Masukในค่ำวันหนึ่งขณะที่เด็ก ๆ กำลังนั่งดูการ์ตูน ณชญาดาถือโอกาสนี้คุยกับสองหนุ่มเจ้าของไร่ว่าเธออยากเรียนรู้วิธีการชงชา และอยากชิมชาชนิดต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในงานเขียน ธนกฤตรับอาสาทำหน้าที่แนะนำวิธีการชงชาชนิดต่าง ๆ ให้หญิงสาวด้วยตัวเอง
“ไว้ผมจะพาคุณไปเรียนรู้ข้อมูลที่คุณอยากได้ที่พีทแอนด์พอลค่าเฟ่ของเรา รับรองว่าคุณกับเด็ก ๆ จะต้องชอบ ที่นั่นถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งของไร่เราเลยนะครับ”
“ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าไร่แห่งนี้มีคาเฟ่ซ่อนอยู่ มันสวยมากเลยเหรอคะคุณพอล”
“แล้วคุณจะได้เห็นกับตาว่ามันสวยมากแค่ไหน ที่นั่นถือเป็นจุดชมวิวไร่ชาของเราแบบพาโนรามา คุณจะเห็นบริเวณรอบ ๆ ไร่ชาที่โค้งไปตามไหล่เขาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ใครที่มีโอกาสได้แวะมาก็จะถ่ายรูปกันที่จุดนี้เกือบทุกคน นอกจากชาแล้วเราก็ยังมีเครื่องดื่ม เบเกอรี่ รวมถึงจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของทางไร่เราวางจำหน่ายด้วย เราเปิดคาเฟ่นี้มาได้เกือบสี่ปีแล้ว เรียกได้ว่าพีทแอนด์พอลคาเฟ่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินกว่าที่เราคาดไว้เสียอีก”
นั่นหมายความว่าคาเฟ่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาหลังจากที่เธอจากไปแล้ว
“ใครเป็นเจ้าของไอเดียนี้คะ”
“พี่พีทครับ อันที่จริงเรามีโครงการที่จะทำรีสอร์ตด้วยนะครับ แต่ติดปัญหาเรื่องสถานที่โครงการนี้ก็เลยต้องชะลอไว้ก่อน”
“นับว่าเป็นความคิดที่ดี”
หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับหันไปมองธนวรรธน์ แล้วก็พบว่าเขามองเธออยู่เช่นกัน ทั้งคู่สบตากัน ดวงตาของธนวรรธน์ที่กำลังจ้องมองมานั้น ทำให้หัวใจของณชญาดาเต้นรัวเร็วขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
ณชญาดาเผลอยกมือขึ้นมาวางที่หัวใจของตัวเอง ก่อนที่จะเบนความสนใจของเขาไปที่งานเขียน
“ฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาเกี่ยวกับงานเขียนของคุณ”
“ว่ามา”
“ฉันอยากเขียนถ่ายทอดเรื่องราวของชา ผ่านการเขียนในรูปแบบของไดอารี่ พวกคุณว่าดีไหมคะ ฉันหมายถึงการเขียนไดอารี่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวผ่านประวัติและประสบการณ์จริงของคุณ เราจะสอดแทรกข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับชาลงไปด้วย ฉันว่ามันจะดึงความสนใจของนักอ่านได้ดีกว่าที่เราจะเขียนออกมาในรูปแบบของบทความ ที่บอกข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับชา ข้อมูลที่เราต้องการจะสื่อให้นักอ่านทราบยังอยู่ครบแตกต่างกันตรงวิธีเขียน พวกคุณมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้คะ”
“ผมเห็นด้วย พี่พีทว่าไงครับ”
“ลองดูก็ได้”
“ถ้าพวกคุณเห็นด้วย ฉันก็จะเริ่มลงมือจัดการตามที่คิดไว้ แต่อาจจะต้องรบกวนให้คุณบอกข้อมูลเพิ่มเติม”
“ข้อมูลอะไร” ธนวรรธน์ย้อนถาม
“คืนนี้ฉันจะนั่งรวบรวมคำถามที่ฉันอยากรู้ เพื่อนำมาใช้ในงานเขียน และจะส่งให้พวกคุณช่วยตอบ ไม่ต้องกังวลนะคะคำถามไม่ยากหรอกค่ะ”
ธนวรรธน์พยักหน้ารับรู้ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานแล้วล่ะก็เขาไม่เคยปฏิเสธ และยอมรับว่าเธอเป็นนักเขียนที่ใส่ใจในข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ได้ดีกว่านักเขียนที่จิรนันท์เคยส่งมาก่อนหน้านี้ อยากรู้เหมือนกันว่าณชญาดาจะเขียนมันออกมาได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน
“สุดสัปดาห์นี้ฉันจะขอยืมรถที่ไร่สักคันได้ไหมคะ” ณชญาดาเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา
“คุณญาดาจะไปไหนเหรอครับ”
“ว่ะจะพาเด็ก ๆ ไปเดินเที่ยวและหาซื้อของบางอย่างน่ะค่ะคุณพอล ตั้งแต่พาพวกแกมาที่นี่ยังไม่เคยพาไปเที่ยวที่ไหนเลย”
“อยากจะไปที่ไหนก็บอกมาได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะเป็นคนขับรถพาพวกคุณไปเอง” ธนกฤตเสนอตัวด้วยความเต็มใจ
“ไม่ต้องลำบากหรอกพอล สุดสัปดาห์นี้พี่จะต้องเข้าไปทำธุระอยู่แล้ว พี่จะเป็นคนพาไปเอง”
“โอเคครับ คุณญาดาพาเด็ก ๆ ไปกับพี่พีทนะครับ ผมจะได้หมดห่วง”
“เอ่อ...” ณชญาดารู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าจะต้องเดินทางไปกับธนวรรธน์เพียงลำพัง
“มีปัญหาอะไร!” ธนวรรธน์เอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางลังเลของอีกฝ่าย
“ไม่มีค่ะ”
หญิงสาวตัดสินใจตอบกลับไปแบบนั้น จะให้ตอบไปตามความจริงได้อย่างไรว่าเธอไม่อยากเดินทางร่วมกับเขา แม้จะอึดอัดใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ละทิ้งความตั้งใจที่จะพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา
“เป็นอันว่าวันหยุดนี้ผมจะพาคุณไปเอง บอกมาแล้วกันว่าอยากจะไปที่ไหน”
“แต่คุณต้องไปทำธุระไม่ใช่เหรอคะ”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ผมบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้ แค่บอกมาก็พอว่าจะไปที่ไหน”
“ฉันตั้งใจว่าจะพาเด็ก ๆ ไปฮิโนกิแลนด์ค่ะ ได้ไหมคะ”
“ได้ ผมจะพาไปเอง”
“ขอบคุณค่ะ” จากนั้นก็หันไปพูดกับเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูการ์ตูนเรื่องโปรด
“เตรียมตัวเข้านอนกันได้แล้วนะเด็ก ๆ ได้เวลานอนแล้ว”
ฑีฆายุจูงมือญาณิศาเดินตรงมาหาณชญาดา
“ฉันขอตัวพาเด็ก ๆ เข้านอนก่อนนะคะ”
“เชิญครับ” ธนกฤตเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ส่วนธนวรรธน์ก็หันไปสั่งให้น้อยนำนมขึ้นไปให้เด็กทั้งสองที่ห้อง เพราะรู้ว่าณชญาดาจะให้เด็ก ๆ ดื่มนมก่อนนอนเสมอ ไม่น่าเชื่อว่าพี่ชายของเขาจะใส่ใจแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







