เข้าสู่ระบบ“ต่อไปนี้ไม่ต้องอดแล้ว และไม่ต้องเก็บไว้ให้พี่กินคนเดียวอีกแล้วนะ พวกเราสองพี่น้องจะกินข้าวด้วยกันแบบนี้ทุกมื้อ ส่วนแม่...พี่จะค่อย ๆ คุยกับแม่เอง”
เจียงเสวี่ยอิ๋งพูดกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เธออยากปลอบโยนให้เจียงเสวี่ยหนิงมีกำลังใจบ้าง ให้รู้ว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่คนที่คอยรับใช้พี่สาวเพียงอย่างเดียว
“ขอบคุณค่ะ” เจียงเสี่ยหนิงพูดและพยายามไม่ให้เสียงสั่นหรือว่าน้ำตาไหลออกมา
“อ้อ...แล้วนับจากนี้ เสี่ยวหนิงก็เลิกกลัวพี่ได้แล้วนะ พี่สัญญาว่าจะไม่รังแกเธออีก หลังจากนี้สบายใจได้เลย พี่จะไม่แกล้งเธออีกแล้ว” หญิงสาวยืดอดขึ้นพร้อมใช้มือข้างหนึ่งตบที่อกอย่างมั่นใจตัวเองราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ชาย
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่” ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มของเธอบ่งบอกว่าเธอมีความสุขมาก
จากนั้นสองพี่น้องจึงนั่งกินข้าวกันไปพูดคุยกันไปอย่างออกรส ก่อนที่เจียงเสวี่ยอิ๋งจะตะล่อมถามถึงเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ข่าวสารของยุคนี้
เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าของร่างนั้นไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลยนอกจากรูปร่างหน้าตาของตัวเอง แล้วก็เรื่องของผู้ชายที่อยากจะแต่งด้วย เจียงเสวี่ยหนิงเล่าเรื่องราวให้พี่สาวฟังทุกอย่าง ตั้งแต่ความเป็นมาของเมืองนานกิง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจ ผู้คน การศึกษา หรือแม้กระทั่งนโยบายรัฐบาล
“นี่ก็ผ่านช่วงที่เปิดเสรีทางการค้ามาแล้ว เมืองนี้ก็เจริญขึ้น มีคนออกมาค้าขายกันมากขึ้น”
“การค้าเสรีเหรอ ถ้างั้นหากเราอยากขายอะไรก็ขายได้น่ะสิ” เจียงเสวี่ยอิ๋งถามกลับด้วยความสนใจ
“มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกค่ะพี่ มีบางอย่างที่ยังไม่ถูกกฎหมายเหมือนกัน” เด็กสาวยังคงอธิบาย แล้วถามกลับด้วยความสงสัย “ว่าแต่พี่อยากขายอะไรเหรอคะ”
เจียงเสวี่ยอิ๋งทำท่าทางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “ยังไม่รู้เหมือนกันน่ะ พวกเราต้องไปดูก่อน”
“ไปดูก่อน? พี่หมายความว่ายังไงคะ” คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ กับคำว่า ‘ไปดูก่อน’
พอเห็นสีหน้าแปลกใจของน้องสาว เจียงเสวี่ยอิ๋งจึงรีบอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ “ก็หมายความว่า วันนี้พวกเราจะไปสำรวจในเมืองกันอย่างไรล่ะ ไปดูว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็พวกเราสามารถทำอะไรได้บ้างน่ะ”
“แต่ปกติพี่ก็ไปเกือบทุกวันอยู่แล้วนี่คะ ยังต้องดูอะไรอีกเหรอ” เด็กสาวยังคงสงสัย จะว่าไปแล้วพี่สาวของเธอมีความเชี่ยวชาญเรื่องการเดินเที่ยวในเมืองมากกว่าเธอเสียอีก ส่วนตนเองเองนั้นได้ไปแค่ตลาดก็ดีแค่ไหนแล้ว
เจียงเสวี่ยอิ๋งหันมามองหน้าน้องสาวแล้วพูดอย่างจริงจัง
“เสี่ยวหนิง เมื่อก่อนพี่ไปเดินเที่ยวในเมืองก็จริงแต่ว่าที่ผ่านมาพี่ก็แค่เที่ยวเตร็ดเตร่ไม่ได้สนใจแล้วไม่ได้สังเกตอะไรมากนักหรอก แต่ครั้งนี้พี่จะเอาจริง เพราะฉะนั้นพวกเราจะต้องสำรวจและเก็บรายละเอียดทุกอย่างมาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่พวกเราจะได้มาปรึกษากันว่าจะทำอะไรต่อไป” เจียงเสวี่ยอิ๋งมีแววตามุ่งมั่น เธอตั้งใจว่าจะเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่พูด
“ว่าแต่พี่จะให้ฉันไปด้วยจริงเหรอ” เจียงเสวี่ยหนิงชี้นิ้วมาทางตัวเองและถามเพื่อยินยันความมั่นใจอีกครั้ง
“ก็แน่น่ะสิ ยังไงปกติเสี่ยวหนิงก็ต้องไปตลาดเป็นประจำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ พวกเราก็ไปพร้อมกันเลย ไปด้วยกัน ช่วยกันคิดและช่วยกันเก็บข้อมูล ดีจะตายไป”
เมื่อพูดคุยกันเรียบร้อย สองพี่น้องก็รีบกินข้าวเพราะพวกเธอรอไม่ไหวแล้วที่จะได้ไปสำรวจในเมืองด้วยกัน
เด็กสาวแปลกใจมากที่วันนี้พี่สาวมาช่วยล้างจานด้วย ทั้งที่เธอปฏิเสธไปหลายครั้ง และบอกให้พี่สาวไปเตรียมตัวพอล้างจานเสร็จจะได้ออกไปกันได้เลย แต่ทว่าเจียงเสวี่ยอิ๋งกลับไม่ยอมและยืนยันที่จะช่วยน้องสาวล้างจานให้เสร็จก่อน
“พี่ใหญ่...พี่คิดจะค้าขายจริงเหรอ” จู่ ๆ เด็กสาวก็ถามขึ้นมา
สำหรับเซี่ยเป่าเจิ้นแล้วการที่ลูกสาวคนโตของนางประกาศว่าจะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเหมือนการทำลายความฝันและความคาดหวังทั้งหมดที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่ออนาคตของลูก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่า หากลูกสาวคนนี้คิดจะทำอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครสามารถขัดใจได้ทั้งนั้น“ฉันตัดสินใจแล้วจริง ๆ ค่ะแม่ ว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่จะให้น้องเรียนต่อแทน” เจียงเสวี่ยอิ๋งพูดย้ำอีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบทั้งหมดทว่าคำพูดของหญิงสาวในครั้งนี้ ทำเอาผู้เป็นแม่อย่างเซี่ยเป่าเจิ้นถึงกับประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาลูกสาวคนนี้ไม่เคยเสียสละอะไรให้น้องเลยสักอย่าง แต่มาวันนี้กลับยอมให้น้องเรียนต่อแทนตัวเองแต่ถึงอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ลูกสาวคนเล็กเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย จบแค่ชั้นมัธยมต้นก็พอแล้ว จึงพูดเหมือนเดิม“จะให้เสี่ยวหนิงเรียนไปทำไมกัน ไม่มีประโยชน์หรอก จบมัธยมต้นก็พอแล้ว”“จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไงล่ะแม่ เมื่อกี้ฉันก็อธิบายไปแล้วว่าหากเสี่ยวหนิงได้เรียนต่อ น้องน่าจะมีโอกาสได้ทำงานที่ดีกว่าฉันแน่นอน บางทีน้องอาจจะสอบเข้าทำงานราชการก็ได้นะแม่ น้องเรียนเก่งออกขนาดนั้น” เจียวเสวี่ยอิ
ฉันไม่ต้องการเรียนต่อ“แต่แม่ ถ้าฉันได้เรียนสูง ๆ ฉันก็จะหาเงินได้มากขึ้นนะคะ แม่ให้ฉันเรียนเถอะนะ” เด็กสาวยังคงอ้อนวอนต่อ แม้ว่าจะไม่มีหวังเลยก็ตาม“แล้วเมื่อไรล่ะ ตอนนี้แกเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สอง กว่าจะถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย เงินบ้านเราไม่หมดก่อนหรอกเหรอ คิดบ้างสิ อย่าเอาแต่ใจนักเลย” เซี่ยเป่าเจิ้นยกข้ออ้างขึ้นมา เพราะกว่าลูกสาวคนเล็กจะเรียนจบเธอคงหมดเงิน ไหนจะต้องเรียนชั้นมัธยมปลายอีก เธอจึงมองว่าส่งเสียลูกสาวคนโตน่าจะคุ้มกว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังคงร้องไห้ไม่หยุด เธอพยายามที่จะเข้าไปกอดแม่เพื่อวิงวอนและขอร้องแต่ทว่ากลับถูกแม่ทุบตีกลับมาจนท้ายที่สุดแล้วเธอทรุดลงกับพื้นไปกอดขาแม่ แต่ว่าเซี่ยเป่าเจิ้นก็ยังคงไม่ยอมใจอ่อนอยู่ดีเจียงเสวี่ยอิ่งเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้แล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เลยรีบเข้าไปประคองเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดปลอบใจ“ไม่เป็นไรนะเสี่ยวหนิง เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จะคุยกับแม่เอง เธอไปนั่งพักที่เก็าอี้ก่อนเถอะนะ”พอได้ยินคำของพี่สาว เจียงเสวี่ยหนิงก็เริ่มสบายใจขึ้นมา ในใจนั้นคิดว่าหากเป็นพี่สาวพูดแล้วละก็ ยังไงแม่ก็ต้องยอมฟังแน
“อะไรนะคะ!! แม่ตกงงานเหรอคะ” เจียงเสวี่ยอิ๋งถามด้วยน้ำเสียงตกใจ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้กับครอบครัวตัวเอง แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วก็ตาม“ก็ใช่น่ะสิ วันนี้โรงงานเพิ่งประกาศปลดพนักงาน แม่เองก็ถูกปลดด้วย ยังดีหน่อยที่ทางโรงงานให้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน ยังพอให้ใช้ในครอบครัวสักสองสามเดือน แต่จะไปพอได้ยังไงกันถ้าหากแม่ยังหางานทำไม่ได้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดอย่างหมดแรง ต่อใด้ได้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน แต่ก็ทำให้เธอใช้จ่ายในบ้านได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น หากไม่รีบหางานทำคงได้อดตายกันแน่เจียงเสี่ยวอิ๋งทำเพียงรับฟังไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะหันไปทางน้องสาวแล้วพยักหน้าให้ทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เข้าใจว่าพี่สาวให้กลับเข้าห้องไปก่อน จึงได้พยักหน้ารับแล้วรีบเดินจากไปต่อให้ตกใจแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วก็เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้จริง ๆ เพราะก่อนหน้านี้แม่เคยพูดเรื่องที่โรงงานจะปลดพนักงานให้ฟัง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ความคิดของเธอคิดว่าน่าจะเป็นอีกสองสามเดือนข้างหน้าแต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วคงไม่มีทางอื่นนอกจากยอมรับและคิดหาวิธีเพื่อที่จะให้ครอบครัวมีรายได้ต่อไป“แล้วแม่คิดว่าจะทำยังไงต่อไปค่ะ” เ
โดนปลดออกจากงานแต่ทว่าเมื่อเปิดเข้าบ้านมาถึงห้องโถงก็ถึงกับต้องอารมณ์ขึ้น เพราะเห็นภาพลูกสาวคนเล็กนั่งกินขนมอย่างสบายใจเฉิบบนเก็าอี้ไม้ ด้วยความที่วันนี้ถูกปลดออกจากงาน และที่บ้านมีเงินอยู่ไม่มาก พอเห็นเจียงเสี่ยหนิงนั่งกินขนมอยู่ด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ก็อดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา“เสี่ยวหนิง ยังมีหน้าจะมากินขนมอยู่อีกเหรอ รู้ไหมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับแม่ และครอบครัวของเราบ้าง” เซี่ยเป่าเจิ้นส่งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ด้วยความโกรธถาโถมจนเกินจะรับ บนใบหน้าของเธอจึงแดงไปหมด“เอ่อ...” เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทางของแม่แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ถูกด่าอีกแล้ว แต่เด็กสาวก็ชินเสียแล้วเพราะนี่นี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกตำหนิ“แล้วนั่นไปเอาเงินจากไหนมาซื้อขนม รู้ไหมว่าบ้านเราไม่ได้มีเงินมากมายที่จะให้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดพร้อมกับกระชากถุงขนมออกจากมือของลูกสาวคนเล็ก“ฉะ...ฉัน” เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันได้พูดออกมาก็ถูกเซี่ยเป่าเจิ้นตะคอกกลับมาอีกครั้ง“แกรู้ไหมว่าวันนี้ฉันเพิ่งถูกเลิกจ้าง ได้เงินชดเชยมาก็แค่ร้อยหยวนเท่านั้น ฉันกลุ้มใจแทบตายแต่แกยังจะซ
“อร่อยมากเลยค่ะ ฉันเพิ่งเคยได้กินขนมข้าวเหนียวเป็นครั้งแรก” เจียงเสวี่ยอิ๋งตอบ เธอไม่โกหกเลย เพราะที่ผ่านมานั้นเธอแทบจะไม่เคยได้กินขนมเลย ต่อให้จะมาตลาดบ่อยครั้งแต่ก็มาซื้อแค่วัตถุดิบในการทำอาหารเท่านั้น“ถ้าชอบก็กินเยอะ ๆ นะ” หญิงสาวยื่นขนมถุงขนมของเธอให้กับน้องสาว“พี่กินอิ่มแล้วเหรอคะ” เด็กสาววถามอย่างเกรงใจ เพราะเห็นว่าพี่ของเธอกินไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเจียงเสวี่ยอิ๋งยิ้มให้อีกครั้ง แล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าชอบก็กินเถอะ ขนมข้าวเหนียวนี่พี่เคยกินหลายครั้งแล้ว เสี่ยวหนิงกิ่นให้อิ่มเถอะ เดี๋ยววันหลังหากพี่หาเงินได้แล้วจะพามาเลี้ยงไอศกรีมดีไหม”เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาคลอเบ้า เด็กสาวซาบซึ่งกับสิ่งที่พี่สาวทำให้มาก เนื่องจากเธอไม่เคยมีคนเอาใจหรือว่าเสียสละให้อย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อไดรับการปฏิบัติเช่นนี้ก็ดีใจจนน้ำตาไหล“ขอบคุณนะคะพี่ใหญ่” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นรู้ได้เลยว่ากำลังสะอื้น“ไม่ต้องร้องไห้นะเด็กดี กินต่อเถอะนะ” หญิงสาวลูบศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆก่อนที่สองพี่น้องเดินสำรวจเมืองกันต่อ อีกทั้งยังพูดคุยและออกความเห็นกันว่ามีสิ่งไหนน่าทำบ้าง เจียงเสวี่ยอิ๋งมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอา
สำรวจเมืองด้วยกันตามท้องถนนในเมืองคึกคักไปด้วยผู้คนสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสตามสมัยนิยม บ้างถือถุงผ้าใส่ของ บ้างจูงเด็กเล็กเดินผ่านกันไปมา ร้านค้าสองข้างถนนตั้งเรียงราย มีทั้งร้านขายของชำ ร้านขายอาหาร และร้านตัดเสื้อที่ยังคงใช้จักรเย็บผ้าดั้งเดิมกลิ่นหอมของเกี๊ยวนึ่งและซาลาเปาทอดใหม่ ๆ ลอยมาจากแผงขายอาหารข้างถนน เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่า กลบเสียงสนทนาเป็นระยะ คนขายส่งเสียงเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้น“เกี๊ยวร้อน ๆ ซาลาเปาทอดร้อน ๆ ครับ แค่กล่องละหนึ่งหยวนเท่านั้น!”และที่มุมถนน ตึกของสถานที่ราชการตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ ผนังปูนสีขาวซีด ป้ายประกาศแจ้งข่าวสารประชาชนติดเรียงรายกันอยู่ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินเข้าออกด้วยท่าทางเคร่งขรึมเสียงรถจักรยานส่งเสียงกระดิ่งแหลมคม คนขี่ปั่นอย่างคล่องแคล่วหลบหลีกฝูงชน ส่วนรถบรรทุกขนาดเล็กส่งเสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ในขณะที่แล่นผ่านไปอย่างช้า ๆแม้เมืองนี้ดูจะวุ่นวายแต่กลับมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง เสียงผู้คน เสียงค้าขาย และกลิ่นอาหาร ผสมผสานกันเป็นบทเพลงแห่งชีวิตในยุคนั้นอย่างแท้จริง“น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ พี่ไม่เคยสังเกตอะไรแบบนี้เลย ด







