตรหลาน
จังหวะนั้นเองอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนหันมาเห็นเขา เธอจึงรีบเดินออกมาต้อนรับและเชื้อเชิญให้ไปนั่งเก้าอี้ประธาน ซึ่งได้จัดเตรียมไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ
หลังจากนั้นไม่นานพิธีการต่าง ๆ ก็เริ่มต้นขึ้น ธนวรรธน์ถูกเชิญให้ขึ้นไปกล่าวเปิดงานพร้อมแจกทุนการศึกษาให้แก่เด็กเรียนดีที่ทางโรงเรียนได้คัดเลือกไว้ ก่อนจะกลับลงมานั่งดูการแสดงบนเวที
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะมาเสียเวลาไปกับเรื่องแบบนี้ เพราะเวลาแต่ละนาทีของเขานั้นมีค่าแต่มันก็เป็นไปแล้ว และก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมต้องทำ ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกับเด็กน้อยคนนั้น แต่ก็ไม่คิดที่จะหาคำตอบ
การแสดงชุดแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นการแสดงจินตลีลาประกอบเพลงของเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่สอง ตามมาด้วยการแสดงของเด็กมัธยม และการแสดงชุดอื่น ๆ ธนวรรธน์มองนาฬิกาข้อมือเมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลานัดสำคัญของเขาก็ร้อนใจ แต่ในเมื่อรับปากแม่หนูน้อยไว้แล้วก็ต้องทำตามสัญญา
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







