LOGIN“ก็ฝากญาณินไว้กับคุณพัดสิ หรือไม่ก็เอามาฝากพี่”
“นั่นคงจะไม่ใช่ทางออกที่ดีหรอกค่ะ พี่จี๊ดทาบทามนักเขียนท่านอื่นส่งไปให้เขาพิจารณาดีกว่านะคะ”
“ถ้าพี่มีทางเลือกอื่นพี่ก็คงไม่ต้องขอร้องเธอหรอกญาดา ช่วยพี่หน่อยนะ...”
“แต่ว่า...” สีหน้าของณชญาดาดูว้าวุ่นคล้ายตรองไม่ตก
“นะญาดา อย่างน้อยไปพบเขาก่อนก็ยังดี ถ้าไม่ถูกใจเธอก็ไม่ต้องรับงานนี้”
“แค่ไปพบเขาเท่านั้นใช่ไหมคะ”
“ใช่! หลังจากนั้นแล้วเราค่อยมาคุยกันอีกที”
“พี่จี๊ดจะให้ดาไปพบเขาที่ไหนคะ”
“น่าจะเป็นโรงแรมที่เขาพักอยู่ เอาเป็นว่าพี่จะโทรนัดกับเขาก่อนแล้วจะโทรบอกอีกที”
จิรนันท์เอื้อมมากุมมือณชญาดา “ขอบใจมากนะญาดาที่ยอมไปพบเขาเพื่อพี่”
“ดาแค่จะไปพบเขา เพื่อยืดระยะเวลาให้พี่จี๊ดหานักเขียนคนใหม่ ไม่ได้รับปากว่าจะรับทำงานนี้นะคะ”
“แค่นั้นก็ถือว่าต่อลมหายใจให้พี่ไปอีกระยะหนึ่งแล้วล่ะ อย่างน้อยก็ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน ขอบใจนะ”
“ว่าแต่พี่จี๊ดมีเรื่องอะไรจะคุยกับดาหรือคะ คงไม่ได้จะทวงต้นฉบับนิยายเรื่องใหม่ใช่ไหมคะ” ณชญาดาเปลี่ยนประเด็นในการสนทนา
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก ก็เราบอกพี่เองไม่ใช่หรือว่าจะพักหนึ่งเดือนแล้วค่อยเปิดนิยายเรื่องใหม่”
“ใช่ค่ะ โล่งอกไปที ตอนแรกดาก็นึกว่าพี่จี๊ดจะเร่งให้ดาปั่นต้นฉบับเรื่องใหม่”
“เข้าเรื่องเลยละกัน ยังจำที่พี่เคยพูดกับเราไว้ก่อนหน้านี้ได้ไหม ที่ค่ายละครยักษ์ใหญ่เขาสนใจจะนำบทประพันธ์เรื่องเพลิงพรหมมาทำเป็นละคร”
“จำได้ค่ะ เราปฏิเสธไปแล้วนี่คะ”
“ใช่ แต่เขายังไม่ละความพยายามยังโทรมาถามพี่อยู่ตลอด ล่าสุดผู้จัดโทรมาคุยกับพี่ด้วยตัวเองถึงสองครั้ง พี่ก็เลยอยากให้ญาดาลองทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง”
แม้จิรนันท์จะไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดณชญาดาจึงไม่ยอมตอบรับคำขอของค่ายละคร แต่เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากถาม เพราะเคารพในการตัดสินใจของนักเขียนที่ตนเองปั้นมากับมือ ณชญาดาเป็นนักเขียนที่จิรนันท์รักและเอ็นดูเหมือนน้องสาวแท้ ๆ ของตนเองเลยก็ว่าได้ แต่ครั้งนี้ข้อเสนอของทางผู้จัดรายนี้น่าสนใจจนไม่อาจมองข้ามจริง ๆ จึงอยากให้หญิงสาวไตร่ตรองดูอีกครั้ง
“แต่เราเคยพูดเรื่องนี้กันมาหลายครั้งแล้ว คำตอบของดาก็ยังคงเหมือนเดิมค่ะ”
“ลองกลับไปคิดดูอีกครั้งนะ พี่อยากให้เราเปลี่ยนใจ เพราะเงื่อนไขของเขาดีกว่าทุกค่ายที่เคยติดต่อมา”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
“เรื่องนี้เองหรือคะที่ทำให้พี่จี๊ดอยากพบดา”
“ใช่! เดี๋ยวไปกินมื้อเย็นด้วยกันนะพี่เลี้ยงเอง”
“ไว้วันหลังแล้วกันนะคะพี่จี๊ด วันนี้ดาสัญญากับลูกไว้ว่าจะไปดูการแสดงของเขา”
“การแสดงอะไร!?”
“รำฉุยฉายค่ะ ญาณินถูกเลือกให้ไปรำในงานแจกทุนการศึกษาของนักเรียนดีเด่นที่จัดขึ้นในวันนี้ การแสดงใกล้จะเริ่มต้นขึ้นแล้วไม่รู้ว่าจะไปทันหรือเปล่า แถวนั้นขึ้นชื่อเรื่องรถติดซะด้วยสิ”
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไป แล้วพี่จะติดต่อเรากลับไปอีกที”
“ขอตัวก่อนนะคะ”
ณชญาดารีบร้อนเดินกลับไปที่รถและขับออกไปด้วยความเร็ว ด้วยเกรงว่าจะไปไม่ทันดูการแสดงของลูก
หลังจากธนวรรธน์ออกจากสำนักงานของจิรนันท์ เขาก็ขับรถตรงไปยังโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อไปเป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กเรียนดี โครงการนี้พ่อของเขาเป็นคนริเริ่มขึ้น ในฐานะที่เขาเป็นลูกชายคนโตทำให้เขาต้องเข้ามารับผิดชอบ และดำเนินการเรื่องมอบทุนการศึกษานี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
พิธีการต่าง ๆ จะเริ่มขึ้นในอีกสองชั่วโมงข้างหน้าทำให้เขาต้องเร่งรีบ แต่ต้องมาเจอกับปัญหารถติดอยู่นานนับชั่วโมง อารมณ์ที่คุกรุ่นเป็นทุนเดิมเนื่องจากงานที่มอบหมายให้จิรนันท์ทำไม่ได้ดั่งใจ แถมยังไม่ได้นอนมาสามวันเต็ม ๆ เพราะเร่งเก็บและบรรจุชาให้ทันตามออเดอร์
เมื่อต้องมาเจอกับปัญหารถติดก็ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาพุ่งพล่านมากขึ้น ชายหนุ่มกดแตรรถเสียงดังสนั่นเมื่อมองเห็นสัญญาณไฟเขียว แต่รถคันหน้ายังไม่ยอมขยับไปไหน
“หลับในอยู่หรือไงวะยิ่งรีบ ๆ อยู่”
เมื่อหลุดจากไฟแดงแยกนั้นมาได้เขาก็เหยียบคันเร่ง ขับแซงซ้ายแซงขวาเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด เพราะหลังจากการแจกทุนการศึกษาที่โรงเรียนแล้ว เขายังมีนัดคุยเรื่องผลิตภัณฑ์ชาตัวใหม่กับฌอห์นนักธุรกิจชาวอังกฤษที่โรงแรม เขาจึงอยากจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักสักงีบก่อนจะคุยงาน ความเหนื่อยล้าบวกกับรถที่ติดแบบบ้าระห่ำ และความไม่ชอบเมืองหลวงเป็นทุนเดิม ทำให้ธนวรรธน์ยิ่งหงุดหงิดอารมณ์เสียมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
แต่สุดท้ายเขาก็มาถึงสถานศึกษาแห่งนั้นจนได้ แม้จะช้ากว่าที่คิดไว้ร่วมชั่วโมงก็ตาม
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







