เข้าสู่ระบบฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวไม่ได้พูดตรงๆ แต่ก็รู้ดีว่าถ้าคุณชายใหญ่ตายไป ตำแหน่งนี้ก็คงจะตกเป็นของคุณชายรอง ถึงแม้คุณชายรองจะสุขภาพไม่ดี แต่ถ้าบุตรสาวของตระกูลจ้าวได้เป็นฮูหยินใหญ่ ตำแหน่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตระกูลจ้าวอย่างแน่นอน
ชื่อจริงของฮูหยินเว่ยคือเว่ยซินฮุย นางยิ้มพยักหน้า “ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจได้ สะใภ้เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเว่ยไม่ชอบจวนโหว ด้วยความมั่งคั่งของตระกูลเว่ยแล้ว จวนโหวสามจวนก็ยังเทียบไม่ได้ การแต่งงานนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวต้องการที่จะปูทางให้ลูกหลานของตระกูลจ้าว พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการสร้างหน้าตาให้กับเรือนใหญ่ เรื่องแบบนี้ที่ทำให้คนอื่นได้ประโยชน์แต่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์ นางไม่ยอมทำหรอก ฮูหยินเว่ยไม่ได้เห็นชอบกับการแต่งงานนี้ แต่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว นางก็ยังแสดงงิ้วอย่างเต็มที่
จ้าวเยี่ยนเจียวดูคนในห้องคุยกันเหมือนกับกำลังดูงิ้ว ดูเหมือนจะปรองดองกัน แต่จริงๆ แล้วแต่ละคนล้วนคิดไม่ซื่อ นางถูกเพิกเฉยก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่อดไม่ได้ที่จะลูบท้องของตัวเอง...
หิวจัง! ครั้งหน้าต้องจำไว้ว่าต้องกินขนมก่อนสองสามชิ้นก่อนมาคารวะ เพราะเรื่องบนโลกนี้ไม่สำคัญเท่ากับการกินให้อิ่มท้อง
จ้าวเยี่ยนเจียวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในตระกูลจ้าวมาครึ่งเดือนแล้ว เมื่อเห็นหลี่มามาที่เรือนเหมยหลินนำอาหารเช้ามาให้เต็มโต๊ะ นางก็รู้สึกพอใจมาก
พอนั่งลงนางก็ถามขึ้นง่ายๆ ว่า “อาการปวดมือของหลี่มามาดีขึ้นหรือไม่?”
หลี่มามาได้ยินก็ยิ้มอย่างสดใส “เรียนคุณหนูสี่ มือของบ่าวดีขึ้นมากแล้ว อวี้หรงส่านที่คุณหนูให้มาเป็นของดีจริงๆ บ่าวเพิ่งใช้ไปไม่กี่วัน แม้แต่ป้าหลิวในครัวยังสังเกตเห็นว่ามือของบ่าวเนียนนุ่มขึ้น ถามบ่าวว่าทาอะไร มือแทบจะกลายเป็นมือของเด็กสาวแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำพูดของหลี่มามา จ้าวเยี่ยนเจียวก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “หลี่มามาก็พูดเกินไป นี่ก็แค่อวี้หรงส่านเท่านั้นเอง ที่ข้ายังมีเหลืออยู่ ถ้าป้าหลิวชอบจะเอาไปให้เขาบ้างก็ได้ อย่างไรช่วงนี้อาหารที่เขาทำก็ใส่ใจมาก ถือว่าเป็นการให้รางวัลกับเขา ถ้าคนอื่นมาขอ หลี่ก็ตัดสินใจให้เองได้เลย!”
จ้าวเยี่ยนเจียวเรียกสาวใช้ชื่อชุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้ไปหยิบกล่องไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่าง แล้วนางก็ยกขี้ผึ้งกับน้ำมันบำรุงในนั้นให้ไปอย่างใจกว้าง
หลี่มามารู้สึกประหลาดใจ ถึงแม้การเป็นคนรับใช้ในตระกูลจ้าวจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่กฎระเบียบระหว่างเจ้านายและลูกน้องนั้นชัดเจน คนรับใช้ก็คือคนรับใช้ ยกเว้นคนสนิทแล้ว เจ้านายก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนรับใช้ทั่วไป
นางโชคดีที่ได้เจอกับจ้าวเยี่ยนเจียวที่ปฏิบัติต่อคนรับใช้ในบ้านอย่างใจกว้าง แต่ก็มีข้อยกเว้นบางอย่าง อย่างเช่นสาวใช้สองคนที่ฮูหยินเว่ยตั้งใจให้มาดูแลจ้าวเยี่ยนเจียว แต่ความจริงแล้วคือมาสอดแนม หลี่มามาแอบมองชุ่ยเอ๋อร์และชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ อย่างลับๆ
หลี่มามารับกล่องไม้ที่ชุ่ยเอ๋อร์นำมาให้ เห็นว่านางดูไม่พอใจและไม่เห็นด้วย หลี่มามาหัวเราะจนตาหยี นางเป็นแค่คนใช้ทั่วไปที่ต้องรับผิดชอบดูแลเรือนเหมยหลินที่ไม่มีเจ้าของมาหลายปีแล้ว ถึงแม้นางจะทำตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่ฮูหยินเว่ยก็ยังไม่พอใจกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรือนเหมยหลิน ไม่คิดเลยว่านางเป็นแค่บ่าวรับใช้ การดูแลเรือนก็เป็นแค่คำสั่งของเจ้านายเท่านั้นเอง เมื่อเห็นคนอื่นๆ ได้รับรางวัลทุกปี แต่คนใช้ที่เรือนเหมยหลินกลับไม่ได้รับแม้แต่รางวัลเป็นอาหารสักหนึ่งอย่าง ก็พอจะรู้ว่าฮูหยินเว่ยเป็นคนขี้อิจฉาและใจแคบขนาดไหน
“อ้อ ใช่แล้ว หลี่มามาเดี๋ยวไปที่ห้องบัญชี เบิกเงินให้คนไปซื้อขนมไป๋ถังเกามาหน่อย” จ้าวเยี่ยนเจียวกะพริบกลมๆ ของนาง จู่ๆ ก็อยากกินขนม แต่นางไม่ยอมรับตรงๆ แค่พูดว่า “ข้าอยากทำชาดทาปาก พอหน้าเข้าหน้าหนาวจะได้นำมาทาที่ปาก ช่วยให้ปากชุ่มชื้นไม่แห้งแตก”
“ได้เจ้าค่ะ” หลี่มามาเข้าใจว่าถ้ามีของดีๆ คุณหนูสี่ก็จะไม่ลืมคนแก่อย่างนาง จึงตอบรับอย่างกระตือรือร้น เมื่อได้ประโยชน์แล้วให้ทำอะไรก็คล่องแคล่วรวดเร็วไปเสียหมด
จ้าวเยี่ยนเจียวแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาของชุ่ยเอ๋อร์กับชิงเอ๋อร์ นั่งกินอาหารเช้าอย่างอารมณ์ดี
หลังจากกลับมาถึงบ้านตระกูลจ้าว จ้าวเยี่ยนเจียวก็ไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มลงมือทำเครื่องสำอางตามที่นางถนัด ที่หงเสียนางทำเพื่อเงิน แต่ที่ตระกูลจ้าวนางทำเพื่อซื้อใจคน ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่านางทำได้ดีมากและใช้ชีวิตได้สบายขึ้น
หนึ่งเดือนผ่านไป ในที่สุดหยินจื่อก็ถูกพาตัวจากหงเสียมาที่ตระกูลจ้าว
หลังจากคารวะฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวในตอนเช้าแล้ว จ้าวเยี่ยนเจียวก็เดินตามฮูหยินเว่ยกลับมารอที่สวนจื่อเฉิน
ฮูหยินเว่ยมองจ้าวเยี่ยนเจียวที่นั่งอยู่ในห้องของนาง กินอาหารเช้าจนเกลี้ยงอย่างไม่เกรงใจ แถมยังดื่มชาและกินผลไม้อย่างสบายใจ ทำให้นางโกรธจนระงับอารมณ์แทบไม่อยู่
เสียงที่ประตูดังขึ้น จ้าวเยี่ยนเจียวมองไปเห็นหยินจื่อ นางไม่ได้แปลกใจอะไร แต่นางไม่คิดว่าจินจื่อจะตามมาด้วย ทั้งสองคนถูกพ่อบ้านพาเข้ามา
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่สนใจกฎเกณฑ์ นางโยนเมล็ดแตงโมในมือทิ้งเดินไปข้างหน้า จับแขนของพวกนางทั้งสองคนกระโดดไปรอบๆ “จินจื่อ หยินจื่อ ข้าคิดถึงพวกเจ้ามากเลย”
จินจื่อกับหยินจื่อมองจ้าวเยี่ยนเจียว รอยยิ้มบนใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ
“แต่ว่าจินจื่อ” จ้าวเยี่ยนเจียวถามด้วยความไม่เข้าใจ “ไม่ใช่ว่าข้าบอกให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนกับท่านป้าหรือ ทำไมเจ้าถึงมาด้วยเล่า?”
“ท่านป้าฉินบอกว่านางชินกับการอยู่คนเดียวแล้ว ไม่ต้องการใครมาดูแล และเป็นห่วงว่าคุณหนูจะไม่มีใครคุยด้วยในจวนจ้าว เลยจัดการให้บ่าวมาพร้อมกับหยินจื่อเจ้าค่ะ” จินจื่อแอบมองฮูหยินเว่ยที่นั่งอยู่บนที่นั่งหลัก แต่เห็นท่าทางคุณหนูของนางแล้วก็รู้ว่าคุณหนูไม่ได้ถูกรังแก หัวใจของนางก็สงบลง
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







